Share

บทที่ 3

Penulis: ภุมโม
last update Tanggal publikasi: 2024-11-06 19:55:06

อินเป็นคนนิ่งเงียบและมักจะไม่ค่อยสุงสิงกับบุคคลอื่นที่เขาไม่สนิท นิสัยส่วนนี้ของเขาคล้ายคลึงกับกันต์เป็นอย่างมาก ทว่าเพื่อนสนิทคนนี้กลับพูดน้อยยิ่งกว่าเขาเสียอีกทำให้อินจำเป็นต้องฝึกทักษะการสื่อสาร รวมถึงทักษะการเข้าสังคมเพิ่มมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับพวกเขา

แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่น้อยคนจะได้รับรู้เกี่ยวกับอินคือเขาเป็นคนคิดมาก สมองของเขามักจะมีการประเมินสถานการณ์ คิดวิเคราะห์และประมวลผลหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ตลอด จนกว่าจะได้ทางเลือกที่คิดว่าดีที่สุดออกมา ซึ่งอินมักจะตัดสินใจและลงมือทำตามความคิดนั้น สิ่งนี้เป็นสาเหตุที่เขาทำทุกอย่างได้ดีโดยไม่รู้ตัว

เขาทำพฤติกรรมนั้นซ้ำไปซ้ำมาจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนทั่วไปก็มักยกย่องให้อินเป็นบุคคลต้นแบบเพราะเขาใจเย็น สุขุมรอบคอบ น้อยครั้งที่คนอื่นจะได้เห็นความผิดพลาดจากเขา ทุกคนต่างสรรเสริญเยินยอผลลัพธ์ที่ได้ โดยไม่มีใครสนใจว่าเขาทำแบบนั้นได้อย่างไรหรือกระบวนการนั้นต้องผ่านสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและหดหู่มากน้อยแค่ไหน

อินหยิบกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ภายในเต็มไปด้วยเสื้อผ้าสะพายขึ้นบ่าพร้อมถือกระเป๋าใบใหญ่อีกใบที่เตรียมไว้สำหรับเก็บอุปกรณ์ออกกำลังกายไปด้วย สองขายาวกำลังก้าวเดินออกจากประตู ก่อนจะหยุดชะงักเล็กน้อยเหมือนนึกขึ้นได้ว่าลืมทำอะไรบางอย่าง ตอนนั้นเองที่สายตาเหลือบเห็นรูปภาพในกรอบไม้ขนาดเล็กวางอยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ ประตู

รูปของเด็กผู้ชายสองคนที่มีใบหน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ ยิ้มกว้างและหันมองมาทางกล้อง ร่างกายของทั้งสองมีขนาดใกล้เคียงกัน ทว่าเด็กที่ตัวเล็กกว่ามีแววตาแสนสดใสจนสัมผัสได้ถึงความร่าเริง ขณะที่อีกคนเป็นเจ้าของดวงตาแสนหมองหม่น ใครมองภาพนี้ก็คงคิดเหมือนกันว่าโลกทั้งใบที่เด็กคนนั้นเห็นจะต้องมีแต่สีเทาแน่นอน

อินมองภาพนั้นด้วยสายตาเศร้าเกินจะบรรยายแต่ก็แค่นหัวเราะออกมาเพราะคิดถึงวันที่เขาได้ถ่ายรูปใบนี้ มันน่าแปลกใจมากที่เขาดูเศร้าขนาดนั้นแล้วแต่ก็ยังคงแสร้งยิ้มกว้างจนมีภาพนี้มาใส่ไว้ในกรอบได้ในที่สุด...

“กูไปมหาลัยก่อนนะ” เสียงทุ้มเข้มของอินเปล่งออกมาเบา ๆ ขณะเอื้อมมือจับลูกบิดเปิดประตู มือหนากระชับสายสะพายเป้ให้คล่องตัวขึ้นและขนสัมภาระลงไปชั้นล่าง

ทางด้านกันต์ที่ตอนนี้นั่งกินข้าวเพื่อรออินก็คุยเล่นกับคุณลุงคุณป้าเหมือนทุกที ทว่าคุยกันได้เพียงไม่นานก็เห็นอินเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกระเป๋าใบใหญ่สองใบ กันต์รีบตักข้าวที่เหลือในจานเข้าปากและเอาจานไปล้างทันที ก่อนจะกล่าวลาผู้ใหญ่

“ไอ้อินลงมาละ พวกผมไปก่อนนะครับ ลุงอาร์มป้าฝันสวัสดีครับ” สองมือหนาประกบเข้าหากันและยกขึ้นไหว้ด้วยความรีบร้อน

“ไม่เห็นต้องรีบกินขนาดนั้นเลย ฮ่าฮ่าฮ่า” พ่อหัวเราะร่วนเมื่อเห็นการกระทำของเพื่อนสนิทลูกชาย สงสัยนับวันอินจะยิ่งทำตัวเหมือนคนแก่เข้าไปทุกที เพื่อนถึงได้กลายเป็นแบบนี้

“ไม่ได้หรอกครับลุงอาร์ม เดี๋ยวไอ้อินรอนานแล้วมันมาโมโหผมอีก...มึงรอหน้าบ้านเลย กูไปเอารถแป๊บ” กันต์หันไปตอบโต้คำแซวจากลุงอาร์ม ก่อนจะตะโกนบอกอินที่กำลังนั่งใส่รองเท้าอยู่ พูดเสร็จก็เดินกลับไปขับรถเพื่อมาขนของ

รอเพียงครู่เดียวเท่านั้น รถเก๋งสีแดงก็มาจอดเทียบหน้าประตูบ้าน ฝากระโปรงหลังรถเด้งขึ้นเล็กน้อยเพราะคนขับกดเปิดให้ อินเห็นแบบนั้นก็ยกสัมภาระที่มีเก็บไว้ตรงพื้นที่ว่างทันทีและปิดฝากระโปรงดังเดิม เด็กหนุ่มหันมองพ่อแม่ยืนโบกมือลาอยู่หน้าประตูและก้าวขึ้นรถ

บรรยากาศภายในรถเก๋งคันหรูเต็มไปด้วยความเงียบเชียบเพราะพื้นฐานเด็กหนุ่มทั้งสองคนก็ไม่ค่อยพูดคุยกันอยู่แล้ว อีกอย่างพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องสรรหาหรือหยิบยกเรื่องอะไรขึ้นมาพูดคุยกัน เพียงแค่นั่งรถและขับรถไปอย่างเงียบ ๆ ก็พอแล้ว ปล่อยให้ห้วงเวลานี้ได้ไหลผ่านไป

กว่าที่อินและกันต์จะเดินทางมาจนถึงรั้วมหาลัยฯ ก็ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง นี่ขนาดรถไม่ติดนะ ถ้าวันไหนรถติดล่ะไม่อยากคิดสภาพเลยว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน

กันต์ขับรถไปจอดในลานจอดรถอย่างเรียบร้อย ขณะเดียวกันอินก็สอดส่องมองหาอาคารประชาสัมพันธ์เพราะอยากสอบถามรายละเอียดของการย้ายเข้าหอพักและดูเหมือนว่าเขาจะเจออาคารที่เป็นเป้าหมายแล้ว

“กูจะลงไปถามเรื่องหอ มึงจะไปด้วยมั้ย” อินปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยพลางเอ่ยถามเพื่อนสนิท

“ไม่ไป คุยเสร็จโทรมาละกัน” และคำตอบที่ได้มาจากอีกฝ่ายก็ไม่ต่างจากที่เขาคิดไว้สักเท่าไหร่

บทสนทนาของทั้งคู่จบลงแค่นั้น อินเปิดประตูลงจากรถและเดินตรงไปที่อาคารเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นบุคลากรของทางมหาลัยฯ เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบกล่าวคำทักทายทันที

“สวัสดีครับ” อินยกมือไหว้อีกฝ่ายพร้อมน้ำเสียงนุ่มทุ้ม

“สวัสดีจ้ะ” ผู้หญิงคนนั้นขานรับแต่มือก็ยังคงทำงานเอกสารของเธอต่อไป เด็กหนุ่มเลยถามสิ่งที่เขาสงสัยออกไปตามตรงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเสียเวลา

“ผมเป็นนักศึกษาใหม่ครับ วันนี้จะมาติดต่อเรื่องหอพัก ไม่ทราบว่าต้องติดต่อที่ไหนครับ” คำพูดคำจาที่แสนสุภาพช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้อินอย่างไม่รู้ตัว

“นักศึกษามาติดต่อหอพักสำหรับเด็กปีหนึ่ง ซึ่งเป็นหอทั่วไปหรือติดต่อหอพักสำหรับนักเรียนทุนจ้ะ พอดีทั้งสองส่วนนี้ต้องติดต่อแยกกันจ้ะ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส ทว่ารายละเอียดที่เธอได้บอกมานั้นทำให้เด็กหนุ่มรับรู้ว่า นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาลัยฯ แห่งนี้จะได้รับสวัสดิการที่แตกต่างกันตั้งแต่เริ่มต้นเลย

“ผมเป็นนักเรียนทุนครับ” อินตอบกลับด้วยเสียงทุ้มเข้มปนขุ่นเคือง เขารู้สึกว่าการที่หอพักแยกกันแบบนี้อาจจะได้รับสิทธิพิเศษอะไรบางอย่างจากการเป็นนักเรียนทุน...ซึ่งเขาไม่ชอบใจเอาเสียเลยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“นักเรียนทุนสินะ นักศึกษาขับรถไปทางนั้นนะจ้ะ ขับตรงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจออาคารสีฟ้า อาคารนั้นเป็นหอพักสำหรับนักเรียนทุนจ้ะ ติดต่ออาจารย์ประจำหอที่ห้องพนักงานตรงชั้นหนึ่งได้เลยนะ” อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารและชี้นิ้วไปยังทางที่จะต้องไป ก่อนยกยิ้มให้เล็กน้อย

“ขอบคุณมากครับ” อินก้มหัวให้อีกฝ่ายเพื่อเป็นการขอบคุณและเดินกลับไปที่รถทันที

“อ้าว ทำไมไม่โทรมา” กันต์ที่รออยู่ในรถเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินขึ้นรถแทนที่จะโทรหาเขาตามที่คุยกันไว้

“ขับไปทางนั้นจนเจออาคารสีฟ้า” อินเลือกจะไม่ตอบคำถามและพูดพลางชี้นิ้วไปตามทางที่เขารับรู้มา ก่อนจะเอื้อมมือคาดเข็มขัดนิรภัยโดยอัตโนมัติ กันต์พยักหน้ารับรู้และขับรถไปตามเส้นทางที่อีกฝ่ายบอก ทว่าตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงรังสีบางอย่างจากคนข้าง ๆ

“นี่มึงหงุดหงิดอะไรรึเปล่า” เด็กหนุ่มผิวแทนถามไถ่น้ำเสียงเป็นห่วง

“นิดหน่อย” อินเผลอขมวดคิ้วหงุดหงิดพลางคิดว่าเพื่อนสนิทเขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ทำไมตัวเองถึงตอบอีกฝ่ายเสียงห้วนแบบนี้

“อยากคุยมั้ยอ่ะ” แต่กันต์ที่เข้าใจก็ไม่ได้ว่าอะไรแถมยังชวนคุยต่อ อินถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะระบายสิ่งที่คิดออกมา

“หอพักของนักศึกษาใหม่กับหอพักนักเรียนทุน แยกอาคารกัน”

“แล้วไง” คิ้วเข้มของกันต์เลิกขึ้นและหันมองอีกฝ่าย เขาไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาตรงไหน ก่อนจะต้องร้องอ๋อเมื่อได้ยินคำตอบ

“แค่รู้สึกเหมือนได้รับสิทธิพิเศษ”

“คิดมากไปรึเปล่า หอนักเรียนทุนอาจจะแย่กว่าหอเด็กใหม่ก็ได้” ทันทีที่ได้ฟังคำพูดของกันต์ อินก็ปลดแอกความรู้สึกขุ่นเคืองในใจทิ้งไปและไม่คิดมากอีก ก็จริงอย่างที่ไอ้กันต์พูด อีกอย่างตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าหอเด็กทุนเป็นยังไง และแล้วสายตาของอินก็เห็นอาคารสีฟ้าเด่นตระหง่านอยู่ไม่ไกล

“อืม...นั่น น่าจะอาคารนั้น มึงไปจอดหน้าอาคารเลย พี่เค้าบอกว่าต้องคุยกับอาจารย์ประจำหอที่ชั้นล่าง”

“รับทราบ” กันต์ตอบรับด้วยน้ำเสียงติดเล่นเท่าที่จะทำได้เพราะความจริงแล้วเขาก็ไม่ใช่คนตลกอะไร เพียงแต่ไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดมากกับเรื่องสิทธิพิเศษของหอพักก็เท่านั้น

รถเก๋งสีแดงจอดเทียบหน้าอาคาร ความแวววาวของรถสะท้อนแสงจนแสบตาไปหมด ทำเอาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงขั้นต้องหันกลับมามอง ซึ่งคนเหล่านั้นก็น่าจะเป็นนักศึกษาที่มาติดต่อเรื่องหอพักด้วยเหมือนกัน ขณะที่กลุ่มคนบางส่วนสวมชุดทางการน่าจะเป็นบุคลากรของทางมหาลัยฯ

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที เมื่อร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มทั้งสองคนก้าวขาลงจากรถ ทางฝั่งคนขับเป็นเด็กหนุ่มผิวแทนรูปร่างสมส่วนมีกล้ามเนื้อพอประมาณ กรอบหน้าชัดเจนเห็นสันกราม มองไกล ๆ ยังรู้เลยว่าหุ่นนักกีฬา

ตั้งแต่ใบหูลามมาถึงติ่งหูมีการเจาะรูทั้งสองข้างรวมกันแล้วหลายสิบรู แถมมีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มแสนดุดัน เมื่อมองรวมกับคิ้วหนาและริมฝีปากสีคล้ำตามพันธุกรรมยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้นทวีคูณ

ส่วนอีกคนเป็นเด็กหนุ่มผิวขาว ร่างกายมีกล้ามเนื้อที่ดูดีไม่แพ้กัน ก้าวขาลงมาจากฝั่งที่นั่งข้างคนขับ เส้นผมสีดำสนิทถูกตัดสั้นจนเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่ม สันจมูกโด่งสอดรับกับดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มที่สร้างความหวาดหวั่นและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อินกินหมี่   บทที่ 89

    กลิ่นอายความเค็มของทะเลที่พัดมาตามสายลม พร้อมกับคนรักที่เดินไปนั่งจุ้มปุ้กอยู่ไม่ไกลด้วยท่าทีมีความสุขและมีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา ช่วงเวลานี้ช่างเป็นอะไรที่อิ่มเอมในหัวใจ“ดึกแล้วนะ” เด็กหนุ่มเอ่ยทักท่ามกลางความเงียบ ก่อนจะนั่งลงข้างกายคนตัวเล็ก“อือ ช่วงเวลาแห่งความสุขมันผ่านไปไวจัง กูอยากเที่ยวอ

  • อินกินหมี่   บทที่ 88

    ชีวิตของเด็กหนุ่มทั้งสองก็ดำเนินต่อไป ผ่านเรื่องราวสุขทุกข์แต่ก็ยังคงจับมือกันและฝันฝ่าทุกอย่างไปได้จนมาถึงวันนี้ วันที่ทั้งสองคนเรียนจบและเข้ารับปริญญาทุกคนต่างก็มีเป้าหมายและเดินไปตามเส้นทางที่ตัวเองเลือกกันต์เรียนจบช้ากว่าพวกเขาไปหนึ่งเทอมแต่ก็ยังโชคดีที่เด็กหนุ่มขยันและติดตามงานจนเรียนจบมาได้ซ

  • อินกินหมี่   บทที่ 87

    “อ๊ะ! ดะ...เดี๋ยว! อ๊าา”“เป็นไง เริ่มหายกลัวรึยัง” จากการถูไถก็เปลี่ยนเป็นบดบี้และขยี้ไปตามแรงอารมณ์“อื้ออ สะ เสียว” คนตัวเล็กถึงกับต้องเกาะขอบระเบียงเพราะขาอ่อนแรง“วันนี้อยากลองริมระเบียงดูมั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยถามเบา ๆ“จะบ้าเหรอ! นี่บ้านไอ้กันต์นะ”“มันชอบนอนใส่หูฟัง ไม่ได้ยินเสียงมึงหรอก”“ถ้าใค

  • อินกินหมี่   บทที่ 86

    “เออ บ้านกูของกินเยอะแยะ ว่าแต่กูต้องแกล้งกลัวด้วยมั้ย” ได้ยินแบบนี้อินก็หัวเราะหึในลำคอ“แล้วแต่มึงเลย” พูดจบก็วางสายไป“ว่าไง มันอยู่บ้านมั้ย” ไม่ทันจะได้หันมาอธิบาย หมี่ก็ถามขึ้นมาทันที อินได้แต่คิดในใจว่าอะไรจะตื่นเต้นขนาดนั้น“อยู่” ก่อนจะต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนรักดีใจกว่าที่คิด“เย้! มึงไม่ได้บ

  • อินกินหมี่   บทที่ 85

    และแล้วช่วงเวลาก็ผ่านพ้นไปจนใกล้จะสิ้นปีอีกครั้ง ตอนนี้ทุกคนก็ใกล้จะจบการศึกษากันแล้ว ทว่ากิจกรรมที่หมี่อยากลองทำร่วมกับอินมาโดยตลอดคือการแต่งตัวในวันฮัลโลวีน“นะ มึงเบ้าหน้าดีจะตาย แต่งตัวคู่กับกูหน่อยไม่ได้เหรอ” น้ำเสียงออดอ้อนแกมเว้าวอนดังมาจากหมี่“ไม่เอา” อินที่ฟังประโยคนี้มาร่วมสัปดาห์ก็เริ่มร

  • อินกินหมี่   บทที่ 84

    “อ๊ะ!” ร่างบางที่คุ้นชินกับสัมผัสนี้ก็แอ่นอกเข้าหาอีกฝ่าย“มันแข็งจนดันเสื้อออกมาแล้ว” อินยังคงพูดแหย่คนรัก ก่อนจะออกแรงดึง“อ๊า! อย่าดึงแรง อ๊าา!” แล้วก็ก้มลงดูดดื่มนมรสหวานตรงหน้าราวกับคนหิวกระหายดวงตาหวานฉ่ำของหมี่ลอบมองคนที่กำลังมุ่งมั่นกับร่างกายตัวเอง มือเล็กข้างหนึ่งไพล่ไปด้านหลังเพื่อพยุงตั

  • อินกินหมี่   บทที่ 5

    ทั้งคู่เดินขึ้นบันไดมาอีกหลายสิบขั้นจนถึงชั้นสามในที่สุด ก่อนจะพบว่าหมายเลขห้องเรียงเหมือนกับชั้นสองเลย ทำให้การหาห้องของกันต์ง่ายกว่าครั้งแรกและไม่นานก็เจอห้องสามหนึ่งสาม ทว่าเมื่อกันต์จะใช้กุญแจไขเปิดประตูห้องก็มีนักศึกษาหนุ่มร่างบึกบึนคนหนึ่งเปิดประตูออกมาพอดี“สวัสดีครับ” เด็กหนุ่มผิวแทนกล่าวทัก

  • อินกินหมี่   บทที่ 4

    อินไม่ให้ความสนใจกับสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมายังพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มหยิบสัมภาระจากหลังรถและเดินเข้าอาคารทันที สายตาก็คอยสอดส่องหาบุคคลที่น่าจะเป็นอาจารย์ประจำหอ ทว่าเขาเห็นเพียงกลุ่มนักศึกษาที่กำลังยืนออกันอยู่ตรงโต๊ะด้านหน้าเท่านั้น“นักศึกษาทุกคนใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ ถอยหลังออกไปหน่อยครั

  • อินกินหมี่   บทที่ 2

    “อินลงมากินข้าวได้แล้วนะลูก” เสียงหญิงสาวผู้เป็นแม่ตะโกนเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงแสนอ่อนโยนพร้อมยกเมนูต้มยำกุ้งวางลงบนโต๊ะกินข้าว ขณะที่ผู้เป็นพ่อนั่งอยู่หัวโต๊ะ เปิดหนังสือพิมพ์รายวันอ่านอย่างสบายใจและจิบกาแฟรสชาติโปรดเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าเดินลงมาจากชั้นสองทันทีที่ได้ยินเสียงแม่เรียก เขาเป็นเด็กที่มีร

  • อินกินหมี่   บทที่ 1

    พวกคุณเคยรู้สึกเหนื่อยกันมั้ยครับ เหนื่อยที่จะต้องใช้ชีวิตต่อไป เหนื่อยที่จะต้องคอยแบกรับหรือรับมือความรู้สึกต่าง ๆ ที่กำลังถาโถมเข้ามา เหนื่อยที่ต้องก้าวไปบนเส้นทางที่คนรอบข้างคาดหวังให้เดิน ผมเหนื่อยครับแต่ผมก็ยังเลือกที่จะอยู่บนความเหนื่อยนี้ โดยบอกตัวเองว่าเอาวะ ไม่เป็นไร ผมมีความสุขดี ผมไหว ผมท

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status