แชร์

คนดวงซวย

last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-08 11:14:40

บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง    อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝัน

สายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน

“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”

“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหิน

ซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้” นางเงยหน้ามองท้องฟ้ายามอัสดงที่ฉาบด้วยสีเลือด

หาญเซียวถอนหายใจยาวพลางกุมมือนางไว้ “อดีตประดุจสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับ เจ้าเสียใจได้ แต่อย่าได้หมดอาลัย... เพราะเลือดของพวกเขาที่ยังไหลเวียนอยู่ในกายเจ้า กำลังเรียกร้องหาความยุติธรรม”

วู้ดดดดดดดดด!! เสียงแตรลากยาวสะเทือนเลื่อนลั่นดังมาจากหอคอยฝั่งทุ่งหญ้า แจ้งเหตุร้ายจนทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว

“เสียงแตรศึก...” ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว แววตาเปลี่ยนเป็นเฉียบคมในทันที “มีผู้บุกรุกป้อม หรือไม่ก็...!”

ทุกคนรีบวิ่งไปทางกำแพงเมือง ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วเส้นขอบฟ้า ภาพที่ปรากฏคือขบวนม้าเหล็กในเกราะเงินแวววาวหลายร้อยนายกำลังควบตะบึงหนีตายมุ่งตรงมายังปราการ ทว่าเบื้องหลังของพวกเขาคือกองทัพทหารม้าอนารยชนหลายพันคนที่ควบตามมาติดๆ ประดุจคลื่นยักษ์สีดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

“นั่นมัน... กองธงอินทรี! ทหารเก่าของท่านพี่นี่!” หาญเซี่ยวตะโกนก้องด้วยความตื่นเต้น “เปิดประตู! เร็วเข้า! เปิดประตูรับพวกเขา!”

เสียงฟันเฟืองเหล็กมหึมาครางครืนขณะที่ประตูมรณะถูกยกขึ้น ทหารม้าเกราะเงินพุ่งเข้าสู่เขตปราการอย่างเฉียดฉิว ท่ามกลางห่าฝนธนูที่ระดมยิงมาจากฝ่ายศัตรู

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ทหารบนกำแพงเมืองต่างแตกตื่นยกโล่ขึ้นมาบังลูกธนูที่ปลิวว่อน “พลธนูประจำที่! ระดมยิงคุ้มกัน!” หาญเซี่ยวสั่งการ ธนูหมื่นดอกถูกปล่อยจากยอดกำแพง สกัดกั้นกองทัพนอกด่านไว้ได้ทันท่วงที เมื่อทหารม้าคนสุดท้ายก้าวพ้นธรณีประตู นางก็แผดเสียงสั่ง “ปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

ในขณะที่ประตูเหล็กกำลังเลื่อนลงกระแทกพื้น ลูกธนูหลงทิศดอกหนึ่งกลับพุ่งแหวกอากาศโค้งลงมาจากที่สูงอย่างไม่มีใครคาดคิด

ปึก! หาญซือเหมยที่ยืนมองอยู่บนหอคอยพลันรู้สึกถึงแรงกระแทกหนักหน่วงที่ทรวงอก นางก้มมองลูกธนูที่ปักลึกอยู่บนร่างกายด้วยแววตาว่างเปล่า ‘ข้า... โดนอีกแล้ว...’

นางล้มลงทั้งยืน ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นเข้าสู่หัวใจ ท่านน้าหันมาเห็นเข้าพอดีถึงกับหน้าถอดสี “หลานน้า! นี่เจ้าจะดวงซวยเกินไปหรือไม่!”

ซือเหมยกระอักเลือดสีเข้มออกมา นางพยายามเค้นเสียงแหบพร่า “เหตุใด... เรื่องเช่นนี้... ถึงต้องเกิด... กับข้า...” ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดเป็นสีดำสนิทอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเรียกชื่อที่ดังระงม

********

“ท่านแม่ทัพ...” เสียงเรียกแผ่วเบาปลุกซือเหมยให้ตื่นจากภวังค์แห่งอดีต นางลืมตาขึ้นพบกับใบหน้าหวานของ หลี่เยี่ยน ที่คอยอยู่เคียง ข้างนางมาตลอด “เราถึงจุดพักม้าหลักแล้วเจ้าค่ะ นี่... ท่านฝันร้ายหรือ?”            หลี่เยี่ยนเอื้อมมือหมายจะแตะหน้าผากเพื่อตรวจดูอาการไข้ ทว่าซือเหมยกลับเบี่ยงกายหลบอย่างรวดเร็วพร้อมสายตาคมปลาบ

“ถ้าเจ้าทำแบบนี้อีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจนะ...เยี่ยนเอ๋อร์”

คำขู่ที่ดูขรึมขลังได้รับรอยยิ้มอ่อนโยนเป็นคำตอบ หลี่เยี่ยนซบใบหน้าลงบนไหล่ของแม่ทัพหญิงอย่างออดอ้อน “ท่านฝันถึงเรื่องตอนนั้นอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”

ซือเหมยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ครั้งนั้น... พวกเราต้องหนีหัวซุกหัวซุนประดุจหมาจนตรอก แต่ในวันเดียวกับวันนี้เมื่อปีก่อน พวกเรากำลังจะกลับไปทวงทุกอย่างคืน... เยี่ยนเอ๋อร์ ตัวข้าที่ฝึกวิชาเช่นนี้ ไม่สามารถมอบความสุขให้เจ้าได้เฉกเช่นบุรุษทั่วไป ข้า...”

หลี่เยี่ยนรีบใช้นิ้วเรียวทาบบนริมฝีปากนุ่มของซือเหมยเพื่อหยุดถ้อยคำนั้น “ขอแค่ได้เคียงข้างท่าน... สำหรับสตรีเช่นข้า เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้วเจ้าค่ะ” นางซบพิงไหล่แกร่ง ซึมซับไออุ่นภายใต้อ้อมกอดที่โอบรัดนางไว้ท่ามกลางหมู่ดาวที่พราวระยับเต็มนภา ซือเหมยลูบศีรษะหลี่เยี่ยน อย่างแผ่วเบา จนกระทั่งมีเสียงเคาะข้างรถม้าขัดจังหวะ

“ท่านแม่ทัพ อาหารจัดเตรียมเสร็จแล้วขอรับ” ทหารองครักษ์รายงานนอบน้อม

“พวกเจ้ากินกันไปก่อนเถอะ ข้าขอพักผ่อนอีกประเดี๋ยว”

“ขอรับ” ทหารองครักษ์ตอบรับแล้วรีบเดินจากไป

กลิ่นหอมของอาหารป่าที่ปรุงอย่างเรียบง่ายลอยอวลเข้ามาใน         รถม้า จนขันทีชราที่ร่วมขบวนมาด้วยถึงกับสะดุ้งตื่นเพราะความหิวโหย      สุดท้ายซือเหมยและหลี่เยี่ยนก็พากันมานั่งล้อมวงผิงไฟ ทานอาหารร่วมกับเหล่าทหารอย่างไม่ถือตัว บรรยากาศรอบกองไฟดูสงบสุข ทว่าในใจของซือเหมยกลับตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

กลางดึกคืน ซือเหมยปลีกตัวออกมานั่งสมาธิบนโขดหินริมลำธาร แสงจันทร์สีเงินยวงฉาบไล้ไปทั่วทุ่งหญ้ากว้าง สายลมพัดโชยมาปะทะใบหน้าเรียบนิ่งของนาง

แซ่ก... แซ่ก...

เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่พยายามซ่อนตัวอยู่ใต้พงหญ้าไม่อาจรอดพ้นโสตประสาทของนางไปได้ ซือเหมยลืมตาขึ้น ดวงตาเป็นประกายเย็นเยียบขณะมือเรียวกระชับด้ามดาบยาว

“ทางสว่างมีไม่เดิน ใยต้องรนหาที่ตายในทางมืด!” นางผุดลุกขึ้น ท่วงท่ารวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด ดาบถูกชักออกมาเพียงครึ่งจังหวะพร้อมการหมุนกายอันทรงพลัง “วิชาลับตระกูลหาญ... ดาบสะบั้นเงา!”

คลื่นพลังดาบสีดำทมิฬพุ่งแหวกอากาศตัดผ่านความมืด เสียงคมดาบกรีดผ่านเนื้อและกระดูกดัง ฉับ! ร่างของนักฆ่าถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วนอย่างแม่นยำประดุจตัดเต้าหู้นิ่ม โดยที่มันไม่ทันได้ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว

ซือเหมยสะบัดคราบเลือดออกจากคมดาบด้วยท่าทีรังเกียจ ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักดัง คลิก นางกลับลงมานั่งสมาธิต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความเยือกเย็นนี้คือสิ่งที่ตระกูลหาญหล่อหลอมให้นางกลายเป็น... มัจจุราชในร่างสตรี

นางนึกถึงศึกแรกที่นางได้ร่วมรบ คือการปราบกองทหารม้าปีศาจของเผ่าอารยชน ครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ครั้งแรกอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้นางสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ก็บาดเจ็บสาหัส... ศึกที่ทำให้คนขลาดกลัวอย่างนางต้องกลายเป็นคนเลือดเย็นเช่นวันนี้

*******

เสียงแตรหินลากยาวดังกังวานสะท้านทุ่งหญ้า ประดุจเสียงร้องของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากการจำศีล บนเส้นขอบฟ้าที่เคยเงียบสงบพลันปรากฏกลุ่มฝุ่นหนาทึบขนาดมหึมาที่กำลังมุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ กองทหารม้าเหล็กปีศาจในเกราะทมิฬกว่าสามพันนาย ตามติดด้วยกองทหารเดินเท้าที่ดาหน้ากันมาประดุจคลื่นมนุษย์อีกกว่าหมื่นชีวิต

ซือเหมยในชุดพลทหารม้าฝึกหัด นั่งอยู่บนหลังม้าที่กำลังกระสับกระส่าย นางมองภาพกองทัพมหึมาเบื้องหน้าด้วยสายตาที่สั่นไหว ความเงียบงันในยามนี้ช่างน่าอึดอัดจนนางแทบจะลืมวิธีหายใจ มือที่กุมบังเหียนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ‘ข้า... เป็นใคร ข้า... มาทำอะไรตรงนี้...’ นางยิ้มแห้งให้กับความขลาดกลัวของตัวเอง

 “เจ้ากลัวหรือ... หลานข้า” เสียงที่คุ้นเคยปลุกนางออกจากภวังค์แห่งความขลาดกลัว

ซือเหมยหันมองน้าสาวที่ควบม้าเข้ามาประชิด ใบหน้าของน้ายังคงเรียบนิ่งทว่าแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว “เจ้าค่ะน้า... ข้าไม่คิดว่าสงครามวันแรกของข้า จะต้องมาเจออะไรเช่นนี้” เสียงของนางสั่นพร่า ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเห็นอาวุธนับหมื่นที่สะท้อนแสงอาทิตย์วาววับ

น้าสาวเอื้อมมือมาตบบ่านางเบาๆ ทว่าหนักแน่น ก่อนจะคลี่ยิ้มให้ที่มุมปาก “บทเรียนแรกในสมรภูมิไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการเอาชีวิตรอด... อ่านหนังสือพันเล่มไม่เท่ากับเดินทางพันลี้ และการฝึกในสนามนับปี ก็ไม่เท่ากับการเผชิญหน้ากับความตายเพียงเสี้ยววินาที”

“ข้าว่าในเมืองหลวงข้าชินแล้ว แต่มาเจอแบบนี้ก็มีหวาดหวั่นไม่น้อยเช่นกัน”

“ทั้งหมด! เตรียมตัวถอยกลับป้อมปราการเดี๋ยวนี้!” สิ้นเสียงสั่งการ กองทหารม้าร้อยนายรีบกลับลำตะบึงม้าหนีออกจากจุดนั้นด้วยความเร็วสูงสุด ท่ามกลางเสียงแตรเขาสัตว์ของศัตรูที่ดังไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด

ในจังหวะที่ซือเหมยเหลียวมองกลับไปมองธงศึกของศัตรูที่กำลังปลิวไสว นางกลับต้องพบกับภาพที่ทำให้ดวงตาเบิกโพล่ง หัวใจแทบหยุดเต้น... เหนือยอดเสาธงและปลายหอกของศัตรูนั้น ไม่ใช่เพียงผืนผ้า แต่กลับเป็น ‘ศีรษะ’ ของชาวบ้านและทหารกล้าที่ถูกตัดขาดมาเสียบประจาน เลือดสีเข้มยังคงไหลซึมอาบยอดเสา แววตาของผู้ตายเหล่านั้นยังคงเบิกค้างด้วยความทรมาน

“อุ๊บ...!” ซือเหมยสำรอกออกมาอย่างสุดกลั้น ความสะอิดสะเอียนพุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ

“อย่าหันกลับไป!” เสียงน้าสาวแผดตะโกนก้องมาจากต้นขบวน “อาเหมย! ก้มหน้าลงแล้วเร่งฝีเท้าม้า! เร็วเข้า ถ้าไม่อยากให้หัวของเจ้าไปอยู่บนยอดเสานั่น!”

ซือเหมยกัดฟันกรอด ก้มหน้าก้มตาบังคับม้าให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ทว่ากองทัพม้าเหล็กสามพันนายกลับควบตามมาติดๆ ฝีเท้าม้าของพวกนอกด่านนั้นแข็งแกร่งและรวดเร็วกว่าม้าจากภาคกลางอย่างเห็นได้ชัด เสียงกีบเท้านับหมื่นที่กระทบพื้นดินดังกึกก้องประดุจเสียงฟ้าร้องที่กำลังจะถล่มลงมาทับร่างนาง

“อย่าไปสนใจเสียงข้างหลัง! วิ่ง! วิ่งไปที่ประตูเมือง!” ทหารม้าทุกคนต่างหมอบตัวต่ำ เร่งฝีเท้าเต็มพิกัดเพื่อสลัดเงาแห่งความตายให้หลุดพ้น หากเข้าป้อมปราการไม่ทัน... ทุ่งหญ้าแห่งนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเขาอย่างแน่นอน!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หิมะทะเลทราย   แซ่หาญ

    ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ

  • หิมะทะเลทราย   เรือเหาะของเซียน

    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง

  • หิมะทะเลทราย   สงครามจากแดนใต้

    ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล

  • หิมะทะเลทราย   พบหน้า

    ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด

  • หิมะทะเลทราย   ฐานลับใต้เมือง

    ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา

  • หิมะทะเลทราย   ตัวปลอม

    เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้

  • หิมะทะเลทราย   ผาอินทรี

    ในขณะที่หลินจื่อเฉินกำลังเผชิญวิบากกรรม ซือเหมยในร่างแม่ทัพมาดเข้มยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนิน มองดูเมืองลู่เกาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางล้ำลึกและเย็นเยียบที่นี่... สมรภูมิที่พ่อแม่ของข้าเริ่มต้นความรักนางนึกถึงเรื่องที่ท่านน้าหาญเซียวเคยเล่า บิดาและมารดาของนางเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อก

  • หิมะทะเลทราย   มุ่งหน้าสู่ตะวันออก

    เมืองเทียนจิน เมืองท่าที่คึกคักและมั่งคั่งที่สุดในแดนตะวันออก กลิ่นอายน้ำเค็มจากทะเลผสมปนเปไปกับเสียงอึกทึกของศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รถม้าคันเล็กเคลื่อนผ่านถนนที่ปูด้วยหินอย่างดีมาหยุดลงหน้าจวนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวมังกร” ของเมือง ทว่าสภาพของมันในยามนี้กลับดูเง

  • หิมะทะเลทราย   ใต้หน้ากาก

    หลายวันผ่านไป ข่าวคราวการศึกที่ชายแดนตะวันตกพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงสรรเสริญ บรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักกลับพากันยื่นฎีฬากล่าวโทษซือเหมยที่ก่อสงครามโดยพลการ เสียงเรียกร้องให้เรียกตัวนางกลับมาลงโทษทัณฑ์ดังระงมไปทั่วท้องพระโรงทว่า... ท่ามกลางเสียงก่นด่านัน กลับไ

  • หิมะทะเลทราย   นักเดินทาง

    กริ๊ง... กริ๊ง...เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตามระเบียงสั่นไหวไปมาตามแรงลมพัดเอื่อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลบุปผาโชยมาปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ให้ตื่นขึ้นสู่เช้าวันใหม่“เมื่อคืน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โจวหว่านฉีพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกเจ็บปวดรุ่มร้อนไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status