Out of Sync รักคนละตอน

Out of Sync รักคนละตอน

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-06-22
Oleh:  วารินลดาBaru saja diperbarui
Bahasa: Thai
goodnovel18goodnovel
Belum ada penilaian
20Bab
21Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

อุบัติเหตุครั้งนั้นพรากผู้เป็นพ่อของปภาวีไปตลอดกาล นักธุรกิจสาวต้องแบกรับความเจ็บปวดและความคับแค้นเอาไว้ในใจมาเนิ่นนาน และใช่เวลาหลายปีในการตามหาตัวผู้ก่อเหตุ แต่ก็ไม่เคยเจอหลักฐาน จนกระทั่ง พรีน ชนากานต์ เข้ามาทำงานในบ้านของเธอในฐานะ หลานสาวของคนรับใช้เก่าแก่ ความไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นทำให้พรีนถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดก็ทำให้ทั้งคู่รู้สึกดีต่อกัน และพัฒนาความสัมพันธ์จากเจ้านายลูกน้องไปเป็นคนรัก แต่ทว่า ความรักและความสุขที่มีให้กัน กลับต้องพังทลายลง เมื่อปภาวีเจอหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะนำเธอไปสู่ความจริงบางอย่าง เรื่องของหัวใจหลักจากนี้ไม่มีใครบอกได้เลยว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ...

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1

“วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก”

“นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้”

“เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ

“รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด

เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะมีนัดอยู่ร่ำไป ถามทุกครั้งก็มักจะไม่ว่างไปเสียทุกครั้ง

“คุณแม่ก็มีป้าน้อยเป็นเพื่อนแล้วไงคะ”

“มันไม่เหมือนกัน”

“ไว้เดี๋ยววันหลังก็แล้วกันนะคะ ภัคสัญญาว่าจะอยู่กับคุณแม่ทั้งวันเลย”

“ก็พูดแบบนี้ตลอด ทำอะไรอย่าคิดว่าแม่ไม่รู้” คุณหญิงรุจิราพูดออกมาอย่างรู้ทัน วางหนังสือพิมพ์ในมือลง ก่อนจะยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่งส่งให้กับลูกสาว

“อะไรคะ” ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนยื่นมือรับซองกระดาษมาด้วยอาด้วยอาการงุนงง

“เปิดดูสิ”

ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสีหน้าที่ยังสงสัยแฝงความไม่พอใจไว้เล็กน้อยๅ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะลงบนขอบซองและแกะออกตามคำสั่ง

ทันทีที่ดวงตาทั้งสองสบกับสิ่งที่อยู่ภายใน ความเคลือบแคลงใจที่มีในตอนแรกพลันสลายหายไปในพริบตา

“คุณแม่ไปเอารูปพวกมาจากไหน?” ภัคเอ่ยถามเสียงเบาลง ขณะปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ พลิกดูภาพถ่ายสองสามใบอย่างไม่รีบร้อน

ทันทีที่ภาพกระทบสายก็ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาตรงหน้าอย่างเก่า คิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อยราวกับเรื่องตรงหน้านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากพอจะทำให้เธอหวั่นไหว

“เอามาจากไหนมันไม่สำคัญหรอกภัค มันสำคัญก็ตรงที่ว่าเมื่อไหร่แกจะเลิกทำตัวอย่างนี้สักทีแค่นั้นแหละ”

“แบบนี้คือแบบไหนคะ”คำถามของเธอฟังดูธรรมดา แต่ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นไปอีกเท่าตัว

“อย่าทำเป็นไม่รู้” คุณหญิงสวนกลับทันที สายตาคมจับจ้องลูกสาวแน่น “แม่ไม่ได้พูดเล่นนะภัค ภัครู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ถูกต้อง”

ความผิดหวังค่อย ๆ ชัดขึ้นในน้ำเสียงของผู้เป็นแม่ เธอมองคนตรงหน้าอย่างพยายามทำความเข้าใจว่าเด็กที่เคยเชื่อฟังและอ่อนโยน เติบโตมาเป็นคนที่เฉยชาได้อย่างไร

ภัคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาเรียบ ๆ

“อะไรคือไม่ถูกต้องคะ ผู้หญิงพวกนั้นเขาขายบริการ ภัคก็แค่จ่ายเงินซื้อบริการ มันเป็นความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน”

“ภัค!”

เสียงเรียกดังขึ้นอย่างเหลืออด คุณหญิงจ้องลูกสาวเขม็ง ความโกรธปะปนกับความเสียใจอย่างปิดไม่มิด

เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงยังเถียง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ทำมันไม่เหมาะสม แต่เจ้าตัวกลับพยายามหาคำอธิบายมารองรับราวกับมันเป็นเรื่องปกติ

“ก็มันจริงนี่คะ แล้วอีกอย่างภัคก็จ่ายเงินครบทุกบาททุกสตางค์แล้วก็ทุกครั้งที่ใช้บริการด้วย อ้อ! หรือบางทีภัคก็ให้เพิ่มนะคะคุณแม่ ถ้าพวกเธอบริการถูกใจ”

“หยุดพูดอะไรน่าเกลียด ๆ เดี๋ยวนี้เลยนะรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา!”

“รู้ค่ะ แต่สิ่งที่ภัคทำมันก็ไม่ได้ไปทำร้ายใครนี่คะ ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น แล้วอีกอย่างภัคเองก็ไม่ได้มีใคร ผู้หญิงพวกนั้นต่างก็เข้าหาภัคเพราะเงิน ต่างคนต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ เสร็จกิจก็แยกย้าย”

ปภาวีพูดจบก็เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังอธิบายเรื่องธุรกิจทั่วไปมากกว่าจะเป็นประเด็นศีลธรรม

การจ่ายเงินแลกกับความพอใจไม่ใช่เรื่องผิด ในเมื่อเธอเองไม่ได้มีพันธะผูกพันกับใครและไม่ได้หลอกลวงใครให้คาดหวังเกินจริง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยเจอใครที่เข้ามาเพราะตัวตนของเธอจริง ๆ เลยสักคน ส่วนใหญ่ล้วนเข้ามาพร้อมสายตาที่จับจ้องทรัพย์สิน ชื่อเสียงมากกว่าหัวใจและความรู้สึก

เพราะแบบนั้นการมีข้อตกลงที่ชัดเจน การแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาจึงดูยุติธรรมที่สุดในสายตาของเธอ

“ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้นก็ได้นะ ลองปรับมุมมองของตัวเองใหม่บ้าง แม่เชื่อว่าสักวันภัคจะเจอคนที่รักเราจริง ๆ ไม่ใช่รักเพราะเงิน”

น้ำเสียงของคุณหญิงรุจิราอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ลึก ๆ เธอจะรู้ว่าสิ่งที่ลูกพูดมาก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็นเหมือนกันไปหมด คนดี ๆ ยังมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่เดินเข้ามาในชีวิตลูกสาวของเธอเท่านั้นเอง

และในฐานะแม่ เธอยังอยากเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ใครสักคนจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในใจของลูกได้

“คุณแม่ยังเชื่ออีกเหรอคะว่าผู้หญิงดี ๆ แบบนั้นมีอยู่จริง” ยกยิ้มบาง ๆ คล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ก็เพราะภัคคิดแบบนี้ไง” คุณหญิงถอนหายใจ “หัดมองโลกในแง่ดีบ้าง ไม่ใช่ตั้งกำแพงใส่ทุกคนแบบนี้”

“ก็มันจริงนี่คะ”

“แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย” คำตอบสั้น ๆ ของภัคทำให้คุณหญิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ

“แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย”

คราวนี้ไม่มีความโกรธหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียง มีเพียงความอ่อนแรงจากการพยายามอธิบายในสิ่งที่ลูกสาวไม่เคยเปิดใจรับฟัง คำสอนทุกคำเหมือนลอยผ่านไปโดยไม่เคยถูกเก็บไว้คิดทบทวนเลยสักครั้ง

บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียด จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากทางหน้าประตู

“ขออนุญาตค่ะคุณหญิง คุณหนู”

ทั้งสองหันไปพร้อมกัน ร่างเล็กของน้อยยืนอยู่ตรงธรณีประตู สีหน้าลังเลคล้ายไม่แน่ใจว่าควรเข้ามาในจังหวะนี้หรือไม่

“มีอะไรหรือเปล่าน้อย?” คุณหญิงถาม น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สายตาที่มองไปยังแม่บ้านเก่าแก่ของบ้านเต็มไปด้วยความเอ็นดู น้อยทำงานอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ผ่านทั้งช่วงเวลาสุขและทุกข์ของครอบครัวธาดาวรโชติมาด้วยกัน ความซื่อสัตย์และความทุ่มเทของเธอทำให้ทุกคนในบ้านให้ความเคารพ ไม่ใช่แค่ในฐานะลูกจ้าง แต่เหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง

น้อยเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

“เอ่อ คือว่า ... คือว่าน้อยอยากจะมาขอความกรุณาจากคุณหญิง สักเรื่องหนึ่งน่ะค่ะ”

“น้อยบอกฉันมาได้เลยว่าน้อยจะให้ฉันช่วยเรื่องอะไร ไม่ต้องเกรงใจ”

“คือว่าหลานสาวของน้อยเพิ่งมาจากต่างจังหวัดค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีที่พัก น้อยเลยอยากจะขออนุญาตให้เขาพักกับน้อยที่นี่สักคืน พรุ่งนี้เช้าน้อยจะรีบพาเขาไปหาห้องเช่าเองค่ะ”

คำพูดสุดท้ายออกมาเร็วเล็กน้อย คล้ายกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ คุณหญิงนิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“ฉันก็นึกว่าเรื่องอะไร ได้สิ จะพักกี่วันก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก”

น้อยเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าที่เคยกังวลคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “ขอบคุณนะคะคุณหญิง ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ”

น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความซาบซึ้ง ความหนักอึ้งที่แบกไว้ตั้งแต่เดินเข้ามาเหมือนถูกยกออกไปในพริบตา

“เรื่องแค่นี้เอง” คุณหญิงโบกมือเบา ๆ “แล้วไหนล่ะหลานสาว ไม่เข้ามาด้วยเหรอ?” ถามเสียงอ่อนขณะกวาดสายตามองรอบห้องเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นใครยืนอยู่ใกล้ ๆ

“รออยู่ด้านนอกค่ะคุณหญิง”

“งั้นไปพาเข้ามาสิ ฉันอยากทำความรู้จักสักหน่อย”

“ได้ค่ะ สักครู่นะคะ”

น้อยรีบเดินออกไปด้วยฝีเท้าที่เบากว่าตอนเข้ามาเมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง

คุณหญิงหันกลับมาและเพิ่งสังเกตเห็นว่าปภาวียังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าคราวนี้ใบหน้าของลูกสาวไม่ได้เรียบเฉยเหมือนก่อนหน้านี้ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มตึงคล้ายกำลังไม่พอใจกับบางอย่างที่เพิ่งได้ยิน

“ดูทำหน้าเข้าสิ แล้วนี่ไม่รีบไปคุยงานแล้วหรือไง?”

“ไปค่ะ”

“ไปแล้วทำไมยังนั่งอยู่อีกล่ะ รีบไปสิเดี๋ยวลูกค้าคนสำคัญจะรอนาน”

“คุณแม่ประชด?”

ปภาวีหันหน้าสบตาผู้เป็นแม่ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามตรง ๆ เพราะก่อนหน้านี้ตอนเธอจะไปกลับเป็นฝ่ายรั้งเอาไว้เอง แต่พอตอนนี้เธอยังนั่งอยู่กลับพูดเหมือนไล่ให้ไปเสียอย่างนั้น

“แม่ไม่ได้ประชด ก็ตอนแรกภัคบอกแม่เองไม่ใช่หรือไงว่ากำลังว่ารีบ แม่ก็เลยกลัวว่าภัคจะไปคุยงานกับลูกค้าไม่ทันแค่นั้นเอง”

“ภัคไม่รีบแล้วค่ะ!”

“ทำไมล่ะ หรือว่าจะรอเจอหลานสาวป้าน้อย?”

คุณหญิงรุจิราแกล้งถามหยั่งเชิงลูกสาว เพราะเห็นว่าอีกคนนั้นดูไม่รีบร้อนที่จะออกไปข้างนอกเหมือนในตอนแรก หลังจากที่รู้ว่าหลานสาวของน้อยจะเข้ามาพักค้างคืนที่นี่

และเธอก็รู้ดีว่าคนอย่างปภาวีที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง คงจะไม่พลาดที่จะเจอยู่รอเจอเด็กสาวคนนั้นอย่างแน่นอน

“เปล่าค่ะ ใครจะอยากเจอกัน ก็แค่หลานสาวคนใช้”

“หัดพูดจาให้เกียรติคนอื่นบ้างก็ดีนะภัค” เธอเอ็ดเสียงเข้ม ดวงตาคมตวัดมองลูกสาวอย่างตำหนิ

แต่ทว่าทางด้านของคนเป็นลูกไม่ได้มีทีท่าที่จะสะทกสะท้านเลยสักนิด หยักไหล่เอนกายพิงพนักโซฟายกขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายใจ บางครั้งเธอก็ไม่แน่ใจว่าลูกสาวคนนี้กำลังปกป้องตัวเองด้วยความเย็นชาหรือเพียงแค่ไม่เห็นคุณค่าของความรู้สึกคนอื่นจริง ๆ กันแน่

จังหวะนั้นเอง เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากหน้าประตู

“ขออนุญาตค่ะคุณหญิง”

น้อยก้าวเข้ามาอีกครั้ง และคราวนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามหลังเข้ามาด้วย ท่าทางสำรวม เรียบร้อย มือทั้งสองประสานกันแน่นเล็กน้อยอย่างคนที่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่

“หนูพรีน ไหว้คุณหญิงกับคุณหนูก่อนสิลูก” น้อยกระซิบเบา ๆ พลางแตะข้อศอกหลานสาวอย่างให้กำลังใจ เธอพอจะเข้าใจดีว่าเด็กที่เติบโตอยู่บนดอยมาตลอด คงตื่นเต้นไม่น้อยที่ต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใบหน้าหวานละมุนปรากฏชัดในแสงไฟอุ่น ก่อนเอ่ยคำทักทายผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อม

แล้วหลังจากนั้นเธอจึงค่อย ๆ หันไปอีกฝั่งเพื่อที่จะทักทายอีกหนึ่งบุคคลซึ่งนั่งไขว้ห้าวอยู่บนโซฟาข้าง ๆ

“สะ สวัสดีค่ะคุณ ...”

ทว่าไม่ทันได้เอ่ยจบ ทุกคำพูดชะงักกลางคันทันทีที่สบตากับผู้หญิงตรงหน้าทุกอย่างรอบตัวราวหยุดนิ่งไปชั่วขณะนั้น

ดวงตากลมไล่มองหญิงสาวอีกคนที่อายุมากกว่านั่งเอนกายอยู่บนโซฟาในท่าทีสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตสีเรียบพับแขนถึงข้อศอกเผยให้เห็นข้อมือที่สวมเรือนนาฬิกาหรู สายตาคมเฉียบจับจ้องกลับมาอย่างไม่ปิดบัง โครงหน้าคมชัด ผิวเนียนเรียบ และท่าทางนิ่งสงบที่แฝงความมั่นใจโดยไม่ต้องพยายาม

มันไม่ใช่ความสวยหวาน แต่เป็นความดึงดูดที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกอ่านออกหมด

หัวใจของพรีนเต้นแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว คำทักทายที่ควรเอ่ยต่อหายไปจากปลายลิ้น เหลือเพียงความประหม่าและความร้อนวูบวาบที่ไล่ขึ้นมาถึงใบหน้า

ยังไม่ทันที่เธอจะรวบรวมสติ เสียงเรียบเย็นก็ดังขึ้นตัดบรรยากาศ

“กองไว้ตรงนั้นแหละ!”

เพียงแค่ไม่รับไหว้ ปภาวียังปรายตามองชนากานต์ด้วยสายตาที่แฝงความดูแคลน ก่อนจะสะบัดหน้าหันไปอีกทางอย่างไม่ไยดี ราวกับการมีอยู่ของอีกฝ่ายไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ

“ภัค! เดี๋ยวเถอะ” คุณหญิงหันเอ็ดเสียงเข้มเมื่อเห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของลูกสาว “ฉันต้องขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะจ๊ะ”

“แม่จะไปขอโทษยัยเด็กนี่ทำไมกันคะ”

“ยังอีก แม่ไม่เคยสอนให้ภัคเสียมารยาทแบบนี้เลยนะลูก ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้!”

“ไม่ค่ะ! ภัคไม่ขอโทษ ภัคไม่ได้ทำอะไรผิด”

“ยัยภัค!!”

บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันตาเห็น ก่อนที่เสียงหนึ่งจะเอ่ยแทรกขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณหญิง คุณหญิงอย่าดุให้คุณหนูเลยนะคะ คุณหนูเธอยังไม่ได้ทำอะไรผิดจริง ๆ” น้อยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะตึงเครียดจนเกินไป อีกอย่างเธอไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งสองต้องมีปัญหากัน

“ไม่ผิดยังไงน้อย หลานสาวน้อยยกมือไหว้ก็แทนที่จะรับไหว้น้องดี ๆ ไม่ใช่พูดจาไร้มารยาทแบบนี้ทำผิดไม่ยอมรับผิด มีที่ไหนกัน”

หญิงสูงวัยพูดเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบตวัดมองไปยังลูกสาวเชิงตำหนิ เธอบอกตามตรงเลยว่าเธอรู้สึกไม่ชอบใจกับพฤติกรรมของลูกคนนี้เลยจริง ๆ

“คุณแม่!!”

“หนูชื่อพรีนใช่ไหมลูก” คุณหญิงรุจิราถาม

“ชะ ใช่ค่ะ”

“รูปก็งาม นามก็เพราะแถมกิริยามารยาทยังดีเสียกว่าใครบางคนแถวนี้ซะอีก” คุณหญิงรุจิราพูดเหน็บแนมลูกสาวของตัวเองที่ตอนนี้นั่งวางสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจกับคำตำหนิหรือคำต่อว่าของเธอที่เป็นแม่เลยสักนิด

“น้อยบอกว่าหนูพรีนยังไม่มีที่พักงั้นใช่ไหม?”

“ค่ะคุณหญิง”

“ถ้างั้นก็ให้หนูพรีนมาอยู่กับน้อยที่นี่กับน้อยเลยก็แล้วกัน เป็นผู้หญิงคนเดียวออกไปอยู่หอพักอย่างนั้นมันไม่ปลอดภัย” พูดพร้อมระบายยิ้มออกมาเมื่อเห็นใบหน้าที่ใสสื่อของเด็กสาว

“ไม่ได้นะคะ!”

ปภาวีที่นั่งเงียบอยู่นานก็ค้านขึ้นเสียงแข็ง เธอไม่เห็นด้วยกับผู้เป็นแม่ที่จะให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบริเวณบ้านของตัวเองทั้งที่เพิ่งจะเห็นหน้าคร่าตากันอย่างนี้

“ทำไมจะไม่ได้!”

“ก็ภัคไม่ชอบยัยเด็กนี่ แล้วนี่ก็เป็นบ้านของภัค ภัคไม่อนุญาต!” ค้านคอขึ้นเอ็น แม้ว่าคำค้านนั้นจะฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตาม มีอย่างที่ไหนจะให้ใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเข้ามาอยู่มากินในบ้านเดียวกัน แม่เธอไว้ใจคนมากเกินไป

“แต่แม่อนุญาต แล้วภัคก็ไม่มีสิทธิ์ค้านอะไรแม่ทั้งสิ้น!”

“แต่คุณแม่-”

“อย่าทำนิสัยไม่ดีต่อหน้าคนอื่น หนูพรีนเป็นแขก เราเป็นเจ้าบ้าน ต้องต้อนรับไม่ใช่ขับไล่ อย่าให้แม่ได้ยินอีกนะภัค”

“ก็ภัคไม่ชอบยัยนี่นี่คะ แล้วอีกอย่างยัยเด็กนี่ก็ไม่ใช่น้องของภัคด้วย!”

ปภาวีพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและยืนกรานว่าตัวเธอไม่อนุญาตให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันนั่นก็เป็นเพราะว่าเธอนั้นรู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้เอาเสียเลย เพียงแค่ได้เห็นหน้ากลับทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ขืนถ้าต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอย่างนี้ มีหวังเธอได้อกแตกตายก่อนอย่างแน่นอน

“นั่งลง! อย่าให้แม่ต้องพูดซ้ำ!”

“แต่คุณแม่-”

“แม่บอกว่าให้นั่งลง! แล้วอย่าให้แม่ได้ยินอีกว่าภัคเรียกน้องแบบนั้น เข้าใจไหม”

“ไม่เข้าใจค่ะ ภัคไม่จำเป็นที่จะต้องให้เกียรติคนแบบนี้ ขอตัว!”

ปภาวีลุกขึ้นจากโซฟาด้วยทีท่าที่ฉุนเฉียว สายตาจ้องเขม็งไปที่ชนากานต์ด้วยแววตาที่รังเกียจ ก่อนจะเดินกระทืบเท้าออกไปด้วยความไม่พอใจ

“เดี๋ยวสิภัค ภัค!!”

“คุณหญิงปล่อยคุณหนูเธอไปเถอะนะคะ อย่าไปกดดันเธอเลย แล้วน้อยก็ต้องขอโทษคุณหญิงด้วย ที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณหญิงกับคุณหนูต้องทะเลาะกัน”

“ไม่ใช่เพราะน้อยเลย มันเป็นเพราะนิสัยของยัยภัคต่างหาก แล้วอีกอย่างน้อยก็ไม่ต้องเข้าข้างยัยภัคมากนักหรอกนะ อะไรที่ผิด อะไรที่ไม่ควรก็ต้องเตือน ต้องบอกต้องสอนกันบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นยัยภัคก็จะยิ่งได้ใจอยู่แบบนี้”

น้อยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ เธอเองก็รู้ว่าสิ่งที่ปภาวีแสดงออกมานั้นมันผิด แต่ในฐานะที่เธอเป็นคนที่เลี้ยงดูปภาวี เธอก็อดไม่ได้ที่จะเผลอเข้าข้างไปบ้างในครั้ง

“น้อยพาหนูพรีนไปพักได้แล้วไป แล้วหนูพรีนก็ไม่ต้องเก็บคำพูดของพี่เขาไปคิดมากหรอกนะลูก เพราะฉันเชื่อว่าสักวันยัยภัคจะเห็นถึงความน่ารักของหนูเอง ให้เวลาพี่เขาสักหน่อยนะลูกนะ”

คุณหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาจ้องมองไปที่ชนากานต์ด้วยความรู้สึกรักและเอ็นดู ถึงแม้จะเพิ่งเจอแต่เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี

...แล้วสักเด็กคนนี้แหละที่จะเข้ามาทำให้พฤติกรรมของปภาวีลูกสาวของเธอนั้นเปลี่ยนไปในทางที่ดี

“ค่ะคุณหญิง”

“ไป ๆ น้อยพาหลานไปพักผ่อนเถอะ เดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยแย่”

“ถ้างั้นเดี๋ยวน้อยพาหนูพรีนไปที่ห้องก่อนก็แล้วกันนะคะคุณหญิง เดี๋ยวน้อยจะรีบกลับมา”

คุณหญิงพยักหน้ารับ พร้อมกับส่งยิ้มให้ทั้งสองอย่างอ่อนโยน ส่วนทางด้านของน้อยเมื่อพูดจบ ก็รีบพาชนากานต์หลานสาวเดินไปยังห้องพักที่อยู่แยกออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้โดยทันที

***

“พรีนพอจะอยู่ได้ไหมลูก?”

น้อยเอ่ยถามชนากานต์หลานสาวของตัวเองทันทีที่ได้เข้ามาอยู่ภายในห้องพัก เพราะด้วยความที่ห้องของแม่บ้านโดยปกติแล้วก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย จะมีก็เพียงเตียงนอนที่ขนาดกลางห้องน้ำและพื้นที่ใช้ส้อยอีกเล็กน้อยเท่านั้น

“อยู่ได้ค่ะ พรีนขอบคุณป้าน้อยอีกครั้งนะคะที่ให้พรีนมาอยู่ด้วย”

“ไม่ต้องขอบคุณป้าหรอกลูก พรีนเป็นหลานป้า ไม่ให้ป้าช่วยพรีนแล้วจะให้ป้าไปช่วยแมวที่ไหนล่ะฮึ?”

“แมวน้อยตัวนี้สัญญาเลยค่ะ ว่าจะตั้งใจเรียน แล้วก็จะเป็นเด็กดีของพ่อกับแม่แล้วก็ป้าน้อย พรีนรักป้าน้อยนะ”

พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบกอดป้าน้อยเอาไว้ด้วยความรัก ความรู้สึกอุ่นใจและซาบซึ้งเอ่อล้นขึ้นมาจนเต็มหัวใจ

เพราะทุกคำถ้อยคำที่พูดออกไปล้วนแล้วแต่เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของเธอจริงๆ ถึงแม้จะไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน แต่ในห้วงความทรงจำป้าน้อยก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รักและดูแลเธอมาตลอด

แล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ความรักความห่วงใยที่ผู้เป็นป้ามีให้แก่เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือลดน้อยลงไปเลย

“ป้าก็รักพรีนนะลูก เอ้อ! ว่าแต่หนูโทรบอกพ่อกับแม่หรือยังลูกว่ามาถึงแล้ว เดี๋ยวเขาจะเป็นห่วงเอานะ”

“พรีนโทรบอกพ่อกับแม่เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“ดีแล้วลูก ถ้างั้นพรีนก็ดูเก็บข้าวของให้เรียบร้อยก็แล้วกันนะ เดี๋ยวป้าไปดูแลคุณหญิงท่านก่อน”

น้อยพูดจบก็หมุนตัว เตรียมก้าวออกจากห้องเพื่อกลับไปยังบ้านหลังใหญ่ แต่ทว่าเมื่อมือแตะที่ลูกบิดประตูพร้อมจะเปิดออกไป เสียงของชนากานต์ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน

“ป้าน้อยคะ”

“ฮึ?” ปล่อยมือจากลูกบิดประตู ก่อนจะหันกลับมามองหลานสาวด้วยความประหลาดใจ เรียกแล้วไมม่พูดยืนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่อย่างนั้น

“คือพรีน”

“ขาดเหลืออะไรก็บอกป้าได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

“ที่คุณหญิงกับคุณหนูต้องทะเลาะกัน เป็นเพราะพรีนรึเปล่าคะ?”

“ทำไมพรีนถึงคิดแบบนั้นล่ะลูก”

“ก็คุณหนูเธอดูไม่ชอบพรีน แล้วคุณหญิงก็ยังอนุญาตให้พรีนเข้ามาอยู่ที่นี่อีก พรีนเลยคิดว่าต้นเหตุน่าจะมาจากพรีนค่ะป้าน้อย”

“ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นหรอกอย่าคิดมากไปเลยนะ” น้อยเอ่ยเสียงอ่อนโยน ฝ่ามืออุ่นแตะลงบนแผ่นหลังของหลานสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู เพราะเจ้าตัวคงกำลังรู้สึกผิดและคิดว่าตัวเองนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณหญิงรุจิรากับปภาวีต้องมีปัญหากัน

“ถ้าไม่ใช่เพราะพรีน แล้วเป็นเพราะอะไรเหรอคะ ทำไมคุณหนูถึง”

“พรีนกำลังคิดว่าคุณหนูเธอดูเป็นคนใจร้ายอย่างงั้นใช่ไหม?”

“ชะ ใช่ค่ะ”

“ป้าว่าแล้วเชียว”

“...” เลิกคิ้วสงสัย

“เมื่อก่อนคุณหนูเธอไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกนะ”

“ไม่ได้เป็นแบบนั้น หมายความว่ายังไงเหรอคะ?” ชะงักไปเล็กน้อย เธอขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะทวนคำของผู้เป็นป้าอีกครั้ง

“เรื่องมันซับซ้อน เอาเป็นว่าพรีนไม่ต้องรู้เรื่องของคุณหนูเธอจะดีกว่านะลูก”

“แต่พรีนอยากรู้นี่คะ ป้าน้อยเล่าให้พรีนฟังนะคะ นะคะป้าน้อย”

“ถ้าป้าเล่าให้ฟังแล้ว พรีนห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดให้คุณหนูเธอได้ยินเด็ดขาดเข้าใจไหม?” มองเด็กสาวตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง และพูดถามออกไปด้วยน้ำเสียง สีหน้าที่จริงจัง

“ค่ะป้า พรีนสัญญาค่ะ” พยักหน้ารับ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเพื่อเป็นการยืนยันว่าเธอจะทำอย่างที่รับปากออกไปจริง ๆ

“เมื่อก่อนคุณหนูเธอเป็นคนน่ารัก สดใส จิตใจดีไม่ต่างจากคุณหญิงเลยสักนิด แต่ที่เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ก็เพราะว่าเธอได้สูญเสียคนที่เธอรักที่สุดในชีวิตไป”

น้อยเริ่มเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้นิสัยของปภาวีเปลี่ยนไป และย้อนนึกถึงเหตุการณ์สูญเสียในครั้งนั้น ซึ่งชนากานต์ก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีและพยายามคิดตามคำบอกเล่าของผู้เป็นป้า

“...”

“ตอนที่เกิดเรื่องป้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ป้าลาคุณหญิงท่านกลับไปที่เชียงใหม่ ตอนนั้นยัยนิลมันคลอดพรีนพอดี แล้วพ่อของพรีนก็ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพ ป้าก็เลยต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนพรรณเพื่อรอพ่อของพรีนกลับขึ้นไป”

“แล้วป้าน้อยรู้เรื่องนี้ได้ยังไงเหรอคะ?”

“คุณหญิงท่านเล่าให้ป้าฟัง เพราะวันนั้นคุณหญิงได้ขึ้นรถไปกับคุณท่านด้วย”

“ถ้างั้นก็แสดงว่า”

เธอพอจะจับต้นชนปลายได้แล้วสิ่งที่ป้าของเธอพูดมานั้นหมายถึงอะไร ป้าเธอบอกว่าคุณหญิงอยู่บนรถคันเดียวกันกับคุณท่านงั้นก็แสดงว่ารอยแผลเป็นที่แขนซ้ายของคุณหญิงก็ต้องเกิดขึ้นมาจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น

“ใช่ คุณหญิงท่านรอดชีวิตจากอุบัติเหตุในตอนนั้น พรีนยังอยากฟังต่อหรือเปล่าลูก?”

น้อยเอ่ยถามหลานสาวที่นั่งฟังด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ส่วนทางด้านชนากานต์ก็พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเลเพราะเธออยากรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่าเป็นมายังไง

แล้วอะไรที่ทำให้คุณหนูของบ้านนี้มีนิสัยที่เปลี่ยนไป

“เช้าวันเกิดเหตุ คุณท่านกับคุณหญิงออกจากบ้านไปตามปกติ แต่ในระหว่างทางฝนก็ดันตกหนักทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นเปลี่ยนไปกะทันหัน แล้วที่เลวร้ายไปมากกว่านั้นก็คือรถของคุณท่านเกิดดับกลางคันซะดื้อ ๆ นั่นเลยทำให้คุณท่านต้องจอดรถหลบอยู่ริมถนน”

หญิงสูงวัยหยุดเล่าชั่วขณะ พักสูดลมหายใจ ขณะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

“ถนนหนทางในสมัยนั้นเนี่ยนะป้าอยากจะบอกเลยว่าไม่ได้เป็นทางลาดยางเหมือนในยุคสมัยนี้ ไหล่ทางก็ไม่ได้กว้างอะไรมากมาย ซ้ำยังเป็นแค่ถนนสองเลนส์อีกต่างหาก

คุณท่านจอดรอจนแล้วจนเล่าฝนก็ยังไม่หยุดตกคุณหญิงท่านบอกว่าคุณท่านกลัวว่าจะเลยเวลานัดกับลูกค้าคนสำคัญไว้เลยตัดสินใจลงจากรถเพื่อไปเช็คดูว่าเครื่องยนต์มีปัญหาตรงไหน ส่วนคุณหญิงท่านก็กำลังโทรศัพท์ขอความช่วยเหลืออยู่ในรถ

แต่ตอนนั้นเองสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็ได้เกิดขึ้นกับคุณทั้งสอง จู่ ๆ ก็มีรถกระบะคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงพยายามเบี่ยงหลบรถคันข้างหน้า แต่ตอนนั้นน่ะฝนมันตกหนัก ถนนลื่นรถกระบะคันนั้นเลยเสียหลักพุ่งข้ามเลนส์มาชนรถของคุณท่านกับคุณหญิงที่จอดอยู่ข้างทางเข้าอย่างจัง

แรงปะทะทำให้คุณท่านที่ยืนอยู่ตรงหน้ารถถูกอัดเข้ากับตัวรถเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนคุณหญิงท่านก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทกด้วยเหมือนกัน”

น้อยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งน้ำตา เธอเสียใจกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นและเสียใจกับการจากไปของคุณท่านผู้มีพระคุณ

ส่วนทางด้านของชนากานต์ที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบก็นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอรู้เพียงแค่ว่ามันรู้สึกจุกอยู่ในอกจนพูดอะไรแทบไม่ออก

ขนาดเธอที่เป็นเพียงแค่ผู้ฟังยังรู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสียได้มากขนาดนี้ แล้วปภาวีกับคุณหญิงรุจิราจะรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดไหนที่ต้องมาสูญเสียสามีอันเป็นที่รักกับบิดาผู้ให้กำเนิดไปอย่างไม่มีวันกลับ

“คุณหนูเธอเสียใจมากที่คุณท่านจากไปอย่างกะทันหัน หลังเสร็จจากงานศพของคุณท่านคุณหนูเธอก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องข้าวปลาไม่ยอมทาน ส่วนนิสัยนี่ก็ตามที่พรีนได้เห็นนั่นแหละลูก”

“คุณหนูเธอน่าสงสารนะคะป้า ต้องมาสูญเสียคุณพ่อไปเพราะความประมาทของคนคนหนึ่ง”

“นั่นสิ คุณท่านไม่ควรมาตายเพราะความประมาทของคนพวกนี้ แต่ก็ช่างเถอะ ป้าเชื่อว่าสักวันเวรกรรมจะตามสนองคนที่ทำเองนั่นแหละ”

“พรีนสงสารคุณหญิงกับคุณหนูจังเลยค่ะป้า แล้วคนก่อเหตุละคะเขารับผิดชอบกับเรื่องนี้ยังไง”

“ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุก็ไม่เห็นตัวคนขับรถกระบะคันนั้นแล้ว กล้องวงจรปิดแถวนั้นก็ไม่มี แต่ถึงมีก็อยู่ไกล เห็นภาพเหตุกาณ์แต่ไม่เห็นหน้าคนขับ ส่วนรถเองก็ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังตามตัวคนก่อเหตุไม่ได้สักทีแล้วก็ไม่มีใครรู้เลยว่าคนที่ชนจะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือเปล่า”

“ไร้ความรับผิดชอบที่สุด” สบถออกมาด้วยความโมโห เธอรับไม่ได้กับการกระทำของคนผู้นี้เลยจริง ๆ ขับรถประมาทจนทำให้คนอื่นต้องตายแล้วยังมีหน้าหนีความผิดไม่อยู่รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ

นี่ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเธอ เธอรับรองได้เลยว่าต่อให้คนคนนั้นมันจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ เธอก็จะตามตัวมันมารับโทษที่มันได้ก่อไว้อย่างแน่นอน

“เออ! แต่จะว่าไปก็เร็วเหมือนกันนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะครบรอบยี่สิบปีแล้วที่คุณท่านจากไปแล้ว นี่ถ้าพรีนไม่ถามป้าเรื่องนี้ป้าก็ลืมไปเสียสนิทเลย”

“ครบรอบยี่สิบปีเหรอคะป้าน้อย ว่าแต่วันที่คุณท่านเสียคือวันที่เท่าไหร่เหรอคะ”

“วันที่ 16 เดือนสิงหาคม ปี 2540 จริงสิ วันนั้นเป็นวันเดียวกันกับวันเกิดของพรีนนี่ลูก”

“จริงด้วยค่ะป้า วันที่คุณท่านเสียตรงกับวันเกิดพรีนพอดีเลยค่ะ บังเอิญจริง ๆ นะคะ”

“นั่นน่ะสิ”

“เอ่อป้าคะ พรีนอยากรู้ว่าตอนที่เกิดเรื่องตอนนั้นคุณหนูเธออายุเท่าไหร่เหรอคะ” ถามต่อเพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากรู้มากที่สุดว่าตอนที่เกิดเรื่องปภาวีนั้นอายุเท่าไหร่กัน แล้วรู้เรื่องราวมากน้อยแค่ไหน

“11 ปี”

“ถ้าตอนนั้นคุณหนูอายุ 11 ปี ก็แสดงว่าตอนนี้คุณหนูเธออายุ 31 ปีแล้วน่ะสิคะป้า”

“ใช่จ้ะ”

“นี่ถ้าไม่บอกพรีนคิดว่าคุณหนูเธออายุห่างกับพรีนไม่กี่ปีเองนะคะเนี่ย หน้ายังเด็กอยู่เลย” ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่าผู้หญิงหน้าคม สวยเฟียสคนนั้นจะอายุมากกว่าเธอเป็นรอบ ๆ

ใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าวัย สวย เท่ มีเสน่ห์ในแบบที่ผู้หญิงด้วยกันยังหลงใหล

“คุณหนูเธอน่ะสวย เก่ง ฉลาด แต่จะติดก็ตรงที่ว่า”

Next...

“เข้ามาทำไม!!”

“คุณหญิงให้พรีนมาตามคุณหนูลงไปทานข้าวค่ะ”

“อย่ามายุ่งกับฉัน!”

“แต่ว่า ...”

“ออกไป!!”

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
20 Bab
บทที่ 1
“วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก”“นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้”“เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ“รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะมีนัดอยู่ร่ำไป ถามทุกครั้งก็มักจะไม่ว่างไปเสียทุกครั้ง“คุณแม่ก็มีป้าน้อยเป็นเพื่อนแล้วไงคะ”“มันไม่เหมือนกัน”“ไว้เดี๋ยววันหลังก็แล้วกันนะคะ ภัคสัญญาว่าจะอยู่กับคุณแม่ทั้งวันเลย”“ก็พูดแบบนี้ตลอด ทำอะไรอย่าคิดว่าแม่ไม่รู้” คุณหญิงรุจิราพูดออกมาอย่างรู้ทัน วางหนังสือพิมพ์ในมือลง ก่อนจะยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่งส่งให้กับลูกสาว“อะไรคะ” ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนยื่นมือรับซองกระดาษมาด้วยอาด้วยอาการงุนงง“เปิดดูสิ”ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสีหน้าที่ยังสงสัยแฝงความไม่พอใจไว้เล็กน้อยๅ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะลงบนขอบซองและแกะออกตามคำสั่งทันทีที่ดวงตาทั้งสองสบกับสิ่งที่อยู่ภายใน ความเคลือบแคลงใจที่มีในตอนแรกพลันสลายหายไปในพริบตา“คุณแม่ไปเอารูปพวกมาจากไหน?” ภัคเอ่ยถามเสียงเบาลง ขณะปลายนิ้วเรียวค่อ
Baca selengkapnya
บทที่ 2
“ว่าอะไรเหรอคะป้า?”“เปล่าหรอกไม่มีอะไร เอาเป็นว่าพรีนอยู่ห่างจากคุณหนูไว้น่ะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้คุณหนูจริง ๆ พรีนก็จะต้องเว้นระยะห่าง อย่าเข้าใกล้จนเกินไป เข้าใจที่ป้าพูดไหม?”“ทำไมละคะ ทำไมพรีนถึงอยู่ใกล้คุณหนูไม่ได้”เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมป้าต้องกำชับหนักแน่นขนาดนั้น คุณหนูเองก็เป็นผู้หญิงเช่นเดียวกันกับเธอ ไม่ได้มีอะไรน่าหวาดกลัวเลยสักนิดยิ่งเมื่อคืนได้รู้ว่าอีกต้องทนทุกข์ทรมานใจอยู่กับความสูญเสียที่ไม่อาจลบเลือนได้ยิ่งทำให้หัวใจเธออ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว เธอไม่ได้รู้สึกอยากถอยห่าง ตรงกันข้ามเธอกลับอยากเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ อยากดูแลและอยากเป็นคนหนึ่งที่ช่วยให้เขากลับมาสดใสได้อีกครั้ง“เชื่อป้าเถอะพรีน ป้าว่าพรีนรีบไปเก็บของให้เรียบแล้วออกไปช่วยงานป้าที่บ้านใหญ่ดีกว่านะ เดี๋ยวป้าจะเดินนำไปก่อนแล้วกัน”พูดจบน้อยก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป เพราะรู้ดีว่าหากยืนอยู่ต่ออาจจะต้องตอบคำถามมากกว่านี้ ซึ่งคำตอบบางคำตอบนั้นมันก็ยังไม่ถึงเวลาที่ควรเอ่ยออกมาส่วนด้านชนากานต์ก็ทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังของป้าด้วยความสงสัยที่ถาโถมเข้ามาในใจป้าน้อยกำลั
Baca selengkapnya
บทที่ 3
“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้”“ปะ เปล่าค่ะ”“เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไป“คุณหนูไม่ได้ทำอะไรพรีนค่ะคุณหญิง พรีนแค่”“เธอมาฟ้องอะไรแม่ฉัน!” ไม่ทันที่ชนากานต์จะทันได้พูดจบ เสียงแหลมของปภาวีก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางบันได ร่างสูงก้าวลงมาด้วยทีท่าที่ดูเกรี้ยวโกรธ หยุดยืนมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด“ไม่มีใครฟ้องอะไรทั้งนั้นน่ะ แล้วนี่ไปกินรังแตนที่ไหนมา ถึงได้โหวกเหวกโวยวายแต่เช้าแบบนี้”คุณหญิงรุจิราตอบกลับเรียบ ๆ แต่แววตาคมกลับจับจ้องลูกสาวไม่วางตาปภาวีชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนสายตามองไปชนากานต์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างโต๊ะอาหาร ดวงตาคมวาวด้วยความหงุดหงิด“ก็ถามยัยเด็กนั่นดูสิ ว่าขึ้นไปทำอะไรบนห้องของภัค”“แม่ใช้ให้หนูพรีนขึ้นไปตามแกลงมากินข้าว ทำไมต้องโมโหอะไรขนาดนั้นด้วยหึ”“คุณแม่ก็รู้ว่าภัคไม่ชอบให้ใครก้าวก่ายพื้นท
Baca selengkapnya
บทที่ 4
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปรงหน้ารถ แสงวูบหนึ่งกระทบลงบนใบหน้าเธอพอดี เผยแววตาแข็งกร้าวที่แฝงคลื่นความรู้สึกบางอย่างซึ่งยังไม่ทันจางไปจากอกเธอก้าวลงจากรถอย่างเงียบงัน เดินฝ่ากลุ่มนักท่องราตรีที่เบียดเสียดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอเดินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงโต๊ะ VVIP ด้านในสุด ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซนเงียบสงบของร้าน แยกตัวออกจากความพลุกพล่านของผู้คน โดยที่ตินนี้มีชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีเข้มนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาหนังเรียบหรู เขาหันมองทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา“หน้าบอกบุญไม่รับเลยนะครับ คุณปภาวี”เสียงทักของภาสกรฟังดูเหมือนจะเย้าแหย่ แต่ทว่าแววตากลับแฝงความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยทว่าคนถูกแซวอย่างปภาวีกลับไม่ตอบ เธอเพียงปรายมองเพื่อนชายคนสนิทอย่างเย็นชา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งมือเรียวคว้าแก้ววิสกี้ขึ้นกระดกจน
Baca selengkapnya
บทที่ 5
“กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ”นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม้มันจะน้อยนิดก็ตาม เธอสัมผัสได้ถึงเยื่อบาง ๆ ที่ขาดลงพร้อมกับเสียงสะอื้นของคนใต้ล่างปภาวีมองคนใต้ร่างด้วยแววตาสมเพช ไม่มีคำปลอบโยน ไร้ซึ่งความอ่อนโยน และไม่มีความถนุถนอมต่อคนใต้ร่างเลยสักนิด เธอก้มลงประกบริมฝีปากกับปากอิ่มเพื่อปิดเสียงสะอื้นไว้ขบเม้มแล้วสอดลิ้นเรียวเข้ามากวาดหาความหอมหวานด้วยความหื่นกระหาย ส่วนนิ้วเรียวขยับเข้าออกช่องทางรักเพื่อสร้างความคุ้นชินให้กับร่างกาย แต่เพียงไม่นานก็กระแทกกระทั้นเข้าไปจนเกิดเสียงน่าอายดังขึ้นกลบเสียงสะอื้นก่อนหน้า“อ๊ะ ... อ๊าา” เสียงสะอื้นเพราะความเจ็บก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องคราญครางอย่างสุขสมเข้ามาแทนที่ จังหวะที่เร้าร้อนทำให้คนใต้ล่างไม่อาจรั้งสะโพกสวยให้ติดอยู่กับที่นอนได้อีกเลย “อ๊ะ ... อร๊ายยย” เสียงหวานจบลงพร้อมกับสะโพกสวยที่ทิ้งตัวลงกับที่น
Baca selengkapnya
บทที่ 6
“คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้าเมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย”“แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลยนะลูก ป้าว่ามันเหมือนกับรอย ... รอยดูด!”คำสุดท้ายที่ออกจากริมฝีปากของน้อยทำให้ชนากานต์หน้าเห่อร้อนขึ้นทันที มือที่ถือจานอยู่กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพยายามไม่แสดงพิรุธใด ๆ ออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเบาแต่มั่นคง“มะ ...ไม่ใช่ค่ะ มดกัดจริง ๆ ไว้เดี๋ยวพรีนจะหายาทานะคะ”“มดก็มด แต่อย่าลืมที่ป้าบอกก็แล้วกัน ป้าไม่อยากเห็นพรีนต้องมาเสียใจทีหลัง”ชนากานต์พยักหน้ารับเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าเข้าใจในสิ่งที่ป้าพูดเป็นอย่างดี เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหมุนตัวกลับเพื่อเดินออกจากครัวไปยังห้องอาหาร เตรียมจัดโต๊ะตามที่ป้าน้อยได้บอกไว้แต่แรกทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงฝีเท้าสองคู่ก็ดังขึ้นจากบันไดไม้ ในชั่วขณะสายตาสบกับบุคคลมาใหม่ร่างของเธอก็พลันชะงักงัน หัวใจเหมือนเต้นสะดุด
Baca selengkapnya
บทที่ 7
หนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองเสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ“ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ”คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู“บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได้ต้องมา
Baca selengkapnya
บทที่ 8
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อนจะหันกลับไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้รถติดนานเลย เหนื่อยกันทั้งวันแล้ว หนูพรีนขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนก่อนก็ได้ลูก ช่วงเย็นค่อยลงมาทานข้าวพร้อมกันนะ”ชนากานต์ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”เธอก้าวลงจากรถอย่างเรียบร้อย พยายามไม่หันไปมองอีกคนที่ยังนั่งเงียบเชียบอยู่ข้างกัน และในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป เสียงถอนหายใจลากยาวก็ดังขึ้น...ปภาวีก้าวลงตาม สีหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งตวัดกระเป๋าหรูสีน้ำตาลขึ้นบ่า นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าชนากานต์เพียงครู่ ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำคุณหญิงรุจิราหันกลับมามองชนากานต์ที่ยังยืนเก้ออยู่ตรงข้างรถ ดวงตานุ่มละมุนเปี่ยมความเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
Baca selengkapnya
บทที่ 9
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบปลาย ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะในค่ำคืนนี้ขณะที่บรรยากาศดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นจากบันได ปภาวีเดินลงมาด้วยท่าทีสงบ แต่ทันทีที่สายตาของเธอสบกับใบหน้าของแทนคุณ ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งบนโต๊ะร่วมกับมารดา สีหน้าของนางพญาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่“อ้าวภัค มาทานข้าวด้วยกันสิ”คุณหญิงหันไปเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เธอเดินตรงไปนั่งที่ฝั่งขวาของมารดาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้ตอบโต้ใด “สวัสดีครับพี่ภัค ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”ณิชคุณหันมายิ้มพร้อมเอ่ยทักทายให้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ทว่ารอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเขา ช่างตัดกับสายตาเย็นชาของปภาวี
Baca selengkapnya
บทที่ 10
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปกติ ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ต้องการเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นอีก“อ้าวหนูพรีน วันนี้มีเรียนแต่เช้าเลยเหรอลูก”คุณหญิงรุจิราเอ่ยทักทันที่เห็นชนากานต์ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินผ่านมา“เปล่าค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนไม่มีเรียนตอนเช้า...แต่ที่คณะมีกิจกรรมรับน้องใหม่ พรีนเลยไม่อยากไปสายค่ะ”คุณหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ...“แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ ให้ลุงชัยไปส่งไหม”“ไม่เป็นไรคุณหญิง เดี๋ยวพรีนนั่งรถโดยสารไปดีกว่าค่ะ”“ไปกับพี่ก็ได้นะครับน้องพรีน พี่ผ่านทางมหาลัยพอดี”ไม่ทันที่คุณหญิงจะตอบกลับ เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเข้าบ้าน พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี“พี่แทนคุณ / อ้าว แทนคุณ!”เสียงของชนากานต์กับคุณหญิงรุจิราดังขึ้นพร้อมกันด้วยควา
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status