Masukหาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!
นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้
“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”
ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้
ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลง
หลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้ ทว่านางกลับมีความชื่นชมในตัวพี่สาวคนนี้อย่างเปี่ยมล้น... ตั้งแต่วันคืนนั้น
“ข้าตามท่านพี่มาจากสนามรบ... แต่ท่านคือคนที่เปลี่ยนข้า” หลี่เยี่ยนพึมพำเสียงสั่นพลางพยายามพยุงร่างซือเหมยขึ้น “ใครจะคิดว่าตอนนั้นท่านจะเมาจนเดินเข้าห้องผิดมาหาข้า... ทำให้ข้ากลายเป็นสตรีที่กล้าแกร่งเหนือใคร แล้วดูท่านตอนนี้สิ...”
หลี่เยี่ยนยิ้มทั้งน้ำตา สตรีที่ดูอ่อนแออย่างนางกลับยอมแบกร่างที่ชุ่มด้วยโคลนและโลหิตเย็นเฉียบไปตามท้องถนนท่ามกลางหิมะโปรยปราย ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าบุรุษผู้นั้นคือที่พึ่งพิง ทว่ายามนี้ หญิงสาวที่ทุ่มเททุกอย่างกลับถูกเขาโยนทิ้งราวกับสุนัขข้างถนน มีเพียง ‘คนขี้เมา’ ผู้นี้เท่านั้นที่นางจะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง!
“พวกเจ้าจะไปที่ไหน” เสียงเข้มของชายในชุดคลุมมิดชิดเอ่ยทักขึ้นจากมุมมืดของตรอก
“เศษเนื้อที่เปื้อนเลือด” หลี่เยี่ยนตอบสั้นๆ เป็นรหัสผ่าน ชายชุดคลุมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะนำทางทั้งคู่หายลับเข้าไปในตรอกอันมืดมิด
ภายในห้องใต้ดินที่มีเพียงแสงเทียนสลัว หมอหลายคนกำลังรุมล้อมร่างที่จมกองเลือด “หลี่เยี่ยน... หลานข้าเป็นอย่างไรบ้าง” หญิง วัยกลางคนผู้สูงศักดิ์จ้องมองซือเหมยบนเตียงด้วยสายตาที่เจ็บปวด
“นายท่าน พี่ซือเหมยถูกวางยาสลายกำลังเจ้าค่ะ” หลี่เยี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยความจริงที่โหดร้ายที่สุด “นางถูกทำลายจุดตันเถียนไปแล้วด้วยเจ้าค่ะ!”
คำนั้นประดุจสายฟ้าฟาด หญิงวัยกลางคนแทบล้มทั้งยืน “หลานข้า... เจ้าช่างอาภัพยิ่งนัก!” ทว่าท่ามกลางความสิ้นหวัง หญิงสูงศักดิ์อีกนางกลับก้าวเข้ามาพร้อมหมอหลวง
“พักเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะพานางออกจากเมือง ส่วนเจ้าหลี่เยี่ยน เตรียมตัวกลับชายแดนพร้อมข้า... ตระกูลหาญฝากไว้กับเจ้าแล้ว”
“รับทราบเจ้าค่ะพระชายา!”
“ยาเม็ดนี้... อยู่ที่โชคชะตาของเจ้าแล้ว” หญิงสูงศักดิ์เทยาเม็ดสีแดงนวลออกมา
“หัตถ์เทพคืนชีพ!” เข็มเงินหลายสิบเล่มถูกปักลงตามจุดชีพจรเพื่อบังคับเปิดจุดลมปราณ ตามด้วยเม็ดยาลับ ‘จันทราสุริยัน’ ที่เลื่องชื่อ
หาญซือเหมยกระอักเลือดสีดำออกมาคำใหญ่ ร่างกายของนางบิดเกร็งด้วยความทรมานจนหมอต้องช่วยกันยึดตรึงร่างไว้ “สุริยัน จันทรา เหมันต์... จุติ!”
ฝ่ามือจากหลวงจีนนักบวชกระแทกเข้ากลางกระหม่อม กระตุ้นวิชา ‘เปลี่ยนเส้นเอ็น’ ที่ขาดสะบั้นทั่วร่างให้เชื่อมต่อกันใหม่ ความเจ็บปวดทิ่มแทงทะลุหัวใจประหนึ่งถูกฉีกร่างเป็นหมื่นชิ้น นางอยากจะตายแต่ก็ไม่อาจตายได้ เพราะหนี้แค้นของบิดาและวงศ์ตระกูลยังไม่ได้สะสาง!
“หลานข้า ทนไว้!!”
“จับนางให้ดี!” พระนักบวชสำทับ “เข็มนี้คือวิชาลับ... เจ็ดเซียนกระบี่เมามาย เทพยุทธ์ดาวตก!”
สิ้นคำ เข็มเงินเจ็ดเล่มสุดท้ายปักลงในตำแหน่งสำคัญ พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวง ในวินาทีนั้นทุกคนรู้ดีว่า... เวลาสงบสุขของพวกมันได้หมดลงแล้ว!
“ไม่นานพวกมันต้องรู้ตัว! รีบย้ายนางออกไปทางลับ!” ทว่าไม่นานองครักษ์ก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น “พวกมันรู้ตัวแล้ว!”
“ทุกคนรีบย้ายนางออกไปเดี๋ยวนี้!” คนทั้งหมดรีบเคลื่อนย้ายร่างของซือเหมยลงสู่ทางใต้ดิน ส่วนคนที่เหลือก็จัดการจุดไฟเผาบ้านเพื่อทำลายหลักฐาน เพลิงลุกโชนลามไปทั้งหลังอย่างรวดเร็วท่ามกลางคืนหิมะโปรยที่เหน็บหนาวที่สุดในชีวิต
เสียงระฆังจากหอเตือนภัยดังกังวานสะท้านไปทั่วเมืองหลวง เปลวเพลิงแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ประดุจมังกรไฟที่กำลังพิโรธ บรรดาทหารรักษาเมืองนับร้อยวิ่งวุ่นโกลาหล เสียงตะโกนสั่งการปนเปไปกับเสียงไม้ลั่นจากการถูกเผาไหม้ แต่ยิ่งสาดน้ำลงไปเท่าใด เพลิงนั้นกลับยิ่งลุกลามโหมกระหน่ำจนเกินจะควบคุม
“ไฟโหมหนักเกินไปแล้ว! ไปตามรถน้ำมาเพิ่มเดี๋ยวนี้!” หัวหน้าทหารรักษาเมืองตะโกนสั่งด้วยใบหน้าอาบเหงื่อและเขม่าดำ
“หัวหน้า! ไม่ไหวขอรับ! ลมพัดแรงจนไม้แห้งกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีไปหมดแล้ว!” ทหารนายหนึ่งรายงานด้วยร่างกายสั่นเทา ยามมองกลับไปยังกองเพลิงที่ขยายตัวราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
“หัวหน้าระวัง!!!”
ตูม! อ้าก!!!
เสาคานไม้ที่ลุกโชนหักโค่นลงมาท่ามกลางกลุ่มทหาร เปลวไฟวูบใหญ่พุ่งเข้าใส่ร่างของทหารเคราะห์ร้ายหลายนายจนถูกกลืนหายไปใน ทะเลเพลิง เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานดังแทรกผ่านอากาศอันร้อนระอุ
“พวกเจ้ามัวแต่ร่ายรำทำอะไรกันอยู่!!” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังกดข่มเสียงไฟ ทหารทุกคนต่างชะงักและรีบคุกเข่าลงทันที
“ไฟไหม้ขอรับใต้เท้า!”
ชายชราผู้สูงศักดิ์ในอาภรณ์หรูหรามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเย็นชาแฝงความเบื่อหน่าย “...ข้าเห็นแล้วว่าไฟไหม้! ไอ้โง่! ที่ข้าถามคือทำไมพวกเจ้าถึงยังดับมันไม่ได้!”
“เพลิงครั้งนี้รุนแรงผิดปกติขอรับ มันโหมหนักจนทำให้ทหารเข้าไปไม่ถึง... ตะ ต้นเพลิง”
ปัง! ชายชราทุบกำแพงหินด้วยความโมโหจนสั่นสะเทือน เขาไม่ได้ห่วงบ้านเรือนที่วอดวาย แต่กำลังโกรธที่เห็นเพียงกองไฟที่ว่างเปล่า... เหยื่อที่เขาต้องการได้หนีไปแล้ว! “ไอ้โง่!! รีบปิดประตูเมืองทุกบานเดี๋ยวนี้! อย่าให้มดสักตัวรอดออกไปได้!” เขาแผดเสียงสั่ง แววตาประดุจงูพิษที่จ้องมองเหยื่อ “ส่งคนออกไปนอกเมือง จับพวกมันกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย... ข้าต้องการเห็นหัวพวกมัน!”
สิ้นคำบัญชา กลางดึกคืนนั้นเอง เสียงกีบเท้าของม้าศึกสวมเกราะหนักหลายสิบตัวก็ควบตะบึงออกจากประตูเมืองราวกับพายุคลั่ง ฝุ่นตลบอบอวลอยู่ใต้แสงจันทร์ที่มืดมัว
พวกมันคือยอดฝีมือลับที่ถูกชุบเลี้ยงมาเพื่อฆ่าโดยเฉพาะ ในนาม ‘หมาล่าเนื้อ’ กลุ่มเพชฌฆาตที่ถูกฝึกมาให้รับกลิ่นอายแห่งความตายและกัดไม่ปล่อยจนกว่าเหยื่อจะสิ้นลม ทหารลับเหล่านั้นแยกย้ายออกเป็นสี่สาย กระจายกำลังออกไปทั่วทุกทิศทาง ปิดล้อมทางรอดทุกเส้นทางประดุจตาข่ายมรณะที่ค่อยๆ รัดตรึงเข้าหาเป้าหมาย
ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดร้างที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าทึบ เสียงครืดคราดของหินที่บดเบียดกันดังขึ้นเบาๆ เมื่อฝาโลงศพศิลาอันหนักอึ้งถูกเลื่อนออกช้าๆ จากภายใน
“นายท่าน เชิญขอรับ”
เหล่าองครักษ์ในชุดคลุมทมิฬทยอยนำบุคคลสำคัญก้าวออกมาจากอุโมงค์ลับใต้ดิน ร่างของหาญซือเหมยที่ยังคงไร้สติถูกห่อหุ้มด้วยผ้าแพรหนาแน่นเพื่อกักเก็บไออุ่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด
“รถม้าเตรียมไว้พร้อมหรือยัง” หญิงสูงศักดิ์เอ่ยถามเสียงเครียด แววตาฉายความกังวลยามมองไปยังทิศทางของเมืองหลวงที่เห็นแสงเพลิงรำไร
“พร้อมแล้วขอรับ!” “ดี... เป้าหมายของเราคือป้อมปราการทางเหนือ ก่อนรุ่งสางเราต้องพ้นเขตราชสำนักให้ได้!”
สิ้นคำสั่ง ทุกคนต่างเร่งรีบขึ้นรถม้าที่ซ่อนไว้ในดงไม้ ชายชุดคลุมหลายคนจูงม้าศึกที่พร้อมรบออกมา อาวุธหนักในมือสะท้อนแสงจันทร์วาววับ พวกเขาขนาบข้างรถม้าประดุจกำแพงเหล็กเคลื่อนที่ ก่อนจะควบตะบึงฝ่าความมืดและความหนาวเหน็บ มุ่งหน้าสู่พรมแดนที่ความตายกำลังไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด
ผ่านไปหลายสิบวันแห่งการหลบหนีโดยไม่หยุดพัก ภายในรถม้าที่สั่นคลอน หลี่เยี่ยนกุมมืออันเย็นเฉียบของซือเหมยไว้แน่น นางมองใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับกระดาษด้วยความรู้สึกผิดและเทิดทูนอย่างที่สุด
“เตรียมขึ้นเรือ! แค่ข้ามฝั่งนี้ไป... ก็จะเข้าสู่เขตแดนเหนือแล้ว!” เสียงน้ำไหลเชี่ยวกรากอยู่เบื้องหน้า ทุกคนเร่งเคลื่อนย้ายคนเจ็บขึ้นสู่เรือใหญ่ทันที ทว่าท่ามกลางความเร่งรีบนั้น หลี่เยี่ยนกลับได้ยินเสียงที่ทำให้เสียวสันหลังวาบ “เสียงหมาหอน...” นางพึมพำด้วยใจที่ไม่สู้ดี บรรยากาศรอบกายยามเรือเคลื่อนออกจากฝั่งเงียบเชียบจนผิดปกติ มีเพียงสายตานับสิบคู่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดริมฝั่งซึ่งกำลังจับจ้องมองมา
หลี่เยี่ยนและสตรีสูงศักดิ์นั่งเฝ้าคนที่สลบไสล ทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไม่ต่างจากมัมมี่ บาดแผลที่สาหัสเกินเยียวยาทำให้พวกนางทำได้เพียงภาวนาให้บรรพชนคุ้มครองทายาทคนสุดท้ายของตระกูล
เมื่อเรือเทียบฝั่งในยามที่ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองรับแสงอรุณ รถม้าและองครักษ์ยังคงเร่งเดินทางต่ออย่างไม่หยุดพัก แต่แล้วฝันร้ายที่นางหวาดกลัวก็กลายเป็นความจริง “เสียงหมาหอน...” หลี่เยี่ยนสะดุ้งสุดตัว มองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า
ทันใดนั้น ภาพทุกอย่างประดุจหยุดนิ่ง เสียงนกแสกแผดร้องลั่นราวกับเสียงประหาร พร้อมกับห่าฝนธนูที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามามืดฟ้ามัวดิน!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
“หลบเร็ว!!! เราโดนโจมตี!!!” หัวหน้าองครักษ์ตะโกนก้อง
ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งปักเข้าที่คอของคนขับรถม้าจนร่วงหล่นลงสู่พื้นหิมะ ม้าศึกเสียหลักพยศลั่นส่งผลให้รถม้าเอียงวูบจนคนข้างในกระแทกกันอย่างรุนแรง “พวกมันมาแล้ว!” เงามืดจากหลังต้นไม้ร่อนลงมาประดุจมัจจุราชสวมหน้ากากสุนัขป่าสีตน พวกมันคือ ‘หมาล่าเนื้อ’ กลุ่มนักฆ่าที่เหี้ยมโหดที่สุดที่ตามกลิ่นมาจนพบ
“ปกป้องนายหญิง! ส่งรถม้าออกไปเดี๋ยวนี้!” องครักษ์ที่เหลืออยู่ชักดาบยาวออกมาปะทะกับศัตรู แววตามุ่งมั่นเตรียมสละชีพ ประกายไฟจากการปะทะของเหล็กกล้าสว่างวาบท่ามกลางหิมะสีขาว
หลี่เยี่ยนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางตะเกียกตะกายออกไปกุมบังเหียนแทนคนขับที่สิ้นใจ “ท่านหญิง! หาที่จับไว้ให้มั่น ข้าจะฝ่าออกไป!” “รีบไป! ฝากดูแลคุณหนูด้วย!” เสียงสั่งเสียสุดท้ายขององครักษ์ดังขึ้น ก่อนที่เขาจะใช้ร่างกายกำยำรับคมดาบของศัตรูเพื่อขวางทางไว้ น้ำตาของหลี่เยี่ยนไหลพรากแต่มือกลับสะบัดแส้สุดแรงเกิด
“ไป!!!” รถม้าพุ่งทะยานฝ่าดงหนามและหิมะหนา มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือโดยไม่คิดชีวิต ทิ้งความตายและเสียงดาบไว้เบื้องหลัง เพื่อนำพา ‘ความหวังเดียว’ ของตระกูลหาญไปให้ถึงจุดหมาย
เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางหมอกหนาเบื้องหน้า ปรากฏเงาทะมึนของกำแพงหินมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทิวเขา ‘ปราการหินดำ’ สถานที่รวบรวมเหล่าทหารกล้าที่ยังคงภักดีต่อตระกูลหาญ
เสียงแตรเขาสัตว์ดังสนั่นจากบนกำแพงเมือง เมื่อเห็นสัญลักษณ์นกอินทรีเหล็กบนรถม้า ประตูเมืองที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก รถม้าหยุดลงอย่างกะทันหันในลานกว้าง องครักษ์เหล็กนับร้อยนายในชุดเกราะหนาแหวกแถวออกมา พวกเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกันจนเสียงเกราะกระทบพื้นดังสนั่น
“ยินดีต้อนรับคุณหนูตระกูลหาญกลับบ้าน!”
“อย่ามากพิธี! รีบพาคนเจ็บไปพักก่อน! คนอื่นๆ มาถึงหรือยัง” “ขอรับ พระนางเว่ยไท่เฟย คนอื่นๆ มาครบแล้ว” พระนางเว่ยไท่เฟยพยักหน้ารับ พลางเงยหน้ามองปราการที่ทอดยาวเหนือภูผา “มันช่างหนาวเหน็บอะไรเช่นนี้”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างกึกก้อง... นิ้วมือที่เคยเย็นเฉียบของซือเหมยพลันขยับเบาๆ พลังปราณร้อนเย็นจากเม็ดยาลับเริ่มไหลเวียนผ่านเส้นเอ็นที่เชื่อมต่อใหม่ นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยอ่อนต่อโลกบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงชั่วครู่ก่อนจะกลายเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
“ที่นี่... คือที่ไหน” เสียงของนางแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังถึงกับขนลุกซู่
ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง
ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล
ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด
ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา
เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้
เมืองเทียนจิน เมืองท่าที่คึกคักและมั่งคั่งที่สุดในแดนตะวันออก กลิ่นอายน้ำเค็มจากทะเลผสมปนเปไปกับเสียงอึกทึกของศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รถม้าคันเล็กเคลื่อนผ่านถนนที่ปูด้วยหินอย่างดีมาหยุดลงหน้าจวนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวมังกร” ของเมือง ทว่าสภาพของมันในยามนี้กลับดูเง
กริ๊ง... กริ๊ง...เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตามระเบียงสั่นไหวไปมาตามแรงลมพัดเอื่อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลบุปผาโชยมาปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ให้ตื่นขึ้นสู่เช้าวันใหม่“เมื่อคืน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โจวหว่านฉีพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกเจ็บปวดรุ่มร้อนไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในขณะที่หลินจื่อเฉินกำลังเผชิญวิบากกรรม ซือเหมยในร่างแม่ทัพมาดเข้มยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนิน มองดูเมืองลู่เกาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางล้ำลึกและเย็นเยียบที่นี่... สมรภูมิที่พ่อแม่ของข้าเริ่มต้นความรักนางนึกถึงเรื่องที่ท่านน้าหาญเซียวเคยเล่า บิดาและมารดาของนางเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อก
หลายวันผ่านไป ข่าวคราวการศึกที่ชายแดนตะวันตกพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงสรรเสริญ บรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักกลับพากันยื่นฎีฬากล่าวโทษซือเหมยที่ก่อสงครามโดยพลการ เสียงเรียกร้องให้เรียกตัวนางกลับมาลงโทษทัณฑ์ดังระงมไปทั่วท้องพระโรงทว่า... ท่ามกลางเสียงก่นด่านัน กลับไ