เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง

เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง

Par:  Clear CloudsMis à jour à l'instant
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
Notes insuffisantes
227Chapitres
4.7KVues
Lire
Bibliothèque

Partager:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

เฟิงหลี่เฉียงเป็นเด็กน้อยที่อาศัยอยู่กับแม่และน้องสาว เขาต่อสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก จนได้พบกับต้วนเจี่ยซิน อาจารย์ของเขาที่เป็นอดีตหมอหลวง และเส้นทางการเป็นขุนนางของเขา ก็เริ่มต้นขึ้น เฟิงหลี่เฉียงได้พบกับอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถหลากหลาย ทำให้เขาเก่งทั้งบู๊และบุ๋น และสอบเป็นจอหงวนอันดับหนึ่งในรัชสมัยของฮ่องเต้หย่งเล่อ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งราชวงศ์หมิงตอนต้นได้ ชีวิตของเขาขึ้นลงมาตลอด ทั้งถูกกลั่นแกล้งเพราะเป็นคนเฉลียวฉลาดและยึดมั่นอุดมการณ์ จนถูกสั่งย้ายให้ไปทำงานตามหน่วยงานต่างๆ เขาต้องทำหน้าที่ในการสืบสวนคดีและตรวจสอบการทุจริตจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด และถูกย้ายไปอยู่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ที่แห้งแล้งและอันตราย เขาต้องต่อสู้กับเครือข่ายการทุจริตและการบุกรุกของมองโกล แต่ก็ใช้ความสามารถในการสู้รบและการทำนายสภาพดินฟ้าอากาศจนเอาชนะกองทัพมองโกลได้ เฟิงหลี่เฉียงยังพบกับบุคคลสำคัญ ทั้งขันทีที่มีอิทธิพลสูง แม่ทัพชายแดนที่มีความดุดัน องครักษ์เสื้อแพรจินอวี่เว่ย นักปราชญ์ ข้าราชการ และขุนนางที่ทั้งเป็นมิตรและศัตรู รวมไปถึงฮ่องเต้หย่งเล่อและเชื้อพระวงศ์ที่ให้คุณและโทษกับเขาได้ เส้นทางการเป็นขุนนางของเขาไม่เคยราบรื่น แต่เฟิงหลี่เฉียงก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะมีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นตั้งแต่เด็ก เขาจึงได้เป็นอัครเสนาบดีแห่งต้าหมิง ที่มีอิทธิพลสูงในราชสำนักในท้ายที่สุด

Voir plus

Dernier chapitre

Plus de chapitres
Pas de commentaire
227
1
ตอนที่ 1 ช่วงสายวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง ที่หมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุย เฟิงหลี่เฉียง เด็กชายวัย 6 ขวบ เดินออกจากบ้านไปพร้อมกับแบกตะกร้าไม้ไผ่สานไว้บนหลัง เขาออกจากบ้านไปชายป่าท้ายหมู่บ้านเพื่อเก็บพืชผักป่าเด็กชายเดินฝ่าลมหนาวที่พัดแรงโดยไม่ย่อท้อ เขาห่อตัวด้วยเสื้อผ้าฝ้ายกลางเก่ากลางใหม่ และใช้เศษผ้าพันที่ขาไปจนถึงเท้าเพื่อป้องกันลมหนาว ก่อนจะสวมรองเท้าสานจากฟางที่ชาวบ้านทั่วไปใส่กัน เขายังใช้ผ้าคลุมศีรษะและคอเอาไว้เพื่อป้องกันลมหนาวอีกชั้น และสวมหมวกสานป้องกันลม ก่อนออกจากบ้านเขานำอาหารกับน้ำติดตัวไปกินด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหนในระหว่างที่เดินจากบ้านหลังเก่าของเขาออกไปนอกหมู่บ้าน ชาวบ้านที่ทำนาทำสวนแถวนั้น ก็ตะโกนทักทายเขา เช่น “เสี่ยวเฉียง แม่เป็นอย่างไรบ้าง” และ “วันนี้จะไปเก็บสมุนไพรอีกหรือ”ใช่แล้ว แม่ของเฟิงหลี่เฉียงป่วยมานานเพราะทำงานหนัก นับตั้งแต่เธอให้กำเนิดลูกสาวคนสุดท้อง คือ เฟิงหลี่อิง ที่ตอนนี้อายุ 3 ขวบแล้ว เธอก็มีร่างกายอ่อนแอมาตลอด เพราะไม่ได้ดูแลร่างกายตั
Read More
2
ในวันนั้น ต้วนเจี่ยซินซึ่งนำเข็มมาด้วย ก็ช่วยฝังเข็มให้กับอันเฟยจู เพื่อช่วยให้อิน (หยิน) ทำงานดีขึ้น และบอกวิธีรักษาด้วยการทำใจให้ปลอดโปร่ง กินอาหารที่ช่วยขับเคลื่อนลมปราณที่ติดขัด ระบายชี่ที่ตับและช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เช่น ต้มลูกเดือยกิน ดื่มน้ำอุ่น และไม่โดนอากาศเย็นมาก และยังให้กินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว เป็นบางครั้ง“สิ่งสำคัญ คือ การดูแลรักษาใจ” หมอต้วนเจี่ยซินบอกอันเฟยจู “อย่าลืมว่า ตอนนี้พวกเจ้ามีอยู่กันสามคน ถ้าเจ้าล้มป่วยหนัก ความลำบากก็จะตกไปอยู่ที่ลูกชายของเจ้าที่มีอายุเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น เจ้าจะให้ลูกชายอายุแค่นี้ ต้องมาแบกรับเลี้ยงดูแม่กับน้องอย่างนั้นหรือ”อันเฟยจูหน้าเสีย น้ำตาไหลออกมาทันที เธอหันไปกอดเฟิงหลี่เฉียงเอาไว้แน่น “ไม่เจ้าค่ะ! ข้าจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น!” แล้วเธอก็สะอื้นออกมาอย่างเจ็บปวดใจ เธอรู้มาตลอดว่า ช่วงที่เธอล้มป่วยจนทำงานไม่ได้นั้น เด็กชายจะต้องลำบากมากแค่ไหน“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องรู้จักการยอมรับความจริง และปล่อยวางให้เป็นด้วย” ชายชราเตือนหญิงสาวก้มหน้าล
Read More
3
ในวันหนึ่ง แม่ครัววัย 30 กว่าปี เห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัย 6 ขวบ พยายามยืนบนม้านั่งตัวเล็กเพื่อหัดทำอาหาร ถึงจะลำบากแต่เขาก็สู้ไม่ถอย นางจึงถามว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าชอบทำอาหารหรือ โตขึ้นจะไปเปิดร้านอาหารเองหรืออย่างไร”เด็กชายหัวเราะพร้อมกับใช้ทัพพีไม้คนหม้อต้มน้ำซุปอย่างระมัดระวัง “ข้าอยากทำอาหารเป็นขอรับ ข้าไม่ได้อยากเปิดร้านอาหาร แต่อยากทำให้แม่กับน้องกิน จะได้แบ่งเบาภาระได้ แล้วก็..” เขาหยุดสักพัก ก่อนพูดต่ออย่างจริงจังว่า “ข้าอยากพึ่งพาตัวเองได้ด้วย”ป้าเฟยหรือแม่ครัวเฟย อึ้งไปกับคำตอบ นางไม่คิดเลยว่าเด็กชายวัย 6 ขวบจะคิดได้ขนาดนี้ และที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ต้วนเจี่ยซินเดินผ่านห้องครัวมาพร้อมกับชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี และได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี หมอต้วนหัวเราะหึหึ ใช้มือลูบเคราตัวเองอย่างพอใจ ในขณะที่ชายอีกคนมีสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังห้องหนังสือของหมอต้วนด้วยกันเมื่อเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ที่มีตำรา และอุปกรณ์การแพทย์หลายอย่างวางอยู่บนชั้น ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับชายอีกคนว่า “เจ้าคิดอย่างไรบ้าง
Read More
4
เมื่อโม่ชิงเฉิงเห็นข้อความที่เด็กชายเขียน ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที บนกระดาษเยื่อไผ่มีอักษรเขียนเอาไว้ด้วยลายมือที่อ่านง่ายว่า “หากรู้จริง พึงบอกว่ารู้ หากไม่รู้ พึงบอกว่าไม่รู้ นั่นแหละคือวิถีของปัญญาชน”ถึงแม้ว่าลายมือของเด็กน้อยจะไม่สวยงามมากนัก แต่การที่เขาสามารถเขียนคำสอนที่ยากของขงจื๊อได้เช่นนี้ ทำให้โม่ชิงเฉิงประหลาดใจมาก จนต้องถามว่า “ใครสอนให้เจ้าเขียนประโยคนี้หรือ”เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะอายๆ “ข้าเห็นจากหนังสือของอาจารย์ ก็เลยลองเขียนตามขอรับ”“เจ้าเข้าใจความหมายของคำสอนนี้หรือไม่” โม่ชิงเฉิงถามต่อทันที“ข้ารู้ว่าเป็นคำสอนของท่านขงจื๊อ สำหรับความหมายนั้น ข้าไม่แน่ใจนัก แต่ข้าคิดเอาเองว่า..” เขาหยุดคิดสักพัก และเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจว่า “เราไม่ควรโกหก ถ้าเราไม่รู้เรื่องนั้นจริง เพราะมันอาจจะส่งผลเสียหายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะการเป็นหมอขอรับ!”โม่ชิงเฉิงหัวเราะเสียงดัง ในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงมองอย่างไม่เข้าใจว่า เขาตีความผิดหรืออย่างไร แต่แล้วบัณฑิตโม่ก็ถามต่อด้วยแววตาป
Read More
5
ชายร่างอ้วนไม่สนใจ เขาเดินกรากเข้ามาที่โต๊ะเพื่อจะลากตัวเด็กชายออกไป เฟิงหลี่เฉียงพยายามดิ้นรนและตะโกนด้วยความโมโหว่า “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”ลู่ปู่รีบลุกขึ้นและผลักชายคนนั้นออก “ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้! ไม่มีใครเอาเงินเจ้าไปนะ ปล่อย!”“พวกเจ้าร่วมมือกันละสิ!” ชายอ้วนไม่ยอมหยุด พวกเขาจึงยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้นจนเจ้าของร้านต้องรีบวิ่งบอกว่า “หยุดก่อน! ข้าวของพังเสียหายหมดแล้ว ออกไปทะเลาะกันข้างนอก!”ลู่ปู่ผลักอกชายคนนั้นออก ในที่สุดเด็กชายก็ยกแขนของอีกฝ่ายขึ้นและกัดลงไปเต็มแรง จนชายร่างอ้วนร้องออกมาด้วยความเจ็บ เฟิงหลี่เฉียงจึงดิ้นหลุดออกมาได้ ลู่ปู่พยายามดึงรั้งแขนอีกข้างของชายคนนั้นเอาไว้ เขาตะโกนขึ้นว่า “ใครก็ได้! ช่วยไปแจ้งที่อำเภอที ชายคนนี้จะทำร้ายพวกข้า!”เจ้าของร้านจึงสั่งให้ลูกชายรีบวิ่งไปแจ้งที่อำเภอ ในขณะที่บางคนก็พูดว่า “พวกเจ้าคืนเงินเขาไปเถอะ”บางคนก็พูดว่า “เจ้าสองคนนี้ ขโมยเงินเขาไปแล้ว ยังจะหัวหมออีก”ชายร่างอ้วนที่ฉุดกระชากลากถูอยู่กับลู่ปู
Read More
6
และแล้ววันแรกที่เขาจะต้องไปเรียนกับโม่ชิงเฉิงก็มาถึง หลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จ เด็กชายก็แต่งตัว กินข้าวเช้าและเดินไปที่บ้านของบัณฑิตผู้สันโดษ เขาเคาะประตูหน้าบ้าน และเดินตามพ่อบ้านเข้าไปข้างในบ้านไม่ไผ่หลังใหญ่นั้นโม่ชิงเฉิงรออยู่ในห้องหนังสือ ที่จุดตะเกียงเอาไว้สว่าง เด็กชายทำความเคารพ ในขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้า บอกให้เขานั่งลง และเริ่มต้นการเรียนครั้งแรกบัณฑิตโม่เลือกสอนแนวคิดของขงจื๊อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาสำคัญที่ใช่ในการสอบจองหงวน (จอหงวน) มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว เฟิงหลี่เฉียงฟังอย่างตั้งใจ และจดบันทึกลงสมุดด้วยพู่กันที่มีขนาดเล็กสำหรับเด็ก ถึงจะยังเขียนไม่เก่งมากนัก แต่เขาก็ใช้สัญลักษณ์บางอย่างแทนตัวหนังสือในตอนที่เขียนไม่ทันโม่ชิงเฉิงซึ่งจับตาดูอยู่ รู้สึกแปลกใจจนอดถามไม่ได้ว่า “เจ้าจดอะไรลงไป”เด็กชายหัวเราะอายๆ “สัญลักษณ์ของข้าเอง เพราะข้า..ข้ายังเขียนอักษรหลายอย่างไม่คล่องขอรับ”บัณฑิตโม่เลิกคิ้วสูง เขาบอกให้เด็กชายอธิบายความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้ให้ฟัง เด็กชายอธิบายอย่างไม่มั่นใจนักแต่โม่ชิงเฉิงที่ฟังอยู่
Read More
7
ต้วนเจี่ยซินกับลู่ปู่ ช่วยเด็กชายดึงข้าวของบางส่วนออกมา บางอย่างเขาก็ห้ามไม่ให้เด็กชายเอาไปด้วย “ทิ้งไว้อย่างนั้นดีกว่า มันเสียหายหมดแล้ว เจ้าอย่าเสียดายไปเลย” เด็กชายทำท่าไม่อยากจะทิ้ง เขาอยากจะเอาข้าวของทุกอย่างออกมาให้หมดแต่ชายชราสอนเขาว่า “ข้าเข้าใจว่าเจ้าเสียดาย และของบางอย่างก็มีความหมายกับเจ้าและแม่ แต่ดูสิ ตอนนี้หิมะเริ่มละลายแล้ว หลายอย่างก็เสียหายเปียกขาดจนใช้ไม่ได้ ถ้าเจ้าฝืนเข้าไปเอามันออกมา ไม่รู้ว่าหลังคากับผนังจะถล่มลงมาตอนไหน รักษาชีวิตกับร่างกายเอาไว้เถิด ข้าวของเงินทอง ไม่ตายก็ยังหาใหม่ได้นะ เสี่ยวเฉียงเอ๊ย!”จริงสินะ เขายังมีเรี่ยวแรงยังมีทางหาเงินได้ แล้วเขาจะเสียดายไปทำไม แต่ชีวิตของเขาสิสำคัญกว่าข้าวของพวกนั้น เหตุการณ์วันนั้น สอนให้เฟิงหลี่เฉียงได้คิดหลายอย่าง ทั้งความไม่แน่นอนของชีวิต ทั้งคำว่าเหลือแต่ตัว และการรู้จักตัดใจทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตและร่างกายเอาไว้ โดยเฉพาะคำพูดของต้วนเจี่ยซินที่บอกเขาว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นคนเราก็ยังหาเงินและข้าวของกลับคืนมาได้ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กชายเฟิงหลี่เฉียง
Read More
8
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทั้งเฟิงหลี่เฉียงกับลู่ปู่จึงรีบกลับบ้านทันที เพราะพวกเขาจะต้องไปรอต้อนรับขบวนจากทางอำเภอ ที่จะเดินทางมาที่บ้านของเฟิงหลี่เฉียง เซิงหยวนคนล่าสุดที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่ง ถึงบ้านของพวกเขาจะอยู่ห่างไกล แต่ข้าราชการชั้นสูง และผู้มีฐานะหลายคนในอำเภอหรือในจังหวัด ต่างก็รู้ว่า ที่หมู่บ้านเชิงเขาแห่งนี้   เป็นที่พักของบรรดาเสือซุ่มมังกรซ่อนหลายคน ที่เคยมีชื่อเสียงในระดับประเทศ เมื่อข้าราชการจากอำเภอรู้ว่า เซิงหยวนอันดับหนึ่งของปีนี้พักอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขาจึงเข้าใจทันที และหลายคนก็ตื่นเต้นที่จะได้มาพบพวกเขาด้วยเป็นธรรมเนียมของทางการ ที่จะจัดขบวนแห่จากทางการเพื่อประกาศรายชื่อของผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่ง และจะเดินทางไปยังที่พักของพวกเขา บางคนพักอยู่ที่โรงเตี๊ยม ก็จะไปประกาศที่โรงเตี๊ยม บางคนพักอยู่บ้านก็จะเดินทางไปประกาศที่บ้าน ซึ่งตลอดทาง ขบวนแห่จะมีการตีฆ้อง ทำให้ชาวบ้านได้รู้ว่า นักเรียนบ้านไหนที่ได้เป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งเช่นเดียวกับบ้านของเฟิงหลี่เฉียง ถึงจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ต้องผ่านไปตามทางที่เป็นหมู่บ้าน ทำให้มีชาวบ้านออกมายืนดู และบางคนก็อยา
Read More
9
เฟิงหลี่เฉียงซึ่งตื่นขึ้นมาเพื่อไปหาอาหารเช้ากิน ไม่สามารถเดินไปถึงตลาดที่ขายอาหารเช้าได้  จึงต้องหยุดยืนอยู่ริมถนนร่วมกับชาวบ้าน ตอนนี้ทหารในเมืองเริ่มกั้นถนนไม่ให้มีการสัญจรผ่านไปมาแล้ว เขาเห็นผู้คนจำนวนนับร้อยออกมายืนรอต้อนรับ ในมือของชาวบ้านหลายคนมีทั้งดอกไม้และผลไม้ถืออยู่ในมือ หญิงสาวจับกลุ่มอยู่ด้วยกันในมือถือผ้าเช็ดหน้าหลากหลายสี พวกเขาซุบซิบพูดคุยกันด้วยสีหน้าตื่นเต้นเมื่อเห็นความตื่นเต้นต่อหน้า เด็กหนุ่มก็อดถามชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ว่า “พี่ชาย เหตุใดชาวบ้านจึงออกมารอต้อนรับท่านแม่ทัพมากขนาดนี้ละ”ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และถามด้วยความไม่พอใจนิดๆ ว่า “ท่านไม่ใช่คนแถวนี้สินะ พ่อหนุ่ม”“ใช่” เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างกระตือรือร้นอีกฝ่ายจึงทำท่าเข้าใจและหยุดมองเขาด้วยสายตาหาเรื่อง  เขาจึงเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ท่านแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในตอนนี้ ท่านเป็นลูกชายคนโตของท่านแม่ทัพเจิ้งลั่วหลง หรือเจิ้งโหว[1] ท่านออกรบตั้งแต่อายุได้แค่ 14-15 ปี
Read More
10
ในบ้านเช่าหลังเล็กแห่งหนึ่ง ในซอยเงียบสงบของชานเมืองหนานจิง เฟิงหลี่เฉียงที่มีอายุ 17 ย่าง 18 ปีแล้ว นอนหลับสนิทอยู่ที่ห้องนอนด้านใน ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ตื่น เขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่เพราะเมื่อวานเป็นวันสุดท้ายการสอบเค่อจวี่คัดเลือกขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นการสอบที่เมืองหลวงหรือที่เรียกว่าการสอบฮุ่ยซื่อ ซึ่งแบ่งการสอบออกเป็น 3 ช่วงติดต่อกันช่วงแรกเป็นการสอบด้วยการตอบคำถาม 3 ข้อ เพื่อทดสอบการตีความหมายคัมภีร์หลักคำสอนของขงจื๊อ  ที่ศิษย์ของขงจื๊อเรียบเรียงขึ้น เป็นประมวลคำกล่าวของขงจื๊อและแสดงหลักคำสอน ที่เรียกว่า ซู หรือ ตำราทั้ง 4 [1] และยังมีการสอบวิทยศิลป์ 4 แขนง หรือวิทยศิลป์ 4 ของบัณฑิต นั่นคือ การเล่นพิณหรือกู่เจิ้ง หมากล้อม  ลายมืออักษรศิลป์ (พู่กันจีน) และ จิตรกรรมวาดเขียน ซึ่งในสมัยราชวงศ์หมิงบางยุค มีการสอบการยิงธนูและขี่ม้าเพิ่มเติมมาด้วย ซึ่งรุ่นของเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องสอบด้วยเช่นกันหลังจากนั้นในอีก 3 วันต่อมา จะเป็นการสอบช่วงที่สอง ซึ่งจะเป็นการเขียนเรียงความเชิงวิพากษ์ตามประเด็นที่ตั้งเอาไว้ จากนั้นเป็นการเขียนเรียงความเกี่ยวกับการ
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status