Partager

กำแพงเหนือขุนเขา

last update Date de publication: 2026-02-19 01:30:18

หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!

นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้

“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”

ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้

ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลง

หลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้ ทว่านางกลับมีความชื่นชมในตัวพี่สาวคนนี้อย่างเปี่ยมล้น... ตั้งแต่วันคืนนั้น

“ข้าตามท่านพี่มาจากสนามรบ... แต่ท่านคือคนที่เปลี่ยนข้า”        หลี่เยี่ยนพึมพำเสียงสั่นพลางพยายามพยุงร่างซือเหมยขึ้น “ใครจะคิดว่าตอนนั้นท่านจะเมาจนเดินเข้าห้องผิดมาหาข้า... ทำให้ข้ากลายเป็นสตรีที่กล้าแกร่งเหนือใคร แล้วดูท่านตอนนี้สิ...”

หลี่เยี่ยนยิ้มทั้งน้ำตา สตรีที่ดูอ่อนแออย่างนางกลับยอมแบกร่างที่ชุ่มด้วยโคลนและโลหิตเย็นเฉียบไปตามท้องถนนท่ามกลางหิมะโปรยปราย ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าบุรุษผู้นั้นคือที่พึ่งพิง ทว่ายามนี้ หญิงสาวที่ทุ่มเททุกอย่างกลับถูกเขาโยนทิ้งราวกับสุนัขข้างถนน มีเพียง ‘คนขี้เมา’ ผู้นี้เท่านั้นที่นางจะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง!

“พวกเจ้าจะไปที่ไหน” เสียงเข้มของชายในชุดคลุมมิดชิดเอ่ยทักขึ้นจากมุมมืดของตรอก

“เศษเนื้อที่เปื้อนเลือด” หลี่เยี่ยนตอบสั้นๆ เป็นรหัสผ่าน ชายชุดคลุมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะนำทางทั้งคู่หายลับเข้าไปในตรอกอันมืดมิด

ภายในห้องใต้ดินที่มีเพียงแสงเทียนสลัว หมอหลายคนกำลังรุมล้อมร่างที่จมกองเลือด “หลี่เยี่ยน... หลานข้าเป็นอย่างไรบ้าง” หญิง       วัยกลางคนผู้สูงศักดิ์จ้องมองซือเหมยบนเตียงด้วยสายตาที่เจ็บปวด

“นายท่าน พี่ซือเหมยถูกวางยาสลายกำลังเจ้าค่ะ” หลี่เยี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยความจริงที่โหดร้ายที่สุด “นางถูกทำลายจุดตันเถียนไปแล้วด้วยเจ้าค่ะ!”

คำนั้นประดุจสายฟ้าฟาด หญิงวัยกลางคนแทบล้มทั้งยืน “หลานข้า... เจ้าช่างอาภัพยิ่งนัก!” ทว่าท่ามกลางความสิ้นหวัง หญิงสูงศักดิ์อีกนางกลับก้าวเข้ามาพร้อมหมอหลวง

“พักเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพานางออกจากเมือง ส่วนเจ้าหลี่เยี่ยน เตรียมตัวกลับชายแดนพร้อมข้า... ตระกูลหาญฝากไว้กับเจ้าแล้ว”

“รับทราบเจ้าค่ะพระชายา!”

“ยาเม็ดนี้... อยู่ที่โชคชะตาของเจ้าแล้ว” หญิงสูงศักดิ์เทยาเม็ดสีแดงนวลออกมา

“หัตถ์เทพคืนชีพ!” เข็มเงินหลายสิบเล่มถูกปักลงตามจุดชีพจรเพื่อบังคับเปิดจุดลมปราณ ตามด้วยเม็ดยาลับ ‘จันทราสุริยัน’ ที่เลื่องชื่อ

หาญซือเหมยกระอักเลือดสีดำออกมาคำใหญ่ ร่างกายของนางบิดเกร็งด้วยความทรมานจนหมอต้องช่วยกันยึดตรึงร่างไว้ “สุริยัน จันทรา เหมันต์... จุติ!”

ฝ่ามือจากหลวงจีนนักบวชกระแทกเข้ากลางกระหม่อม กระตุ้นวิชา ‘เปลี่ยนเส้นเอ็น’ ที่ขาดสะบั้นทั่วร่างให้เชื่อมต่อกันใหม่ ความเจ็บปวดทิ่มแทงทะลุหัวใจประหนึ่งถูกฉีกร่างเป็นหมื่นชิ้น นางอยากจะตายแต่ก็ไม่อาจตายได้ เพราะหนี้แค้นของบิดาและวงศ์ตระกูลยังไม่ได้สะสาง!

“หลานข้า ทนไว้!!”

“จับนางให้ดี!” พระนักบวชสำทับ “เข็มนี้คือวิชาลับ... เจ็ดเซียนกระบี่เมามาย เทพยุทธ์ดาวตก!”

สิ้นคำ เข็มเงินเจ็ดเล่มสุดท้ายปักลงในตำแหน่งสำคัญ พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวง ในวินาทีนั้นทุกคนรู้ดีว่า... เวลาสงบสุขของพวกมันได้หมดลงแล้ว!

“ไม่นานพวกมันต้องรู้ตัว! รีบย้ายนางออกไปทางลับ!” ทว่าไม่นานองครักษ์ก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น “พวกมันรู้ตัวแล้ว!”

“ทุกคนรีบย้ายนางออกไปเดี๋ยวนี้!” คนทั้งหมดรีบเคลื่อนย้ายร่างของซือเหมยลงสู่ทางใต้ดิน ส่วนคนที่เหลือก็จัดการจุดไฟเผาบ้านเพื่อทำลายหลักฐาน เพลิงลุกโชนลามไปทั้งหลังอย่างรวดเร็วท่ามกลางคืนหิมะโปรยที่เหน็บหนาวที่สุดในชีวิต

เสียงระฆังจากหอเตือนภัยดังกังวานสะท้านไปทั่วเมืองหลวง  เปลวเพลิงแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ประดุจมังกรไฟที่กำลังพิโรธ บรรดาทหารรักษาเมืองนับร้อยวิ่งวุ่นโกลาหล เสียงตะโกนสั่งการปนเปไปกับเสียงไม้ลั่นจากการถูกเผาไหม้ แต่ยิ่งสาดน้ำลงไปเท่าใด เพลิงนั้นกลับยิ่งลุกลามโหมกระหน่ำจนเกินจะควบคุม

“ไฟโหมหนักเกินไปแล้ว! ไปตามรถน้ำมาเพิ่มเดี๋ยวนี้!” หัวหน้าทหารรักษาเมืองตะโกนสั่งด้วยใบหน้าอาบเหงื่อและเขม่าดำ

“หัวหน้า! ไม่ไหวขอรับ! ลมพัดแรงจนไม้แห้งกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีไปหมดแล้ว!” ทหารนายหนึ่งรายงานด้วยร่างกายสั่นเทา ยามมองกลับไปยังกองเพลิงที่ขยายตัวราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง

“หัวหน้าระวัง!!!”

ตูม! อ้าก!!!

เสาคานไม้ที่ลุกโชนหักโค่นลงมาท่ามกลางกลุ่มทหาร เปลวไฟวูบใหญ่พุ่งเข้าใส่ร่างของทหารเคราะห์ร้ายหลายนายจนถูกกลืนหายไปใน   ทะเลเพลิง เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานดังแทรกผ่านอากาศอันร้อนระอุ

“พวกเจ้ามัวแต่ร่ายรำทำอะไรกันอยู่!!” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังกดข่มเสียงไฟ ทหารทุกคนต่างชะงักและรีบคุกเข่าลงทันที

“ไฟไหม้ขอรับใต้เท้า!”

ชายชราผู้สูงศักดิ์ในอาภรณ์หรูหรามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเย็นชาแฝงความเบื่อหน่าย “...ข้าเห็นแล้วว่าไฟไหม้! ไอ้โง่! ที่ข้าถามคือทำไมพวกเจ้าถึงยังดับมันไม่ได้!”

“เพลิงครั้งนี้รุนแรงผิดปกติขอรับ มันโหมหนักจนทำให้ทหารเข้าไปไม่ถึง... ตะ ต้นเพลิง”

ปัง! ชายชราทุบกำแพงหินด้วยความโมโหจนสั่นสะเทือน เขาไม่ได้ห่วงบ้านเรือนที่วอดวาย แต่กำลังโกรธที่เห็นเพียงกองไฟที่ว่างเปล่า... เหยื่อที่เขาต้องการได้หนีไปแล้ว! “ไอ้โง่!! รีบปิดประตูเมืองทุกบานเดี๋ยวนี้! อย่าให้มดสักตัวรอดออกไปได้!” เขาแผดเสียงสั่ง แววตาประดุจงูพิษที่จ้องมองเหยื่อ “ส่งคนออกไปนอกเมือง จับพวกมันกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย... ข้าต้องการเห็นหัวพวกมัน!”

สิ้นคำบัญชา กลางดึกคืนนั้นเอง เสียงกีบเท้าของม้าศึกสวมเกราะหนักหลายสิบตัวก็ควบตะบึงออกจากประตูเมืองราวกับพายุคลั่ง ฝุ่นตลบอบอวลอยู่ใต้แสงจันทร์ที่มืดมัว

พวกมันคือยอดฝีมือลับที่ถูกชุบเลี้ยงมาเพื่อฆ่าโดยเฉพาะ ในนาม ‘หมาล่าเนื้อ’ กลุ่มเพชฌฆาตที่ถูกฝึกมาให้รับกลิ่นอายแห่งความตายและกัดไม่ปล่อยจนกว่าเหยื่อจะสิ้นลม ทหารลับเหล่านั้นแยกย้ายออกเป็นสี่สาย กระจายกำลังออกไปทั่วทุกทิศทาง ปิดล้อมทางรอดทุกเส้นทางประดุจตาข่ายมรณะที่ค่อยๆ รัดตรึงเข้าหาเป้าหมาย

ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดร้างที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าทึบ เสียงครืดคราดของหินที่บดเบียดกันดังขึ้นเบาๆ เมื่อฝาโลงศพศิลาอันหนักอึ้งถูกเลื่อนออกช้าๆ จากภายใน

“นายท่าน เชิญขอรับ”

เหล่าองครักษ์ในชุดคลุมทมิฬทยอยนำบุคคลสำคัญก้าวออกมาจากอุโมงค์ลับใต้ดิน ร่างของหาญซือเหมยที่ยังคงไร้สติถูกห่อหุ้มด้วยผ้าแพรหนาแน่นเพื่อกักเก็บไออุ่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด

“รถม้าเตรียมไว้พร้อมหรือยัง” หญิงสูงศักดิ์เอ่ยถามเสียงเครียด แววตาฉายความกังวลยามมองไปยังทิศทางของเมืองหลวงที่เห็นแสงเพลิงรำไร

“พร้อมแล้วขอรับ!” “ดี... เป้าหมายของเราคือป้อมปราการทางเหนือ ก่อนรุ่งสางเราต้องพ้นเขตราชสำนักให้ได้!”

สิ้นคำสั่ง ทุกคนต่างเร่งรีบขึ้นรถม้าที่ซ่อนไว้ในดงไม้ ชายชุดคลุมหลายคนจูงม้าศึกที่พร้อมรบออกมา อาวุธหนักในมือสะท้อนแสงจันทร์วาววับ พวกเขาขนาบข้างรถม้าประดุจกำแพงเหล็กเคลื่อนที่ ก่อนจะควบตะบึงฝ่าความมืดและความหนาวเหน็บ มุ่งหน้าสู่พรมแดนที่ความตายกำลังไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด

ผ่านไปหลายสิบวันแห่งการหลบหนีโดยไม่หยุดพัก ภายในรถม้าที่สั่นคลอน หลี่เยี่ยนกุมมืออันเย็นเฉียบของซือเหมยไว้แน่น นางมองใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับกระดาษด้วยความรู้สึกผิดและเทิดทูนอย่างที่สุด

“เตรียมขึ้นเรือ! แค่ข้ามฝั่งนี้ไป... ก็จะเข้าสู่เขตแดนเหนือแล้ว!” เสียงน้ำไหลเชี่ยวกรากอยู่เบื้องหน้า ทุกคนเร่งเคลื่อนย้ายคนเจ็บขึ้นสู่เรือใหญ่ทันที ทว่าท่ามกลางความเร่งรีบนั้น หลี่เยี่ยนกลับได้ยินเสียงที่ทำให้เสียวสันหลังวาบ “เสียงหมาหอน...” นางพึมพำด้วยใจที่ไม่สู้ดี บรรยากาศรอบกายยามเรือเคลื่อนออกจากฝั่งเงียบเชียบจนผิดปกติ มีเพียงสายตานับสิบคู่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดริมฝั่งซึ่งกำลังจับจ้องมองมา

หลี่เยี่ยนและสตรีสูงศักดิ์นั่งเฝ้าคนที่สลบไสล ทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไม่ต่างจากมัมมี่ บาดแผลที่สาหัสเกินเยียวยาทำให้พวกนางทำได้เพียงภาวนาให้บรรพชนคุ้มครองทายาทคนสุดท้ายของตระกูล

เมื่อเรือเทียบฝั่งในยามที่ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองรับแสงอรุณ รถม้าและองครักษ์ยังคงเร่งเดินทางต่ออย่างไม่หยุดพัก แต่แล้วฝันร้ายที่นางหวาดกลัวก็กลายเป็นความจริง “เสียงหมาหอน...” หลี่เยี่ยนสะดุ้งสุดตัว มองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า

ทันใดนั้น ภาพทุกอย่างประดุจหยุดนิ่ง เสียงนกแสกแผดร้องลั่นราวกับเสียงประหาร พร้อมกับห่าฝนธนูที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามามืดฟ้ามัวดิน!

ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!

“หลบเร็ว!!! เราโดนโจมตี!!!” หัวหน้าองครักษ์ตะโกนก้อง

ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งปักเข้าที่คอของคนขับรถม้าจนร่วงหล่นลงสู่พื้นหิมะ ม้าศึกเสียหลักพยศลั่นส่งผลให้รถม้าเอียงวูบจนคนข้างในกระแทกกันอย่างรุนแรง “พวกมันมาแล้ว!” เงามืดจากหลังต้นไม้ร่อนลงมาประดุจมัจจุราชสวมหน้ากากสุนัขป่าสีตน พวกมันคือ ‘หมาล่าเนื้อ’ กลุ่มนักฆ่าที่เหี้ยมโหดที่สุดที่ตามกลิ่นมาจนพบ

“ปกป้องนายหญิง! ส่งรถม้าออกไปเดี๋ยวนี้!” องครักษ์ที่เหลืออยู่ชักดาบยาวออกมาปะทะกับศัตรู แววตามุ่งมั่นเตรียมสละชีพ ประกายไฟจากการปะทะของเหล็กกล้าสว่างวาบท่ามกลางหิมะสีขาว

หลี่เยี่ยนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางตะเกียกตะกายออกไปกุมบังเหียนแทนคนขับที่สิ้นใจ “ท่านหญิง! หาที่จับไว้ให้มั่น ข้าจะฝ่าออกไป!” “รีบไป! ฝากดูแลคุณหนูด้วย!” เสียงสั่งเสียสุดท้ายขององครักษ์ดังขึ้น ก่อนที่เขาจะใช้ร่างกายกำยำรับคมดาบของศัตรูเพื่อขวางทางไว้ น้ำตาของหลี่เยี่ยนไหลพรากแต่มือกลับสะบัดแส้สุดแรงเกิด

“ไป!!!” รถม้าพุ่งทะยานฝ่าดงหนามและหิมะหนา มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือโดยไม่คิดชีวิต ทิ้งความตายและเสียงดาบไว้เบื้องหลัง เพื่อนำพา ‘ความหวังเดียว’ ของตระกูลหาญไปให้ถึงจุดหมาย

เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางหมอกหนาเบื้องหน้า ปรากฏเงาทะมึนของกำแพงหินมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทิวเขา ‘ปราการหินดำ’ สถานที่รวบรวมเหล่าทหารกล้าที่ยังคงภักดีต่อตระกูลหาญ

เสียงแตรเขาสัตว์ดังสนั่นจากบนกำแพงเมือง เมื่อเห็นสัญลักษณ์นกอินทรีเหล็กบนรถม้า ประตูเมืองที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก รถม้าหยุดลงอย่างกะทันหันในลานกว้าง องครักษ์เหล็กนับร้อยนายในชุดเกราะหนาแหวกแถวออกมา พวกเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกันจนเสียงเกราะกระทบพื้นดังสนั่น

“ยินดีต้อนรับคุณหนูตระกูลหาญกลับบ้าน!”

“อย่ามากพิธี! รีบพาคนเจ็บไปพักก่อน! คนอื่นๆ มาถึงหรือยัง” “ขอรับ พระนางเว่ยไท่เฟย คนอื่นๆ มาครบแล้ว” พระนางเว่ยไท่เฟยพยักหน้ารับ พลางเงยหน้ามองปราการที่ทอดยาวเหนือภูผา “มันช่างหนาวเหน็บอะไรเช่นนี้”

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างกึกก้อง... นิ้วมือที่เคยเย็นเฉียบของซือเหมยพลันขยับเบาๆ พลังปราณร้อนเย็นจากเม็ดยาลับเริ่มไหลเวียนผ่านเส้นเอ็นที่เชื่อมต่อใหม่ นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยอ่อนต่อโลกบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงชั่วครู่ก่อนจะกลายเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ

“ที่นี่... คือที่ไหน” เสียงของนางแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังถึงกับขนลุกซู่

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • หิมะทะเลทราย   แซ่หาญ

    ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ

  • หิมะทะเลทราย   เรือเหาะของเซียน

    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง

  • หิมะทะเลทราย   สงครามจากแดนใต้

    ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล

  • หิมะทะเลทราย   พบหน้า

    ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด

  • หิมะทะเลทราย   ฐานลับใต้เมือง

    ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา

  • หิมะทะเลทราย   ตัวปลอม

    เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้

  • หิมะทะเลทราย   ปล้นเงิน

    แสงอาทิตย์วันใหม่พยายามสาดส่องผ่านม่านควันไฟดำทะมึน ที่มอดดับ เมืองอี้อวิ๋นเวลานี้ประดุจซากศพขนาดใหญ่ที่ถูกรุมทึ้ง บ้านเรือนพังทลายจากหินยักษ์ที่ถูกดีดเข้ามาตลอดคืน ซือเหมยนั่งพักที่บันไดหน้าประตูเมืองที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จ ร่างกายของนางอาบไปด้วยเขม่าและหยาดเหงื่อเบื้องล่างนั้น กองเพลิงเผา

  • หิมะทะเลทราย   เว่ยไท่เฟย

    “ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเส

  • หิมะทะเลทราย   คนดวงซวย

    บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลั

  • หิมะทะเลทราย   สายน้ำ

    “ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่า

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status