หิมะทะเลทราย

หิมะทะเลทราย

Langue: Thai
goodnovel16goodnovel
Notes insuffisantes
8Chapitres
4Vues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

ฮูหยินคนใหม่ของเขากำลังจะก้าวเข้าประตู ด้านนอกจวนโหวมีพลุสว่างไสวเฉลิมฉลองตลอดทั้งคืน ข้าโดนโยนออกมาเหมือนหมาตัวหนึ่ง เสียงเพลงแปลกประหลาเลอยเข้ามาในหัว ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ เห็นแก่เหล้าฟรีจนบางตาย

Voir plus

Chapitre 1

สายลมเหมันต์

เหนือขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอันหนาวเหน็บ หญิงสาวในชุดเกราะครึ่งตัวยืนตระหง่านรับลมหนาวบนยอดหอคอย สายตาทอดมองย้อนกลับไปแสนไกล... ไกลจนถึงที่ราบภาคกลางอันอุดมสมบูรณ์ที่นาง จากมา

นางยืนกอดอกพิงเสาหินพลางทอดถอนหายใจ มองดาบยาวข้างกายที่ผ่านศึกมานับร้อย

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง

“ท่านแม่ทัพ ได้เวลาออกเดินทางแล้วเจ้าค่ะ”

“ได้เวลาที่จะต้องกลับไปจัดการเรื่องราวที่ค้างคาเสียที”

“เจ้าค่ะ ท่านสยบทัพอารยชน ยึดคืนแผ่นดินกลับคืนมาได้ทั้งหมด อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”

“นั่นซิ” นางพูดพลางลูบตราหยกที่เอว “ได้เวลาทำตามสัญญา”

“เจ้าค่ะ”

ตลอดทางเดินลงจากป้อมปราการ เหล่าทหารยืนอารักขาอย่างแข็งขันภายใต้ ธงอินทรีเหล็ก อันเกรียงไกร เบื้องหน้าคือรถม้าหลวงที่จอดรออยู่ข้างองครักษ์ตำหนักตะวันออก

“ท่านแม่ทัพ ฮองเฮาและฮ่องเต้กำลังรอท่านอยู่ ทุกอย่างรอให้ท่านกลับไปจัดการขอรับ”

“พวกท่านสบายดีไหม”

“แน่นอนขอรับ” ชายคนนั้นยิ้มแล้วส่งพระราชโองการให้

“นั่นซิ” นางพูดจบก็หันกลับไปมองทหารทุกคนทั้งชายหญิงที่มารวมกันภายใต้ธงอินทรีเหล็ก ภายใต้ความเงียบงันทุกคนยืนนิ่งด้วยความเคารพ “ทั้งหมดทำความเคารพ!”

พรึ่บ!!

นางมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนหันเดินขึ้นรถม้า

เสียงฟันเฟืองเหล็กขับเคลื่อนกลไกประตูช้าๆ โซ่เหล็กดึงประตูเหล็กดำอันหนักอึ้งขึ้นเพื่อส่งผู้เป็นนายเดินทาง

ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านออกจากประตูท่ามกลางการทำความเคารพของเหล่าทหารและชาวบ้านนอกกำแพงสูง ชาวบ้านรอบป้อมปราการต่างออกมายืนรอส่งผู้ที่ทำให้ชายแดนกลับมาสงบอีกครั้ง

เบื้องหน้าคือกำแพงชั้นนอกที่สูงตระหง่า ทหารเหนือหอเมืองยืนตรงทำความเคารพรถม้าที่ผ่านออกจากประตูเมือง มุ่งสู่ที่ราบภาคกลาง

วู้ดดดดดด!!!

เสียงแตรหินแผดก้องประสานกับแตรเขาสัตว์ ส่งสัญญาณการเคลื่อนขบวนออกจากประตูเหล็กอันหนักอึ้ง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องทำความเคารพของชาวบ้านที่นางมอบความสงบสุขคืนให้ ซือเหมยมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าพลางยิ้มหยัน

“มันช่างเหมือนกับตอนนั้นเสียงจริง เจ้าว่าไหม” หญิงสาวหันมอง แม่ทัพสาวผู้กำลังนั่งเงียบ

“เสียงแตรนี้... ช่างเหมือนกับวันนั้นเสียจริง” นางหลับตาลงพลางนึกถึงอดีต... อันแสนยาวไกล

******

แม่นางน้อยผู้อ่อนต่อโลกนางหนึ่งยิ้มอย่างยินดี หิมะแรกโปรยปรายลงมาพร้อมชายหนุ่มผู้ยากจน ผู้เตรียมสอบจองหงวน แม้ผู้เป็นบิดาจะคัดค้านการหมายมั่นครั้งนี้ แต่นางก็หาได้สนใจไม่ นางให้การช่วยเหลือบ้านชายหนุ่มทุกอย่าง

กลางฤดูหนาวอันโหดร้าย... ผู้เป็นบิดาได้รับคำสั่งด่วนให้นำทัพสองแสนไปรับศึกกองทัพอารยชนที่ชายแดนเหนือ ผู้เป็นบิดายืนมองรอลูกสาวแก้วตาดวงใจอยู่หน้าประตูเมือง ยังไม่ยอมขึ้นมา ทว่าจวบจนได้เวลาออกเดินทาง ก็ไร้เงาของเด็กสาว

เขาหันหลังขึ้นม้านำกองทัพออกเดินทางสู่แดนเหนืออย่างหวั่นใจ หวังเพียงลูกสาวมายืนส่งเหมือนบ้านอื่น ธงกองทัพปลิวสไสวตามสายลมเหมือนความเสียใจที่ไม่มีวันได้เอ่ย

ย่างเข้าวสันตฤดู เสียงตีฆ้องร้องป่าวดังไปทั่วถนนในเมืองใหญ่ริ้วขบวนเจ้าสาวพร้อมด้วยสินเดิม มุ่งหน้าสู่จวนบัณฑิตหนุ่มผู้มากความสามารถ หญิงสาวบุตรีจวนตระกูลหาญส่วมชุดแดงปิดหน้านั่งในเกี้ยวหลังใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันแสดงความยินดีกับบัณฑิตหนุ่มผู้ขี่ม้านำหน้าขบวน

เด็กสาวผู้อ่อนต่อโลก ทุมเทให้ชายหนุ่มผู้เป็นยอดดวงใจ ใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยความปีติ ป้ายจวนพระราชทานตระง่าอยู่เบื้องหน้า นางผลักดันส่งเสริมจนสามารถสอบได้เป็น ‘จ้วงหยวน’ อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เด่นทั้งบุ๋นและบู้

บ่าวสาวควงคู่กันก้าวผ่านธรณีประตูบานใหญ่ ท่ามกลางเสียง แซ่ซ้องและดนตรีที่บรรเลงขับกล่อม เคายิ้มให้นางด้วยใจจริง ทว่าในขณะที่บ่าวสาวกำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูเรือนเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ เสียงม้าศึกกลับควบตะบึงมาหยุดลงพร้อมข่าวร้ายที่ดั่งสายฟ้าฟาด

"แม่ทัพหาญเสียชีวิตในสนามรบ! ฮ่องเต้มีบัญชาด่วนให้จ้วงหยวนเข้าวังเดี๋ยวนี้!"

เสียงม้าศึกแผดร้องดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางขั้วหัวใจ ซือเหมยรู้สึกได้ถึงฝ่ามือของสามีที่เคยเกาะกุมนางไว้พลันสั่นสะท้าน ก่อนที่เขาจะสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี เขาหันหลังให้แก่พิธีมงคล สลัดชุดมงคลทิ้งราวกับขยะชิ้นหนึ่งแล้วควบม้าจากไปทันที ทิ้งให้เจ้าสาวในชุดสีเพลิงยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางสายตาเวทนาของชาวเมือง

หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของชายผู้เป็นยอดดวงใจที่ยอมทิ้งนางไปอย่างไม่ไยดี นางก้มมองชายชุดมงคลที่ถูกกีบม้าเหยียบย่ำจนเปรอะเปื้อน หัวใจพลันเกิดความวูบไหวจนแทบยืนไม่อยู่...

มารดาของชายหนุ่มมองลูกสะใภ้ด้วยแววตาเวทนา พลางนึกถึงแม่ทัพหาญผู้มีพระคุณที่ช่วยฉุดรั้งครอบครัวยากจนของนางจนมีหน้ามีตา นางไม่ลังเลที่จะกุมมือลูกสะใภ้ให้หยัดยืนขึ้นอีกครั้ง เพื่อจูงเข้าสู่จวนทำพิธีต่อให้เสร็จสิ้นด้วยตนเอง...

หญิงสาวนั่งมองเปลวเทียนอย่างเงียบงั้นในห้องหอ มารดาของชายหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมสาวใช้ และหีบใบเล็ก นางหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงช้า ๆ พลางเปิดหีบใบเล็ก ด้านในมีของสามชิ้น

“ซือเหมย” เสียงเรียกของแม่สามีแผ่วเบาแต่หนักแน่น นางเปิดหีบใบเล็กออก เผยให้เห็นกำไลเหล็กสีเข้ม ปิ่นปักผม และตำราเก่าแก่

“ท่านน้า ของพวกนี้คือ...”

"ซือเหมย... นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พ่อของเจ้าฝากไว้ ท่านเกรงว่าวรยุทธ์จะทำให้เจ้าลำบาก แต่ในยามที่บ้านเมืองผลัดใบ มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะปกป้องเจ้าได้"

ซือเหมยลูบไล้กำไลเหล็กที่ถูกตีขึ้นจากเพลิงภูเขาไฟ ความเย็นเยียบของมันซึมลึกเข้าสู่ผิวหนัง กระตุ้นโลหิตในกายให้นึกถึงสายเลือดนักรบที่ไหลเวียนอยู่

พูดจบก็เดินออกไปทิ้งให้หญิงสาวจมอยู่กับความคิด คืนนี้ผู้เป็นสามีคงไม่ได้กลับมา นางเปิดหนังสือดูช้าๆ

หาญซือหมิง ชื่อบิดาของนางเขียนไว้ที่มุมขอบหน้าแรก ‘วิชาลับตระกูลหาญ’ นางไม่เคยได้ยินชื่อนี้จากผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่านางจะขี่ม้าและยิงธนูได้ก่อนจะเล่นพิณเป็น กำไลเหล็กจากวัตถุลึกลับนี่ ก็อยู่ในตำราเล่มนี้เช่นกัน เป็นพ่อของนางตีขึ้นด้วยเปลวเพลิงภูเขาไฟลาวา คู่กับปิ่นปักผม

“ท่านพ่อ...” นางหลับตาลงช้าๆ แล้วเริ่มฝึกตามตำราลับของตระกูล ที่ด้านนอกห้องมีสาวใช้สองคนยืนเฝ้าอยู่ และผู้เป็นมารดาที่กำลังนั่งมองพระจันทร์ยามค่ำคืนของฤดูใบไม้ผลิ

ในวันที่ควรเป็นคืนเข้าหอ ซือเหมยกลับเริ่มฝึกฝนวิชาฆ่าฟันภายใต้แสงจันทร์และเปลวเทียนเพียงลำพัง

“ลูกสะใภ้ที่น่าสงสารของข้า” หางตาของนางเหลือไปเห็นสาวใช้วิ่งเข้ามาหน้าตาไม่สู้ดี “มีอะไร เจ้าถึงเป็นเช่นนี้”

“ท่านหญิง มีจดหมายมาจาก เอ่อ... คุณชายเจ้าค่ะ” สาวใช้มีท่าที่ลังเลเล็กน้อย

“เอามาให้ข้า”

“เจ้าค่ะ”

‘ซือเหมย... สถานการณ์ในราชสำนักยามนี้สั่นคลอนยิ่งนัก บิดาของเจ้าพ่ายศึกจนสิ้นชีพ มิใช่เพียงความสูญเสีย แต่มันคือตราบาปที่อาจลามมาถึงตำแหน่งจ้วงหยวนของข้า ฮ่องเต้ทรงพิโรธหนัก ข้าจำเป็นต้องรุดหน้าไปชายแดนเพื่อแสดงความจงรักภักดีและรักษาชื่อเสียงของตระกูลข้าเอาไว้...

ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ เจ้าจงเก็บตัวอยู่ในจวน อย่าได้ทำตัวโดดเด่นหรือก่อเรื่องให้ผู้คนครหาถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับบุตรีแม่ทัพพ่ายศึก เรื่องงานมงคลของเรา... ให้ถือเสียว่าฟ้าดินยังมิได้เป็นพยาน ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจความจำเป็นของข้า’

เพียงอ่านจบ นายหญิงแห่งจวนก็พลันน้ำตาไหลออกมา นางเพียงหัวเราะเบาๆ ไม่อาจเอ่ยอะไรได้แม้แต่น้อย นางจัดการเผาจดหมายให้ มะลายหายไปกับเปลวเทียนที่วูบไหวกลางหมู่ดาว

ในทุกเช้าหาญซือเหมยต้องฝึกวิชา ดูแล้วผู้เป็นมารดาสามี ดูแลบ้าน ดูแลกิจการต่างๆ ของตระกูล อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้แต่ในวันที่ป่วยหนักเจียนตาย มีเพียงแม่สามีที่อยู่เคียงข้าง

ในค่ำคืนที่ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านหอนอน หาญซือเหมยกลับจมลึกสู่ห้วงฝันอันประหลาด... นางเห็นภาพตนเองในวัยเยาว์ วิ่งเล่นอยู่ในจวนหลังใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยไออุ่น มีท่านพ่อผู้เข้มงวดกำลังหัวเราะขณะสอนพี่ชายทั้งสามยิงธนู ส่วนท่านแม่ผู้อ่อนโยนก็กำลังประคองมือนางถักมงกุฎดอกไม้กลางสวนสวย

ทว่าพริบตาเดียว แสงตะวันพลันมืดดับ ความฝันแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล... ภาพมารดาถูกลอบสังหารจนสิ้นใจต่อหน้าต่อตา ท่านพ่อยืนโอบกอดนางที่ร้องไห้จนแทบขาดใจ “ท่านพ่อ... ท่านพี่...” นางพยายามเรียกชื่อผู้อันเป็นที่รักด้วยเสียงสั่นเครือ พวกเขาหันกลับมามองนางช้าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าประหนึ่งเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย

‘ท่าน... พ่อ...’ นางเรียกเชื่อของคนที่รักนางและเป็นห่วงที่สุดออกมาอย่างแผ่วเบา เขาหันกลับมาหานางช้าๆ เช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายและพี่สะใภ้ ที่พากันหันกลับมามองนาง

“กรี๊ด!!!” ซือเหมยสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มใบหน้า นางนั่งหอบหายใจหนักหน่วง หัวใจเต้นรัวราวมันจะทะลุออกมานอกอก ‘ท่านพ่อ! ท่านพี่! เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่านกันแน่!’

รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมความกระวนกระวาย ซือเหมยรีบเดินทางกลับไปยังจวนตระกูลหาญ ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้ลมหายใจของนางสะดุด... ประตูใหญ่ที่เคยเปิดต้อนรับบัดนี้ถูกปิดสนิท ไร้ซึ่งวี่แววของผู้คน

หัวใจของนางหล่นวูบจนแทบยืนไม่อยู่ สาวใช้คนสนิทต้องรีบเข้ามาประคองร่างที่สั่นเทา “ทำไม... ทำไมจวนข้าถึงปิดเงียบเช่นนี้ พวกเขาหายไปไหนหมด!”

สาวใช้มีท่าทีลังเล แววตาเต็มไปด้วยความลำบากใจ “พวกเขา... พวกเขาต้องเดินทางไปประจำการที่ชายแดนเจ้าค่ะ”

“ชายแดน...” ใบหน้าของซือเหมยซีดเผือด นางหวังเพียงให้ลางร้ายในฝันเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อ

แต่ทว่าข่าวร้ายกลับเดินทางมาพร้อมกับสายลมวสันตฤดูที่เย็นเยียบ... กระดาษขาวดำปลิวว่อนไปทั่วจวนตระกูลหาญ ตระกูลแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ความหวังสุดท้ายของนางแตกสลายลงทันที ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดพากลิ่นอายแห่งความตายมาปกคลุมไปทั่วทั้งใจ

“ท่านพ่อ... ลูก... อกตัญญูยิ่งนัก”

น้ำตาไหลซึมออกจากดวงตาคู่งาม ไหลอาบแก้มนวล ปากบางสั่นเทาด้วยความเสียใจ ในใจนั้น... พลันขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Latest chapter

Plus de chapitres
Pas de commentaire
8
วสันตฤดู
ภายในห้องหอที่สว่างไสวด้วยแสงเทียนวูบไหว ร่างของบิดาที่ถูกส่งกลับมา ทว่าไม่ใช่เพียงหนึ่ง เบื้องหน้ากลับเป็นโลงศพที่วางเรียงราย... กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย ร่างไร้วิญญาณของพี่ชายและพี่สะใภ้ทั้งสาม ความเสียใจถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อรู้ความจริงนางนั่งมองโลงศพที่ตั้งเรียงรายอยู่ในโถงบรรพชนตระกูลหาญ ท่ามกลางเหล่าขุนศึกสหายร่วมรบของบิดาที่รอดกลับมา และบรรดาสหาย ที่มาร่วมงาน กลิ่นธูปคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย หาญซือเหมยมอง ‘หาญหลิงอวิ๋น’ น้าสะใภ้ที่ร่างกายสั่นเทา จดหมายลับฉบับหนึ่งถูกส่งให้นาง ด้วยมือที่หยาบกร้านของน้าสะใภ้ผู้กลายเป็นสตรีม่าย นางมองน้าสะใภ้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยผ้าพันแผล“พี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้า... ทั้งหมดถูกซุ่มโจมตีตอนที่นำร่างของพ่อเจ้ากลับ พร้อมกับกองทัพที่กำลังถอยกลับเมือง”“พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี... ไหมเจ้าค่ะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือน้าสะใภ้พยักหน้าทั้งน้ำตา “พวกเขาสิ้นชีพอย่างสมศักดิ์ศรี...” คำนั้นช่างขมปร่าในความรู้สึก สมศักดิ์ศรีแล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายแล้วเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณและจดหมายลับที
last updateDernière mise à jour : 2026-02-07
Read More
เหล้าพิษ
สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“
last updateDernière mise à jour : 2026-02-09
Read More
กำแพงเหนือขุนเขา
หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา
last updateDernière mise à jour : 2026-02-19
Read More
คนดวงซวย
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
last updateDernière mise à jour : 2026-03-08
Read More
คนซวยที่ดวงแข็ง
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
last updateDernière mise à jour : 2026-03-04
Read More
สายน้ำ
“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา
last updateDernière mise à jour : 2026-03-04
Read More
เว่ยไท่เฟย
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย
last updateDernière mise à jour : 2026-03-08
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status