로그인จูนเปิดประตูห้องที่เคยพัก มันก็ยังเป็นอย่างที่เคยเป็น เตียงนอน โต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างมันเรียบร้อยและไร้ฝุ่นจนอดคิดไม่ได้ว่าเขามาทำความสะอาดทุกวันเพื่อรอใครหรือเปล่า หญิงสาวถอดรองเท้าผ้าใบฝุ่นเขรอะออกแล้ว เดินมาที่หน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นถนนใหญ่เบื้องหน้า ร่างเพรียวเดินกลับมาดึงผ้าคลุมเตียงขึ้นแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียง
ไม่อยากนับว่านั่งรถไฟมากี่ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพฯ และนั่งบนแท็กซี่ที่รถติดสาหัสจนต้องเปลี่ยนใจลงจากรถแล้วยืนงงอยู่ที่สถานีรถไฟBTS เธอยังคงหลงทางเป็นประจำแต่ไม่กล้าโทรหาเขาเพื่อถามทาง การ “งม” ทางจึงเริ่มขึ้น โชคดีที่เป้เดินทางไม่หนักอะไรนัก จะว่าไปมันเบากว่าทุกครั้งด้วยซ้ำไป ขณะที่ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ เธอสังเกตเห็นกลุ่มดาวบนฝ้าเพดานห้อง หญิงสาวเผลอหัวเราะออกมาเมื่อถึงครั้งที่เธออุตสาห์ปีนบันไดเอาสติกเกอร์กลุ่มดาวขึ้นไปติด แล้วเจ้าของบ้านก็หน้ามุ่ย เห็นว่ามันรกสกปรกมากกว่าเป็นกลุ่มดาวที่จะทำให้หลับฝันดี
เพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาเนิ่นนาน ดวงตาคู่สวยจึงปิดลงอย่างง่ายดาย หลงลืมไปว่ามีใครรออยู่ด้านล่างและไม่คิดจะปลุกเมื่อเดินขึ้นมาตาม มือใหญ่ทำได้เพียงแค่ดึงผ้าห่มขึ้นคลุ่มร่างที่หลับใหล ปิดไฟในห้องและก้าวออกมาอย่างเงียบงัน
ทันที่ประตูห้องเปิดออก
“จูนเอ๊ย!แปดโมงเช้าแล้วตื่นมาให้เห็นหน้าหน่อยเถอะ”
ชาเลตเรียกพลางเคาะประตูห้องที่จูนมาอาศัยนอนอยู่ เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วบิดลูกบิดประตูห้องที่ไม่ได้ล็อกเข้าไป ร่างเพรียวของที่นอนบนเตียงยังอยู่ในชุดเดิม เพียงแค่เธอนอนถีบผ้าห่มตกไปข้างเตียง เป็นลูกเป็นหลานคงได้จับตีก้นกันแล้ว นอนไม่เรียบร้อยแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมล่ะเนี้ย
แต่ไม่เจอกันนาน เขาก็ไม่รู้ว่าเธอมีใครในหัวใจหรือยัง จูนเป็นหญิงสาวหน้าตาดี ผิวสีน้ำผิวเนียนสวย ไม่เคยได้ยินเธอบ่นเรื่องอยากให้ผิวขาวเหมือนผู้หญิงหลายคนที่เขารู้สึกแล้วพลอยให้นึกรำคาญไปด้วย นึกถึงครั้งไปออกค่ายอาสาด้วยกัน เธอก็ไม่กลัวว่าตัวเองจะตากแดดตัวดำยังไง ยังหัวเราะร่าท่ามกลางแสงแดด
“จูน”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดต่อ คนที่ถูกเรียกก็ลืมตา เธอกะพริบตาถี่ๆจนแน่ใจว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่ฝัน จูนผวาลุกขึ้นจากที่นอน อีกฝ่ายดูจะชินกับสภาพที่เห็นจึงได้แค่ยิ้มที่มุมปาก แต่จูนกลับลนลานลงจากเตียงแล้วยืนมองหน้าเขาเลย
“เมื่อกี้บอกว่ากี่โมงนะ”
“แปดโมงกับอีกสิบสองนาที” ชาเลตยกนาฬิกาข้อมือประกอบ
“เฮ้ย!” จูนร้องเสียงหลงอย่างตกใจ ไม่คิดว่าตัวเองจะหลับยาวข้ามคืนได้ขนาดนี้
“เฮ้ยอะไร” เขาลากเสียงยาว “เมื่อวานเหมือนได้ยินคนบอกว่าจะมาช่วยงานในร้านแล้วหายไปเลย”
“ขอโทษๆ จูนเผลอหลับไปนะ”
“เท่าที่เห็นก็คงใช่” เขาพยักหน้าเพราะเธอยังอยู่ในชุดเดิมที่ใส่เข้ามาในร้านของเขา
“ชาเลตนั้นแหละผิด ชาเลตก็ผิดไม่ปลุกเราเลย”
“อ้าว เป็นที่เราเหรอ”
“ใช่” จูนพยักหน้าหนักแน่น
“โอเค เราผิดก็ได้” แน่นอนว่าเขาผิดเสมอสำหรับเธอ “อาบน้ำแล้วลงไปกินข้าวเช้าข้างล่างนะ”
“โอ๊ยๆสายแล้วๆ”
จูนโวยวายรีบวิ่งไปในห้องคว้าผ้าเช็ดตัวจะไปอาบน้ำ แต่นึกขึ้นได้ว่า ชาเลตยังยืนงงอยู่ในห้องก็รีบวิ่งมาปิดประตูห้อง แต่ก่อนปิดก็ยังอุตส่าห์ แลบลิ้นปลิ้นตาล้อใส่ชาเลต เขาขำถึงขนานนั่งลงหัวเราะเสียงดัง นึกว่าไม่ได้เจอกันนานไว้ผมยาวดูเป็นผู้หญิงขึ้นคิดว่าจะนิสัยเปลี่ยน แต่เปล่าเลย! จูนก็ยังเป็นจูนอยู่วันยันค่ำ เป็นผู้หญิงที่หาความเรียบร้อยไม่เจอ เขายืนเคาะประตูห้องของจูนซ้ำอีกครั้ง
“ระวังตกบันไดล่ะ ไม่อยากได้ผีเฝ้าบันไดบ้านนะ”
ชาเลตคงหัวเราะต่อ นึกถึงหน้าจูนว่าจะทำยังไง ยังไม่ทันที่ตัวเองจะเดินลงมาข้างล่างเสียงประตูเปิดก็ดังขึ้นเรียกสายตาเขาหันกลับไปอีกหน
“ไอ้บ้าชาเลต”
ไม่พูดเปล่า ตามมาด้วยหมอนอีกใบแล้วเสียงกระแทกปิดประตูอีกครั้ง โชคดีที่เป็นแค่หมอนไม่อย่างนั้นหน้าลูกครึ่งอย่างชาเลตคงเสียโฉม
“จูนล่ะ” วารีเอ่ยถามเมื่อเห็นชาเลตเดินลงมาคนเดียว
“เดี๋ยวก็คงลงมา”
เขาตอบพลางช่วยวารีเอาน้ำตาลใส่กระปุกที่เตรียมไว้ ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงจูนวิ่งลงบันไดมาอย่างรีบเร่งจนชาเลตต้องเอ่ยถาม
“จะไปเลยเหรอ”
“มีธุระค่ะ ตื่นสายมาก เดี๋ยวจะไปไม่ทันนัด” จูนบอกขณะก้มลงใส่รองเท้าที่หิ้วลงมาจากชั้นบน
“ข้าวเช้าละ” วารีถามอย่างเป็นห่วง เพราะเมื่อวานจูนก็ไม่ได้ทานอะไร
“ไม่ทันแล้วค่ะ สายมากแล้ว” จูนสะพายเป้ขึ้นคล้องไหล่ แต่ยังไปไม่ได้เพราะชาเลตคว้าเป้เธอไว้ก่อน เธอหันมาถลึงตาใส่
“ห้านาที” เขาบอกแล้วปล่อยให้เธอยืนรอ เดินไปหยิบแซนวิชและนมกล่องใส่ถุงแล้วยื่นให้
“รองท้องซะหน่อย เอาไปกินบนรถก็ได้”
“สำหรับเสียงกีต้าร์เพราะๆ ทุกคืน”“งั้นคุณคงเป็นเจ้าของเสียงพิมพ์ดีดทุกคืนเหมือนกันซีใช่มั้ยฮะ” เขาถามยิ้มๆ“เสียงนั้นคงรบกวนคุณแย่เลย”“ไม่ฮะ ผมชอบ...คือ อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ ข้างๆห้อง” เขาพูดตะกุกตะกักแล้วบี้จมูกโด่งๆ เล่นอย่างเขินๆ“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ 3-4 เดือนก็เลยยังไม่ค่อยสนิทกับใครเท่าไหร่ด้วย เอ่อ...ผมชื่อแรมฮะ”“ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ค่ะ” ศจีเอ่ยบอกแล้วถอดนาฬิกาเรือนสวยไว้บนชั้นวางของก่อนลงมือล้างจานกองโตตรงหน้า“ถ้าคุณเก็บของในห้องเรียบร้อยกว่านี้ ห้องคุณจะดูกว้างขึ้นนะค่ะ” หล่อนว่าเขาตรงๆ ได้ยินเสียงหัวเราะดังจากข้างหลัง ดูเหมือนเขาเองก็กำลังเก็บของที่เกลื่อนพื้นห้องอยู่ แต่เรียกว่ากวาดไปกองที่มุมห้องมากกว่า แล้วฝนที่ลงเม็ดอย่างหนักก็ทำให้เขาต้องรีบออกไปเก็บกางเกงยีนส์ 4-5 ตัว ที่ตากอยู่ระเบียงห้องเข้ามา และตัวเขาเองก็เปียกปอน“ฉันว่าคุณอาบน้ำเลยดีกว่านะ เดี๋ยวเป็นหวัดแย่” ศจีบอกเขาอย่างเป็นห่วง ไม่รู้ว่าผู้ชายผมยาวตรงหน้าจะคิดว่าหล่อนนี่เป็นคนยังไง เพิ่งเจอกันไม่ทันข้ามคืนก็สั่งเขาอย่างนั้นอย่างนี้ราวกับรู้จักกันอย่างดีมาช้านาน เมื่อล้างจานเ
“ เราเป็นเพื่อนกันเถอะน่ะ ” ศจีเหมือนได้ยินประโยคหนึ่งที่เพิ่งได้ยินผ่านมาแล้วนั้นไกลๆ แต่ก้องอยู่ในหูของเธอ มันลอยวนเวียนซ้ำไปมาจนหล่อนแทบกลั้นหยดน้ำตาไว้ไม่อยู่ ศจีชอบตื่นเช้าๆ มารับแสงแดอุ่นๆ แต่วันนี้มืดครื้มกว่าทุกวันที่ตื่นขึ้น แสงแดดอ่อนโยนก็แทบไม่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเธอเหมือนเคย เหมือนจะเตือนอะไรสักอย่างให้เธอได้รับรู้และเตรียมใจ แต่หล่อนก็ยังยิ้มอย่างสบายอารมณ์เพราะวันนี้จะได้เจอ “ธร” คนรักที่ห่างหายไปนานเสียที ในตอนบ่ายที่ร้านกาแฟที่หล่อนชอบนักชอบหนากับบรรยากาศน่ารักๆ ที่ชวนนั่งคุยอย่างไม่รู้เบื่อหล่อนก็เห็นธรนั่งคอยอยู่ที่มุมเดิม โต๊ะตัวเดิมที่เขาพาหล่อนมานั่งออกเดทครั้งแรก ธรสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนสบายตาเหมือนครั้งแรกที่ได้พบเจอ แต่ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปจนศจีเองก็รู้สึกถึงเงาดำครึ้มในตอนเช้าที่เหมือนเตือนอะไรหล่อน“แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่มั้ย” ประโยคที่ธรเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงมือของศจีไปเกาะกุม แววตาเศร้าแต่หล่อนเองต่างหากที่รู้สึกเศร้าลึกกว่า แล้วหล่อนก็เดินจากเขามาเหมือน
“นิโคล” เขาเรียกชื่อเธออีกหลายครั้งเมื่อไม่มีเสียงตอบรับ อดเป็นห่วงไม่ได้ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวในบ้าน แต่เมื่อเดินมาที่บันไดก็พบร่างเด็กสาวนอนหลับหนุนเจ้า “นวล” สุนัขพันธุ์ดาแมนเชลล์ที่เขารัก นึกเอ็นดูสาวน้อยขึ้นจับใจ อะไรหนอ...ที่ทำให้เธอต้องเป็นอย่างนี้เธอน่าจะมีบ้านอบอุ่นให้นอนพักสบายๆ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่งที่รักเสรีเหนือสิ่งอื่นใด เธอน่าจะงดงามกว่านี้“ชนม์มาเมื่อไหร่เหรอ” เด็กสาวเอ่ยถามเมื่อดวงตาคลี่เปิดเธอจะลุกขึ้นนั่งแต่กลับเซมาซบไหล่กว้างของชนม์อย่างไม่ตั้งใจและมือเขาก็ไวพอที่จะประคองร่างนั่นไว้ได้ทัน“ไม่สบายหรือเปล่าน่ะเรา” เขาถามพลางใช้มืออังที่หน้าผากใบหน้าเด็กสาวแดงระเรื่อได้แต่หลบสายตาคู่คม“นั้นทำอะไรกันน่ะ นิโคล...พี่ชนม์” ประโยคคำถามดังขึ้นคล้ายมีแรงมหาศาลมากระชากร่างของเด็กสาวให้ผละอกอุ่นของชนม์ ทั้งๆที่อีกฝ่ายยังก้าวมาไม่ถึงที่หมาย“โชนกลับมาแล้ว” นิโคลยิ้มกว้างแต่ที่ได้รับเป็นเพียงสายตาที่เย็นชาและกรีดลงหัวใจอ่อนบางให้เจ็บปวด“แค่กลับมาเอากระเป๋า เราจะไปทัวร์ต่อที่อื่น ขอบคุณนะครับพี่ชายที่ช่วยดูแลทุกอย่างระหว่างที่ผมมารบกวนพี่อย่างนี้
เสียงกระแทกปิดประตูบ้านอย่างแรงนั่น ทำเอาคนหนุ่มเจ้าของบ้านสะดุ้งตื่น เขางัวเงียลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนแบบที่เผลอฟุบกับโต๊ะ มือควานหาแว่นกรอบเงินมาสวมก่อนลุกขึ้นเดินตามต้นเสียงที่ได้ยิน “โชน...โชนจะทำอย่างนี้กับนิโคลไม่ได้” เสียงเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ในบ้านตวาดขึ้นเสียงดัง แต่คนพังกลับทำท่าเฉยชา “ก็นิโคลตามโซนมาเอง โซนไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนให้ตามมานี่ แล้วก็เลิกทำตัวเป็นเจ้าของโซนสักที” เด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันตวาดกลับบ้าง คราวนี้เด็กสาวถึงกับอึ้งไม่คิดว่าคนที่ตัวเองรักจะกล้าพูดประโยคแบบนี้ “หลบไป” เด็กหนุ่มฉวยเสื้อหนังสีดำ พาดบ่าแล้วเดินชนไหล่เด็กสาวออกไปอย่างไม่สนใจว่าน้ำตาใครบ้างกำลังร่วงริน “ไปเลยคนบ้า...บ้าที่สุด...” เด็กสาวตะโกนไล่หลังแต่ร่างกลับทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำตารื่นรินจนคนที่เฝ้ามองแอบสะท้อนใจอยู่ไหวๆ “บ้า...บ้าที่สุดเลย...” เธอยังคงพร่ำคำเดิมๆ แต่ขยับตัวมานั่งตรงซอกบันได ไม่ได้รับรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ด้านบนมองดูร่างบางนั่นสั่นสะอื้น เธอกอดเข่าชิดแล้วโยกตัวตามจังหวะสะอื้นของหัวใจ คล้
เมื่อราวปีครึ่งก่อนหน้าไอยเรศก็ถูกจับพร้อมกับบิดาที่สุพรรณบุรีหลังจากหลบหนีไปได้หลายเดือน โดยรับสารภาพว่าต้องการมาพาไอรีนไปขายให้กับเสี่ยคนหนึ่งที่อยากได้ไอรีนไปเป็นภรรยาน้อยมานานแลกกับเงินราวๆห้าล้านบาท ส่วนภรรยาชายฝรั่งได้เลิกรากันไปเพราะความไม่รู้จักพอของทั้งภาคภูมิและไอยเรศเองไอรีนไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมที่เรือนจำ เพราะไม่มีพ่อกับพี่ชายคนไหนจ้องจะขายคนในครอบครัวเพื่อเงินแบบนี้แน่นอน ถือว่าเธอได้ตัดขากับสองพ่อลูกนั่นไปเสียแล้วกันทั้งรัก ทั้งเสียใจในตอนนี้เธอเองก็มีความสุขดี มีสังคมคนรอบตัวที่ไม่ทำร้ายตัวเอง และมีธุรกิจเล็กๆที่กำลังไปได้ด้วยดี ไอรีนได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่ต้องรีบร้อนในทุกๆวัน โดยมีบูรพาคอยอยู่เคียงข้างเสมอ“พี่รินสวัสดีค่ะ”“สวัสดีจ้าฟ้าใส เตรียมของเสร็จหรือยัง”“เสร็จแล้วค่ะ รอขนมที่พี่ไอต้องเตรียมอย่างเดียวเลย เดี๋ยวเด็กที่จะมาสมัครงานใหม่กำลังจะมาสัมภาษณ์งานนะคะ”ไอรีนยิ้มรับ ฟ้าใสคือเด็กที่เคยทำงานที่บาร์ของบูรพา ครอบครัวของน้องยากจนและน้องก็ต้องส่งตัวเองเรียนให้จบมหาวิทยาลัย ฟ้าใสไม่ได้อยากทำงานกลางคืนแต่เพราะเงินดีเลยไม่มีทางเลือก ไอรีนจึงเสนอให้เธอมาช่วยงานท
หลังจากผ่านเรื่องร้ายความสัมพันธ์ของไอรีนและบูรพาก็ค่อยๆพัฒนาขึ้น บูรพาคืนของที่เคยเป็นของไอรีนจากการถูกยึดมาใช้หนี้ให้ทุกชิ้นและย้ายมาอยู่ด้วยกันแม้ว่าสถานะตอนนี้จะเป็นแค่คนที่กำลังศึกษาดูใจแต่ยังไม่ได้เป็นแฟนบูรพาให้ไอรีนเลิกทำงานที่ร้านเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เขาขำได้ว่าความฝันในวัยเด็กของไอรีนคือเปิดร้านขายเบเกอรี่ ซึ่งหลังจากที่ไอรีนได้ลองทำให้ชิม บูรพาก็รู้ได้เลยว่ามันอร่อยมาก ซึ่งเฟรย่าที่ถูกลากมาเป็นหนูทดลองอีกคนก็เอ่ยปากชมเช่นเดียวกันอะไรที่ไอรีนอยากจะทำเขาจะทำให้เองส่วนเรื่องคดีความตอนนี้บะหมี่ถูกจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดโดยหล่อนให้เหตุผลว่าที่ยอมทำเพราะหมั่นใส้ในตัวของไอรีนที่ไปได้ดีกับผู้ชายที่เธอชอบอย่างบูรพาและเงินที่อีกฝ่ายเสนอให้ก็ไม่ใช่น้อยๆเหตุผลไร้สาระจริงๆเหลือเพียงตัวการอย่างไอยเรศที่หนีหายไป ตอนนี้เขาถูกออกหมายจับและตำรวจกำลังตามตัวมาเพื่อดำเนินคดีอยู่ ไอรีนภาวนาให้ตำรวจจับอีกคนมารับโทษได้ไวๆ เพราะสิ่งที่พี่ชายคนนี้ทำกับเธอมันเรียกว่าครอบครัวไม่ได้อีกต่อไปทำให้ตอนนี้สิ่งที่บูรพาเครียดในเรื่องของไอรีนหมดสิ้นไปแล้ว“คุณฟืน แหวนที่ฝากสั่งล่ะ”“เฟรย่







