Mag-log inหาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!
นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้
“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”
ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้
ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลง
หลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้ ทว่านางกลับมีความชื่นชมในตัวพี่สาวคนนี้อย่างเปี่ยมล้น... ตั้งแต่วันคืนนั้น
“ข้าตามท่านพี่มาจากสนามรบ... แต่ท่านคือคนที่เปลี่ยนข้า” หลี่เยี่ยนพึมพำเสียงสั่นพลางพยายามพยุงร่างซือเหมยขึ้น “ใครจะคิดว่าตอนนั้นท่านจะเมาจนเดินเข้าห้องผิดมาหาข้า... ทำให้ข้ากลายเป็นสตรีที่กล้าแกร่งเหนือใคร แล้วดูท่านตอนนี้สิ...”
หลี่เยี่ยนยิ้มทั้งน้ำตา สตรีที่ดูอ่อนแออย่างนางกลับยอมแบกร่างที่ชุ่มด้วยโคลนและโลหิตเย็นเฉียบไปตามท้องถนนท่ามกลางหิมะโปรยปราย ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าบุรุษผู้นั้นคือที่พึ่งพิง ทว่ายามนี้ หญิงสาวที่ทุ่มเททุกอย่างกลับถูกเขาโยนทิ้งราวกับสุนัขข้างถนน มีเพียง ‘คนขี้เมา’ ผู้นี้เท่านั้นที่นางจะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง!
“พวกเจ้าจะไปที่ไหน” เสียงเข้มของชายในชุดคลุมมิดชิดเอ่ยทักขึ้นจากมุมมืดของตรอก
“เศษเนื้อที่เปื้อนเลือด” หลี่เยี่ยนตอบสั้นๆ เป็นรหัสผ่าน ชายชุดคลุมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะนำทางทั้งคู่หายลับเข้าไปในตรอกอันมืดมิด
ภายในห้องใต้ดินที่มีเพียงแสงเทียนสลัว หมอหลายคนกำลังรุมล้อมร่างที่จมกองเลือด “หลี่เยี่ยน... หลานข้าเป็นอย่างไรบ้าง” หญิง วัยกลางคนผู้สูงศักดิ์จ้องมองซือเหมยบนเตียงด้วยสายตาที่เจ็บปวด
“นายท่าน พี่ซือเหมยถูกวางยาสลายกำลังเจ้าค่ะ” หลี่เยี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยความจริงที่โหดร้ายที่สุด “นางถูกทำลายจุดตันเถียนไปแล้วด้วยเจ้าค่ะ!”
คำนั้นประดุจสายฟ้าฟาด หญิงวัยกลางคนแทบล้มทั้งยืน “หลานข้า... เจ้าช่างอาภัพยิ่งนัก!” ทว่าท่ามกลางความสิ้นหวัง หญิงสูงศักดิ์อีกนางกลับก้าวเข้ามาพร้อมหมอหลวง
“พักเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพานางออกจากเมือง ส่วนเจ้าหลี่เยี่ยน เตรียมตัวกลับชายแดนพร้อมข้า... ตระกูลหาญฝากไว้กับเจ้าแล้ว”
“รับทราบเจ้าค่ะพระชายา!”
“ยาเม็ดนี้... อยู่ที่โชคชะตาของเจ้าแล้ว” หญิงสูงศักดิ์เทยาเม็ดสีแดงนวลออกมา
“หัตถ์เทพคืนชีพ!” เข็มเงินหลายสิบเล่มถูกปักลงตามจุดชีพจรเพื่อบังคับเปิดจุดลมปราณ ตามด้วยเม็ดยาลับ ‘จันทราสุริยัน’ ที่เลื่องชื่อ
หาญซือเหมยกระอักเลือดสีดำออกมาคำใหญ่ ร่างกายของนางบิดเกร็งด้วยความทรมานจนหมอต้องช่วยกันยึดตรึงร่างไว้ “สุริยัน จันทรา เหมันต์... จุติ!”
ฝ่ามือจากหลวงจีนนักบวชกระแทกเข้ากลางกระหม่อม กระตุ้นวิชา ‘เปลี่ยนเส้นเอ็น’ ที่ขาดสะบั้นทั่วร่างให้เชื่อมต่อกันใหม่ ความเจ็บปวดทิ่มแทงทะลุหัวใจประหนึ่งถูกฉีกร่างเป็นหมื่นชิ้น นางอยากจะตายแต่ก็ไม่อาจตายได้ เพราะหนี้แค้นของบิดาและวงศ์ตระกูลยังไม่ได้สะสาง!
“หลานข้า ทนไว้!!”
“จับนางให้ดี!” พระนักบวชสำทับ “เข็มนี้คือวิชาลับ... เจ็ดเซียนกระบี่เมามาย เทพยุทธ์ดาวตก!”
สิ้นคำ เข็มเงินเจ็ดเล่มสุดท้ายปักลงในตำแหน่งสำคัญ พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวง ในวินาทีนั้นทุกคนรู้ดีว่า... เวลาสงบสุขของพวกมันได้หมดลงแล้ว!
“ไม่นานพวกมันต้องรู้ตัว! รีบย้ายนางออกไปทางลับ!” ทว่าไม่นานองครักษ์ก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น “พวกมันรู้ตัวแล้ว!”
“ทุกคนรีบย้ายนางออกไปเดี๋ยวนี้!” คนทั้งหมดรีบเคลื่อนย้ายร่างของซือเหมยลงสู่ทางใต้ดิน ส่วนคนที่เหลือก็จัดการจุดไฟเผาบ้านเพื่อทำลายหลักฐาน เพลิงลุกโชนลามไปทั้งหลังอย่างรวดเร็วท่ามกลางคืนหิมะโปรยที่เหน็บหนาวที่สุดในชีวิต
เสียงระฆังจากหอเตือนภัยดังกังวานสะท้านไปทั่วเมืองหลวง เปลวเพลิงแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ประดุจมังกรไฟที่กำลังพิโรธ บรรดาทหารรักษาเมืองนับร้อยวิ่งวุ่นโกลาหล เสียงตะโกนสั่งการปนเปไปกับเสียงไม้ลั่นจากการถูกเผาไหม้ แต่ยิ่งสาดน้ำลงไปเท่าใด เพลิงนั้นกลับยิ่งลุกลามโหมกระหน่ำจนเกินจะควบคุม
“ไฟโหมหนักเกินไปแล้ว! ไปตามรถน้ำมาเพิ่มเดี๋ยวนี้!” หัวหน้าทหารรักษาเมืองตะโกนสั่งด้วยใบหน้าอาบเหงื่อและเขม่าดำ
“หัวหน้า! ไม่ไหวขอรับ! ลมพัดแรงจนไม้แห้งกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีไปหมดแล้ว!” ทหารนายหนึ่งรายงานด้วยร่างกายสั่นเทา ยามมองกลับไปยังกองเพลิงที่ขยายตัวราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
“หัวหน้าระวัง!!!”
ตูม! อ้าก!!!
เสาคานไม้ที่ลุกโชนหักโค่นลงมาท่ามกลางกลุ่มทหาร เปลวไฟวูบใหญ่พุ่งเข้าใส่ร่างของทหารเคราะห์ร้ายหลายนายจนถูกกลืนหายไปใน ทะเลเพลิง เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานดังแทรกผ่านอากาศอันร้อนระอุ
“พวกเจ้ามัวแต่ร่ายรำทำอะไรกันอยู่!!” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังกดข่มเสียงไฟ ทหารทุกคนต่างชะงักและรีบคุกเข่าลงทันที
“ไฟไหม้ขอรับใต้เท้า!”
ชายชราผู้สูงศักดิ์ในอาภรณ์หรูหรามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเย็นชาแฝงความเบื่อหน่าย “...ข้าเห็นแล้วว่าไฟไหม้! ไอ้โง่! ที่ข้าถามคือทำไมพวกเจ้าถึงยังดับมันไม่ได้!”
“เพลิงครั้งนี้รุนแรงผิดปกติขอรับ มันโหมหนักจนทำให้ทหารเข้าไปไม่ถึง... ตะ ต้นเพลิง”
ปัง! ชายชราทุบกำแพงหินด้วยความโมโหจนสั่นสะเทือน เขาไม่ได้ห่วงบ้านเรือนที่วอดวาย แต่กำลังโกรธที่เห็นเพียงกองไฟที่ว่างเปล่า... เหยื่อที่เขาต้องการได้หนีไปแล้ว! “ไอ้โง่!! รีบปิดประตูเมืองทุกบานเดี๋ยวนี้! อย่าให้มดสักตัวรอดออกไปได้!” เขาแผดเสียงสั่ง แววตาประดุจงูพิษที่จ้องมองเหยื่อ “ส่งคนออกไปนอกเมือง จับพวกมันกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย... ข้าต้องการเห็นหัวพวกมัน!”
สิ้นคำบัญชา กลางดึกคืนนั้นเอง เสียงกีบเท้าของม้าศึกสวมเกราะหนักหลายสิบตัวก็ควบตะบึงออกจากประตูเมืองราวกับพายุคลั่ง ฝุ่นตลบอบอวลอยู่ใต้แสงจันทร์ที่มืดมัว
พวกมันคือยอดฝีมือลับที่ถูกชุบเลี้ยงมาเพื่อฆ่าโดยเฉพาะ ในนาม ‘หมาล่าเนื้อ’ กลุ่มเพชฌฆาตที่ถูกฝึกมาให้รับกลิ่นอายแห่งความตายและกัดไม่ปล่อยจนกว่าเหยื่อจะสิ้นลม ทหารลับเหล่านั้นแยกย้ายออกเป็นสี่สาย กระจายกำลังออกไปทั่วทุกทิศทาง ปิดล้อมทางรอดทุกเส้นทางประดุจตาข่ายมรณะที่ค่อยๆ รัดตรึงเข้าหาเป้าหมาย
ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดร้างที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าทึบ เสียงครืดคราดของหินที่บดเบียดกันดังขึ้นเบาๆ เมื่อฝาโลงศพศิลาอันหนักอึ้งถูกเลื่อนออกช้าๆ จากภายใน
“นายท่าน เชิญขอรับ”
เหล่าองครักษ์ในชุดคลุมทมิฬทยอยนำบุคคลสำคัญก้าวออกมาจากอุโมงค์ลับใต้ดิน ร่างของหาญซือเหมยที่ยังคงไร้สติถูกห่อหุ้มด้วยผ้าแพรหนาแน่นเพื่อกักเก็บไออุ่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด
“รถม้าเตรียมไว้พร้อมหรือยัง” หญิงสูงศักดิ์เอ่ยถามเสียงเครียด แววตาฉายความกังวลยามมองไปยังทิศทางของเมืองหลวงที่เห็นแสงเพลิงรำไร
“พร้อมแล้วขอรับ!” “ดี... เป้าหมายของเราคือป้อมปราการทางเหนือ ก่อนรุ่งสางเราต้องพ้นเขตราชสำนักให้ได้!”
สิ้นคำสั่ง ทุกคนต่างเร่งรีบขึ้นรถม้าที่ซ่อนไว้ในดงไม้ ชายชุดคลุมหลายคนจูงม้าศึกที่พร้อมรบออกมา อาวุธหนักในมือสะท้อนแสงจันทร์วาววับ พวกเขาขนาบข้างรถม้าประดุจกำแพงเหล็กเคลื่อนที่ ก่อนจะควบตะบึงฝ่าความมืดและความหนาวเหน็บ มุ่งหน้าสู่พรมแดนที่ความตายกำลังไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด
ผ่านไปหลายสิบวันแห่งการหลบหนีโดยไม่หยุดพัก ภายในรถม้าที่สั่นคลอน หลี่เยี่ยนกุมมืออันเย็นเฉียบของซือเหมยไว้แน่น นางมองใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับกระดาษด้วยความรู้สึกผิดและเทิดทูนอย่างที่สุด
“เตรียมขึ้นเรือ! แค่ข้ามฝั่งนี้ไป... ก็จะเข้าสู่เขตแดนเหนือแล้ว!” เสียงน้ำไหลเชี่ยวกรากอยู่เบื้องหน้า ทุกคนเร่งเคลื่อนย้ายคนเจ็บขึ้นสู่เรือใหญ่ทันที ทว่าท่ามกลางความเร่งรีบนั้น หลี่เยี่ยนกลับได้ยินเสียงที่ทำให้เสียวสันหลังวาบ “เสียงหมาหอน...” นางพึมพำด้วยใจที่ไม่สู้ดี บรรยากาศรอบกายยามเรือเคลื่อนออกจากฝั่งเงียบเชียบจนผิดปกติ มีเพียงสายตานับสิบคู่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดริมฝั่งซึ่งกำลังจับจ้องมองมา
หลี่เยี่ยนและสตรีสูงศักดิ์นั่งเฝ้าคนที่สลบไสล ทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไม่ต่างจากมัมมี่ บาดแผลที่สาหัสเกินเยียวยาทำให้พวกนางทำได้เพียงภาวนาให้บรรพชนคุ้มครองทายาทคนสุดท้ายของตระกูล
เมื่อเรือเทียบฝั่งในยามที่ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองรับแสงอรุณ รถม้าและองครักษ์ยังคงเร่งเดินทางต่ออย่างไม่หยุดพัก แต่แล้วฝันร้ายที่นางหวาดกลัวก็กลายเป็นความจริง “เสียงหมาหอน...” หลี่เยี่ยนสะดุ้งสุดตัว มองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า
ทันใดนั้น ภาพทุกอย่างประดุจหยุดนิ่ง เสียงนกแสกแผดร้องลั่นราวกับเสียงประหาร พร้อมกับห่าฝนธนูที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามามืดฟ้ามัวดิน!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
“หลบเร็ว!!! เราโดนโจมตี!!!” หัวหน้าองครักษ์ตะโกนก้อง
ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งปักเข้าที่คอของคนขับรถม้าจนร่วงหล่นลงสู่พื้นหิมะ ม้าศึกเสียหลักพยศลั่นส่งผลให้รถม้าเอียงวูบจนคนข้างในกระแทกกันอย่างรุนแรง “พวกมันมาแล้ว!” เงามืดจากหลังต้นไม้ร่อนลงมาประดุจมัจจุราชสวมหน้ากากสุนัขป่าสีตน พวกมันคือ ‘หมาล่าเนื้อ’ กลุ่มนักฆ่าที่เหี้ยมโหดที่สุดที่ตามกลิ่นมาจนพบ
“ปกป้องนายหญิง! ส่งรถม้าออกไปเดี๋ยวนี้!” องครักษ์ที่เหลืออยู่ชักดาบยาวออกมาปะทะกับศัตรู แววตามุ่งมั่นเตรียมสละชีพ ประกายไฟจากการปะทะของเหล็กกล้าสว่างวาบท่ามกลางหิมะสีขาว
หลี่เยี่ยนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางตะเกียกตะกายออกไปกุมบังเหียนแทนคนขับที่สิ้นใจ “ท่านหญิง! หาที่จับไว้ให้มั่น ข้าจะฝ่าออกไป!” “รีบไป! ฝากดูแลคุณหนูด้วย!” เสียงสั่งเสียสุดท้ายขององครักษ์ดังขึ้น ก่อนที่เขาจะใช้ร่างกายกำยำรับคมดาบของศัตรูเพื่อขวางทางไว้ น้ำตาของหลี่เยี่ยนไหลพรากแต่มือกลับสะบัดแส้สุดแรงเกิด
“ไป!!!” รถม้าพุ่งทะยานฝ่าดงหนามและหิมะหนา มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือโดยไม่คิดชีวิต ทิ้งความตายและเสียงดาบไว้เบื้องหลัง เพื่อนำพา ‘ความหวังเดียว’ ของตระกูลหาญไปให้ถึงจุดหมาย
เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางหมอกหนาเบื้องหน้า ปรากฏเงาทะมึนของกำแพงหินมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทิวเขา ‘ปราการหินดำ’ สถานที่รวบรวมเหล่าทหารกล้าที่ยังคงภักดีต่อตระกูลหาญ
เสียงแตรเขาสัตว์ดังสนั่นจากบนกำแพงเมือง เมื่อเห็นสัญลักษณ์นกอินทรีเหล็กบนรถม้า ประตูเมืองที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก รถม้าหยุดลงอย่างกะทันหันในลานกว้าง องครักษ์เหล็กนับร้อยนายในชุดเกราะหนาแหวกแถวออกมา พวกเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกันจนเสียงเกราะกระทบพื้นดังสนั่น
“ยินดีต้อนรับคุณหนูตระกูลหาญกลับบ้าน!”
“อย่ามากพิธี! รีบพาคนเจ็บไปพักก่อน! คนอื่นๆ มาถึงหรือยัง” “ขอรับ พระนางเว่ยไท่เฟย คนอื่นๆ มาครบแล้ว” พระนางเว่ยไท่เฟยพยักหน้ารับ พลางเงยหน้ามองปราการที่ทอดยาวเหนือภูผา “มันช่างหนาวเหน็บอะไรเช่นนี้”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างกึกก้อง... นิ้วมือที่เคยเย็นเฉียบของซือเหมยพลันขยับเบาๆ พลังปราณร้อนเย็นจากเม็ดยาลับเริ่มไหลเวียนผ่านเส้นเอ็นที่เชื่อมต่อใหม่ นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยอ่อนต่อโลกบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงชั่วครู่ก่อนจะกลายเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
“ที่นี่... คือที่ไหน” เสียงของนางแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังถึงกับขนลุกซู่
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย
“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา
สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“





![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

