مشاركة

บทที่ 2

مؤلف: ภุมโม
last update تاريخ النشر: 2024-11-06 19:53:39

“อินลงมากินข้าวได้แล้วนะลูก” เสียงหญิงสาวผู้เป็นแม่ตะโกนเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงแสนอ่อนโยนพร้อมยกเมนูต้มยำกุ้งวางลงบนโต๊ะกินข้าว ขณะที่ผู้เป็นพ่อนั่งอยู่หัวโต๊ะ เปิดหนังสือพิมพ์รายวันอ่านอย่างสบายใจและจิบกาแฟรสชาติโปรด

เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าเดินลงมาจากชั้นสองทันทีที่ได้ยินเสียงแม่เรียก เขาเป็นเด็กที่มีรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่นพอประมาณถูกปกปิดไว้ภายใต้เสื้อนักศึกษาสีขาวที่รีดมาเป็นอย่างดี อีกทั้งกางเกงทรงหลวมสีดำที่สวมอยู่ก็ช่างเข้าคู่กัน แค่มองก็รู้ว่าเขาเป็นนักศึกษาวัยใส

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่มองเผิน ๆ จะเห็นเป็นสีดำมองตรงไปยังโต๊ะกินข้าวที่อยู่เบื้องหน้า บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายเมนู มือหนาเลื่อนเก้าอี้ตรงที่นั่งประจำออกเล็กน้อย ก่อนจะถอดกระเป๋าสะพายใบโปรดแขวนไว้ที่พนักพิงและตรงดิ่งไปที่หม้อข้าว

“วันนี้จะไปมหาลัยเหรอลูกให้พ่อไปส่งมั้ย” เสียงทุ้มของพ่อถามขึ้นขณะเดียวกันก็มองลูกชายกำลังตักข้าวสวยร้อน ๆ ใส่จานและวางไว้บนโต๊ะให้ครบตามจำนวนคน

“ไม่เป็นไรพ่อ วันนี้อินกะว่าจะไปทำความสะอาดห้องไว้ก่อนเฉย ๆ ไม่ได้จะขนของหรืออะไรไปนะแต่ถึงจะต้องขนของจริง ๆ พ่อก็ไม่ต้องห่วง อินคุยกับไอ้กันต์ไว้แล้ว เดี๋ยวมันมาช่วย” เด็กหนุ่มตอบกลับเสียงนิ่งโดยไม่หันไปสบตาผู้เป็นพ่อแม้แต่น้อย มือทั้งสองข้างและสายตาของเขายังคงง่วนอยู่กับการจัดเตรียมข้าวสวยอีกหนึ่งจาน

“เอางั้นเหรอ โอเค มีเจ้ากันต์มาช่วยพ่อก็อุ่นใจ” พ่อรู้ดีว่าลูกชายคนนี้มักจะพูดจาเถรตรงอยู่แล้ว เลยไม่จำเป็นต้องถามเซ้าซี้ให้มากความ เขามั่นใจว่าสิ่งที่อินเลือกทำนั้นจะไม่สร้างปัญหาอะไรให้เขาและภรรยาต้องรู้สึกเสียใจหรือผิดหวังอย่างแน่นอน

อินวางจานข้าวตรงตำแหน่งที่ทุกคนนั่งกันประจำ พ่อเห็นแบบนั้นก็จำใจต้องปิดหน้าหนังสือพิมพ์ที่อ่านค้างไว้และพับเก็บไป ก่อนจะขยับตัวนั่งให้ถนัดเพื่อเตรียมพร้อมรอกินข้าวเช้าร่วมกับครอบครัว แม่เดินมาที่โต๊ะพร้อมผักสด เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าก็เริ่มจับช้อนและกินข้าวโดยไม่รีรอ

“ไอ้กันต์ก็ได้ทุนเหมือนกันนะพ่อแต่ไม่รู้มันโทรบอกน้าเกดรึยัง ความจริงวันนี้วางแผนกันไว้ว่าจะไปดูหอก่อนเพราะหอพักนี้เป็นสวัสดิการสำหรับนักศึกษาใหม่ที่เป็นนักเรียนทุน สภาพห้องอาจจะไม่น่าอยู่เท่าไหร่ อินเลยคุยกับไอ้กันต์ว่าจะติดต่อขอเข้าไปทำความสะอาดก่อนย้ายเข้า”

เด็กหนุ่มบอกรายละเอียดเรื่องหอพักและแผนการคร่าว ๆ ของวันนี้ให้พ่อแม่ฟังซึ่งทั้งสองคนก็พยักหน้ารับรู้ สาเหตุที่อินอยากไปมหาลัยฯ นั้นก็เพราะเขาไม่รู้ว่าห้องพักที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ตลอดระยะเวลาสี่ปีหลังจากนี้เป็นห้องยังไงเลยคิดว่าควรไปดูให้แน่ใจก่อน

“ดีจังที่มหาลัยฯ สมัยนี้มีห้องพักให้เด็กอยู่ฟรี โอ๊ยถ้าเป็นสมัยพ่อนะต้องไปขอแบ่งห้องอยู่รวมกันกับเพื่อน ๆ แล้วทุกคนก็ช่วยกันทำงานหาเงินมาจ่ายค่าเช่า ลำบากลำบนแท้” พ่อพูดพลางรำลึกนึกถึงความหลัง ก่อนจะส่ายหัวพร้อมแสดงสีหน้าปลงกับชีวิต

“แล้วนี่น้าเกดไปทำงานต่างประเทศอีกแล้วใช่มั้ย ทำไมอินไม่ชวนเจ้ากันต์มากินข้าวที่บ้านล่ะลูก วันนี้แม่ทำกับข้าวเยอะแยะเลย” น้ำเสียงอ่อนโยนของแม่เอ่ยถามหาเพื่อนสนิทของลูกชายเพราะเธอรู้ดีว่าวัยรุ่นชายคงไม่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควรเลยอดเป็นห่วงไม่ได้

“ใช่แม่ ไอ้กันต์บอกอินเมื่อวานว่ารอบนี้น้าเกดไปทำงานที่เดนมาร์กแต่ไม่แน่ใจว่าไปกี่วัน คิดว่าคงไม่นานเท่าไหร่หรอกมั้ง ส่วนเรื่องกินข้าวน่ะแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าหิวเดี๋ยวมันก็มาบ้านเราเองแหละ” ได้ยินลูกชายพูดแบบนี้ยิ่งทำให้คนเป็นแม่รู้สึกกังวล

“อินโทรหาเพื่อนสักหน่อยดีมั้ยลูก” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงต้องเป็นห่วงเพื่อนของเขามากขนาดนี้

“อินไม่อยากโทรไปกวนเผื่อมันยังนอนอยู่ ช่วงนี้ชอบนอนใส่หูฟังเปิดเพลงเสียงดังด้วย เดี๋ยวโทรไปขัดจังหวะอารมณ์ศิลป์ของมันอีก”

บ้านของทั้งสองครอบครัวเป็นบ้านคู่ในโครงการหมู่บ้านแห่งหนึ่งจึงไม่แปลกเลยที่เด็กหนุ่มจะรู้จักและสนิทสนมกันตั้งแต่สมัยเด็ก พวกเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเดียวกัน ตั้งแต่ช่วงอนุบาล ประถมฯ มัธยมฯ และตอนนี้ก็คือมหาลัยฯ เด็ก ๆ มักมีความชอบที่คล้ายคลึงกันแถมเวลาไปไหนมาไหนก็มักจะตัวติดกันเป็นตังเม ซึ่งการมีเพื่อนที่เชื่อใจได้ตั้งแต่เด็กและเติบโตมาด้วยกัน ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่หาได้ยากแต่พวกเขาก็สร้างสายสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้

ตั้งแต่ที่อินจำความได้ ครอบครัวของกันต์มีอยู่เพียงสองคนเท่านั้นคือน้าเกด หญิงสาวผู้เป็นแม่และกันต์ที่เป็นลูกชาย อินมักจะเห็นเพื่อนสนิทต้องอยู่บ้านคนเดียวเสมอซึ่งตอนนั้นเขายังเด็กและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อแม่อินก็ยื่นมือเข้าไปช่วยและชวนให้กันต์มาเล่นที่บ้าน อีกทั้งยังคอยดูแลกันต์เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งนั่นก็ทำให้เด็ก ๆ สนิทกันมากขึ้น...อินกินข้าวพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีต คิดถึงเมื่อก่อนจังนะ ตอนนั้นพวกเรามีความสุขมากเลย ทว่ายิ่งเด็กหนุ่มคิดถึงอดีตมากเท่าไหร่ ดวงตาแสนเรียบนิ่งก็ยิ่งว่างเปล่า

“จริงสิ แม่จะถามเรื่องทุนนักกีฬาว่ายน้ำ สรุปว่าตอนนี้อินตัดสินใจแน่วแน่ที่เป็นนักกีฬาเต็มตัวแล้วใช่มั้ยลูก ไม่รู้ว่าทางมหาลัยฯ เค้าจะให้เด็กปีหนึ่งเข้าแข่งเลยรึเปล่าเนอะ” เมื่อถูกลูกชายปฏิเสธคำขอจากก่อนหน้านี้ ผู้เป็นแม่ตักกุ้งตัวโตวางในจานของเขาและเอ่ยถามเรื่องทุนการเป็นนักกีฬาที่เธอสงสัยใคร่รู้เพื่อหวังเปลี่ยนประเด็น...แต่เธอคิดผิด

“ตอนนี้อินได้เป็นนักเรียนทุนแล้วนะ คำถามที่ว่าอินแน่วแน่รึเปล่ามันไม่สำคัญหรอก ส่วนเรื่องได้เป็นนักกีฬาเต็มตัวตอนไหนหรือจะได้ลงแข่งเมื่อไหร่ก็คงต้องรอให้ผ่านปีหนึ่งไปก่อน คิดว่าน่าจะมีการคัดเลือกตัวแทนเหมือนสมัยมัธยมฯ เรื่องพวกนั้นแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” น้ำเสียงเรียบนิ่งตอบกลับมา ขณะเดียวกันนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่แสนว่างเปล่าของเด็กหนุ่มก็หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่นั้นมองตรงไปยังหญิงสาวผู้เป็นแม่พร้อมความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

“แม่ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องภายนอกพวกนั้น ลูกจะได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำหรือไม่ได้เป็นแม่ก็ไม่ว่าอะไรแต่ที่แม่เป็นห่วงคือสภาพจิตใจของลูกมากกว่า ลูกเลือกแล้วก็ต้องอยู่กับมันไปอีกสี่ปีนะ ลูกอยากทำเรื่องนี้จริง ๆ รึเปล่าอิน...หรือทำไปเพราะลูกยังรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้น” คำพูดจากแม่ทำเอาเด็กหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ เขารู้ดีว่าไม่ควรยึดติดเรื่องราวนั้นไว้ในใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำตามคำสั่งการของสมอง โดยไม่สนใจความรู้สึกตัวเอง ภายในใจก็ตั้งคำถามอยู่เสมอ ทำไมคนที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตต่อไปถึงเป็นเขา

“เอาล่ะ ๆ ที่แม่เค้าอยากจะพูดก็คือเราสองคนภูมิใจในตัวลูกเสมอ ลูกไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่ลูกไม่ได้อยากทำนะ ส่วนเรื่องในครั้งนั้นมันผ่านมาหลายปีแล้ว พ่อกับแม่อยากให้อินรู้ว่าเราไม่เคยโทษลูกเลย” พ่ออธิบายคำพูดของแม่ให้อินเข้าใจเพราะกลัวว่าลูกชายจะไม่สบายใจ เขารู้สึกได้ว่าตั้งแต่เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่นั้น อินก็มักจะกดดันตัวเองอยู่เสมอราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นมากั้นกลางระหว่างเด็กหนุ่มกับผู้คนรอบตัว

“ส่วนแม่ก็ไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้แล้วนะ โอเคมั้ย ตอนนี้ลูกได้เป็นนักเรียนทุนอย่างที่เขาคิดไว้แล้ว ลูกเองก็คงมีเป้าหมายที่ตั้งใจจะไปให้ถึง เรามาคอยสนับสนุนให้ลูกไปถึงฝั่งฝันกันเถอะ” พ่อพูดขึ้นอย่างใจเย็นเพื่อทำลายบรรยากาศอึดอัดที่เริ่มปกคลุมบนโต๊ะอาหาร แม่พยักหน้าเข้าใจและเอื้อมมือไปแตะไหล่ลูกชายอย่างอ่อนโยน อินพยักหน้าเล็กน้อยและก้มหน้าก้มตารีบกินข้าวในจาน

“รีบกินเถอะแม่ ต้มยำกุ้งเย็นชืดหมดแล้ว” จังหวะที่เด็กหนุ่มกำลังตักเนื้อกุ้งชิ้นโตเข้าปากก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

ครืดดด ครืดดด

มือหนาล้วงหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงสแล็กและมองรายชื่อที่โทรเข้ามาซึ่งเด่นหราอยู่บนหน้าจอ ‘กันต์’ เพื่อนสนิทของเขาเอง เห็นชื่อนี้กางเกงยีนก็รีบกดรับสายทันที ก่อนจะเอ่ยคำทักทายแสนสั้น

“ว่า”

“มึง ป้าฝันอยู่บ้านมั้ย” เปิดมาด้วยคำถามอีหรอบนี้ โทรมาถามหาแม่ของเขาแบบนี้ มันมีไม่กี่สาเหตุหรอก ประการแรกคือมีปัญหาจริง ๆ แต่จากที่รู้จักกันมาอินคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเพิ่งตื่นและหิวจนท้องร้องมากกว่า

“แม่อยู่บ้าน กำลังกินข้าวกันอยู่ มึงจะมากินด้วยมั้ย” เด็กหนุ่มตอบเสียงเข้มและเอ่ยคำถามที่แสนตรงประเด็นออกไป

“อืม กูเพิ่งตื่น ตอนนี้หิวโคตร เดี๋ยวไป” สิ่งที่ปลายสายตอบกลับมาทำเอาอินกระตุกยิ้มเล็กน้อยพลางคิดว่าเพื่อนสนิทคนนี้นิสัยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลย กันต์ตอบกลับมาเพียงแค่นั้นแล้วก็กดตัดสายไป อินเลยหันไปบอกให้พ่อกับแม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังจะมีแขก

“เดี๋ยวไอ้กันต์มากินข้าวนะ” คำพูดนั้นช่างสั้นกระชับและได้ใจความ

“ดีเลย งั้นพ่อคิดว่าแม่ต้องไปตักต้มยำมาเพิ่มอีกสักถ้วยดีกว่าเพราะถ้วยนี้ดูท่าเจ้ากันต์น่าจะกินไม่อิ่มนะ” พ่อพยักหน้ารับรู้และเอ่ยปากขอให้แม่ตักเมนูโปรดของบ้านนี้มาเพิ่ม รอต้อนรับเด็กหนุ่มอีกคนที่เปรียบเสมือนลูกชายคนที่สามของพวกเขา น้ำเสียงติดเล่นและคำพูดพวกนั้นของพ่อทำให้รู้ได้เลยว่าอินเป็นคนโชคดีมากขนาดไหนที่ได้มีพ่อเป็นคนอบอุ่นขนาดนี้

“ได้จ้ะ” เสียงแม่ตอบรับคำขอพร้อมโปรยยิ้มสวย ก่อนจะลุกไปตักต้มยำกุ้งถ้วยใหม่มาวางบนโต๊ะ รอเพียงไม่นานเสียงเปิดประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างกายแสนกำยำของเด็กหนุ่มผิวแทนคนหนึ่ง

“ลุงอาร์ม ป้าฝันสวัสดีครับ” กันต์ยกมือไหว้และกล่าวทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสุภาพ วันนี้เขาสวมเสื้อนักศึกษาเช่นเดียวกันกับอินแต่เลือกใส่กางเกงยีนสีซีดขาด ๆ แทนกางเกงสแล็ก

“มา ๆ เจ้ากันต์นั่งกินข้าว นี่ลุงกับเจ้าอินกินกันจะเสร็จแล้วเนี่ย” เมื่อถูกเชื้อเชิญให้ร่วมโต๊ะอาหารก็ยากที่จะปฏิเสธ

“พอดีผมเพิ่งตื่นน่ะครับ ตอนแรกคิดว่าจะไปหาอะไรกินข้างนอกแต่ถ้าป้าฝันอยู่บ้าน ผมมากินข้าวฝีมือป้าฝันดีกว่า โอ้โห น่ากินทั้งนั้นเลย”

รอยยิ้มของกันต์เผยให้เห็นหลังจากมองกับข้าวหลากเมนูตรงหน้า เขารับจานข้าวสวยจากป้าฝันและนั่งลงพร้อมกินข้าว ทันทีที่สายตาหันไปเห็นต้มยำที่มีกุ้งตัวโตแสนน่ากินก็ไม่รอช้า เอื้อมมือตักกุ้งใส่จานและซดน้ำซุปแสนข้นคลั่กอย่างเอร็ดอร่อย กินเพลินจนเกือบลืมสิ่งที่จะบอกเพื่อนสนิทไปเลยแต่โชคดีที่ยังนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยถามอีกฝ่ายทันที

“มึง กูว่าจะขนของไปไว้หอวันนี้เลยนะ มึงจะขนไปพร้อมกูมั้ยหรือค่อยขนวันอื่น”

“ทำไมขนวันนี้” เสียงทุ้มพูดขึ้นพร้อมขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเป็นปมเพราะสิ่งที่ได้ยินจากเพื่อนสนิทไม่เหมือนกับที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เด็กหนุ่มเลยเกิดความสับสนเล็กน้อย

“กูแค่อยากขนให้มันเสร็จ ๆ ไปอ่ะ” โอเครู้เรื่อง คำนี้ผุดเข้ามาในความคิดของอินทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย ก่อนจะส่ายหัวไปมาให้กับความไร้เหตุผลนี้

“เออตามนั้น มึงขนวันนี้ กูก็ขนวันนี้” คำตอบที่อินพูดออกไปนั้นช่างแสนเรียบง่ายต่างจากกลไกทางความคิดในสมองของเขาเป็นอย่างมากเพราะมันดูสับสนวุ่นวายเสียเหลือเกิน

“งั้นมึงไปเตรียมของเลย เดี๋ยวกูกินข้าวรอ” กันต์พูดพลางตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ แล้วเคี้ยวจนแก้มตุ่ย

“เออ” อินเก็บจานข้าวของตัวเองไปวางไว้ในอ่างล้างจาน ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อหยิบของที่เตรียมไว้สำหรับย้ายเข้าหอพัก

.

.

.
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • อินกินหมี่   บทที่ 89

    กลิ่นอายความเค็มของทะเลที่พัดมาตามสายลม พร้อมกับคนรักที่เดินไปนั่งจุ้มปุ้กอยู่ไม่ไกลด้วยท่าทีมีความสุขและมีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา ช่วงเวลานี้ช่างเป็นอะไรที่อิ่มเอมในหัวใจ“ดึกแล้วนะ” เด็กหนุ่มเอ่ยทักท่ามกลางความเงียบ ก่อนจะนั่งลงข้างกายคนตัวเล็ก“อือ ช่วงเวลาแห่งความสุขมันผ่านไปไวจัง กูอยากเที่ยวอ

  • อินกินหมี่   บทที่ 88

    ชีวิตของเด็กหนุ่มทั้งสองก็ดำเนินต่อไป ผ่านเรื่องราวสุขทุกข์แต่ก็ยังคงจับมือกันและฝันฝ่าทุกอย่างไปได้จนมาถึงวันนี้ วันที่ทั้งสองคนเรียนจบและเข้ารับปริญญาทุกคนต่างก็มีเป้าหมายและเดินไปตามเส้นทางที่ตัวเองเลือกกันต์เรียนจบช้ากว่าพวกเขาไปหนึ่งเทอมแต่ก็ยังโชคดีที่เด็กหนุ่มขยันและติดตามงานจนเรียนจบมาได้ซ

  • อินกินหมี่   บทที่ 87

    “อ๊ะ! ดะ...เดี๋ยว! อ๊าา”“เป็นไง เริ่มหายกลัวรึยัง” จากการถูไถก็เปลี่ยนเป็นบดบี้และขยี้ไปตามแรงอารมณ์“อื้ออ สะ เสียว” คนตัวเล็กถึงกับต้องเกาะขอบระเบียงเพราะขาอ่อนแรง“วันนี้อยากลองริมระเบียงดูมั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยถามเบา ๆ“จะบ้าเหรอ! นี่บ้านไอ้กันต์นะ”“มันชอบนอนใส่หูฟัง ไม่ได้ยินเสียงมึงหรอก”“ถ้าใค

  • อินกินหมี่   บทที่ 86

    “เออ บ้านกูของกินเยอะแยะ ว่าแต่กูต้องแกล้งกลัวด้วยมั้ย” ได้ยินแบบนี้อินก็หัวเราะหึในลำคอ“แล้วแต่มึงเลย” พูดจบก็วางสายไป“ว่าไง มันอยู่บ้านมั้ย” ไม่ทันจะได้หันมาอธิบาย หมี่ก็ถามขึ้นมาทันที อินได้แต่คิดในใจว่าอะไรจะตื่นเต้นขนาดนั้น“อยู่” ก่อนจะต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนรักดีใจกว่าที่คิด“เย้! มึงไม่ได้บ

  • อินกินหมี่   บทที่ 85

    และแล้วช่วงเวลาก็ผ่านพ้นไปจนใกล้จะสิ้นปีอีกครั้ง ตอนนี้ทุกคนก็ใกล้จะจบการศึกษากันแล้ว ทว่ากิจกรรมที่หมี่อยากลองทำร่วมกับอินมาโดยตลอดคือการแต่งตัวในวันฮัลโลวีน“นะ มึงเบ้าหน้าดีจะตาย แต่งตัวคู่กับกูหน่อยไม่ได้เหรอ” น้ำเสียงออดอ้อนแกมเว้าวอนดังมาจากหมี่“ไม่เอา” อินที่ฟังประโยคนี้มาร่วมสัปดาห์ก็เริ่มร

  • อินกินหมี่   บทที่ 84

    “อ๊ะ!” ร่างบางที่คุ้นชินกับสัมผัสนี้ก็แอ่นอกเข้าหาอีกฝ่าย“มันแข็งจนดันเสื้อออกมาแล้ว” อินยังคงพูดแหย่คนรัก ก่อนจะออกแรงดึง“อ๊า! อย่าดึงแรง อ๊าา!” แล้วก็ก้มลงดูดดื่มนมรสหวานตรงหน้าราวกับคนหิวกระหายดวงตาหวานฉ่ำของหมี่ลอบมองคนที่กำลังมุ่งมั่นกับร่างกายตัวเอง มือเล็กข้างหนึ่งไพล่ไปด้านหลังเพื่อพยุงตั

  • อินกินหมี่   บทที่ 14

    เดือนแรกของการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งในรั้วมหาลัยฯ ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเรื่องโกหก หมี่ที่ทำการเปิดตัวด้วยความอลังการจากสโลแกนและท่ากระตุกเป้าเขย่าไข่ในวันงานกิจกรรมรับน้องก็มีเพื่อนนักศึกษาและรุ่นพี่มากหน้าหลายตาให้ความสนใจและเข้ามาทำความรู้จักเป็นจำนวนมากซึ่งปรากฎการณ์นี้เจ้าตัวก็ชอบอกช

  • อินกินหมี่   บทที่ 13

    ...“โอ๊ยยย ปวดหัวจัง” หมี่ตื่นขึ้นมาในเช้าที่แสนสดใสพร้อมกับร่างกายที่แสนปวดร้าว นี่เมื่อคืนเขากินเบียร์ไปมากขนาดไหนถึงได้ปวดหัวจะเป็นจะตายขนาดนี้ จังหวะที่หมี่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้นก็เห็นร่างใหญ่โตของรูมเมทนอนฟุบอยู่ข้างเตียง“เฮ้ย! ทำไมมึงมานั่งหลับอยู่ตรงนี้เนี่ย” เสียงเล็กแหลมอุทานขึ้นเสียงด

  • อินกินหมี่   บทที่ 12

    อุก อ้วกกกกก!!!!“เฮ้ย!” ชัดเจน สิ่งที่พวยพุ่งออกมาจากปากของคนตัวเล็กถือเป็นคำตอบอย่างดีให้กับคำถามของเขาเศษอาหารที่หมี่อาเจียนออกมานั้นทำให้รู้เลยว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายกินอะไรเข้าไปบ้าง แถมตอนนี้สิ่งพวกนั้นก็เปรอะเปื้อนไปทั่วเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวตัวโปรดของเขาอีกด้วย โอ้โห กลิ่นก็สุดจะบรรยายทำเอาอินห

  • อินกินหมี่   บทที่ 11

    “อะ...อื้ออ~...เฮ้ย! เริ่มมืดแล้วนี่! กี่โมงแล้ว!” เสียงบิดขี้เกียจดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายตามเอกลักษณ์ของเจ้าตัว“สองทุ่มสิบสามนาที” อินที่กำลังวิดพื้นอยู่ข้างเตียงตอบกลับทันทีเพราะตอนนี้เขาจับเวลาในออกกำลังกายอยู่“...สะ...สองทุ่ม!!!” ตะโกนอีกแล้ว ตอนเด็กกินโทรโข่งเข้าไปรึไงนะถึงได้

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status