Masukฉันราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้ ด้วยความกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จึงรีบดึงประตูเปิดแล้วก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับทันทีภายในรถเงียบสงบอย่างยิ่ง มีเพียงเสียงสายลมอ่อน ๆ ที่พัดออกมาจากช่องแอร์เท่านั้นเขาค่อย ๆ ออกรถอย่างนุ่มนวล พลางเอ่ยถาม “ไปไหน?”แน่นอนว่าฉันไม่อยากกลับไปที่โรงพยาบาลอีกแล้วในเมื่อกู้สือซวี่ไม่สนใจใยดีว่าฉันจะเป็นหรือตาย แล้วเรื่องอะไรที่ดึกดื่นค่ำมืดขนาดนี้ ฉันจะต้องพาตัวเองกลับไปปรนนิบัติรับใช้เขาด้วยล่ะ?ดังนั้น ฉันจึงบอกชื่อคอนโดที่ตัวเองพักอยู่ในปัจจุบันให้เขาทราบรถแล่นไปบนท้องถนนอย่างนิ่งสนิทและมั่นคงฉันลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดปากพูดขึ้นมา “เรื่องที่เคยคุยกับคุณไปก่อนหน้านี้...เรื่องที่อยากให้คุณช่วยทำเรื่องตรวจดีเอ็นเอลูกสาวของฉันน่ะค่ะ คุณพอจะลองพิจารณาดูใหม่อีกสักครั้งได้ไหมคะ?”มือของเสิ่นเหยียนโจวที่จับพวงมาลัยอยู่ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ข้อนิ้วเรียวยาวสะท้อนแสงไฟสีขาวนวลจากหน้าปัดรถผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เรื่องที่ผมปฏิเสธไปแล้ว ผมไม่อยากพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง”ฉันถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วปิดปากเงียบลงอย่า
ฉันเอ่ยเสียงเย็น “เสิ่นเหยียนโจวมีฐานะระดับไหนกัน? แม้แต่นายเขายังมองไม่เห็นในสายตา แล้วเขาจะมามองคนอย่างฉันงั้นเหรอ? นายคิดว่าพวกเราจะคุยอะไรกันได้ล่ะ?”กู้สือซวี่จ้องมองฉันอยู่นานหลายวินาที แววตาแห่งความระแวงสงสัยค่อย ๆ เจือจางลงก็จริง... เขาเองก็คงคิดว่าคำพูดเมื่อครู่นี้ ก็แค่คำพูดเย้าแหย่เพื่อกวนประสาทส่ง ๆ ของเสิ่นเหยียนโจวเท่านั้นเพราะด้วยสถานะอย่างฉัน ย่อมไม่มีทางมีเรื่องเกี่ยวพันอันใดกับบุคคลระดับเสิ่นเหยียนโจวได้อยู่แล้วกู้สือซวี่พาฉันกลับเข้าไปกล่าวร่ำลาคุณตา จากนั้นก็เตรียมตัวจะกลับตอนที่กำลังจะก้าวพ้นประตู คุณตาก็เรียกเขาเอาไว้ เน้นย้ำทีละคำ “แกจำใส่กะโหลกไว้ให้ดีนะเจ้าตัวแสบ กลับไปแล้วรีบไปจัดการเรื่องเมียน้อยเมียเก็บพวกนั้นให้เด็ดขาดซะ! เด็กเป็นลูกของแก แกก็ต้องรับผิดชอบไป แต่ไอ้ผู้หญิงประพฤติตัวไม่รักดีพรรค์นั้น อย่าหวังว่าจะได้เหยียบย่างเข้าประตูบ้าน!”กู้สือซวี่ตอบรับอย่างขอไปที เจียงซูฮุ่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้เอ่ยปากแย้งอะไหร่ ทว่ามองดูก็รู้ว่าสีหน้าของเธอไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิงพอพวกเราพาตั๋วตั่วเดินพ้นตัวคฤหาสน์ออกมา ก็ได้ยินเจียงซูฮุ่ยพูดขึ้นว่า “คุณตาข
……สายลมหนาวในสวนพัดพาเอาไอเย็นเยียบของต้นฤดูหนาวมาปะทะร่างฉันกระชับเสื้อโค้ตตัวหนาแน่นขึ้น ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยจิตใจที่หนักอึ้งทันทีที่เดินมาถึงใต้ระเบียงทางเดิน ก็เห็นเสิ่นเหยียนโจวยืนพิงราวระเบียงไม้แกะสลักอยู่ นิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่ไว้มวนหนึ่งเปลวไฟสีส้มที่ปลายนิ้ววูบวาบสว่างแล้วหรี่ลง อาบไล้ใบหน้าด้านข้างอันคมเข้มของเขา ขับเน้นความสุขุมและหนักแน่นของคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนฉันชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเขาอีกสองก้าวราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างพอเดินมาจนใกล้ ลำคอกลับตีบตันขึ้นมา จนนึกคำทักทายที่เหมาะสมไม่ออกแม้แต่คำเดียวฉันควรจะเอ่ยทักทายตามมารยาทดี?หรือควรจะขอร้องให้เขาช่วยเก็บเป็นความลับตรง ๆ อย่าได้แพร่งพรายเรื่องที่ฉันเล่าให้เขาฟังในวันนั้นออกไป?ในจังหวะที่ฉันกำลังลังเลอยู่นั้น เสิ่นเหยียนโจวก็หันหน้ามามองฉันแววตาภายใต้กรอบแว่นของเขาแฝงความหม่นหมองอันลึกล้ำที่ยากจะคลี่คลายฉันคิดว่า เขาเองก็คงเพิ่งทราบเรื่องที่แม่แท้ ๆ ป่วยหนักด้วยโรคร้ายแรงและเหลือเวลาอยู่ได้อีกไม่นานเช่นกันถึงได้ดูเปล่าเปลี่ยวและเศร้าหมองถึงเพียงนี้ในตอนนั้นเอง เสิ่นเหยียนโ
“จริงใจเหรอคะ?”เจียงซูฮุ่ยแค่นหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม สีหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน “มันทำไปก็เพื่อจะเอาอกเอาใจพ่อไม่ใช่เหรอคะ? ใครจะไปรู้ว่าข้างในใจมันคิดแผนการชั่วร้ายอะไรอยู่! ไม่อย่างนั้นอยู่ดีไม่ว่าดี จะไปเรียกลูกชายกลับมาทำไมกะทันหันล่ะคะ?”เจียงป๋อเหวินทอดถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ดวงตามีเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำเอ่อคลอด้วยความเหนื่อยล้า น้ำเสียงก็แผ่วเบาลง “แม่เลี้ยงของแก... เธอป่วยเป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย อยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว”ห้องรับแขกพลันเงียบสงัดลงในพริบตาคุณตามองไปยังทิศทางของบันได ลำคอตีบตันจนเสียงแหบแห้ง “ตอนนั้น พ่อของเหยียนโจวเสียชีวิต เหยียนโจวยังเด็กมาก เธอก็ออกจากตระกูลเสิ่นมาแต่งงานกับฉัน ตลอดหลายปีมานี้ เธอแทบไม่ได้ทำหน้าที่แม่ให้กับเหยียนโจวเลย ในใจเธอรู้ดี ว่าเหยียนโจวยังคงโกรธแค้นเธออยู่ ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ เธอแค่อยากจะปรับความเข้าใจและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเหยียนโจวบ้าง มันผิดตรงไหนกัน?”เจียงซูฮุ่ยถึงกับพูดอะไรไม่ออกฉันนั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ในใจก็พลอยรู้สึกหดหู่และหนักอึ้งตามไปด้วยหลังจากเจียงป๋อเหวินพูดเรื่องของ
กู้สือซวี่ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาสีหน้าไม่เปลี่ยนและเอ่ยเรียกเสิ่นเหยียนโจวอย่างราบเรียบ “คุณน้าครับ”“อืม”เสิ่นเหยียนโจวขานรับเสียงเรียบ สายตาของเขาเหมือนจะมองมาที่ฉัน แต่ก็เหมือนไม่ได้มองฉันจำต้องกลั้นใจฝืนเอ่ยเรียกตามเขาไปด้วย “สวัสดีค่ะคุณน้า”เจียงป๋อเหวินดีใจจนเนื้อเต้น กวักมือเรียกทุกคน “มา ๆ ๆ นั่งลงกันให้หมดเลย!”แม้ว่าช่วงเวลารับประทานอาหาร เจียงป๋อเหวินจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นคุยเพื่อช่วยปรับบรรยากาศอยู่ตลอดทว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับยังคงแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลก ๆ อันกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูกท่าทีของท่านผู้อาวุโสที่มีต่อเสิ่นเหยียนโจวนั้นอบอุ่นและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ทั้งไต่ถามสารทุกข์สุกดิบไม่ขาดปาก รอยยิ้มที่หางตาและหัวคิ้วล้วนจริงใจอย่างยิ่ง“เหยียนโจวเอ๊ย กินอันนี้เยอะ ๆ สิ ได้ยินแม่แกบอกว่านี่เป็นของโปรดแกเลยนะ”น้ำเสียงของเจียงป๋อเหวินเปี่ยมล้นไปด้วยความเอ็นดู “ตอนที่แม่แกแต่งเข้ามาอยู่กับฉัน ฉันก็อยากให้เธอรับแกมาอยู่ด้วยกันแท้ ๆ แต่แม่แกก็เอาแต่บอกว่าแกยังเด็ก ฝั่งตระกูลเสิ่นตัดใจปล่อยแกมาไม่ได้ วันนี้แกยอมมาได้ ฉันดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ นะ”ส
ตั๋วตั่วเชิดหน้ามองฉันอย่างแง่งอน “หนูอยากกินอะไร คุณแม่ก็ซื้อให้หนูได้หมดแหละค่ะ! ไม่ต้องให้คุณน้าทำให้หรอก!”กู้สือซวี่ไม่ได้เอ่ยห้ามปรามลูกสาวเลยแม้แต่น้อยมองดูก็รู้ว่า เขากลัวเหลือเกินว่าฉันจะได้ใกล้ชิดกับตั๋วตั่วช่วงพลบค่ำ คนขับรถก็มารออยู่ด้านล่างเรียบร้อยแล้วฉันกับกู้สือซวี่พาตั๋วตั่วมุ่งหน้าไปยังบ้านคุณตาด้วยกันทว่าแม้จะอยู่บนรถ กู้สือซวี่ก็ยังไม่ยอมให้ฉันนั่งข้าง ๆ ตั๋วตั่ว แต่ให้ฉันไปนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ ส่วนเขาพาตั๋วตั่วนั่งอยู่เบาะหลังพอมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเจียง รถของเจียงซูฮุ่ยก็แล่นมาถึงพอดีทันทีที่เห็นฉันก้าวลงมาจากรถ เธอก็ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยด้วยความไม่พอใจขึ้นมาทันควัน “สือซวี่ แกพามันมาด้วยทำไม?”ยังไม่ทันที่กู้สือซวี่จะได้ตอบอะไร เธอก็ตวัดสายตามองฉันอย่างเหยียดหยาม “หน้าด้านไร้ยางอายจริง ๆ สือซวี่เขาจะหย่ากับเธออยู่รอมร่อแล้ว เธอยังมีหน้ามาร่วมงานเลี้ยงในครอบครัวของพวกเราอีกเหรอ?”ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ หมุนตัวคิดจะเดินกลับไปทันทีแต่แรกที่ยอมมาที่นี่ ก็แค่อยากจะหาโอกาสเจอตั๋วตั่วเท่านั้นแต่น่าเสียดาย หนูน้อยคนนี้พอได้ไปคลุกคลีกับซูหย่าซินแค่ไม่ก





![บอสขาอย่าหื่น [ซีรี่ส์ภาคต่อ บอสขาอย่าอ่อย]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

