Compartilhar

เว่ยไท่เฟย

last update Data de publicação: 2026-03-08 11:15:17

“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”

หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”

“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบ

คำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”

“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท

“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”

“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรอง

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ

“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชด

ท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมยเอ้อร์... ข้าเพียงอยากให้เจ้า... มองข้าบ้าง”

ซือเหมยนวดขมับตัวเองเบาๆ ความเหนื่อยหน่ายฉายชัดบนใบหน้า นางถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังแทบหยุดหายใจ “ข้าอยากเป็นพ่อเลี้ยงท่านมากกว่า...” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้อ๋องรองกระอักเลือดสีดำคำโตออกมาด้วยความแค้นและเสียใจจนหมดสติไปทันที!

‘ท่านอ๋อง! เรียกหมอเร็ว!’

ซือเหมยเดินส่ายหัวมาจนหยุดหน้าเรือนชั้นในที่มีองครักษ์หญิงเฝ้าหนาแน่น นางก้าวผ่านม่านโปร่งเข้าไป กลิ่นหอมกรุ่นที่คุ้นเคยช่วยชะล้างกลิ่นคาวเลือดออกไปจนสิ้น สตรีสูงศักดิ์ผู้ทรงเสน่ห์นอนเอนกายอ่านหนังสืออย่างใจเย็นราวกับสงครามด้านนอกเป็นเพียงเรื่องเล่า

“อาเหมย... เจ้ามาแล้วหรือ” เว่ยไท่เฟย เอ่ยด้วยเสียงหวานล้ำ

“ท่านน้าสะใภ้... ท่านน้าให้ข้ามาคุ้มกันท่านเจ้าค่ะ”

เว่ยไท่เฟยดึงร่างของแม่ทัพสาวเข้าไปโอบกอดไว้ “ฮ่องเต้อยากให้เจ้ากลับไปรับตำแหน่งของบิดา... กลับไปเป็น ‘หาญซือเหมย’ ที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเหนื่อย... ก็พักเสียหน่อยเถอะ”

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของสงครามรอบเมือง สองสตรีกลับนั่งอิงแอบกันในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม เป็นภาพที่งดงามทว่าประหลาดล้ำเกินจินตนาการ แต่กลับกันนั้นบรรยากาศภายนอกกลับเลวร้ายสุดขีด อีกไม่นานอาหารในเมืองก็จะหมดลง

“ท่านอ๋อง เจ้าเมืองไม่ยอมเปิดคลังแจกจ่ายอาหารขอรับ” พ่อบ้านประจำจวนเดินคอตกเข้ามาในห้องโถงใหญ่

“เจ้าอย่าพึ่งเอาเรื่องพวกนี้มากวนท่าน” หมอประจำจวนรีบปราม

“แล้วนี่...”

“อกหักไง อกหักไง”

“อ้อ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ทั้งคู่พากันหัวเราะ ส่วนอ๋องรองนั้นก็หัวเราะด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเลือด “อย่าให้ธาตุไฟเข้าแทรกน่ะขอรับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ทั้งคู่หัวเราะหนักกว่าเดิม

ตกกลางดึก ซือเหมยลอบออกจากจวนเพื่อหาหลักฐานการทรยศ ทว่านางกลับพบสิ่งที่น่าโมโหกว่า นั่นคือโกดังที่อัดแน่นไปด้วยเสบียงอาหารในขณะที่ชาวบ้านกำลังอดตาย

“ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์จริงนะ...” นางยิ้มเย็น ก่อนจะตัดสินใจเผาจวนเจ้าเมืองและที่ว่าการจนวอดวาย!

ไม่ว่าจะเป็นโกดังน้อยใหญ่ ต่างก็เต็มไปด้วยเสบียงที่อัดแน่นอยู่ด้านใน นางปิดโกดังไว้ตามเดิมแล้วรีบไปตามหาหลักฐาน แต่ทว่ากลับหาไม่เจอแม้แต่เศษฝุ่น แต่กลับไปเจอจดหมายอย่างอื่นแทน “นี่มัน... เป็นไปไม่ได้ แม้จะคิดไว้แล้วก็เถอะ” นางเก็บจดหมายและสมุดรายชื่อทว่าสีหน้าของนายกองสาวนั้น “ไม่ซิ” รอบยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนในหน้าที่หวานล้ำ

“ไฟไหม้! ไฟไหม้!” ซือเหมยแสร้งตะโกนลั่น พลางพังประตูเปิดให้ทหารเข้ามาดับไฟ แต่กลับชักนำให้ทหารพบโกดังความลับ

“ทหาร! รีบมาดับไฟ” นายกองลาดตระเวนที่ผ่านมารีบระดมคนมาดับไฟ แต่ไฟกลับโหมแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด

“ทหาร! ขนออกไปให้หมด!” นายกองลาดตระเวนสั่งการด้วยความเดือดดาลเมื่อเห็นอาหารที่ถูกซุกซ่อนไว้ เจ้าเมืองทำได้เพียงยืนมองด้วยความแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้

“ขอรับ!”

ทหารหน่วยอื่นๆ ถูกเรียกมาเพื่อช่วยขนย้ายเสบียงออกไป ด้วยข้ออ้างเดียวที่แม้แต่เจ้าเมืองก็ทำอะไรไม่ได้ แม้อยากจะเผาให้วอดวายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ซือเหมยยิ้มก่อนจะหายไปในความมืดยามค่ำคืน

รองแม่ทัพวิ่งเข้ามาในจวนอ๋องด้วยความดีใจ จนไม่ทันระวังสดุดล้มไปกับพื้นหลายรอบ กว่าจะเข้ามาในห้องได้ก็ทำเอาสะบักสะบอมไปไม่น้อย “ท่านอ๋อง! เสบียงขอรับ เรามีเสบียงแล้วขอรับ”

กุนซือกองทัพตาลุกวาวเมื่อได้ยิน “จากไหน”

“จวนเจ้าเมืองขอรับ”

กุนซือฟังก็ได้แต่ฉงน “เกิดอะไรขึ้น ฟ้าฝ่าหรือ”

“ไฟไหมขอรับ อยู่ดีๆ ก็เกิดเพลิงกองใหญ่ปกคลุมจวนใหญ่ทั้งหลัง ทหารที่ไปช่วยดับไฟบังเอิญไปพบโกดังขอรับ”

กุนซือพยักหน้าเบาๆ มือหยาบลูบนวดยาวช้าๆ “มันช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้”

“รีบ... เอา... ไป... แจก... จ่าย...” ท่านอ๋องพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง “มี... ข้าว... กิน... ก็ดี... แล้ว...”

“ขอรับ”

รุ่งเช้าวันต่อมา อาหารถูกแจกจ่ายให้ประชาชน ทว่าเจ้าเมืองกลับพาคนมาพังจุดแจกจ่าย “ไอพวกทาส! ขโมยเสบียงราชสำนักอยากตายหรือไง!” เสียงตะโกนของเจ้าเมืองชั่วดังลั่น พร้อมกับที่ลูกสมุนร่างยักษ์เหวี่ยงมือมาปัดถ้วยน้ำข้าวในมือของซือเหมยจนกระเด็นแตกกระจายลงพื้น

เพล้ง!

ซือเหมยนิ่งค้างไปเสี้ยววินาที สายตามองดูน้ำข้าวที่หกเรี่ยราดลงบนฝุ่นสกปรก... นั่นคืออาหารเช้ามื้อเดียวที่นางตั้งตารอหลังจากรบมา      ทั้งคืน “เจ้าทำบ้าอะไร!”

“หุบปาก! ใครขัดขืนอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!” ชายร่างยักษ์ตะโกน

ซือเหมยกำดาบแน่น นางให้ค่ากับอาหารยิ่งกว่าสิ่งใด... และการปัดถ้วยข้าวคือการหยามเกียรติขั้นสุด! ซิงเหยาและคนอื่นๆ ต้องพากันเข้ามาห้ามไว้ กินห้ามเหลือ เหลือห้ามทิ้ง กินไม่หมดให้เก็บไว้ หิวตอนไหนก็กินได้นี่คือสิ่งที่ผู้เป็นนายมักพูดเสมอ แต่การที่มีคนมาปัดถ้วยน้ำข้าวในมือเช่นนี้... ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลงทันที

โคร้ม!! ร่างยักษ์ของสมุนคนนั้นปลิวละลิ่วกระแทกกำแพงเมืองจนหินร้าว ความเร็วที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วเสียจนไม่มีใครมองทันว่านางขยับเท้าเมื่อไหร่ ชิงเหยาและคนอื่นๆ ถึงกับอ้าปากค้าง “นั่นมัน... บาทาไร้เงา!” วิชาที่เล่าขานกันว่ารวดเร็วประดุจสายฟ้าจนไม่ทิ้งแม้แต่เงาให้มองตาม

“เจ้า! ทำร้ายข้าหลวง! เจ้าต้องโดนประหาร!” เจ้าเมืองตะหวาดเสียงสั่นด้วยความโกรธปนหวาดกลัว

“ประหารข้า? ข้าว่าเจ้าห่วงหัวตัวเองเถอะ!” ซือเหมยแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนตวาดก้อง “ฆ่าพวกมันให้หมด!”

คนของซือเหมยพากันชักดาบโค้งของพวกนอกด่านออกมา เข้าต่อสู้กับคนของจวนเจ้าเมือง เสียงดาบปะทะกันกลางเมืองดังสนั่น

“พวกเจ้าต้องเสียใจ!” พูดจบเจ้าเมืองวิ่งฝ่าไปที่ประตูเมืองพร้อมกับเหล่าลูกสมุนสิบกว่าคน

“พวกมันจะเปิดประตู!” ซิงเหยารีบตะโกนบอกคนอื่นๆ

“พวกมันสมคบคิดกับพวกนอกด่านจริงด้วย” ซือเหมยสบถออกมาแล้วควบม้าตามไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าประตูกลับถูกเปิดออกอย่างง่ายดายด้วยน้ำมือของกบฏในคราบผู้อพยพ พวกมันฆ่าทหารยามแล้วช่วยกัน กระชากบานประตูสีแดงยักษ์ให้เปิดอ้าเข้ามาด้านในเมือง เพื่อเปิดทางให้กองทัพม้านอกด่านที่รอจังหวะอยู่พากันพุ่งทะยานเข้ามา

“ประตู!” เสียตะโกนก้องดังมาจากถนน

นายกองผู้คุมกำแพงเมืองรีบมองลงไปที่ด้านล่างกำแพง ประตูสีแดงบานยักษ์ถูกเปิดกว้าง “ประตูเปิดแล้ว! ยิงธนูสกัดไว้!” นายกองบนกำแพงตะโกนสั่งด้วยความตระหนก

สถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุด เมื่อพวกนอกด่านเริ่มดันตัวเข้ามาในช่องว่างที่เปิดออก นายกองพาทหารลงมาต้านทานแต่กลับสู้แรงปะทะไม่ไหว ซือเหมยเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจแก้เกมในเสี้ยววินาที

“โซ่กระตูกมังกร!”

โซ่เหล็กปลายตะขอสองสายพุ่งผ่านหน้านายกองไปเฉียดฉิว กึก! มันเกี่ยวเข้ากับห่วงเหล็กมหึมาที่อยู่หลังบานประตูทั้งสองข้าง ซือเหมยสั่งม้าศึกสิบตัวให้แยกออกเป็นสองฝั่งแล้วควบตะบึงไปด้านหน้า กวาดออกไปทางกำแพงเมืองด้านข้าง เพื่อฉุดกระชากให้บานประตูที่เปิดอ้าอยู่ ให้กลับไปปิดประจบกันที่ตรงกลาง

“ย้าก!!”

แรงกระชากจากม้าศึกสิบตัวบวกกับพลังปราณของซือเหมย ทำให้บานประตูหนาหนักเริ่มขยับสวนทางกับแรงผลักของศัตรูที่อยู่เบื้องนอก เสียงบานพับไม้ลั่นเกรียบกราดประดุจเสียงฟ้าคำราม ในที่สุดประตูยักษ์ก็กระแทกปิดเข้าหากันดัง ปัง!! แรงกระแทกนั้นบดขยี้ร่างของศัตรูที่พยายามแทรกตัวเข้ามาจนแหลกเหลว

ซือเหมยไม่รอช้า นางกระโดดลงจากหลังม้า พุ่งเข้าแบกไม้ดานท่อใหญ่ที่ต้องใช้คนนับสิบยกเพียงลำพังด้วยพลังมหาศาล แล้วฟาดมันลงล็อกสลักประตูอย่างแม่นยำ!

ตึ้ง!!

“ปิดประตู! ฆ่าพวกที่หลุดเข้ามาให้หมด!” ซือเหมยตะโกนสั่งเสียงกึกก้อง ขณะที่หัวใจของนายกองและทหารเมืองอี้อวิ๋นยังเต้นระทึกกับภาพปาฏิหาริย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า

“คุณหนูรีบกลับไปที่จวนเถอะ! ทางนี้พวกเราจัดการเองเจ้าค่ะ” ชิงเหยาตะโกนบอกขณะวาดดาบสังหารข้าศึกที่หลุดเข้ามา

“ฝากด้วย! ฮี้!” ซือเหมยไม่เสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที นางกระชากบังเหียนควบม้าพุ่งทะยานกลับไปที่จวนอ๋องรองทันที

ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือความพินาศอย่างที่นางกังวล พวกนอกด่านที่ปลอมตัวเป็นผู้อพยพเริ่มเผยเขี้ยวเล็บ พวกมันบุกเข้าไปในจวนและไล่สังหารชาวบ้านรวมถึงบ่าวไพร่ที่ไร้ทางสู้อย่างโหดร้าย

“ท่านหญิง!” ซือเหมยคำรามในลำคอ นางควบม้าศึกฝ่าเข้าไปกลางวงล้อม ทั่วทั้งจวนเต็มไปด้วยศพและควันไฟที่พวยพุ่ง

“นั่น! นางมาแล้ว!” กุนซือที่กำลังคุมเชิงอยู่ตะโกนบอกด้วยความหวัง

“ท่านนายกองเหมย! ช่วย...” รองแม่ทัพพยายามจะร้องเรียก ทว่าร่างของสตรีบนหลังม้ากลับพุ่งผ่านหน้าพวกเขาไปประดุจสายลมที่เย็นเยียบ นางไม่ได้ปรายตามองแม้แต่อักษรเดียว

อ๋องรองที่พยุงร่างอันร่อแร่อยู่ถึงกับยิ้มค้าง แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังพังทลายลงเมื่อเห็นนางผ่านไปโดยไม่เหลียวมอง

“ท่านอ๋อง... ทำใจเถอะขอรับ” รองแม่ทัพตบบ่านายหนุ่มเบาๆ อย่างเห็นใจ “ท่านอ๋อง! ระวัง!”

เคร้ง! รองแม่ทัพต้องถีบอ๋องรองให้พ้นทางจากหอกยาวที่แทงเข้ามา อ๋องรองดึงสติกลับมาได้ด้วยความเจ็บปวดที่บาดแผลและหัวใจ “ตีพวกมัน! ดันพวกมันออกไปจากจวนให้หมด!” เขาสั่งการด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน

พวกนอกด่านที่ขวางทางเดินอาคารในอาคารถูซือเหมยควบม้าเหยียบย่ำจนกระดูกแหลกละเอียด ม้าศึกอินทรีเหล็กยกขาคู่หน้ากระทืบลงบนร่างของนักรบเถื่อนหน้าประตูห้องนอนจนมันขาดใจตายคาที่

“ท่านหญิง!” ซือเหมยวิ่งหอบเข้าไปในห้องนอนชั้นใน องครักษ์หญิงสองคนนอนจมกองเลือดถูกสังหารอย่างทารุณ นางเหลือบไปเห็นชายร่างใหญ่กำลังฉุดกระชากร่างของฮูหยินเยี่ยที่พยายามขัดขืน

วืด... เคร้ง!

โซ่กระดูกมังกร พุ่งออกจากข้อมือของซือเหมยประดุจงูพิษเหล็ก มันรัดเข้าที่ลำคอของชายผู้นั้นก่อนจะบิดกระชากจนกระดูกคอหลุดเด็น ร่างหนาของมันล้มตึงลงพื้นทันที ฮูหยินเยี่ยหล่นกระแทกพื้นอย่างจังจนสติกลับคืนมา

ซือเหมยไม่รอช้า นางตวัดดาบในมือปลิดชีพพวกที่เหลือในห้องอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปื้อนใบหน้าและชุดเกราะของนางจนดูประดุจมัจจุราช

“ท่านหญิง! ท่านหญิง!”

ฮูหยินเยี่ยที่หลุดพ้นจากขุมนรกโผเข้ากอดซือเหมยไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่เกือบต้องเสียเกียรติให้แก่คนเถื่อน นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจกลั้น

“ท่านไม่ต้องร้อง...” ซือเหมยลดเสียงลงจนอ่อนโยน นางลูบหัวสตรีในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบาด้วยมือที่ยังเปื้อนเลือด “ข้าอยู่นี่แล้ว”

โคร้ม! เสียงโต๊ะไม้กลางห้องหักกระจายเมื่อประตูถูกกระแทกเปิดเข้ามา อ๋องรองพร้อมองครักษ์พุ่งเข้ามาด้วยสภาพสะบักสะบอม

“ท่านมะ... แม่!” ใจของเขาหล่นวูบเมื่อเห็นมารดานั่งอยู่ที่พื้นท่ามกลางกองศพ

“เจ้ารีบเรียกคนมาจัดการที่นี่ซะ” ซือเหมยเอ่ยขึ้น เสียงของนางเรียบสนิทและเย็นชาผิดกับตอนที่ปลอบประโลมฮูหยินเยี่ยอย่างลิบลับ

“ท่านหญิง... ท่านอ๋องมาแล้ว ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ” ซือเหมยพยุงร่างสตรีสูงศักดิ์ขึ้นอย่างระมัดระวัง

“จะ... เจ้ามัน! เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ!” อ๋องรองกัดฟันกรอดด้วยความน้อยใจและโมโห

“หมอที่ให้ไปตามน่ะ ได้หรือยัง!” ซือเหมยตวาดเสียงดุ แววตาคมกริบตวัดมองจนอ๋องรองถึงกับสะอึก คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ

ภาพทหารอินทรีเหล็กและองครักษ์จวนที่ยืนอยู่ด้านหลังพากันก้มหน้ากลั้นหัวเราะจนตัวสั่น เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์นัก... อ๋องผู้ครองเมืองกลับถูกแม่ทัพสาวดุประดุจลูกไล่ แถมยังเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว

Continue a ler este livro gratuitamente
Escaneie o código para baixar o App

Último capítulo

  • หิมะทะเลทราย   แซ่หาญ

    ซือเหมยหวนคืนนครหลวงแคว้นจ้าวอย่างยิ่งใหญ่ ชาวเมืองต่างพากันออกมารอต้อนรับ ฮ่องเต้พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ต่างออกมารอต้อนรับอย่างพร้อมหน้า“ข้า หาญซือเหมย ขอถวายหัวเมืองทั้งหมดรวมถึงแผ่นดินแคว้นฉีแก่พระองค์ ในนานเอ่อ...” ซือเหมยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร “เอ่อ...” นางหันไปทางหม่ากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ‘ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่’ หม่ากงกงกระซิบ“อ้อ ผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ส่งมอบตราหยกแผ่นดินให้แก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง รับตราหยกด้วยความยินดี“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”“เจ้าค่ะพี่เขย”“ฮ่าๆๆๆๆ”งานเลี้ยงในวังถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่รถม้าจวนหาญจอดเทียบหน้าประตูวัง หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี นางก็กลับมาใช้แซ่หาญได้อย่างภาคภูมิ นางถือป้ายวิญญาณนำหน้าเข้าวัง ตามด้วยน้าสาวทั้งสอง สองแม่ทัพคู่ใจ ตามด้วยพวกซือหลิงที่เดินเข้ามาพร้อมเยี่ยฮูหยินและเยี่ยจือหาน สายตาคนภายนอกจะคิดว่าเป็นบรรดาสนมของเขา แต่ความจริงแล้วเป็นของซือเหมยทั้งหมด“ท่านพ่อ ในที่สุดลูกก็คืนความยุติธรรมให้ท่านได้”“พ่อแม่เจ้าต้องภูมิใจใ

  • หิมะทะเลทราย   เรือเหาะของเซียน

    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ดาบของเขาปะทะกับกรงเล็บของมัน ทว่ากลับถูกพวกมันไล่ล่าเหมือนหยอกล้อ แล้วคว้าแขนเขาปาออกไปใส่แท่นธนูยักษ์“ฆ่าพวกมันให้หมด!!” พวกมันพูดด้วยรอยยิ้มแหลมคมบนกำแพงเมืองยังไม่ทันหายวุ่นวาย ในเมืองก็วุ่นวายหนักขึ้น เมื่ออยู่ดีๆ พวกที่แฝงตัวเข้ามาเดือนก่อนก็เริ่มสร้างความวุ่นวายภายในเมือง“ไฟไหม้! ไฟไหม้ร้านข้าว!”“ช่วยด้วย! มีพวกมันอยู่ในตลาด!”ทหารลาดตระเวนเร่งอพยพชาวบ้านไปเมืองชั้นใน ท่ามกลางการต่อสู้ที่หนักหน่วง เสียงดาบปะทะและเสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสายฟานซิบมองภาพจากจอด้วยความเจ็บใจ พวกนางมีกำลังน้อยเกินกว่าจะออกไปช่วยคนได้ กองยานที่มาถึงดวงจันทร์ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการส่งกองทัพมาช่วย“พวกนั้นจะมาหรือยัง!!” เสียงของซือหลิงดังออกมาจากลำโพง“อีกสองชั่วโมง” ฟานซิบตอบ“ไม่ได้! พวกมันเยอะเกินไป แค่ครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว”เสียงระเบิดดังแทรกเข้ามาในสายเป็นระยะ พร้อมเสียงก่นด่าของซือหมิงที่ดังไม่ขาดสาย“ไอ้พวกตัวใหญ่มันมาจากไหน!! การ์เดี้ยน! บอกให้พวกมันรีบมาก่อนที่คนจะตายกันหมด!!”ไม่นานสายก็ขาดหาย รายงานมากมายถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนในเมืองมากมายล้มตาย ต่างกรีดร้อง

  • หิมะทะเลทราย   สงครามจากแดนใต้

    ซือเหมยที่กำลังยืนคุยกับถังจื่อเยว่มองแล้วก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนางมองแผนที่อย่างละเอียด แล้วเข้าไปคุยกับฟานซิบ“ข้าอยากให้เจ้าส่งคนไปค้นหาเรือให้เจอ”“ซือหมิงกับกูลู ข้าจะให้พวกนางไป”“ทำไมเจ้าไม่ไปเอง” ฟานซิบถามกลับ“ข้าเป็นแม่ทัพน่ะ ถ้าไม่อยู่....”ในตอนนั้นเอง ซือหมิงก็เดินเข้ามา ซือเหมยเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเองอีกคนยืนอยู่“นี่เจ้า...”“ทางนี้ข้าจัดการเอง เจ้ารีบเอาเรือกลับมาก็พอ”ฟานซิบยิ้มยักไหล่ “ไปถึงแล้วกดตรงนี้ หน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมเรือจะมาหาเจ้าเอง”“ได้ๆ”ซือเหมยเดินออกมาอย่างงงๆ แล้วขึ้นดาบบินหายลับไปพร้อมกูลูเหนือท้องฟ้าเขตใต้ ซือเหมยมองลงไปเบื้องล่าง สายตาเต็มไปด้วยความสะอิดสะเอียนมันคือกองทัพสัตว์ประหลาด... มากกว่าจะเป็นคนคนเป็นในกองทัพแต่งกายด้วยเหล็กหนามแหลมคม เดินกันเป็นแถวหนาแน่นราวกับมดงาน รถม้าศึกที่ลากด้วยอสูรสี่ขาเคลื่อนตัวช้าๆ ทิ้งร่องรอยลึกบนพื้นดิน เบื้องหลังคือควันดำที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งทิวทัศน์นางเร่งพลังปราณ ดาบเหาะทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งเส้นทางแสงไว้บนฟากฟ้าซือเหมยมาถึงเมืองท่าชิงเป่ยอย่างปล

  • หิมะทะเลทราย   พบหน้า

    ทางด้านซือเหมยที่มาถึงห้องก็เจอกับถังจื่อเยว่ยืนรออยู่พร้อมกับใครบางคนที่ยืนอยู่ สองคนในชุดคลุมปิดบังเหมือนพวกนักบวชของลัทธิมากมายที่ชอบมาตั้งแผงหาคนไปเข้าร่วมสำนัก“เชิญพวกท่านเข้ามาเถอะ”ซือเหมยเดินเข้ามาในห้อง ก็เจอกับลู่เฟินและเยี่ยฮูหยินที่นั่งอยู่โต๊ะหนังสือกำลังช่วยกันตรวจบัญชีร้านค้า“พวกเจ้าไม่พักหน่อยหรือ” นางเอ่ยทักทั้งคู่“เจ้ามีแขกหรือ” เยี่ยฮูหยินชำเลืองมอง “แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้นเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ อย่างน้อยลูกข้าก็เป็นชายน่ะ”“ข้าไปดูเขามาแล้ว อาการหนักพอสมควร ตอนนี้หลับไปแล้ว”“เดี๋ยวข้าไปยกน้ำชามาให้” ลู่เฟินตอบแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเยี่ยฮูหยินถังจื่อเยว่นั่งลงแล้วเริ่มเข้าเรื่อง “ข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเจ้า แล้วก็นาง... นางจะเป็นครูฝึกด้านจิตวิญญาณให้เจ้า”หญิงสาวในชุดคลุมเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวดุจหยกใส แต่งกายดูหรูหรา จนนางแสบตาเมื่อชุดกับผิวมันขับกันจนเกิดแสงสว่างจ้าหญิงสาวอีกคนมีสีผิวคล้ำดูแปลกตา ขนตาสีเงิน แม้แต่เส้นผมก็ยังเป็นสีเงิน ตาก็ยังเป็นสีเงิน ต่างกับอีกคนที่เป็นสีทองแม้กระทั่งนัยน์ตา ดวงตาของพวกนางดูใสเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ด

  • หิมะทะเลทราย   ฐานลับใต้เมือง

    ซือเหมยตกใจเมื่อเห็นแสงสีฟ้ารวมตัวกันเป็นรูปทรงคน หญิงสาวในชุดคลุมสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าสวยคม แต่แววตาเรียบเย็นราวกับไม่มีชีวิตนางลองเอามือไปแตะมือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไป“นี่มันคืออะไร!”“เราเรียกมันว่าภาพเสมือน” ซือหลิงตอบพลางยิ้มกับความตกใจของแม่ทัพสาว“ข้าคือผู้ดูแลฐานทัพหลักประจำเขต... ต้าซ่ง...”“ต้าซ่ง...” ซือเหมยหันไปถามซือหลิง “ราชวงศ์ไหนกัน?”“ปัญญาประดิษฐ์” ซือหลิงอธิบาย “มันมาจากอีกยุค ข้าบอกแล้วว่าโลกของเจ้าเปลี่ยนมาแล้วสามรอบ”ซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ มีเส้นทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อถึงกันเป็นร่างแหซือเหมยนวดขมับเบาๆ มองดูจอภาพที่แสดงภาพรอบนครหลวง ทุกที่ล้วนเป็นจุดสำคัญ ซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างแล้วก็ยกกล่องที่ยาวเพียงผ่ามือขึ้นมาแล้วพูดกับมัน“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหัว แล้วหันมาเล่นกับภาพสะเหมือน ที่กำลังเปลี่ยนชุดเป็นแบบต่างๆ ตามคำสั่งของนางซือหลิงก้มหน้าทำอะไรสักอย่างที่แผงควบคุม แล้วก็ยกกล่องเล็กๆ ที่ยาวเพียงคืบขึ้นมา แล้วพูดกับมันด้วยภาษาที่ซือเหมยไม่เข้าใจ“คนบ้าอะไรพูดกับกล่อง” ซือเหมยส่ายหน้า แต่แววตา

  • หิมะทะเลทราย   ตัวปลอม

    เช้าวันต่อมา ชิงเหยาก็กลับมาพร้อมซือหลิงรถม้าทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้า ทำให้ถนนลื่นเป็นทางน้ำ รังไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านหลังรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำหนา ทหารหน้าประตูเมืองไม่สนใจจะเอ่ยถามด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบังคับรถม้า เพราะผู้ถือบังเหียนคือชิงเหยา และข้างๆ คือซือหลิง สองมือขวาของแม่ทัพซือที่ใครก็รู้จัก“ตายหรือยัง”ซือเหมยมองลงไปในลังไม้ที่ว่างไว้ในห้องใต้ดิน แสงเทียนริบหรี่ส่องลงบนใบหน้าของสตรีสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายใน เธอถูกห่อด้วยผ้าหนา สภาพน่าสงสาร“ยัง” เยี่ยฉินตอบ “แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เย็น เพราะต้องรักษาสภาพร่างกายนางไว้” นางชี้ไปที่ก้อนน้ำแข็งที่วางรอบตัวผู้ป่วย “นางโดนฝังทั้งเป็น ถ้าอีกไปอีกสองชั่วยามคงได้ตายจริงแน่”ซือเหมยกัดฟัน “กี่วันแล้ว”“เมื่อคืน” ชิงเหยาตอบ มือกุมดาบแน่น “สถานทูตแคว้นฉี... พวกมันขังนางไว้ในห้องใต้ดิน ทรมานนางทุกวัน”ซือเหมยไม่พูดอะไร มือของนางหยิบเข็มเงินที่ฝังไว้ที่ต้นคอขององค์หญิงออกมาเบาๆ“จุดประสาทรวมก้านสมอง” เยี่ยฉินอธิบาย “ใช้ลบความจำ ทำให้คนกลายเป็นเหมือนคนสติไม่ดี พวกที่ใช้วิชาแปลงกายชอบใช้

  • หิมะทะเลทราย   ผาอินทรี

    ในขณะที่หลินจื่อเฉินกำลังเผชิญวิบากกรรม ซือเหมยในร่างแม่ทัพมาดเข้มยืนตระหง่านอยู่บนยอดเนิน มองดูเมืองลู่เกาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางล้ำลึกและเย็นเยียบที่นี่... สมรภูมิที่พ่อแม่ของข้าเริ่มต้นความรักนางนึกถึงเรื่องที่ท่านน้าหาญเซียวเคยเล่า บิดาและมารดาของนางเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อก

  • หิมะทะเลทราย   มุ่งหน้าสู่ตะวันออก

    เมืองเทียนจิน เมืองท่าที่คึกคักและมั่งคั่งที่สุดในแดนตะวันออก กลิ่นอายน้ำเค็มจากทะเลผสมปนเปไปกับเสียงอึกทึกของศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รถม้าคันเล็กเคลื่อนผ่านถนนที่ปูด้วยหินอย่างดีมาหยุดลงหน้าจวนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวมังกร” ของเมือง ทว่าสภาพของมันในยามนี้กลับดูเง

  • หิมะทะเลทราย   ใต้หน้ากาก

    หลายวันผ่านไป ข่าวคราวการศึกที่ชายแดนตะวันตกพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงสรรเสริญ บรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักกลับพากันยื่นฎีฬากล่าวโทษซือเหมยที่ก่อสงครามโดยพลการ เสียงเรียกร้องให้เรียกตัวนางกลับมาลงโทษทัณฑ์ดังระงมไปทั่วท้องพระโรงทว่า... ท่ามกลางเสียงก่นด่านัน กลับไ

  • หิมะทะเลทราย   นักเดินทาง

    กริ๊ง... กริ๊ง...เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตามระเบียงสั่นไหวไปมาตามแรงลมพัดเอื่อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมวลบุปผาโชยมาปลุกหญิงสาวที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงหลังใหญ่ให้ตื่นขึ้นสู่เช้าวันใหม่“เมื่อคืน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โจวหว่านฉีพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกเจ็บปวดรุ่มร้อนไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

Mais capítulos
Explore e leia bons romances gratuitamente
Acesso gratuito a um vasto número de bons romances no app GoodNovel. Baixe os livros que você gosta e leia em qualquer lugar e a qualquer hora.
Leia livros gratuitamente no app
ESCANEIE O CÓDIGO PARA LER NO APP
DMCA.com Protection Status