Masukกู้อี้หานแค่นหัวเราะ ก่อนจะพูดว่า “ฉันเคยบอกแล้วว่าเธอมันพวกเนรคุณ ก็ยังจะเถียงฉันอีก!วันนั้นถ้าไม่ใช่เพราะฉันกับเขา ป่านนี้เธอโดนขย้ำจนไม่เหลือแม้แต่ซากแล้ว แค่ให้ไปขอบคุณเขาต่อหน้าสักคำ เธอยังไม่ยอมอีก!”“ก็ฉันไม่มีโอกาสได้เจอเขาเลยนี่นา!อีกอย่างให้ฉันถ่อไปหาใครสักคนเพื่อพูดขอบคุณแค่คำเดียวเนี่ยนะ ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?”ฉันพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจซ้ำแล้วซ้ำเล่ากู้อี้หานขยิบตาให้ฉันแล้วบอกว่า “คืนนี้คุณย่าเสิ่นจัดงานเลี้ยงการกุศล ในงานเลี้ยงจะมีบรรดาคนดังในเมืองไห่เฉิงมาร่วมงานด้วย เขาเป็นหลานชายของคุณย่าเสิ่น ยังไงก็ต้องไปร่วมงานอยู่แล้ว ลองคิดดูสิว่าเขาเคยช่วยชีวิตเธอไว้ จะทำยังไงก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน!”ฉันถอนหายใจแล้วบอกว่า “ตระกูลเสิ่นไม่ได้ส่งบัตรเชิญมาให้ฉัน งานแบบนั้นถ้าไม่มีบัตรเชิญเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ไม่ปล่อยให้เข้าไปหรอก”ตอนนั้นเอง กู้อี้หานก็หยิบบัตรเชิญออกมาหนึ่งใบแล้วพูดว่า “ฉันมีไง!แม่ฉันก็มีเหมือนกัน!คืนนี้แม่ไม่อยากไปพอดี เธอก็ใช้บัตรของแม่ฉันได้เลย”กู้อี้หานพยายามหว่านล้อมฉันทุกวิถีทาง สรุปก็คือเขาจะไม่ยอมช่วยเอาเสื้อสูทไปคืนคุณเสิ่นแทนฉันสุดท้ายฉั
ฉันยกมือนวดใบหูของตัวเองเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า “ไม่น่ารอให้นายออกมาเลย นายพูดมากจนหูฉันจะหนวกหมดแล้ว!”กู้อี้หานไม่เพียงไม่โกรธ กลับยิ่งหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เขาพูดกับฉันว่า “เธอไม่ต้องปากแข็งหรอกน่า จากเรื่องวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเธอมีใจให้ฉัน”ฉันคร้านจะต่อปากต่อคำกับผู้ชายหลงตัวเองคนนี้ จึงถามที่อยู่บ้านของเขา อยากจะรีบส่งเขาคืนให้แม่โดยไวที่สุดแต่ไม่คิดเลยว่า เขาจะบอกที่อยู่เดียวกับคอนโดของฉัน“กู้อี้หาน!ฉันไม่มีวันยอมให้นายเข้าบ้านฉันเด็ดขาด!”ฉันเริ่มจะหงุดหงิด ภาพที่หมอนี่ตามตื๊อฉันไม่เลิกสมัยเรียนผุดขึ้นมาอีกครั้ง แค่นึกก็ปวดหัวแล้ว!กู้อี้หานลูบปลายจมูกเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทำไม?เธอซื้อหมู่บ้านนั้นแล้วหรือไง?เธออยู่ได้ ทำไมฉันจะอยู่บ้างไม่ได้?”ฉันได้แต่มองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อได้ยินเพียงเขาอธิบายว่า “ห้องชั้นบนของเธอเปลี่ยนเจ้าของแล้ว จากนี้ไปเจ้าของห้องก็คือฉัน จากนี้ไป กู้อี้หานคนนี้ก็เป็นเพื่อนบ้านของเธอแล้ว”“ว่าไงนะ?”ฉันอึ้งจนสมองตื้อไปหมดจนกระทั่งขึ้นลิฟต์ ฉันถึงได้รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่นตอนนี้เซี่ยเสี่ยวฉินย้ายเข้ามาอยู่ห้องชั้นบนเรียบร้อย
กู้สือซวี่เองก็ยังไม่ได้ไปไหน เขาเพียงกลับขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถ ไม่นาน ความมืดของราตรีก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ความเย็นชื้นเริ่มแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่รู้ว่ากู้สือซวี่ลงมาจากรถตั้งแต่เมื่อไหร่ เสื้อสูทที่อบอวลด้วยกลิ่นอำพันถูกคลุมลงบนไหล่ของฉันฉันยกมือขึ้นหมายจะถอดเสื้อคืนให้เขาตามสัญชาตญาณ แต่เขากลับกดมือฉันไว้“เป็นห่วงเขาขนาดนั้นเลยเหรอ?”น้ำเสียงช่วงท้ายประโยคที่สูงขึ้นเล็กน้อยของเขาแฝงความไม่พอใจเอาไว้ฉันตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็เป็นห่วงมากจริง ๆ นั่นแหละ เหมือนกับที่คุณเป็นห่วงซูหย่าซินไง!”เขาไม่ได้ตอบอะไร ร่างสูงหยิบกล่องบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วยืนเว้นระยะห่างจากฉันพอสมควรเปลวไฟสีฟ้าจากไฟแช็กสว่างวาบขึ้นชั่วขณะ ขับให้ใบหน้าด้านข้างแสนเย็นชาของเขาเด่นชัดก่อนจะเลือนหายไปในเงามืด รออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดทีมทนายของบริษัทตระกูลกู้ก็เดินทางมาถึง กู้สือซวี่อาศัยเส้นสายที่มีในสถานีตำรวจช่วยประสานงานให้เหมือนครั้งก่อน ไม่นานกู้อี้หานก็ได้รับการประกันตัวออกมาตอนที่เดินออกมา เขาล้วงมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับเรื่องที่เกิดขึ
ฉันผลักประตูรถออก เตรียมจะก้าวลงจากรถแต่เขากลับคว้าข้อมือฉันไว้แล้วกระชากเข้าหาตัว“ ทำไมถึงไม่ยอมไปโรงพยาบาล?”เขามองฉันด้วยสายตาเคลือบแคลงก่อนถามว่า “ ถ้าเกิดติดโรคอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?”ฉันแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “ จะติดโรคอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ?ยังไงตอนนี้ระหว่างเราก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว หรือคุณคิดว่าฉันจะเอาเชื้อโรคไปแพร่ให้คุณได้!”“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังจะปากแข็งอีก!”สีหน้าของกู้สือซวี่หม่นแสงจนดูน่ากลัว เขาเอ่ยว่า “ ผมเคยบอกคุณแล้วว่าอย่าก่อปัญหาอีก แค่อยู่บ้านแล้วทำหน้าที่ของคุณนายกู้ไปก็พอ ทีนี้คุณเห็นหรือยังว่าพอไม่มีผม พอออกจากตระกูลกู้ไป คุณก็เป็นได้แค่เหยื่อให้คนอื่นเขาขย้ำเล่น!”ความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ฉันเงยหน้าสบเข้ากับดวงตาเย็นเยียบคู่นั้นพลางพูดว่า “แต่เมื่อคืนคุณก็อยู่ตรงนั้นนี่ ต่อให้คุณอยู่หรือไม่อยู่มันก็ไม่ต่างกันไม่ใช่เหรอ?ฉันขอให้คุณช่วย คุณช่วยฉันหรือเปล่า?”กู้สือซวี่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นอย่างสงสัย “คุณขอให้ผมช่วยเมื่อไหร่?”ความปวดร้าวในใจทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว จนเสียงที่เปล่งออกมาเคล้าด้วยเสียงสะอื้น “ใช่สิ ใ
ฉันแค่นหัวเราะเสียงเย็นแล้วเอ่ยถามว่า “เธอคิดไม่ถึงอะไร?ตั้งแต่วินาทีที่เธอยอมเป็นเครื่องมือให้ซูหย่าซิน เธอก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่ามันจะทำลายชีวิตฉัน!เมิ่งอวิ๋นชู ถือว่าฉันมองคนผิดไปแล้วกัน!”แล้วสุดท้าย ฉันก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาตัวออกมา ณ ห้องสอบสวน แสงไฟสีขาวจากหลอดไฟนีออนสาดลงบนใบหน้าฉัน ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันถูกสืบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัย จะบอกว่าไม่กลัวเลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ตำรวจซักถามฉันอยู่หลายเรื่อง ซึ่งฉันก็ตอบไปตามความจริงทั้งหมดแต่พวกเขากลับบอกว่าคำตอบของฉันนั้นไม่ตรงกับคำให้การของจูต้าเฉิงซึ่งเป็น‘ผู้เสียหาย’ ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องทำการสืบสวนเพิ่มเติม ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา จึงถามว่า “งั้นฉันต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนคะ?”ตำรวจตอบด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ “ทางเราได้แจ้งไปยังสามีของคุณแล้ว ถ้าเกิดเขามาประกันตัวให้ คุณก็สามารถออกจากที่นี่วันนี้ได้เลย”“กู้สือซวี่?”สำหรับฉันในตอนนี้ ชื่อนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากชื่อของคนตายเพราะทุกครั้งที่ฉันต้องการเขา...เขาไม่เคยอยู่ตรงนั้นเลยถ้าจะแจ้งเขา แจ้งตระกูลเยี่ยหรือไม่ก็ซ่งจินรั่วยัง
ฉันเอ่ยขอบคุณเขาจากใจจริง “คุณเสิ่นคะ ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณมากจริง ๆ แล้วก็ครั้งก่อนที่ไซต์ก่อสร้างด้วย ขอบคุณทั้งคุณและผู้ช่วยของคุณด้วยนะคะ”“ไม่ต้องเกรงใจ”เขาตอบสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ แล้วหันไปถามกู้อี้หาน “ไปบ้านนาย?”“ใช่!”“ไม่!”ฉันกับกู้อี้หานพูดขึ้นพร้อมกันกู้อี้หานกัดฟันกรอด “เยี่ยเจาเจา เธอจะให้ฉันส่งเธอกลับบ้านดึกดื่นแบบนี้จริง ๆ น่ะเหรอ?กลับไปทั้งสภาพนี้สามีเธอคงนึกว่าเราสองคนมีอะไรกันแล้วแน่!”“นายเลิกพูดจาเหลวไหลสักทีได้ไหม?”ฉันตัดบทเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนเอ่ยว่า “ฉันเช่าบ้านอยู่ข้างนอก ตอนนี้...ฉันไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว”เมื่อได้ยินบทสนทนาของฉันกับกู้อี้หาน แววตาลุ่มลึกของคุณเสิ่นก็ฉายแววสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยเขาคงคิดไม่ถึงว่ากู้อี้หานจะกินไม่เลือกถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกล้าหมายตาผู้หญิงที่มีสามีแล้ว ฉันไม่อยากพาตัวเองเข้าปากเสือด้วยการตามกู้อี้หานกลับบ้านหรอกนะโชคดีที่คุณเสิ่นยังเคารพการตัดสินใจของฉัน เขาถามที่อยู่ของฉันก่อนสั่งให้คนขับรถกลับรถแล้วมุ่งหน้าไปยังคอนโดที่ฉันเช่าไว้พอลงจากรถ กู้อี้หานก็ยืนกรานจะเดินไปส่งฉันถึงห้อง แต่สุดท้ายก็ถูกฉันปฏิเสธไปเข







