FAZER LOGIN“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”
หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”
“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบ
คำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”
“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท
“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”
“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรอง
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ
“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชด
ท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมยเอ้อร์... ข้าเพียงอยากให้เจ้า... มองข้าบ้าง”
ซือเหมยนวดขมับตัวเองเบาๆ ความเหนื่อยหน่ายฉายชัดบนใบหน้า นางถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังแทบหยุดหายใจ “ข้าอยากเป็นพ่อเลี้ยงท่านมากกว่า...” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้อ๋องรองกระอักเลือดสีดำคำโตออกมาด้วยความแค้นและเสียใจจนหมดสติไปทันที!
‘ท่านอ๋อง! เรียกหมอเร็ว!’
ซือเหมยเดินส่ายหัวมาจนหยุดหน้าเรือนชั้นในที่มีองครักษ์หญิงเฝ้าหนาแน่น นางก้าวผ่านม่านโปร่งเข้าไป กลิ่นหอมกรุ่นที่คุ้นเคยช่วยชะล้างกลิ่นคาวเลือดออกไปจนสิ้น สตรีสูงศักดิ์ผู้ทรงเสน่ห์นอนเอนกายอ่านหนังสืออย่างใจเย็นราวกับสงครามด้านนอกเป็นเพียงเรื่องเล่า
“อาเหมย... เจ้ามาแล้วหรือ” เว่ยไท่เฟย เอ่ยด้วยเสียงหวานล้ำ
“ท่านน้าสะใภ้... ท่านน้าให้ข้ามาคุ้มกันท่านเจ้าค่ะ”
เว่ยไท่เฟยดึงร่างของแม่ทัพสาวเข้าไปโอบกอดไว้ “ฮ่องเต้อยากให้เจ้ากลับไปรับตำแหน่งของบิดา... กลับไปเป็น ‘หาญซือเหมย’ ที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเหนื่อย... ก็พักเสียหน่อยเถอะ”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของสงครามรอบเมือง สองสตรีกลับนั่งอิงแอบกันในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม เป็นภาพที่งดงามทว่าประหลาดล้ำเกินจินตนาการ แต่กลับกันนั้นบรรยากาศภายนอกกลับเลวร้ายสุดขีด อีกไม่นานอาหารในเมืองก็จะหมดลง
“ท่านอ๋อง เจ้าเมืองไม่ยอมเปิดคลังแจกจ่ายอาหารขอรับ” พ่อบ้านประจำจวนเดินคอตกเข้ามาในห้องโถงใหญ่
“เจ้าอย่าพึ่งเอาเรื่องพวกนี้มากวนท่าน” หมอประจำจวนรีบปราม
“แล้วนี่...”
“อกหักไง อกหักไง”
“อ้อ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ทั้งคู่พากันหัวเราะ ส่วนอ๋องรองนั้นก็หัวเราะด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเลือด “อย่าให้ธาตุไฟเข้าแทรกน่ะขอรับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ทั้งคู่หัวเราะหนักกว่าเดิม
ตกกลางดึก ซือเหมยลอบออกจากจวนเพื่อหาหลักฐานการทรยศ ทว่านางกลับพบสิ่งที่น่าโมโหกว่า นั่นคือโกดังที่อัดแน่นไปด้วยเสบียงอาหารในขณะที่ชาวบ้านกำลังอดตาย
“ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์จริงนะ...” นางยิ้มเย็น ก่อนจะตัดสินใจเผาจวนเจ้าเมืองและที่ว่าการจนวอดวาย!
ไม่ว่าจะเป็นโกดังน้อยใหญ่ ต่างก็เต็มไปด้วยเสบียงที่อัดแน่นอยู่ด้านใน นางปิดโกดังไว้ตามเดิมแล้วรีบไปตามหาหลักฐาน แต่ทว่ากลับหาไม่เจอแม้แต่เศษฝุ่น แต่กลับไปเจอจดหมายอย่างอื่นแทน “นี่มัน... เป็นไปไม่ได้ แม้จะคิดไว้แล้วก็เถอะ” นางเก็บจดหมายและสมุดรายชื่อทว่าสีหน้าของนายกองสาวนั้น “ไม่ซิ” รอบยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนในหน้าที่หวานล้ำ
“ไฟไหม้! ไฟไหม้!” ซือเหมยแสร้งตะโกนลั่น พลางพังประตูเปิดให้ทหารเข้ามาดับไฟ แต่กลับชักนำให้ทหารพบโกดังความลับ
“ทหาร! รีบมาดับไฟ” นายกองลาดตระเวนที่ผ่านมารีบระดมคนมาดับไฟ แต่ไฟกลับโหมแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด
“ทหาร! ขนออกไปให้หมด!” นายกองลาดตระเวนสั่งการด้วยความเดือดดาลเมื่อเห็นอาหารที่ถูกซุกซ่อนไว้ เจ้าเมืองทำได้เพียงยืนมองด้วยความแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้
“ขอรับ!”
ทหารหน่วยอื่นๆ ถูกเรียกมาเพื่อช่วยขนย้ายเสบียงออกไป ด้วยข้ออ้างเดียวที่แม้แต่เจ้าเมืองก็ทำอะไรไม่ได้ แม้อยากจะเผาให้วอดวายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ซือเหมยยิ้มก่อนจะหายไปในความมืดยามค่ำคืน
รองแม่ทัพวิ่งเข้ามาในจวนอ๋องด้วยความดีใจ จนไม่ทันระวังสดุดล้มไปกับพื้นหลายรอบ กว่าจะเข้ามาในห้องได้ก็ทำเอาสะบักสะบอมไปไม่น้อย “ท่านอ๋อง! เสบียงขอรับ เรามีเสบียงแล้วขอรับ”
กุนซือกองทัพตาลุกวาวเมื่อได้ยิน “จากไหน”
“จวนเจ้าเมืองขอรับ”
กุนซือฟังก็ได้แต่ฉงน “เกิดอะไรขึ้น ฟ้าฝ่าหรือ”
“ไฟไหมขอรับ อยู่ดีๆ ก็เกิดเพลิงกองใหญ่ปกคลุมจวนใหญ่ทั้งหลัง ทหารที่ไปช่วยดับไฟบังเอิญไปพบโกดังขอรับ”
กุนซือพยักหน้าเบาๆ มือหยาบลูบนวดยาวช้าๆ “มันช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้”
“รีบ... เอา... ไป... แจก... จ่าย...” ท่านอ๋องพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง “มี... ข้าว... กิน... ก็ดี... แล้ว...”
“ขอรับ”
รุ่งเช้าวันต่อมา อาหารถูกแจกจ่ายให้ประชาชน ทว่าเจ้าเมืองกลับพาคนมาพังจุดแจกจ่าย “ไอพวกทาส! ขโมยเสบียงราชสำนักอยากตายหรือไง!” เสียงตะโกนของเจ้าเมืองชั่วดังลั่น พร้อมกับที่ลูกสมุนร่างยักษ์เหวี่ยงมือมาปัดถ้วยน้ำข้าวในมือของซือเหมยจนกระเด็นแตกกระจายลงพื้น
เพล้ง!
ซือเหมยนิ่งค้างไปเสี้ยววินาที สายตามองดูน้ำข้าวที่หกเรี่ยราดลงบนฝุ่นสกปรก... นั่นคืออาหารเช้ามื้อเดียวที่นางตั้งตารอหลังจากรบมา ทั้งคืน “เจ้าทำบ้าอะไร!”
“หุบปาก! ใครขัดขืนอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!” ชายร่างยักษ์ตะโกน
ซือเหมยกำดาบแน่น นางให้ค่ากับอาหารยิ่งกว่าสิ่งใด... และการปัดถ้วยข้าวคือการหยามเกียรติขั้นสุด! ซิงเหยาและคนอื่นๆ ต้องพากันเข้ามาห้ามไว้ กินห้ามเหลือ เหลือห้ามทิ้ง กินไม่หมดให้เก็บไว้ หิวตอนไหนก็กินได้นี่คือสิ่งที่ผู้เป็นนายมักพูดเสมอ แต่การที่มีคนมาปัดถ้วยน้ำข้าวในมือเช่นนี้... ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลงทันที
โคร้ม!! ร่างยักษ์ของสมุนคนนั้นปลิวละลิ่วกระแทกกำแพงเมืองจนหินร้าว ความเร็วที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วเสียจนไม่มีใครมองทันว่านางขยับเท้าเมื่อไหร่ ชิงเหยาและคนอื่นๆ ถึงกับอ้าปากค้าง “นั่นมัน... บาทาไร้เงา!” วิชาที่เล่าขานกันว่ารวดเร็วประดุจสายฟ้าจนไม่ทิ้งแม้แต่เงาให้มองตาม
“เจ้า! ทำร้ายข้าหลวง! เจ้าต้องโดนประหาร!” เจ้าเมืองตะหวาดเสียงสั่นด้วยความโกรธปนหวาดกลัว
“ประหารข้า? ข้าว่าเจ้าห่วงหัวตัวเองเถอะ!” ซือเหมยแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนตวาดก้อง “ฆ่าพวกมันให้หมด!”
คนของซือเหมยพากันชักดาบโค้งของพวกนอกด่านออกมา เข้าต่อสู้กับคนของจวนเจ้าเมือง เสียงดาบปะทะกันกลางเมืองดังสนั่น
“พวกเจ้าต้องเสียใจ!” พูดจบเจ้าเมืองวิ่งฝ่าไปที่ประตูเมืองพร้อมกับเหล่าลูกสมุนสิบกว่าคน
“พวกมันจะเปิดประตู!” ซิงเหยารีบตะโกนบอกคนอื่นๆ
“พวกมันสมคบคิดกับพวกนอกด่านจริงด้วย” ซือเหมยสบถออกมาแล้วควบม้าตามไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าประตูกลับถูกเปิดออกอย่างง่ายดายด้วยน้ำมือของกบฏในคราบผู้อพยพ พวกมันฆ่าทหารยามแล้วช่วยกัน กระชากบานประตูสีแดงยักษ์ให้เปิดอ้าเข้ามาด้านในเมือง เพื่อเปิดทางให้กองทัพม้านอกด่านที่รอจังหวะอยู่พากันพุ่งทะยานเข้ามา
“ประตู!” เสียตะโกนก้องดังมาจากถนน
นายกองผู้คุมกำแพงเมืองรีบมองลงไปที่ด้านล่างกำแพง ประตูสีแดงบานยักษ์ถูกเปิดกว้าง “ประตูเปิดแล้ว! ยิงธนูสกัดไว้!” นายกองบนกำแพงตะโกนสั่งด้วยความตระหนก
สถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุด เมื่อพวกนอกด่านเริ่มดันตัวเข้ามาในช่องว่างที่เปิดออก นายกองพาทหารลงมาต้านทานแต่กลับสู้แรงปะทะไม่ไหว ซือเหมยเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจแก้เกมในเสี้ยววินาที
“โซ่กระตูกมังกร!”
โซ่เหล็กปลายตะขอสองสายพุ่งผ่านหน้านายกองไปเฉียดฉิว กึก! มันเกี่ยวเข้ากับห่วงเหล็กมหึมาที่อยู่หลังบานประตูทั้งสองข้าง ซือเหมยสั่งม้าศึกสิบตัวให้แยกออกเป็นสองฝั่งแล้วควบตะบึงไปด้านหน้า กวาดออกไปทางกำแพงเมืองด้านข้าง เพื่อฉุดกระชากให้บานประตูที่เปิดอ้าอยู่ ให้กลับไปปิดประจบกันที่ตรงกลาง
“ย้าก!!”
แรงกระชากจากม้าศึกสิบตัวบวกกับพลังปราณของซือเหมย ทำให้บานประตูหนาหนักเริ่มขยับสวนทางกับแรงผลักของศัตรูที่อยู่เบื้องนอก เสียงบานพับไม้ลั่นเกรียบกราดประดุจเสียงฟ้าคำราม ในที่สุดประตูยักษ์ก็กระแทกปิดเข้าหากันดัง ปัง!! แรงกระแทกนั้นบดขยี้ร่างของศัตรูที่พยายามแทรกตัวเข้ามาจนแหลกเหลว
ซือเหมยไม่รอช้า นางกระโดดลงจากหลังม้า พุ่งเข้าแบกไม้ดานท่อใหญ่ที่ต้องใช้คนนับสิบยกเพียงลำพังด้วยพลังมหาศาล แล้วฟาดมันลงล็อกสลักประตูอย่างแม่นยำ!
ตึ้ง!!
“ปิดประตู! ฆ่าพวกที่หลุดเข้ามาให้หมด!” ซือเหมยตะโกนสั่งเสียงกึกก้อง ขณะที่หัวใจของนายกองและทหารเมืองอี้อวิ๋นยังเต้นระทึกกับภาพปาฏิหาริย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า
“คุณหนูรีบกลับไปที่จวนเถอะ! ทางนี้พวกเราจัดการเองเจ้าค่ะ” ชิงเหยาตะโกนบอกขณะวาดดาบสังหารข้าศึกที่หลุดเข้ามา
“ฝากด้วย! ฮี้!” ซือเหมยไม่เสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที นางกระชากบังเหียนควบม้าพุ่งทะยานกลับไปที่จวนอ๋องรองทันที
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือความพินาศอย่างที่นางกังวล พวกนอกด่านที่ปลอมตัวเป็นผู้อพยพเริ่มเผยเขี้ยวเล็บ พวกมันบุกเข้าไปในจวนและไล่สังหารชาวบ้านรวมถึงบ่าวไพร่ที่ไร้ทางสู้อย่างโหดร้าย
“ท่านหญิง!” ซือเหมยคำรามในลำคอ นางควบม้าศึกฝ่าเข้าไปกลางวงล้อม ทั่วทั้งจวนเต็มไปด้วยศพและควันไฟที่พวยพุ่ง
“นั่น! นางมาแล้ว!” กุนซือที่กำลังคุมเชิงอยู่ตะโกนบอกด้วยความหวัง
“ท่านนายกองเหมย! ช่วย...” รองแม่ทัพพยายามจะร้องเรียก ทว่าร่างของสตรีบนหลังม้ากลับพุ่งผ่านหน้าพวกเขาไปประดุจสายลมที่เย็นเยียบ นางไม่ได้ปรายตามองแม้แต่อักษรเดียว
อ๋องรองที่พยุงร่างอันร่อแร่อยู่ถึงกับยิ้มค้าง แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังพังทลายลงเมื่อเห็นนางผ่านไปโดยไม่เหลียวมอง
“ท่านอ๋อง... ทำใจเถอะขอรับ” รองแม่ทัพตบบ่านายหนุ่มเบาๆ อย่างเห็นใจ “ท่านอ๋อง! ระวัง!”
เคร้ง! รองแม่ทัพต้องถีบอ๋องรองให้พ้นทางจากหอกยาวที่แทงเข้ามา อ๋องรองดึงสติกลับมาได้ด้วยความเจ็บปวดที่บาดแผลและหัวใจ “ตีพวกมัน! ดันพวกมันออกไปจากจวนให้หมด!” เขาสั่งการด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน
พวกนอกด่านที่ขวางทางเดินอาคารในอาคารถูซือเหมยควบม้าเหยียบย่ำจนกระดูกแหลกละเอียด ม้าศึกอินทรีเหล็กยกขาคู่หน้ากระทืบลงบนร่างของนักรบเถื่อนหน้าประตูห้องนอนจนมันขาดใจตายคาที่
“ท่านหญิง!” ซือเหมยวิ่งหอบเข้าไปในห้องนอนชั้นใน องครักษ์หญิงสองคนนอนจมกองเลือดถูกสังหารอย่างทารุณ นางเหลือบไปเห็นชายร่างใหญ่กำลังฉุดกระชากร่างของฮูหยินเยี่ยที่พยายามขัดขืน
วืด... เคร้ง!
โซ่กระดูกมังกร พุ่งออกจากข้อมือของซือเหมยประดุจงูพิษเหล็ก มันรัดเข้าที่ลำคอของชายผู้นั้นก่อนจะบิดกระชากจนกระดูกคอหลุดเด็น ร่างหนาของมันล้มตึงลงพื้นทันที ฮูหยินเยี่ยหล่นกระแทกพื้นอย่างจังจนสติกลับคืนมา
ซือเหมยไม่รอช้า นางตวัดดาบในมือปลิดชีพพวกที่เหลือในห้องอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปื้อนใบหน้าและชุดเกราะของนางจนดูประดุจมัจจุราช
“ท่านหญิง! ท่านหญิง!”
ฮูหยินเยี่ยที่หลุดพ้นจากขุมนรกโผเข้ากอดซือเหมยไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่เกือบต้องเสียเกียรติให้แก่คนเถื่อน นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
“ท่านไม่ต้องร้อง...” ซือเหมยลดเสียงลงจนอ่อนโยน นางลูบหัวสตรีในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบาด้วยมือที่ยังเปื้อนเลือด “ข้าอยู่นี่แล้ว”
โคร้ม! เสียงโต๊ะไม้กลางห้องหักกระจายเมื่อประตูถูกกระแทกเปิดเข้ามา อ๋องรองพร้อมองครักษ์พุ่งเข้ามาด้วยสภาพสะบักสะบอม
“ท่านมะ... แม่!” ใจของเขาหล่นวูบเมื่อเห็นมารดานั่งอยู่ที่พื้นท่ามกลางกองศพ
“เจ้ารีบเรียกคนมาจัดการที่นี่ซะ” ซือเหมยเอ่ยขึ้น เสียงของนางเรียบสนิทและเย็นชาผิดกับตอนที่ปลอบประโลมฮูหยินเยี่ยอย่างลิบลับ
“ท่านหญิง... ท่านอ๋องมาแล้ว ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ” ซือเหมยพยุงร่างสตรีสูงศักดิ์ขึ้นอย่างระมัดระวัง
“จะ... เจ้ามัน! เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ!” อ๋องรองกัดฟันกรอดด้วยความน้อยใจและโมโห
“หมอที่ให้ไปตามน่ะ ได้หรือยัง!” ซือเหมยตวาดเสียงดุ แววตาคมกริบตวัดมองจนอ๋องรองถึงกับสะอึก คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ
ภาพทหารอินทรีเหล็กและองครักษ์จวนที่ยืนอยู่ด้านหลังพากันก้มหน้ากลั้นหัวเราะจนตัวสั่น เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์นัก... อ๋องผู้ครองเมืองกลับถูกแม่ทัพสาวดุประดุจลูกไล่ แถมยังเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย
“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา
สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“



![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


