Se connecterสายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน
“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกัน
ชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับ
เขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”
เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”
“ห้องบรรพชน?” เขาขมวดคิ้วมุ่น เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด “เวลามืดค่ำยามนี้เนี่ยนะ นางไปทำอะไรที่นั่น?”
“ขอรับ... ท่านฮูหยินไปที่นั่นทุกวัน และจะสวดมนต์อยู่ที่นั่นจนดึกดื่นเสมอขอรับ” บ่าวรับใช้รีบรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ทว่าแทนที่จะแสดงความห่วงใยในสุขภาพของมารดา ชายหนุ่มกลับเพียงแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาฉายความรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง “หึ... แก่ชราจนเลอะเลือนไปแล้วหรือไร แทนที่จะเอาเวลามาจัดการธุระในจวนให้ข้า กลับไปนั่งเฝ้าป้ายชื่อคนที่ตายไปแล้วให้เสียเวลาเปล่า” เขาสะบัดชายเสื้ออย่างแรงก่อนจะเดินกระแทกเท้าตรงไปยังห้องหนังสือของตน โดยหาได้ใส่ใจจะไปเยี่ยมเยียนมารดาที่ห้องบรรพชนแม้แต่น้อย
หลังกำแพงหินที่มืดมิดและเหน็บหนาว ซือเหมย ยืนนิ่งสนิทประดุจรูปปั้น นางได้ยินทุุกถ้อยคำและสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ไร้เยื่อใยนั้นได้อย่างชัดเจน หัวใจของนางพลันบีบคั้นจนรู้สึกหายใจไม่ออก
ในอดีต... ชายผู้นี้เคยเป็นบุตรกตัญญูที่รักมารดาสุดหัวใจ เคยเป็นชายหนุ่มผู้อ่อนโยนที่นางยอมทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อผลักดันให้เขาได้ดี ทว่าบัดนี้ อำนาจและลาภยศกลับหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนแปลกหน้าผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและหัวใจมืดบอด
‘ท่านพ่อ... ท่านดูชายที่ข้าเลือกสิ’ นางหลับตาลงอย่างขมขื่น หยดน้ำตาแห่งความผิดหวังไหลรินลงมาในความมืด ‘ข้าไม่ได้เพียงแค่เสียตระกูลไปเพราะเขา แต่ข้ายังเสียชายที่ข้าเคยรักไปให้กับปีศาจแห่งความโลภอีกด้วย’
“จากกันห้าปี... เจ้า... เหมือนไม่ใช่คนที่ข้า... เคยรู้จักอีกต่อไป”
ความผิดหวังครั้งนี้หนักหน่วงยิ่งกว่าบาดแผลใดๆ แต่มันกลับเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้ความอาลัยอาวรณ์สุดท้ายในใจของนางดับมอดลง เหลือเพียงกองเพลิงที่ว่างเปล่า
ท่ามกลางระเบียงไม้ที่มืดสลัวและยาวสุดลูกหูลูกตา หาญซือเหมยเดินนำสาวใช้คนสนิทไปตามทางเดินที่ว่างเปล่า มีเพียงเสียง ‘เอี้ยด อ้าด’ ของแผ่นไม้เก่าที่คร่ำครวญอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางประดุจเสียงกระซิบของวิญญาณ
นางหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าอาคารหลังเก่าที่ตั้งตระหง่านอย่างเดียวดาย ป้ายชื่อเหนือประตูเลือนรางด้วยฝุ่นผงแต่ยังคงความขลัง
‘หอบรรพชน’
“ท่านแม่... ลูกชายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” หาญซือเหมยก้าวเข้าไปในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปและมวลอากาศที่เย็นยะเยือก นางหยิบธูปขึ้นจุดแล้วปักลงหน้าป้ายวิญญาณของสตรีผู้มีเมตตา สตรีที่นางรักและเคารพประดุจมารดาแท้ๆ ของตน
“ท่านแม่... แต่ลูกชายคนเดิมของท่าน คนที่เคยอ่อนโยนและกตัญญูผู้นั้น... บัดนี้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว” ซือเหมยรำพึงแผ่วเบา แววตาของนางไหววูบตามแสงเทียนที่ริบหรี่ ภาพความทรงจำครั้งที่โรคระบาดครั้งใหญ่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันพุ่งย้อนกลับมา ในตอนนั้นแม่สามีผู้ชราภาพกุมมือนางไว้แน่นก่อนจะสิ้นใจ... สัญญาสุดท้ายที่นางรับปากไว้คือจะรักษาจวนแห่งนี้และดูแลลูกชายของนางต่อไปอีกหนึ่งปี
บัดนี้... เวลาหนึ่งปีที่ติดค้างกำลังจะหมดลงพร้อมกับความอดทนของนาง
“คุณหนู... ท่านจะทำเช่นไรต่อไปเจ้าคะ” สาวใช้เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าจะทำตามสัญญาสุดท้ายที่ให้ไว้กับท่านแม่... อีกไม่กี่วันก็จะครบหนึ่งปีแล้ว” ซือเหมยแค่นยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่น “เมื่อถึงเวลานั้น ข้ากับจวนแห่งนี้... และชายผู้นั้น จะไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก”
นางทอดสายตามองป้ายวิญญาณตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้ายพลางถอนหายใจยาว “ท่านพักผ่อนให้สบายเถอะเจ้าค่ะ ข้าทำหน้าที่ลูกสะใภ้ของท่านอย่างดีที่สุดแล้ว”
สายลมหนาวพัดวูบเข้ามาในหออับทึบ พัดพาเอาธูปและเทียนให้ดับมืดลง พร้อมๆ กับร่างของหาญซือเหมยและสาวใช้ที่เลือนหายไปในความสลัว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและสัญญาสุดท้ายที่กำลังจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่าน
ในค่ำคืนที่แสงโคมไฟจากวังหลวงสว่างไสวราวกับกลางวัน เสียงมโหรีแว่วดังมาตามลมประดุจเสียงเย้ยหยัน คืนนี้คือคืนงานเลี้ยงฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของกองทัพพิชิตชายแดน สามีของนางก้าวเข้าสู่สรวงสวรรค์นั้นในฐานะ “แม่ทัพผู้พิชิต”
ทว่าสำหรับหาญซือเหมย ทุกจังหวะของเสียงกลองศึกในงานเลี้ยง กลับประดุจฝ่าเท้าที่เหยียบย่ำลงบนดวงวิญญาณของคนตระกูลหาญ ชัยชนะที่เขาโอ้อวด... แท้จริงแล้วแลกมาด้วยเลือดและชีวิตของพ่อและพี่ชายของนางที่ถูกหักหลังและทอดทิ้งในสนามรบ!
นางนั่งมองภาพการเฉลิมฉลองอยู่บนห้องส่วนตัวของหอคณิกาด้วยแววตาที่ขมขื่น “ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ชนะงั้นรึ? ช่างน่าขันสิ้นดี!” ซือเหมยที่เพิ่งกลับมาจากหอคณิกาเดินโซซัดโซเซผ่านสวนดอกไม้ที่มืดสลัว อาภรณ์คุณชายที่นางสวมใส่นั้นหลุดลุ่ย กลิ่นสุราแรงจัดอบอวลไปทั่วกาย นางหัวเราะตัวโยกคล้ายคนสติวิปลาส สายตาที่เคยมุ่งมั่นบัดนี้พร่าเลือนด้วยฤทธิ์น้ำเมาที่นางใช้ดับความทุกข์
นางเดินลัดเลาะกลับมาจนถึงหน้าห้องหอที่เงียบเหงา แต่แล้วฝีเท้าที่โงนเงนกลับต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นเงาร่างนอนหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ท่ามกลางแสงสลัวของคืนจันทร์
“หื้ม... ใครกัน? หรือว่า... ผีสางเทวดาองค์ไหนจะมาร่วมดื่มกับข้า?” ซือเหมยหรี่ตาพยายามเพ่งมองเงาร่างบางที่นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า นางไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับแสร้งยิ้มร่าด้วยความเมามายพลางกวักมือเรียก
“มา... ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์มาหาถึงที่... ก็เข้ามาดื่มกับข้าเสียหน่อยเป็นไร!”
นางไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่คนรับใช้ และไม่ใช่สามีที่นางชิงชัง ทว่าคือจุดเริ่มต้นของ “ค่ำคืนอันพิสดาร” ที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของนางไปตลอดกาล พลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นทำให้กำไลเหล็กภูเขาไฟที่ข้อมือของนางเริ่มสั่นสะท้านและแผ่ความร้อนวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
คำภีรย์วิชาลับ วิชาที่ต้องใช้หยิน ในการช่วยฝึกพลังและยกระดับกำลังภายใน ถ้าบุรุษต้องการฝึกนั้นต้องทำการตอนตัวเองเสียก่อน
นับจากค่ำคืนอันพิสดารนั้น ชีวิตในจวนที่เคยสงบเงียบกลับกลายเป็นขุมนรกบนดิน หญิงสาวผู้นั้นคอยตามติดหาเรื่องระรานซือเหมยไม่เว้นแต่ละวัน นางใช้ทั้งวาจาว่าร้ายและเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายสารพัดเพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของ
“ฮูหยินเอก”
ที่เหลือเพียงแต่เปลือก ซือเหมยทำได้เพียงนิ่งสงบ โคจรลมปราณลับสมานรอยร้าวในใจและร่างกายภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย
ทว่าเมื่อแสงสุดท้ายลาลับ ก็จะกลายเป็นอีกคนอย่างคาดไม่ถึง นางมักจะแอบเข้ามาที่ห้องของ ซือเหมย ทุกคน ราวกับเป็นคนละคนและมักจะเรียกนางด้วยคำว่า... ‘พี่หญิง’ อย่างออดอ้อนทุกค่ำคืน
ยิ่งช่วงหลายเดือนมานี้ ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีกลับหายตัวไปจากจวนอย่างไร้ร่องรอย เขาไม่แม้แต่จะส่งข่าวหรือเอ่ยคำร่ำลาแม้แต่ครึ่งคำ ทิ้งให้นางเผชิญกับความว้าเหว่และคำครหาของบ่าวไพร่ที่ว่านางเป็น
“สตรีที่ถูกทอดทิ้ง”
อย่างสมบูรณ์แบบ
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปจนครบ หนึ่งปี... ทว่าโชคชะตาดูเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ ซือเหมยที่เฝ้ารอวันครบสัญญาเพื่อจากไป กลับต้องพบเจอเรื่องที่ชวนปวดใจยิ่งกว่าการครั้งแรก เมื่อนางบังเอิญล่วงรู้ความจริง
การหายตัวไปของเขาตลอดหนึ่งปี ไม่ใช่การไปราชการหรือออกศึกอย่างที่อ้าง เมื่อสามีอันเป็นที่รักกลับมาพร้อมหญิงสาวอีกคน
ท่ามกลางเสียงมโหรีประโคมข่าวงานมงคลสมรสพระราชทานที่สว่างไสวไปทั้งเมืองหลวง สามีที่นางเคยรักและเฝ้ารอกลับเดินจูงมือหญิงสาวผู้งดงามคนใหม่เข้ามา... บุตรีของขุนนางใหญ่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า งานแต่งของพวกเขาถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ทว่าเสียงบรรเลงที่ดังสนั่นกลับเสียดแทงลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของหาญซือเหมยประดุจเข็มนับพันเล่มที่กระหน่ำแทงไม่หยุดยั้ง
ในมุมมืดที่ห่างไกลจากแสงไฟ หญิงสาวสองคนนั่งพิงกันเงียบๆ สุรารสแรงถูกรินลงถ้วยแล้วถ้วยเล่า ไหลลงคอเพื่อหวังจะดับความรุ่มร้อนในอก แต่มันกลับยิ่งทำให้นภาพวันที่เขา ‘สะบัดมือนางออก’ วนเวียนกลับมาหลอกหลอนชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
ในคืนเดียวกันนี้ เมื่อหกปีที่แล้ว... มันเคยเป็นคืนที่นางคิดว่าตนเองคือสตรีที่โชคดีที่สุด แต่ยามนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร ในขณะที่ ฮูหยินพระราชทานคนใหม่กำลังก้าวข้ามธรณีประตูจวนอย่างสง่างามในฐานะนายหญิงคนใหม่ของจวนแม่ทัพ เขากลับโยน ‘ใบหย่า’ ลงตรงหน้าซือเหมยด้วยสายตาเย็นชาที่แสนรังเกียจ
พลุหลากสีระเบิดพุ่งกระจายเต็มท้องฟ้าเพื่อเฉลิมฉลอง แต่ภายในห้องที่มืดมิดและอับชื้น หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยใช้สติปัญญาและวรยุทธ์ลับขับเคลื่อนตระกูลของเขาให้พ้นวิกฤต กลับถูกบังคับให้ดื่มเหล้าพิษที่แสนทรมานและถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้หนังจนร่างกายอาบไปด้วยโคลนและโลหิต ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ ‘มีดเก้าเล่ม’ ที่ตัดทิ้งเยื่อใยทุกอย่าง
นางมองตามแผ่นหลังของคนรักที่หันหลังเดินจากไปอย่างไม่ใยดีด้วยสายตาที่พร่าเลือน ความเจ็บปวดทางกายหรือจะเท่าความตายทางใจ ในใจนางอยากตะโกนถามออกมาให้สุดเสียงว่า...
‘ตลอดเวลาที่ผ่านมา เคยรักข้าบ้างหรือไม่! อยากจะถามครั้งสุดท้าย ก่อนคืนวันอันโหดร้ายจะมาถึง!’
ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำประดุจสวรรค์ไว้อาลัย ร่างที่สั่นเทาและโชกเลือดของนางถูกทหารโยนออกมานอกประตูจวนราวกับขยะชิ้นหนึ่ง... ถูกทิ้งให้ลมหายใจรวยรินอย่างโดดเดี่ยวประดุจหมาข้างถนนที่รอวันตาย
นางเพิ่งเข้าใจในนาทีสุดท้ายว่า... สิ่งที่ฆ่านางให้ตายทั้งเป็น ไม่ใช่เหล้าพิษในถ้วยนั้น ทว่าคือ…
‘เหล้า’
ที่นางบ่มมันด้วยตัวเองมาตลอดหกปี...
เหล้าที่ชื่อว่า
‘ความหวัง’
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย
“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา
สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“







![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)