Masukอุบัติเหตุครั้งนั้นพรากผู้เป็นพ่อของปภาวีไปตลอดกาล นักธุรกิจสาวต้องแบกรับความเจ็บปวดและความคับแค้นเอาไว้ในใจมาเนิ่นนาน และใช่เวลาหลายปีในการตามหาตัวผู้ก่อเหตุ แต่ก็ไม่เคยเจอหลักฐาน จนกระทั่ง พรีน ชนากานต์ เข้ามาทำงานในบ้านของเธอในฐานะ หลานสาวของคนรับใช้เก่าแก่ ความไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นทำให้พรีนถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดก็ทำให้ทั้งคู่รู้สึกดีต่อกัน และพัฒนาความสัมพันธ์จากเจ้านายลูกน้องไปเป็นคนรัก แต่ทว่า ความรักและความสุขที่มีให้กัน กลับต้องพังทลายลง เมื่อปภาวีเจอหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะนำเธอไปสู่ความจริงบางอย่าง เรื่องของหัวใจหลักจากนี้ไม่มีใครบอกได้เลยว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ...
Lihat lebih banyak“วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก”
“นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้” “เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ “รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะมีนัดอยู่ร่ำไป ถามทุกครั้งก็มักจะไม่ว่างไปเสียทุกครั้ง “คุณแม่ก็มีป้าน้อยเป็นเพื่อนแล้วไงคะ” “มันไม่เหมือนกัน” “ไว้เดี๋ยววันหลังก็แล้วกันนะคะ ภัคสัญญาว่าจะอยู่กับคุณแม่ทั้งวันเลย” “ก็พูดแบบนี้ตลอด ทำอะไรอย่าคิดว่าแม่ไม่รู้” คุณหญิงรุจิราพูดออกมาอย่างรู้ทัน วางหนังสือพิมพ์ในมือลง ก่อนจะยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่งส่งให้กับลูกสาว “อะไรคะ” ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนยื่นมือรับซองกระดาษมาด้วยอาด้วยอาการงุนงง “เปิดดูสิ” ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสีหน้าที่ยังสงสัยแฝงความไม่พอใจไว้เล็กน้อยๅ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะลงบนขอบซองและแกะออกตามคำสั่ง ทันทีที่ดวงตาทั้งสองสบกับสิ่งที่อยู่ภายใน ความเคลือบแคลงใจที่มีในตอนแรกพลันสลายหายไปในพริบตา “คุณแม่ไปเอารูปพวกมาจากไหน?” ภัคเอ่ยถามเสียงเบาลง ขณะปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ พลิกดูภาพถ่ายสองสามใบอย่างไม่รีบร้อน ทันทีที่ภาพกระทบสายก็ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาตรงหน้าอย่างเก่า คิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อยราวกับเรื่องตรงหน้านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากพอจะทำให้เธอหวั่นไหว “เอามาจากไหนมันไม่สำคัญหรอกภัค มันสำคัญก็ตรงที่ว่าเมื่อไหร่แกจะเลิกทำตัวอย่างนี้สักทีแค่นั้นแหละ” “แบบนี้คือแบบไหนคะ”คำถามของเธอฟังดูธรรมดา แต่ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นไปอีกเท่าตัว “อย่าทำเป็นไม่รู้” คุณหญิงสวนกลับทันที สายตาคมจับจ้องลูกสาวแน่น “แม่ไม่ได้พูดเล่นนะภัค ภัครู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ถูกต้อง” ความผิดหวังค่อย ๆ ชัดขึ้นในน้ำเสียงของผู้เป็นแม่ เธอมองคนตรงหน้าอย่างพยายามทำความเข้าใจว่าเด็กที่เคยเชื่อฟังและอ่อนโยน เติบโตมาเป็นคนที่เฉยชาได้อย่างไร ภัคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาเรียบ ๆ “อะไรคือไม่ถูกต้องคะ ผู้หญิงพวกนั้นเขาขายบริการ ภัคก็แค่จ่ายเงินซื้อบริการ มันเป็นความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน” “ภัค!” เสียงเรียกดังขึ้นอย่างเหลืออด คุณหญิงจ้องลูกสาวเขม็ง ความโกรธปะปนกับความเสียใจอย่างปิดไม่มิด เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงยังเถียง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ทำมันไม่เหมาะสม แต่เจ้าตัวกลับพยายามหาคำอธิบายมารองรับราวกับมันเป็นเรื่องปกติ “ก็มันจริงนี่คะ แล้วอีกอย่างภัคก็จ่ายเงินครบทุกบาททุกสตางค์แล้วก็ทุกครั้งที่ใช้บริการด้วย อ้อ! หรือบางทีภัคก็ให้เพิ่มนะคะคุณแม่ ถ้าพวกเธอบริการถูกใจ” “หยุดพูดอะไรน่าเกลียด ๆ เดี๋ยวนี้เลยนะรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา!” “รู้ค่ะ แต่สิ่งที่ภัคทำมันก็ไม่ได้ไปทำร้ายใครนี่คะ ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น แล้วอีกอย่างภัคเองก็ไม่ได้มีใคร ผู้หญิงพวกนั้นต่างก็เข้าหาภัคเพราะเงิน ต่างคนต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ เสร็จกิจก็แยกย้าย” ปภาวีพูดจบก็เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังอธิบายเรื่องธุรกิจทั่วไปมากกว่าจะเป็นประเด็นศีลธรรม การจ่ายเงินแลกกับความพอใจไม่ใช่เรื่องผิด ในเมื่อเธอเองไม่ได้มีพันธะผูกพันกับใครและไม่ได้หลอกลวงใครให้คาดหวังเกินจริง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยเจอใครที่เข้ามาเพราะตัวตนของเธอจริง ๆ เลยสักคน ส่วนใหญ่ล้วนเข้ามาพร้อมสายตาที่จับจ้องทรัพย์สิน ชื่อเสียงมากกว่าหัวใจและความรู้สึก เพราะแบบนั้นการมีข้อตกลงที่ชัดเจน การแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาจึงดูยุติธรรมที่สุดในสายตาของเธอ “ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้นก็ได้นะ ลองปรับมุมมองของตัวเองใหม่บ้าง แม่เชื่อว่าสักวันภัคจะเจอคนที่รักเราจริง ๆ ไม่ใช่รักเพราะเงิน” น้ำเสียงของคุณหญิงรุจิราอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ลึก ๆ เธอจะรู้ว่าสิ่งที่ลูกพูดมาก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็นเหมือนกันไปหมด คนดี ๆ ยังมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่เดินเข้ามาในชีวิตลูกสาวของเธอเท่านั้นเอง และในฐานะแม่ เธอยังอยากเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ใครสักคนจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในใจของลูกได้ “คุณแม่ยังเชื่ออีกเหรอคะว่าผู้หญิงดี ๆ แบบนั้นมีอยู่จริง” ยกยิ้มบาง ๆ คล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ก็เพราะภัคคิดแบบนี้ไง” คุณหญิงถอนหายใจ “หัดมองโลกในแง่ดีบ้าง ไม่ใช่ตั้งกำแพงใส่ทุกคนแบบนี้” “ก็มันจริงนี่คะ” “แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย” คำตอบสั้น ๆ ของภัคทำให้คุณหญิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย” คราวนี้ไม่มีความโกรธหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียง มีเพียงความอ่อนแรงจากการพยายามอธิบายในสิ่งที่ลูกสาวไม่เคยเปิดใจรับฟัง คำสอนทุกคำเหมือนลอยผ่านไปโดยไม่เคยถูกเก็บไว้คิดทบทวนเลยสักครั้ง บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียด จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากทางหน้าประตู “ขออนุญาตค่ะคุณหญิง คุณหนู” ทั้งสองหันไปพร้อมกัน ร่างเล็กของน้อยยืนอยู่ตรงธรณีประตู สีหน้าลังเลคล้ายไม่แน่ใจว่าควรเข้ามาในจังหวะนี้หรือไม่ “มีอะไรหรือเปล่าน้อย?” คุณหญิงถาม น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สายตาที่มองไปยังแม่บ้านเก่าแก่ของบ้านเต็มไปด้วยความเอ็นดู น้อยทำงานอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ผ่านทั้งช่วงเวลาสุขและทุกข์ของครอบครัวธาดาวรโชติมาด้วยกัน ความซื่อสัตย์และความทุ่มเทของเธอทำให้ทุกคนในบ้านให้ความเคารพ ไม่ใช่แค่ในฐานะลูกจ้าง แต่เหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง น้อยเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “เอ่อ คือว่า ... คือว่าน้อยอยากจะมาขอความกรุณาจากคุณหญิง สักเรื่องหนึ่งน่ะค่ะ” “น้อยบอกฉันมาได้เลยว่าน้อยจะให้ฉันช่วยเรื่องอะไร ไม่ต้องเกรงใจ” “คือว่าหลานสาวของน้อยเพิ่งมาจากต่างจังหวัดค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีที่พัก น้อยเลยอยากจะขออนุญาตให้เขาพักกับน้อยที่นี่สักคืน พรุ่งนี้เช้าน้อยจะรีบพาเขาไปหาห้องเช่าเองค่ะ” คำพูดสุดท้ายออกมาเร็วเล็กน้อย คล้ายกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ คุณหญิงนิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ฉันก็นึกว่าเรื่องอะไร ได้สิ จะพักกี่วันก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก” น้อยเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าที่เคยกังวลคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “ขอบคุณนะคะคุณหญิง ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง ความหนักอึ้งที่แบกไว้ตั้งแต่เดินเข้ามาเหมือนถูกยกออกไปในพริบตา “เรื่องแค่นี้เอง” คุณหญิงโบกมือเบา ๆ “แล้วไหนล่ะหลานสาว ไม่เข้ามาด้วยเหรอ?” ถามเสียงอ่อนขณะกวาดสายตามองรอบห้องเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นใครยืนอยู่ใกล้ ๆ “รออยู่ด้านนอกค่ะคุณหญิง” “งั้นไปพาเข้ามาสิ ฉันอยากทำความรู้จักสักหน่อย” “ได้ค่ะ สักครู่นะคะ” น้อยรีบเดินออกไปด้วยฝีเท้าที่เบากว่าตอนเข้ามาเมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง คุณหญิงหันกลับมาและเพิ่งสังเกตเห็นว่าปภาวียังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าคราวนี้ใบหน้าของลูกสาวไม่ได้เรียบเฉยเหมือนก่อนหน้านี้ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มตึงคล้ายกำลังไม่พอใจกับบางอย่างที่เพิ่งได้ยิน “ดูทำหน้าเข้าสิ แล้วนี่ไม่รีบไปคุยงานแล้วหรือไง?” “ไปค่ะ” “ไปแล้วทำไมยังนั่งอยู่อีกล่ะ รีบไปสิเดี๋ยวลูกค้าคนสำคัญจะรอนาน” “คุณแม่ประชด?” ปภาวีหันหน้าสบตาผู้เป็นแม่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามตรง ๆ เพราะก่อนหน้านี้ตอนเธอจะไปกลับเป็นฝ่ายรั้งเอาไว้เอง แต่พอตอนนี้เธอยังนั่งอยู่กลับพูดเหมือนไล่ให้ไปเสียอย่างนั้น “แม่ไม่ได้ประชด ก็ตอนแรกภัคบอกแม่เองไม่ใช่หรือไงว่ากำลังว่ารีบ แม่ก็เลยกลัวว่าภัคจะไปคุยงานกับลูกค้าไม่ทันแค่นั้นเอง” “ภัคไม่รีบแล้วค่ะ!” “ทำไมล่ะ หรือว่าจะรอเจอหลานสาวป้าน้อย?” คุณหญิงรุจิราแกล้งถามหยั่งเชิงลูกสาว เพราะเห็นว่าอีกคนนั้นดูไม่รีบร้อนที่จะออกไปข้างนอกเหมือนในตอนแรก หลังจากที่รู้ว่าหลานสาวของน้อยจะเข้ามาพักค้างคืนที่นี่ และเธอก็รู้ดีว่าคนอย่างปภาวีที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง คงจะไม่พลาดที่จะเจอยู่รอเจอเด็กสาวคนนั้นอย่างแน่นอน “เปล่าค่ะ ใครจะอยากเจอกัน ก็แค่หลานสาวคนใช้” “หัดพูดจาให้เกียรติคนอื่นบ้างก็ดีนะภัค” เธอเอ็ดเสียงเข้ม ดวงตาคมตวัดมองลูกสาวอย่างตำหนิ แต่ทว่าทางด้านของคนเป็นลูกไม่ได้มีทีท่าที่จะสะทกสะท้านเลยสักนิด หยักไหล่เอนกายพิงพนักโซฟายกขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายใจ บางครั้งเธอก็ไม่แน่ใจว่าลูกสาวคนนี้กำลังปกป้องตัวเองด้วยความเย็นชาหรือเพียงแค่ไม่เห็นคุณค่าของความรู้สึกคนอื่นจริง ๆ กันแน่ จังหวะนั้นเอง เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “ขออนุญาตค่ะคุณหญิง” น้อยก้าวเข้ามาอีกครั้ง และคราวนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามหลังเข้ามาด้วย ท่าทางสำรวม เรียบร้อย มือทั้งสองประสานกันแน่นเล็กน้อยอย่างคนที่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ “หนูพรีน ไหว้คุณหญิงกับคุณหนูก่อนสิลูก” น้อยกระซิบเบา ๆ พลางแตะข้อศอกหลานสาวอย่างให้กำลังใจ เธอพอจะเข้าใจดีว่าเด็กที่เติบโตอยู่บนดอยมาตลอด คงตื่นเต้นไม่น้อยที่ต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าหวานละมุนปรากฏชัดในแสงไฟอุ่น ก่อนเอ่ยคำทักทายผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อม แล้วหลังจากนั้นเธอจึงค่อย ๆ หันไปอีกฝั่งเพื่อที่จะทักทายอีกหนึ่งบุคคลซึ่งนั่งไขว้ห้าวอยู่บนโซฟาข้าง ๆ “สะ สวัสดีค่ะคุณ ...” ทว่าไม่ทันได้เอ่ยจบ ทุกคำพูดชะงักกลางคันทันทีที่สบตากับผู้หญิงตรงหน้าทุกอย่างรอบตัวราวหยุดนิ่งไปชั่วขณะนั้น ดวงตากลมไล่มองหญิงสาวอีกคนที่อายุมากกว่านั่งเอนกายอยู่บนโซฟาในท่าทีสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตสีเรียบพับแขนถึงข้อศอกเผยให้เห็นข้อมือที่สวมเรือนนาฬิกาหรู สายตาคมเฉียบจับจ้องกลับมาอย่างไม่ปิดบัง โครงหน้าคมชัด ผิวเนียนเรียบ และท่าทางนิ่งสงบที่แฝงความมั่นใจโดยไม่ต้องพยายาม มันไม่ใช่ความสวยหวาน แต่เป็นความดึงดูดที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกอ่านออกหมด หัวใจของพรีนเต้นแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว คำทักทายที่ควรเอ่ยต่อหายไปจากปลายลิ้น เหลือเพียงความประหม่าและความร้อนวูบวาบที่ไล่ขึ้นมาถึงใบหน้า ยังไม่ทันที่เธอจะรวบรวมสติ เสียงเรียบเย็นก็ดังขึ้นตัดบรรยากาศ “กองไว้ตรงนั้นแหละ!” เพียงแค่ไม่รับไหว้ ปภาวียังปรายตามองชนากานต์ด้วยสายตาที่แฝงความดูแคลน ก่อนจะสะบัดหน้าหันไปอีกทางอย่างไม่ไยดี ราวกับการมีอยู่ของอีกฝ่ายไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ “ภัค! เดี๋ยวเถอะ” คุณหญิงหันเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของลูกสาว “ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ” “แม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ” “ยังอีก แม่ไม่เคยสอนให้ภัคเสียมารยาทแบบนี้เลยนะลูก ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้!” “ไม่ค่ะ! ภัคไม่ขอโทษ ภัคไม่ได้ทำอะไรผิด” “ยัยภัค!!” บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันตาเห็น ก่อนที่เสียงหนึ่งจะเอ่ยแทรกขึ้นอย่างระมัดระวัง “ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณหญิง คุณหญิงอย่าดุให้คุณหนูเลยนะคะ คุณหนูเธอยังไม่ได้ทำอะไรผิดจริง ๆ” น้อยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะตึงเครียดจนเกินไป อีกอย่างเธอไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งสองต้องมีปัญหากัน “ไม่ผิดยังไงน้อย หลานสาวน้อยยกมือไหว้ก็แทนที่จะรับไหว้น้องดี ๆ ไม่ใช่พูดจาไร้มารยาทแบบนี้ทำผิดไม่ยอมรับผิด มีที่ไหนกัน” หญิงสูงวัยพูดเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบตวัดมองไปยังลูกสาวเชิงตำหนิ เธอบอกตามตรงเลยว่าเธอรู้สึกไม่ชอบใจกับพฤติกรรมของลูกคนนี้เลยจริง ๆ “คุณแม่!!” “หนูชื่อพรีนใช่ไหมลูก” คุณหญิงรุจิราถาม “ชะ ใช่ค่ะ” “รูปก็งาม นามก็เพราะแถมกิริยามารยาทยังดีเสียกว่าใครบางคนแถวนี้ซะอีก” คุณหญิงรุจิราพูดเหน็บแนมลูกสาวของตัวเองที่ตอนนี้นั่งวางสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจกับคำตำหนิหรือคำต่อว่าของเธอที่เป็นแม่เลยสักนิด “น้อยบอกว่าหนูพรีนยังไม่มีที่พักงั้นใช่ไหม?” “ค่ะคุณหญิง” “ถ้างั้นก็ให้หนูพรีนมาอยู่กับน้อยที่นี่กับน้อยเลยก็แล้วกัน เป็นผู้หญิงคนเดียวออกไปอยู่หอพักอย่างนั้นมันไม่ปลอดภัย” พูดพร้อมระบายยิ้มออกมาเมื่อเห็นใบหน้าที่ใสสื่อของเด็กสาว “ไม่ได้นะคะ!” ปภาวีที่นั่งเงียบอยู่นานก็ค้านขึ้นเสียงแข็ง เธอไม่เห็นด้วยกับผู้เป็นแม่ที่จะให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบริเวณบ้านของตัวเองทั้งที่เพิ่งจะเห็นหน้าคร่าตากันอย่างนี้ “ทำไมจะไม่ได้!” “ก็ภัคไม่ชอบยัยเด็กนี่ แล้วนี่ก็เป็นบ้านของภัค ภัคไม่อนุญาต!” ค้านคอขึ้นเอ็น แม้ว่าคำค้านนั้นจะฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตาม มีอย่างที่ไหนจะให้ใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเข้ามาอยู่มากินในบ้านเดียวกัน แม่เธอไว้ใจคนมากเกินไป “แต่แม่อนุญาต แล้วภัคก็ไม่มีสิทธิ์ค้านอะไรแม่ทั้งสิ้น!” “แต่คุณแม่-” “อย่าทำนิสัยไม่ดีต่อหน้าคนอื่น หนูพรีนเป็นแขก เราเป็นเจ้าบ้าน ต้องต้อนรับไม่ใช่ขับไล่ อย่าให้แม่ได้ยินอีกนะภัค” “ก็ภัคไม่ชอบยัยนี่นี่คะ แล้วอีกอย่างยัยเด็กนี่ก็ไม่ใช่น้องของภัคด้วย!” ปภาวีพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและยืนกรานว่าตัวเธอไม่อนุญาตให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันนั่นก็เป็นเพราะว่าเธอนั้นรู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้เอาเสียเลย เพียงแค่ได้เห็นหน้ากลับทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ขืนถ้าต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอย่างนี้ มีหวังเธอได้อกแตกตายก่อนอย่างแน่นอน “นั่งลง! อย่าให้แม่ต้องพูดซ้ำ!” “แต่คุณแม่-” “แม่บอกว่าให้นั่งลง! แล้วอย่าให้แม่ได้ยินอีกว่าภัคเรียกน้องแบบนั้น เข้าใจไหม” “ไม่เข้าใจค่ะ ภัคไม่จำเป็นที่จะต้องให้เกียรติคนแบบนี้ ขอตัว!” ปภาวีลุกขึ้นจากโซฟาด้วยทีท่าที่ฉุนเฉียว สายตาจ้องเขม็งไปที่ชนากานต์ด้วยแววตาที่รังเกียจ ก่อนจะเดินกระทืบเท้าออกไปด้วยความไม่พอใจ “เดี๋ยวสิภัค ภัค!!” “คุณหญิงปล่อยคุณหนูเธอไปเถอะนะคะ อย่าไปกดดันเธอเลย แล้วน้อยก็ต้องขอโทษคุณหญิงด้วย ที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณหญิงกับคุณหนูต้องทะเลาะกัน” “ไม่ใช่เพราะน้อยเลย มันเป็นเพราะนิสัยของยัยภัคต่างหาก แล้วอีกอย่างน้อยก็ไม่ต้องเข้าข้างยัยภัคมากนักหรอกนะ อะไรที่ผิด อะไรที่ไม่ควรก็ต้องเตือน ต้องบอกต้องสอนกันบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นยัยภัคก็จะยิ่งได้ใจอยู่แบบนี้” น้อยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ เธอเองก็รู้ว่าสิ่งที่ปภาวีแสดงออกมานั้นมันผิด แต่ในฐานะที่เธอเป็นคนที่เลี้ยงดูปภาวี เธอก็อดไม่ได้ที่จะเผลอเข้าข้างไปบ้างในครั้ง “น้อยพาหนูพรีนไปพักได้แล้วไป แล้วหนูพรีนก็ไม่ต้องเก็บคำพูดของพี่เขาไปคิดมากหรอกนะลูก เพราะฉันเชื่อว่าสักวันยัยภัคจะเห็นถึงความน่ารักของหนูเอง ให้เวลาพี่เขาสักหน่อยนะลูกนะ” คุณหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาจ้องมองไปที่ชนากานต์ด้วยความรู้สึกรักและเอ็นดู ถึงแม้จะเพิ่งเจอแต่เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี ...แล้วสักเด็กคนนี้แหละที่จะเข้ามาทำให้พฤติกรรมของปภาวีลูกสาวของเธอนั้นเปลี่ยนไปในทางที่ดี “ค่ะคุณหญิง” “ไป ๆ น้อยพาหลานไปพักผ่อนเถอะ เดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยแย่” “ถ้างั้นเดี๋ยวน้อยพาหนูพรีนไปที่ห้องก่อนก็แล้วกันนะคะคุณหญิง เดี๋ยวน้อยจะรีบกลับมา” คุณหญิงพยักหน้ารับ พร้อมกับส่งยิ้มให้ทั้งสองอย่างอ่อนโยน ส่วนทางด้านของน้อยเมื่อพูดจบ ก็รีบพาชนากานต์หลานสาวเดินไปยังห้องพักที่อยู่แยกออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้โดยทันที *** “พรีนพอจะอยู่ได้ไหมลูก?” น้อยเอ่ยถามชนากานต์หลานสาวของตัวเองทันทีที่ได้เข้ามาอยู่ภายในห้องพัก เพราะด้วยความที่ห้องของแม่บ้านโดยปกติแล้วก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย จะมีก็เพียงเตียงนอนที่ขนาดกลางห้องน้ำและพื้นที่ใช้ส้อยอีกเล็กน้อยเท่านั้น “อยู่ได้ค่ะ พรีนขอบคุณป้าน้อยอีกครั้งนะคะที่ให้พรีนมาอยู่ด้วย” “ไม่ต้องขอบคุณป้าหรอกลูก พรีนเป็นหลานป้า ไม่ให้ป้าช่วยพรีนแล้วจะให้ป้าไปช่วยแมวที่ไหนล่ะฮึ?” “แมวน้อยตัวนี้สัญญาเลยค่ะ ว่าจะตั้งใจเรียน แล้วก็จะเป็นเด็กดีของพ่อกับแม่แล้วก็ป้าน้อย พรีนรักป้าน้อยนะ” พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบกอดป้าน้อยเอาไว้ด้วยความรัก ความรู้สึกอุ่นใจและซาบซึ้งเอ่อล้นขึ้นมาจนเต็มหัวใจ เพราะทุกคำถ้อยคำที่พูดออกไปล้วนแล้วแต่เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของเธอจริงๆ ถึงแม้จะไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน แต่ในห้วงความทรงจำป้าน้อยก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รักและดูแลเธอมาตลอด แล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ความรักความห่วงใยที่ผู้เป็นป้ามีให้แก่เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือลดน้อยลงไปเลย “ป้าก็รักพรีนนะลูก เอ้อ! ว่าแต่หนูโทรบอกพ่อกับแม่หรือยังลูกว่ามาถึงแล้ว เดี๋ยวเขาจะเป็นห่วงเอานะ” “พรีนโทรบอกพ่อกับแม่เรียบร้อยแล้วค่ะ” “ดีแล้วลูก ถ้างั้นพรีนก็ดูเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก็แล้วกันนะ เดี๋ยวป้าไปดูแลคุณหญิงท่านก่อน” น้อยพูดจบก็หมุนตัว เตรียมก้าวออกจากห้องเพื่อกลับไปยังบ้านหลังใหญ่ แต่ทว่าเมื่อมือแตะที่ลูกบิดประตูพร้อมจะเปิดออกไป เสียงของชนากานต์ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน “ป้าน้อยคะ” “ฮึ?” ปล่อยมือจากลูกบิดประตู ก่อนจะหันกลับมามองหลานสาวด้วยความประหลาดใจ เรียกแล้วไมม่พูดยืนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่อย่างนั้น “คือพรีน” “ขาดเหลืออะไรก็บอกป้าได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” “ที่คุณหญิงกับคุณหนูต้องทะเลาะกัน เป็นเพราะพรีนรึเปล่าคะ?” “ทำไมพรีนถึงคิดแบบนั้นล่ะลูก” “ก็คุณหนูเธอดูไม่ชอบพรีน แล้วคุณหญิงก็ยังอนุญาตให้พรีนเข้ามาอยู่ที่นี่อีก พรีนเลยคิดว่าต้นเหตุน่าจะมาจากพรีนค่ะป้าน้อย” “ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นหรอกอย่าคิดมากไปเลยนะ” น้อยเอ่ยเสียงอ่อนโยน ฝ่ามืออุ่นแตะลงบนแผ่นหลังของหลานสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู เพราะเจ้าตัวคงกำลังรู้สึกผิดและคิดว่าตัวเองนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณหญิงรุจิรากับปภาวีต้องมีปัญหากัน “ถ้าไม่ใช่เพราะพรีน แล้วเป็นเพราะอะไรเหรอคะ ทำไมคุณหนูถึง” “พรีนกำลังคิดว่าคุณหนูเธอดูเป็นคนใจร้ายอย่างงั้นใช่ไหม?” “ชะ ใช่ค่ะ” “ป้าว่าแล้วเชียว” “...” เลิกคิ้วสงสัย “เมื่อก่อนคุณหนูเธอไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกนะ” “ไม่ได้เป็นแบบนั้น หมายความว่ายังไงเหรอคะ?” ชะงักไปเล็กน้อย เธอขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะทวนคำของผู้เป็นป้าอีกครั้ง “เรื่องมันซับซ้อน เอาเป็นว่าพรีนไม่ต้องรู้เรื่องของคุณหนูเธอจะดีกว่านะลูก” “แต่พรีนอยากรู้นี่คะ ป้าน้อยเล่าให้พรีนฟังนะคะ นะคะป้าน้อย” “ถ้าป้าเล่าให้ฟังแล้ว พรีนห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดให้คุณหนูเธอได้ยินเด็ดขาดเข้าใจไหม?” มองเด็กสาวตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง และพูดถามออกไปด้วยน้ำเสียง สีหน้าที่จริงจัง “ค่ะป้า พรีนสัญญาค่ะ” พยักหน้ารับ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อเป็นการยืนยันว่าเธอจะทำอย่างที่รับปากออกไปจริง ๆ “เมื่อก่อนคุณหนูเธอเป็นคนน่ารัก สดใส จิตใจดีไม่ต่างจากคุณหญิงเลยสักนิด แต่ที่เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ก็เพราะว่าเธอได้สูญเสียคนที่เธอรักที่สุดในชีวิตไป” น้อยเริ่มเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้นิสัยของปภาวีเปลี่ยนไป และย้อนนึกถึงเหตุการณ์สูญเสียในครั้งนั้น ซึ่งชนากานต์ก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีและพยายามคิดตามคำบอกเล่าของผู้เป็นป้า “...” “ตอนที่เกิดเรื่องป้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ป้าลาคุณหญิงท่านกลับไปที่เชียงใหม่ ตอนนั้นยัยนิลมันคลอดพรีนพอดี แล้วพ่อของพรีนก็ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพ ป้าก็เลยต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนพรรณเพื่อรอพ่อของพรีนกลับขึ้นไป” “แล้วป้าน้อยรู้เรื่องนี้ได้ยังไงเหรอคะ?” “คุณหญิงท่านเล่าให้ป้าฟัง เพราะวันนั้นคุณหญิงได้ขึ้นรถไปกับคุณท่านด้วย” “ถ้างั้นก็แสดงว่า” เธอพอจะจับต้นชนปลายได้แล้วสิ่งที่ป้าของเธอพูดมานั้นหมายถึงอะไร ป้าเธอบอกว่าคุณหญิงอยู่บนรถคันเดียวกันกับคุณท่านงั้นก็แสดงว่ารอยแผลเป็นที่แขนซ้ายของคุณหญิงก็ต้องเกิดขึ้นมาจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น “ใช่ คุณหญิงท่านรอดชีวิตจากอุบัติเหตุในตอนนั้น พรีนยังอยากฟังต่อหรือเปล่าลูก?” น้อยเอ่ยถามหลานสาวที่นั่งฟังด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ส่วนทางด้านชนากานต์ก็พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเลเพราะเธออยากรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่าเป็นมายังไง แล้วอะไรที่ทำให้คุณหนูของบ้านนี้มีนิสัยที่เปลี่ยนไป “เช้าวันเกิดเหตุ คุณท่านกับคุณหญิงออกจากบ้านไปตามปกติ แต่ในระหว่างทางฝนก็ดันตกหนักทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นเปลี่ยนไปกะทันหัน แล้วที่เลวร้ายไปมากกว่านั้นก็คือรถของคุณท่านเกิดดับกลางคันซะดื้อ ๆ นั่นเลยทำให้คุณท่านต้องจอดรถหลบอยู่ริมถนน” หญิงสูงวัยหยุดเล่าชั่วขณะ พักสูดลมหายใจ ขณะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง “ถนนหนทางในสมัยนั้นเนี่ยนะป้าอยากจะบอกเลยว่าไม่ได้เป็นทางลาดยางเหมือนในยุคสมัยนี้ ไหล่ทางก็ไม่ได้กว้างอะไรมากมาย ซ้ำยังเป็นแค่ถนนสองเลนส์อีกต่างหาก คุณท่านจอดรอจนแล้วจนเล่าฝนก็ยังไม่หยุดตกคุณหญิงท่านบอกว่าคุณท่านกลัวว่าจะเลยเวลานัดกับลูกค้าคนสำคัญไว้เลยตัดสินใจลงจากรถเพื่อไปเช็คดูว่าเครื่องยนต์มีปัญหาตรงไหน ส่วนคุณหญิงท่านก็กำลังโทรศัพท์ขอความช่วยเหลืออยู่ในรถ แต่ตอนนั้นเองสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็ได้เกิดขึ้นกับคุณทั้งสอง จู่ ๆ ก็มีรถกระบะคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงพยายามเบี่ยงหลบรถคันข้างหน้า แต่ตอนนั้นน่ะฝนมันตกหนัก ถนนลื่นรถกระบะคันนั้นเลยเสียหลักพุ่งข้ามเลนส์มาชนรถของคุณท่านกับคุณหญิงที่จอดอยู่ข้างทางเข้าอย่างจัง แรงปะทะทำให้คุณท่านที่ยืนอยู่ตรงหน้ารถถูกอัดเข้ากับตัวรถเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนคุณหญิงท่านก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทกด้วยเหมือนกัน” น้อยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งน้ำตา เธอเสียใจกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นและเสียใจกับการจากไปของคุณท่านผู้มีพระคุณ ส่วนทางด้านของชนากานต์ที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบก็นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอรู้เพียงแค่ว่ามันรู้สึกจุกอยู่ในอกจนพูดอะไรแทบไม่ออก ขนาดเธอที่เป็นเพียงแค่ผู้ฟังยังรู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสียได้มากขนาดนี้ แล้วปภาวีกับคุณหญิงรุจิราจะรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดไหนที่ต้องมาสูญเสียสามีอันเป็นที่รักกับบิดาผู้ให้กำเนิดไปอย่างไม่มีวันกลับ “คุณหนูเธอเสียใจมากที่คุณท่านจากไปอย่างกะทันหัน หลังเสร็จจากงานศพของคุณท่านคุณหนูเธอก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องข้าวปลาไม่ยอมทาน ส่วนนิสัยนี่ก็ตามที่พรีนได้เห็นนั่นแหละลูก” “คุณหนูเธอน่าสงสารนะคะป้า ต้องมาสูญเสียคุณพ่อไปเพราะความประมาทของคนคนหนึ่ง” “นั่นสิ คุณท่านไม่ควรมาตายเพราะความประมาทของคนพวกนี้ แต่ก็ช่างเถอะ ป้าเชื่อว่าสักวันเวรกรรมจะตามสนองคนที่ทำเองนั่นแหละ” “พรีนสงสารคุณหญิงกับคุณหนูจังเลยค่ะป้า แล้วคนก่อเหตุละคะเขารับผิดชอบกับเรื่องนี้ยังไง” “ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุก็ไม่เห็นตัวคนขับรถกระบะคันนั้นแล้ว กล้องวงจรปิดแถวนั้นก็ไม่มี แต่ถึงมีก็อยู่ไกล เห็นภาพเหตุกาณ์แต่ไม่เห็นหน้าคนขับ ส่วนรถเองก็ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังตามตัวคนก่อเหตุไม่ได้สักทีแล้วก็ไม่มีใครรู้เลยว่าคนที่ชนจะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือเปล่า” “ไร้ความรับผิดชอบที่สุด” สบถออกมาด้วยความโมโห เธอรับไม่ได้กับการกระทำของคนผู้นี้เลยจริง ๆ ขับรถประมาทจนทำให้คนอื่นต้องตายแล้วยังมีหน้าหนีความผิดไม่อยู่รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ นี่ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเธอ เธอรับรองได้เลยว่าต่อให้คนคนนั้นมันจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ เธอก็จะตามตัวมันมารับโทษที่มันได้ก่อไว้อย่างแน่นอน “เออ! แต่จะว่าไปก็เร็วเหมือนกันนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะครบรอบยี่สิบปีแล้วที่คุณท่านจากไปแล้ว นี่ถ้าพรีนไม่ถามป้าเรื่องนี้ป้าก็ลืมไปเสียสนิทเลย” “ครบรอบยี่สิบปีเหรอคะป้าน้อย ว่าแต่วันที่คุณท่านเสียคือวันที่เท่าไหร่เหรอคะ” “วันที่ 16 เดือนสิงหาคม ปี 2540 จริงสิ วันนั้นเป็นวันเดียวกันกับวันเกิดของพรีนนี่ลูก” “จริงด้วยค่ะป้า วันที่คุณท่านเสียตรงกับวันเกิดพรีนพอดีเลยค่ะ บังเอิญจริง ๆ นะคะ” “นั่นน่ะสิ” “เอ่อป้าคะ พรีนอยากรู้ว่าตอนที่เกิดเรื่องตอนนั้นคุณหนูเธออายุเท่าไหร่เหรอคะ” ถามต่อเพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากรู้มากที่สุดว่าตอนที่เกิดเรื่องปภาวีนั้นอายุเท่าไหร่กัน แล้วรู้เรื่องราวมากน้อยแค่ไหน “11 ปี” “ถ้าตอนนั้นคุณหนูอายุ 11 ปี ก็แสดงว่าตอนนี้คุณหนูเธออายุ 31 ปีแล้วน่ะสิคะป้า” “ใช่จ้ะ” “นี่ถ้าไม่บอกพรีนคิดว่าคุณหนูเธออายุห่างกับพรีนไม่กี่ปีเองนะคะเนี่ย หน้ายังเด็กอยู่เลย” ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่าผู้หญิงหน้าคม สวยเฟียสคนนั้นจะอายุมากกว่าเธอเป็นรอบ ๆ ใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าวัย สวย เท่ มีเสน่ห์ในแบบที่ผู้หญิงด้วยกันยังหลงใหล “คุณหนูเธอน่ะสวย เก่ง ฉลาด แต่จะติดก็ตรงที่ว่า” Next... “เข้ามาทำไม!!” “คุณหญิงให้พรีนมาตามคุณหนูลงไปทานข้าวค่ะ” “อย่ามายุ่งกับฉัน!” “แต่ว่า ...” “ออกไป!!”19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้น
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของป
คฤหาสน์หลังใหญ่คุณหญิงรุจิราในชุดผ้าไหมสีอ่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายพนักพิงสูงตรงมุมห้องรับแขก ท่าทางของเธอยังคงสุขุมและเปี่ยมด้วยบารมีไม่เสื่อมคลาย มือหนึ่งประคองถ้วยชาหรู ส่วนอีกมือกางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวเช้าอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากบันไดด้านใน ปภาวีปรากฏตัวในชุดลำลองเรียบง
เวลา 23:50 น.ก๊อก ๆ ๆเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามจังหวะติดกัน เรียกให้คนด้านในที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงสะดุ้งตัวตื่นขึ้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูถูกแง้มออก ก็เผยให้เห็นใบหน้าของใครบางคนที่เจ้าของห้องไม่คิดว่าจะได้เห็นในเวลานี้“คุณหนู!!”“ใช่ ฉันเอง”“คุณหนูมาทำอะไรที่นี่คะ!