LOGINแสงอาทิตย์วันใหม่พยายามสาดส่องผ่านม่านควันไฟดำทะมึน ที่มอดดับ เมืองอี้อวิ๋นเวลานี้ประดุจซากศพขนาดใหญ่ที่ถูกรุมทึ้ง บ้านเรือนพังทลายจากหินยักษ์ที่ถูกดีดเข้ามาตลอดคืน ซือเหมยนั่งพักที่บันไดหน้าประตูเมืองที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จ ร่างกายของนางอาบไปด้วยเขม่าและหยาดเหงื่อ
เบื้องล่างนั้น กองเพลิงเผาศพถูกจุดขึ้นสูงเสียดฟ้า กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งไปทั่วลานจวน ไม่มีเวลาสำหรับการไว้อาลัย ไม่มีพิธีการสำหรับ ผู้จากไป มีเพียงความเงียบงันของผู้ที่ยังมีลมหายใจที่มองดูสหายร่วมรบกลายเป็นเถ้าถ่าน
จดหมายจากแนวหลังที่ส่งมาพร้อมกับทหารสื่อสารยิ่งทำให้ใจคนสั่นคลอน เมืองซืออวิ๋นถูกตีแตกพินาศ ชาวเมืองถูกสังหารล้างเมืองจนไม่เหลือแม้แต่สุนัขสักตัวเดียว ข่าวร้ายนี้ไหลวนอยู่ในหัวของทุกคนเหมือน ยาพิษ
“ท่านอ๋องเชิญท่านไปที่ห้องทำงานขอรับ” ทหารรับใช้เอ่ยด้วยเสียงอิดโรย
“อืม เดี๋ยวข้าเดินไป”
“ขอรับ”
ซือเหมยลุกขึ้น ปัดฝุ่นดินออกจากกางเกง แบกเกราะหนักเดินเข้าจวนอย่างไม่ยี่หระ นางวางชุดเกราะลงบนเก้าอี้เสียงดังโครม ก่อนจะหันไปถามบุคคลผู้สูงศักดิ์ในห้อง “พวกท่านมีอะไร”
อ๋องรองมองนางด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะส่งม้วนผ้าไหมสีทองประทับตราลับของราชสำนักให้นาง “ฮ่องเต้ฝากให้เจ้า”
“ข้า? ตาแก่นั่นน่ะรึ?” ซือเหมยเลิกคิ้ว
“นั่นเสด็จอาของข้า...” อ๋องรองปรามเสียงอ่อน
“เพราะเจ้าเป็นคนช่างเกรงใจเช่นนี้ถึงได้สู้พี่ชายไม่ได้ไง” นางตอกกลับนิ่มๆ ก่อนจะคลี่ผ้าไหมอ่าน แล้วหันไปถามกุนซือ “กล่องไม้อยู่ไหน”
เมื่อกล่องไม้สีดำคล้ำถูกยื่นมา ซือเหมยเปิดออกช้าๆ หัวใจของนางกระตุกวูบ มันคือ ‘ตราพยัคฆ์คู่’ และ ‘ป้ายเหล็ก’ ตัวอักษรทองคำ สัญลักษณ์แห่งอำนาจทหารที่บิดาเคยกำชับนักหนาว่าหากตกไปอยู่ในมือคนชั่ว แผ่นดินจะพินาศ
“ถ่านร้อนชัดๆ...” นางบ่นอุบ นี่ไม่ใช่รางวัล แต่มันคือภาระที่อาจทำให้นางหัวหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ
“เจ้าจะทำอะไรต่อ” อ๋องหนุ่มเอ่ยถาม
“ไม่เกินเย็นนี้เมืองคงจะถูกล้อมทุกด้าน แล้วใครเอาของพวกนี้มาส่งให้ถึงที่นี่”
“องครักษ์ลับ” อ๋องหนุ่มตอบ แล้วชี้ไปที่คนผู้หนึ่งที่นั่งพิงเสาอยู่เงียบๆ
“เอาเถอะ เราต้องจัดการงานตรงหน้าก่อน” ซือเหมยหันไปหา กุนซือที่ยืนจ้องมองแผ่นที่ทราย “ท่านมีแผ่นอะไรไหม”
กุนซือลูบหนวดยาวอย่างคลุ่นคิด “งานนี้ไม่ง่าย และก็ไม่ยาก”
“ไม่ง่ายและก็ไม่ยาก...” อ๋องหนุ่มสับสนกับคำตอบของกุนซือ
“ท่านจะให้ข้าไปเผาค่ายพวกมันหรือไง” ซือเหมยถามกุนซือที่ยืนจ้องแผนที่ทรายอย่างเอาเป็นเอาตาย
กุนซือพยักหน้าช้าๆ “มันเป็นทางเดียว... ถ้าไม่สำเร็จ เราก็ตายกันหมด” กุนซือตอบ ท่าทางยังคงความสง่างามตามแบบนักปราชญ์
“งั้นก็ให้ชาวบ้านติดอาวุธออกไปสู้สิ” ซือเหมยเสนอ “ชาวบ้านเกือบแสน ทหารเรามีสามหมื่น สู้แบบแลกชีวิตยังไงก็ชนะ”
“ไม่ได้! เราจะให้ชาวบ้านไปตายไม่ได้!” อ๋องรองค้านทันควัน
ซือเหมยถอนหายใจยาว มองพวก ‘หน้าขาว’ ที่กินตำราแทนข้าว นางรู้ดีว่าคนพวกนี้คิดว่าคุณธรรมในหนังสือจะช่วยกันคมดาบได้ แต่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้เสมอ... เมื่อกำแพงพัง ทุกชีวิตก็คือเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือชาวบ้าน ประชาชนนับล้านอพยพหนีตายกองทัพเพียงแสน สุดท้ายก็ไม่พ้นถูกกวาดล้าง
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
เสียงกลองรบดังกัมปนาทมาจากกำแพงเมือง ซือเหมยและบรรดาแม่ทัพพุ่งทะยานกลับไปยังจุดยุทธศาสตร์ทันที เบื้องหน้าคือกองทัพเผ่านอกด่านที่ตั้งขบวนเต็มอัตราศึก พวกมันยืนห่างไปเพียงระยะธนูตก ทว่าสิ่งที่ทำให้นางขนลุกซู่คือ เครื่องยิงหินขนาดมหึมา จำนวนมากที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
“เป็นไปได้อย่างไร...” ซือเหมยพึมพำ แววตาคมกริบจ้องมองอาวุธสงครามเหล่านั้น “ของพวกนี้ทั้งใหญ่และหนัก... พวกมันข้ามประตูด่านที่แน่นหนามาได้ยังไงกัน!”
ลางสังหรณ์ร้ายเริ่มเกาะกุมหัวใจ ข้าวของระดับนี้ไม่มีทางเล็ดลอดมาได้หากไม่มี ‘เกลือเป็นหนอน’ ที่ประตูด่านใหญ่ หรือไม่ก็... ราชสำนักนั่นแหละที่เปิดทางให้พวกมันเอง!
********
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ท่านแม่ทัพ ถึงที่พักแล้วขอรับ”
อเหมยขยับกายบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าพร้อมหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดมองเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยพังทลายจนสิ้นซาก ทว่าบัดนี้โรงเตี๊ยมใหญ่กลับคับคั่งไปด้วยผู้คน ผิดกับบรรยากาศแปลกประหลาดที่ลอยมากับสายลม
“ไม่ทราบว่าจะพักกี่วันขอรับ”
“สองวัน เอาห้าห้อง” ชิงเหยาสั่งการคนของโรงเตี๊ยมที่รีบกุลีกุจอมาต้อนรับ
“ได้ขอรับ เชิญพวกท่านนั่งพักก่อน ข้าจะรีบไปเตรียมห้องพักไว้ให้” คนของโรงเตี๊ยมรีบหันหลังกลับไปทำงาน
ท่ามกลางความพลุกพล่าน ข่าวลือและเบาะแสกลับไหลเข้าหานางประดุจสายน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งที่มิใช่ฤดูฝน ข้าวสารเริ่มถูกกักตุนจนราคาสูงถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญต่อชั่ง ซือเหมยรับฟังรายงานจากทหารลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตากลับเย็นเยียบลงเรื่อยๆ
“นายท่าน” เสียงเรียกเบาๆ ดังขึ้นหน้าห้องพัก
“เข้ามา” ซิงเหยาพยักหน้ารับคำสั่ง นางเปิดประตูให้ทหารหนุ่มเข้ามาด้านใน ซือเหมยเงยหน้าขึ้นมอง “ได้อะไรมาบ้าง” ถามพลางส่งถ้วยน้ำชาให้ดื่ม
“เป็นไปตามที่คาดไว้ขอรับ”
“เจ้าฟังผิดหรือไม่” หลี่เยี่ยนเอ่ยถาม “ที่ชายแดนยังไม่แพงเช่นนี้”
“เรื่องจริงขอรับ”
“แล้วเรื่องน้ำท่วมได้ความว่าไง”
“ราชสำนักกำลังส่งเสบียงและเงินมาช่วยขอรับ”
“หนักขนาดนั้นเลย”
“ขอรับ หมู่บ้านรอบนอกเสียหายหนักมาก”
ซือเหยานั่งเงียบอยู่พักหนึ่ง มองถ้วยชาอย่างครุ่นคิด เรื่องในครั้งนี้ไม่ต่างจากตอนนั้นมากนัก “ใครเป็นเจ้าเมือง แล้วนิสัยเป็นอย่างไร”
“เป็นคนซื่อสัตย์ขอรับ แต่ทว่ากลับไม่มีอำนาจในมือ ไม่สามารถทำอะไรพวกตระกูลใหญ่ได้”
“นี่ก็ยังไม่เย็นมาก เอาจดหมายนี้ไปส่งที่จวนเจ้าเมือง”
“ขอรับ” ทหารหนุ่มรับจดหมายแล้วออกไปทันที
หลี่เหยี่ยนมองแม่ทัพสาวเดินไปทางหน้าต่าง เหม่อมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอิฐ เหมือนคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“นี่... นางเป็นอะไรไปน่ะ” หลี่เยี่ยนกระซิบถามชิงเหยา
“คงมีอารมณ์ศิลปินล่ะมั้ง ดูหน้าสิ...”
“หรือว่าแอบคิดถึงแม่นางบ้านไหน ฮิฮิ” สองสาวพากันหัวเราะขบขัน
โป้ก!!
“ท่านแม่ทัพ… ท่านเคาะหัวข้าทำไม” หลี่เหยี่ยนเอามือกุมหัวตัวเอง มองค้อนแม่ทัพสาว
“ข้าได้ยินนะ!” ซือเหมยเคาะหัวสองสาวจนหน้าคะมำ “ไปบอกคนของเราให้ระวังตัว คืนนี้คงยาวนานนัก... ขบวนภาษีกับโจวเซามาถึงที่นี่ มันบังเอิญเกินไป”
ชิงเหยาเหลือบมองไปทางเข้าประตูเมือง ขบวนรถม้าขนของขบวนหนึ่งกำลงตรงผ่านหน้าโรงเตี้ยม “นั่นมันขบวนรถขน... ดูจากกล่องและทหารแล้ว ข้าคิดว่าคงเป็นกองคุ้มกันเงินภาษีกลับเข้าเมืองหลวง”
“มันบังเอิญไปหรือไม่” หลี่เยี่ยนมองดูพลางสงสัย
“ชายคนนั้น... โจวเซาใช่ไหม” ชิงเหยาหันไปถามหลี่เหยี่ยน
“ชายคนนั้นมัน นายกองเฝ้าประตูเมืองอี้อวิ๋นเมื่อตอนนั้นใช่ไหม”
“จริงด้วย ไม่เจอนานก้าวหน้าขึ้นเยอะเลย” ซือเหมยพยักหน้า
ทางด้านเจ้าเมืองกำลังนั่งเครียดมองจดหมายสองฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นของแม่ทัพแดนเหนือ อีกฉบับหนึ่งเป็นของกององครักษ์ ไม่ว่าฉบับไหนก็ไม่น่าภิรมณ์ทั้งคู่ กององครักษ์มาพร้อมกับเงินภาษีครึ่งล้าน แม่ทัพแดนเหนือนั้นก็มาพร้อมเครื่องบรรณาการจากนอกด่านที่นานครั้งจะนำส่งกลับเมืองหลวง
“ข้าจะออกไปพบท่านแม่ทัพ แล้วกององครักษ์พักที่ใด”
“โรงเตี๊ยมเดียวกันขอรับ”
เจ้าเมืองกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็คงไม่พ้นคืนนี้ “น้ำก็ท่วม คนก็มา” พูดจบก็เดินไปขึ้นรถม้าที่มาจอดรอหน้าจวน
สถานที่นัดพบถูกเปลี่ยนมาเป็นหอน้ำค้างสวรรค์ที่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมมากนัก เจ้าเมืองมาถึงพร้อมโจวเซาหัวหน้ากององครักษ์ผู้คุ้มกันเงินภาษี ทักคู่ทักทายกันเป็นพิธีแล้วเดินตามเด็กรับใช้ไปที่ห้องส่วนตัวด้านบน ประตูเปิดออกก็พบหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่พร้อมผู้ติดตามอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ท่านแม่ทัพ” เจ้าเมืองเอ่ยทักอย่างประหม่า
“ท่านแม่ทัพ” โจวเซาโค้งตัวเคารพอย่างนอบน้อม แววตาแฝงความเลื่อมใสที่ปิดไม่มิด เขาคือนายกองผู้เคยร่วมเป็นร่วมตายกับนางที่อี้อวิ๋น บัดนี้ก้าวหน้าขึ้นจนเป็นหัวหน้ากององครักษ์คุ้มกันเงินภาษี
“ไม่เจอนานนะโจวเซา...” ซือเหมยเอ่ยทักพลางรินชาด้วยท่าทีผ่อนคลาย “พวกท่านจะยืนบื้อกันทำไม นั่งสิ หรือต้องรอให้ข้ากราบเชิญ?”
ทั้งคู่ยิ้มแห้ง รีบนั่งลงอย่างว่าง่าย ซือเหมยเข้าประเด็นทันทีด้วยคำถามที่ทำเอาบรรยากาศในห้องเย็นเยียบ “ใครเป็นคนพังเขื่อนเหนือน้ำ?”
เจ้าเมืองหันมองผู้ช่วยด้วยเหงื่อเย็นที่ไหลซึมเต็มแผ่นหลัง ก่อนจะส่งรายงานลับให้นางอ่าน ซือเหมยกวาดสายตามองเพียงครู่เดียว ภาพจำอันเลวร้ายในอดีตก็ผุดขึ้นมา “เมื่อปีนั้น... เขื่อนแตก เมืองซื่ออวิ๋นพินาศ เมืองอี้อวิ๋นถูกล้อม จนข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นภาพซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง”
“ท่านจะบอกว่า... มีคนจงใจกักเราไว้ที่นี่หรือขอรับ?” โจวเซาถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ท่านแม่ทัพ เช่นนั้นก็หมายความว่ามีคน...”
“พวกมันลงมือแล้วเจ้าค่ะ” เสียงกระซิบจากชิงเหยาตัดบทสนทนา ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องและการปะทะดังกัมปนาทมาจากด้านล่าง ซือเหมยลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปยังท้องถนนที่บัดนี้กลายเป็นคลองขนาดย่อม ชายชุดดำนับร้อยพุ่งตัวออกมาจากเงามืด พวกมันพายแพไม้ไผ่และว่ายน้ำมุ่งตรงมายังจุดที่เก็บเงินภาษีและเครื่องบรรณาการ
“แพงั้นรึ... หึ” ซือเหมยเหยียดยิ้มเย็นชา นางไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย “หลี่เยี่ยน!”
“เจ้าค่ะ” หลี่เยี่ยนก้าวออกมาด้านหน้า แววตาขี้เล่นหายไปเหลือเพียงความเยือกเย็น
“แช่แข็งพวกมันให้หมด”
“ท่านขอมา... ข้าก็มิอาจขัดใจ” หลี่เยี่ยนวาดมือกลางอากาศ แผ่นอักขระนับสิบปลิวว่อนประดุจใบไม้ร่วง นางร่ายเวทย์ด้วยเสียงอันกังวาน “สายลมเหมันต์... จงโหมกระหน่ำ!!”
“ฆ่าพวกมันให้หมด” ครืนนนน! พายุหิมะขนาดย่อมพัดพุ่งออกจากหน้าต่างหอน้ำค้างสวรรค์ ปะทะเข้ากับผิวน้ำเบื้องล่างฉับพลัน! เสียงน้ำแข็งลั่นเปรี๊ยะดังสนั่น ผืนน้ำที่เคยกระเพื่อมไหวกลับกลายเป็นลานน้ำแข็งสีขาวโพลนในชั่วอึดใจ แพไม้ไผ่และร่างของพวกชุดดำถูกแช่ติดอยู่กับที่ ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
“ฆ่าพวกมันให้หมด!”
สิ้นเสียงคำสั่งมรณะ ทหารเกราะเบาอินทรีเหล็กที่ซุ่มอยู่ตามหลังคาและมุมมืดก็พุ่งตัวออกมาประดุจปักษาสังหาร เหยียบลงบนพื้นน้ำแข็งที่เพิ่งสร้างใหม่ วาดดาบโค้งปลิดชีพกลุ่มโจรที่กลายเป็นเป้านิ่งอย่างโหดเหี้ยม เสียงคมดาบตัดผ่านเนื้อและเสียงกรีดร้องสั้นๆ ดังระงม
เจ้าเมืองและโจวเซามองภาพเบื้องล่างด้วยความทึ่ง... นี่ไม่ใช่แค่การรบ แต่มันคือการ “ล่า” ที่สมบูรณ์แบบของกองทัพที่ซือเหมยสร้างมากับมือ!
ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง
ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล
ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด
ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา
เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้
ในขณะที่หลินจื่อเฉินกำลังเผชิญวิบากกรรม ซือเหมยในร่างแม่ทัพมาดเข้มยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนิน มองดูเมืองลู่เกาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางล้ำลึกและเย็นเยียบที่นี่... สมรภูมิที่พ่อแม่ของข้าเริ่มต้นความรักนางนึกถึงเรื่องที่ท่านน้าหาญเซียวเคยเล่า บิดาและมารดาของนางเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อก
เมืองเทียนจิน เมืองท่าที่คึกคักและมั่งคั่งที่สุดในแดนตะวันออก กลิ่นอายน้ำเค็มจากทะเลผสมปนเปไปกับเสียงอึกทึกของศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รถม้าคันเล็กเคลื่อนผ่านถนนที่ปูด้วยหินอย่างดีมาหยุดลงหน้าจวนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวมังกร” ของเมือง ทว่าสภาพของมันในยามนี้กลับดูเง
หลายวันผ่านไป ข่าวคราวการศึกที่ชายแดนตะวันตกพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงสรรเสริญ บรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักกลับพากันยื่นฎีฬากล่าวโทษซือเหมยที่ก่อสงครามโดยพลการ เสียงเรียกร้องให้เรียกตัวนางกลับมาลงโทษทัณฑ์ดังระงมไปทั่วท้องพระโรงทว่า... ท่ามกลางเสียงก่นด่านัน กลับไ
กริ๊ง... กริ๊ง...เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตามระเบียงสั่นไหวไปมาตามแรงลมพัดเอื่อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลบุปผาโชยมาปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ให้ตื่นขึ้นสู่เช้าวันใหม่“เมื่อคืน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โจวหว่านฉีพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกเจ็บปวดรุ่มร้อนไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



