Masukเฟิงหลี่เฉียงเป็นเด็กน้อยที่อาศัยอยู่กับแม่และน้องสาว เขาต่อสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก จนได้พบกับต้วนเจี่ยซิน อาจารย์ของเขาที่เป็นอดีตหมอหลวง และเส้นทางการเป็นขุนนางของเขา ก็เริ่มต้นขึ้น เฟิงหลี่เฉียงได้พบกับอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถหลากหลาย ทำให้เขาเก่งทั้งบู๊และบุ๋น และสอบเป็นจอหงวนอันดับหนึ่งในรัชสมัยของฮ่องเต้หย่งเล่อ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งราชวงศ์หมิงตอนต้นได้ ชีวิตของเขาขึ้นลงมาตลอด ทั้งถูกกลั่นแกล้งเพราะเป็นคนเฉลียวฉลาดและยึดมั่นอุดมการณ์ จนถูกสั่งย้ายให้ไปทำงานตามหน่วยงานต่างๆ เขาต้องทำหน้าที่ในการสืบสวนคดีและตรวจสอบการทุจริตจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด และถูกย้ายไปอยู่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ที่แห้งแล้งและอันตราย เขาต้องต่อสู้กับเครือข่ายการทุจริตและการบุกรุกของมองโกล แต่ก็ใช้ความสามารถในการสู้รบและการทำนายสภาพดินฟ้าอากาศจนเอาชนะกองทัพมองโกลได้ เฟิงหลี่เฉียงยังพบกับบุคคลสำคัญ ทั้งขันทีที่มีอิทธิพลสูง แม่ทัพชายแดนที่มีความดุดัน องครักษ์เสื้อแพรจินอวี่เว่ย นักปราชญ์ ข้าราชการ และขุนนางที่ทั้งเป็นมิตรและศัตรู รวมไปถึงฮ่องเต้หย่งเล่อและเชื้อพระวงศ์ที่ให้คุณและโทษกับเขาได้ เส้นทางการเป็นขุนนางของเขาไม่เคยราบรื่น แต่เฟิงหลี่เฉียงก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะมีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นตั้งแต่เด็ก เขาจึงได้เป็นอัครเสนาบดีแห่งต้าหมิง ที่มีอิทธิพลสูงในราชสำนักในท้ายที่สุด
Lihat lebih banyakตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน
ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร
ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ
ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง
ตอนที่ 146ลู่เหยาหลงคิด แต่ก็ยังไม่แน่ใจ “ถ้าซื้อไปกิน เราก็มีกันแค่นี้ จะกินหมดได้อย่างไร..ถ้าซื้อไปขาย แล้วเราจะขายอย่างไร”กวานอี้จึงพูดขึ้นลอยๆ ว่า “ซื้อมากขนาดนี้ ก็ย่อมดึงดูดความสนใจของใครบางคนได้”คราวนี้ลู่เหยาหล
ตอนที่ 142อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญตอนนี้อีกเรื่อง คือ เด็กกำพร้าจำนวน 12 คน ที่รอให้เขาช่วยเหลืออยู่ เขาไปพบเด็กๆ ที่วัด โดยมีแม่ น้องสาว และครอบครัวของลู่เหยาหลงไปด้วยพวกนางนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจก ไม่เพ
ตอนที่ 136วันนั้น จูเว่ยหมิงและแม่ของเขากอดคอกันร้องไห้ด้วยความดีใจ พวกเขาต่างพากันคุกเข่าขอบคุณเฟิงหลี่เฉียง ซึ่งชายหนุ่มก็รีบบอกให้รีบลุกขึ้น และกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ซึ่งในอีก 2-3 วัน จึงค่อยให้จูเว่ยหมิงกลับมาทำงานที่ศาลตามป
ตอนที่ 139องค์ชายจูซวง อดีตอ๋องแห่งฉินเป็นพระโอรสองค์ที่สองของฮ่องเต้จูหยวนจาง และมีพระมารดาเดียวกันกับฮ่องเต้หย่งเล่อเขาปลิดชีพตนเองไปตั้งแต่ก่อนที่ฮ่องเต้หย่งเล่อจะขึ้นครองราชย์ และในปัจจุบันพระโอรสของพระองค์สืบทอดตำแ





