LOGINอุบัติเหตุครั้งนั้นพรากผู้เป็นพ่อของปภาวีไปตลอดกาล นักธุรกิจสาวต้องแบกรับความเจ็บปวดและความคับแค้นเอาไว้ในใจมาเนิ่นนาน และใช่เวลาหลายปีในการตามหาตัวผู้ก่อเหตุ แต่ก็ไม่เคยเจอหลักฐาน จนกระทั่ง พรีน ชนากานต์ เข้ามาทำงานในบ้านของเธอในฐานะ หลานสาวของคนรับใช้เก่าแก่ ความไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นทำให้พรีนถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดก็ทำให้ทั้งคู่รู้สึกดีต่อกัน และพัฒนาความสัมพันธ์จากเจ้านายลูกน้องไปเป็นคนรัก แต่ทว่า ความรักและความสุขที่มีให้กัน กลับต้องพังทลายลง เมื่อปภาวีเจอหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะนำเธอไปสู่ความจริงบางอย่าง เรื่องของหัวใจหลักจากนี้ไม่มีใครบอกได้เลยว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ...
View More“วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก”
“นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้” “เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ “รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะมีนัดอยู่ร่ำไป ถามทุกครั้งก็มักจะไม่ว่างไปเสียทุกครั้ง “คุณแม่ก็มีป้าน้อยเป็นเพื่อนแล้วไงคะ” “มันไม่เหมือนกัน” “ไว้เดี๋ยววันหลังก็แล้วกันนะคะ ภัคสัญญาว่าจะอยู่กับคุณแม่ทั้งวันเลย” “ก็พูดแบบนี้ตลอด ทำอะไรอย่าคิดว่าแม่ไม่รู้” คุณหญิงรุจิราพูดออกมาอย่างรู้ทัน วางหนังสือพิมพ์ในมือลง ก่อนจะยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่งส่งให้กับลูกสาว “อะไรคะ” ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนยื่นมือรับซองกระดาษมาด้วยอาด้วยอาการงุนงง “เปิดดูสิ” ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสีหน้าที่ยังสงสัยแฝงความไม่พอใจไว้เล็กน้อยๅ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วแตะลงบนขอบซองและแกะออกตามคำสั่ง ทันทีที่ดวงตาทั้งสองสบกับสิ่งที่อยู่ภายใน ความเคลือบแคลงใจที่มีในตอนแรกพลันสลายหายไปในพริบตา “คุณแม่ไปเอารูปพวกมาจากไหน?” ภัคเอ่ยถามเสียงเบาลง ขณะปลายนิ้วเรียวค่อย ๆ พลิกดูภาพถ่ายสองสามใบอย่างไม่รีบร้อน ทันทีที่ภาพกระทบสายก็ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาตรงหน้าอย่างเก่า คิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อยราวกับเรื่องตรงหน้านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากพอจะทำให้เธอหวั่นไหว “เอามาจากไหนมันไม่สำคัญหรอกภัค มันสำคัญก็ตรงที่ว่าเมื่อไหร่แกจะเลิกทำตัวอย่างนี้สักทีแค่นั้นแหละ” “แบบนี้คือแบบไหนคะ”คำถามของเธอฟังดูธรรมดา แต่ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นไปอีกเท่าตัว “อย่าทำเป็นไม่รู้” คุณหญิงสวนกลับทันที สายตาคมจับจ้องลูกสาวแน่น “แม่ไม่ได้พูดเล่นนะภัค ภัครู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ถูกต้อง” ความผิดหวังค่อย ๆ ชัดขึ้นในน้ำเสียงของผู้เป็นแม่ เธอมองคนตรงหน้าอย่างพยายามทำความเข้าใจว่าเด็กที่เคยเชื่อฟังและอ่อนโยน เติบโตมาเป็นคนที่เฉยชาได้อย่างไร ภัคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาเรียบ ๆ “อะไรคือไม่ถูกต้องคะ ผู้หญิงพวกนั้นเขาขายบริการ ภัคก็แค่จ่ายเงินซื้อบริการ มันเป็นความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน” “ภัค!” เสียงเรียกดังขึ้นอย่างเหลืออด คุณหญิงจ้องลูกสาวเขม็ง ความโกรธปะปนกับความเสียใจอย่างปิดไม่มิด เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงยังเถียง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ทำมันไม่เหมาะสม แต่เจ้าตัวกลับพยายามหาคำอธิบายมารองรับราวกับมันเป็นเรื่องปกติ “ก็มันจริงนี่คะ แล้วอีกอย่างภัคก็จ่ายเงินครบทุกบาททุกสตางค์แล้วก็ทุกครั้งที่ใช้บริการด้วย อ้อ! หรือบางทีภัคก็ให้เพิ่มนะคะคุณแม่ ถ้าพวกเธอบริการถูกใจ” “หยุดพูดอะไรน่าเกลียด ๆ เดี๋ยวนี้เลยนะรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา!” “รู้ค่ะ แต่สิ่งที่ภัคทำมันก็ไม่ได้ไปทำร้ายใครนี่คะ ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น แล้วอีกอย่างภัคเองก็ไม่ได้มีใคร ผู้หญิงพวกนั้นต่างก็เข้าหาภัคเพราะเงิน ต่างคนต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ เสร็จกิจก็แยกย้าย” ปภาวีพูดจบก็เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังอธิบายเรื่องธุรกิจทั่วไปมากกว่าจะเป็นประเด็นศีลธรรม การจ่ายเงินแลกกับความพอใจไม่ใช่เรื่องผิด ในเมื่อเธอเองไม่ได้มีพันธะผูกพันกับใครและไม่ได้หลอกลวงใครให้คาดหวังเกินจริง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยเจอใครที่เข้ามาเพราะตัวตนของเธอจริง ๆ เลยสักคน ส่วนใหญ่ล้วนเข้ามาพร้อมสายตาที่จับจ้องทรัพย์สิน ชื่อเสียงมากกว่าหัวใจและความรู้สึก เพราะแบบนั้นการมีข้อตกลงที่ชัดเจน การแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาจึงดูยุติธรรมที่สุดในสายตาของเธอ “ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้นก็ได้นะ ลองปรับมุมมองของตัวเองใหม่บ้าง แม่เชื่อว่าสักวันภัคจะเจอคนที่รักเราจริง ๆ ไม่ใช่รักเพราะเงิน” น้ำเสียงของคุณหญิงรุจิราอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ลึก ๆ เธอจะรู้ว่าสิ่งที่ลูกพูดมาก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็นเหมือนกันไปหมด คนดี ๆ ยังมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่เดินเข้ามาในชีวิตลูกสาวของเธอเท่านั้นเอง และในฐานะแม่ เธอยังอยากเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ใครสักคนจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในใจของลูกได้ “คุณแม่ยังเชื่ออีกเหรอคะว่าผู้หญิงดี ๆ แบบนั้นมีอยู่จริง” ยกยิ้มบาง ๆ คล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ก็เพราะภัคคิดแบบนี้ไง” คุณหญิงถอนหายใจ “หัดมองโลกในแง่ดีบ้าง ไม่ใช่ตั้งกำแพงใส่ทุกคนแบบนี้” “ก็มันจริงนี่คะ” “แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย” คำตอบสั้น ๆ ของภัคทำให้คุณหญิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “แม่ละเหนื่อยใจจริง ๆ เลย” คราวนี้ไม่มีความโกรธหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียง มีเพียงความอ่อนแรงจากการพยายามอธิบายในสิ่งที่ลูกสาวไม่เคยเปิดใจรับฟัง คำสอนทุกคำเหมือนลอยผ่านไปโดยไม่เคยถูกเก็บไว้คิดทบทวนเลยสักครั้ง บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียด จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากทางหน้าประตู “ขออนุญาตค่ะคุณหญิง คุณหนู” ทั้งสองหันไปพร้อมกัน ร่างเล็กของน้อยยืนอยู่ตรงธรณีประตู สีหน้าลังเลคล้ายไม่แน่ใจว่าควรเข้ามาในจังหวะนี้หรือไม่ “มีอะไรหรือเปล่าน้อย?” คุณหญิงถาม น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สายตาที่มองไปยังแม่บ้านเก่าแก่ของบ้านเต็มไปด้วยความเอ็นดู น้อยทำงานอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ผ่านทั้งช่วงเวลาสุขและทุกข์ของครอบครัวธาดาวรโชติมาด้วยกัน ความซื่อสัตย์และความทุ่มเทของเธอทำให้ทุกคนในบ้านให้ความเคารพ ไม่ใช่แค่ในฐานะลูกจ้าง แต่เหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง น้อยเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “เอ่อ คือว่า ... คือว่าน้อยอยากจะมาขอความกรุณาจากคุณหญิง สักเรื่องหนึ่งน่ะค่ะ” “น้อยบอกฉันมาได้เลยว่าน้อยจะให้ฉันช่วยเรื่องอะไร ไม่ต้องเกรงใจ” “คือว่าหลานสาวของน้อยเพิ่งมาจากต่างจังหวัดค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีที่พัก น้อยเลยอยากจะขออนุญาตให้เขาพักกับน้อยที่นี่สักคืน พรุ่งนี้เช้าน้อยจะรีบพาเขาไปหาห้องเช่าเองค่ะ” คำพูดสุดท้ายออกมาเร็วเล็กน้อย คล้ายกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ คุณหญิงนิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ“คืออะไรคะพี่รัน มีอะไรปิดบังพรีนอยู่หรือเปล่า”“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร จริงไหมคุณ”“จริงครับจริง”ภาสกรจำต้องฝืนยิ้มรับ พลางพยักหน้าประกอบคำพูดของแฟนสาว ทั้งที่ในใจแทบอยากหลุดหัวเราะกับท่าทีพิรุธของพวกตัวเอง“จริงครับ พี่รันเขาแค่ เอ่อ ยังไม่รู้จะอธิบายยังไงดี”ชนากานต์หรี่ตามองทั้งสองคนอย่างจับพิรุธดวงตากลมใสไล่มองจากใบหน้าพี่สาวไปยังภาสกรสลับกันไปมา ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่“พวกพี่แปลก ๆ นะคะ”“แปลกตรงไหน ไม่มี๊” รติมารีบตอบเสียงสูงเกินปกติ จนภาสกรต้องรีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างปลง ๆ“ก็วันนี้แดดมันร้อนน่ะครับ ทุกคนเลยดูตื่น ๆ กันหน่อย”คำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย ชนากานต์ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม“พี่ต้นโกหกไม่เก่งเลยนะคะ”“อ้าว”ภาสกรถึงกับไปไม่เป็น รติมาเห็นดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“เอาเป็นว่าพรีนไปล้างมือเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม เดี๋ยววันนี้พี่มีเซอร์ไพรส์”“เซอร์ไพรส์อะไรคะ”“บอกแล้วจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง”ชนากานต์ยังคงมองทั้งคู่ด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเบา ๆ“ก็ได้ค่ะ”เธอลุกจากเก้าอี้ ก่อนวางกรรไกรตัดกิ่งไม้ลงบนโต๊ะ แล้วเดินกลับเ
หลังจากมื้อค่ำผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้มบทสนทนาของผู้ใหญ่ไหลเรื่อยตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกหยิบขึ้นมาเล่าอย่างออกรส จนหลายครั้งเสียงหัวเราะก็ดังลั่นไปทั่วห้องรับแขกกระทั่งเวลาล่วงเข้าสี่ทุ่มชินพัฒน์ที่นั่งฟังทุกคนคุยกันเงียบ ๆ มาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก“ผมมีเรื่องอยากขอร้องทุกคนครับ”ประโยคนั้นทำให้ทุกสายตาหันมามอง เขาหันไปสบตานิลเนตร ก่อนยิ้มบาง“ผมอยากกลับเชียงใหม่พรุ่งนี้เลย ได้รึเปล่าคะรับ”ปภาวีที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นจิบชะงักเล็กน้อย“ได้สิคะคุณพ่อ ภัคก็อยากเซอร์ไพรส์น้องพรีนจะแย่อยู่แล้ว”“ขอบคุณที่รักลูกสาวพ่อนะภัค ขอบคุณที่ให้โอกาสขอบคุณจริง ๆ ลูก ไม่รู่ว่าป๋านนี้เด็กคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อมารักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ สงสัยคงยังคิดว่าพ่อนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเชียงใหม่เหมือนเดิม”“น้องพรีนยังไม่รู้ค่ะคุณพ่อ คุณแม่ เพราะอยากเก็บเป็นความลับไว้เซอร์ไพรส์”“ดีเลยภัค พ่ออยากไปยืนอยู่ตรงหน้า แล้วบอกเขาด้วยตัวเองว่าพ่อหายแล้ว”“เห็นด้วยค่ะ”นิลเนตรพยักหน้ารับ พลางยิ้มทั้งน้ำตาส่วนคุณหญิงรุจิราที่นั
ช่วงหัวค่ำแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลกลางโถงใหญ่ส่องประกายอบอุ่นไปทั่วคฤหาสน์ บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงข้าวของกระทบกันเบา ๆ จากห้องอาหารด้านในป้าน้อยกำลังช่วยแม่บ้านจัดโต๊ะมื้อค่ำอย่างขะมักเขม้น ขณะที่คุณหญิงนั่งรออยู่ในห้องรับแขก พลางเหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะ“นี่ก็ได้เวลาแล้วนะ ทำไมภัคยังไม่กลับอีก”“คงใกล้ถึงแล้วล่ะค่ะคุณหญิง”ยังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงเครื่องยนต์รถก็ดังแว่วมาจากหน้าคฤหาสน์ป้าน้อยชะเง้อมองทันที ก่อนจะรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน“เดี๋ยวน้อยออกไปรับเองค่ะ”หญิงวัยกลางคนก้าวเร็ว ๆ ไปยังประตูใหญ่ ก่อนเปิดออกกว้างด้วยรอยยิ้มต้อนรับตามปกติแต่ทันทีที่เห็นคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านรอยยิ้มนั้นก็หยุดค้างดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที“พัฒน์?”เสียงเรียกสั่นพร่าแทบไม่เชื่อตัวเองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างนิลเนตรเงยหน้ามอง ก่อนรอยยิ้มอบอุ่นจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่น้อย”เพียงได้ยินคำเรียกนั้น น้ำตาของป้าน้อยก็เอ่อคลอในทันที“โอ๊ย พัฒน์จริง ๆ ด้วย”เธอรีบก้าวเข้าไปหา ก่อนเอื้อมมือไปแตะแขนอีกฝ่ายราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเลือนหายไป“หายแล้วเหรอ มองเห็นแล้วจริง ๆ เหรอ”“ครับพี่น้อ
มันเหนือความคาดหมายไปไกลกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ จากเด็กชายตัวอ้วนผิวคล้ำที่เคยวิ่งตามหลังเธอต้อย ๆ ในวัยเด็ก เด็กที่ดูไม่ค่อยสนใจการเรียน ใครจะไปคิดว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในวันนี้ปภาวีกะพริบตาช้า ๆ คล้ายเรียกสติกลับคืน ก่อนจะเอ่ยถามออกไปในที่สุด“นายเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลนี้เหรอ”“ครับ”“แล้วทำไมนายถึงได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้นแล้วยังตรวจไข้ให้พรีนอีกด้วยอ่ะ”“ผมไปหาคุณพ่อครับ คุณพ่อผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้น” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเสริมอย่างสุภาพ “แล้ววันที่พี่เห็นผม ผมไม่ได้เป็นคนตรวจไข้หรอกนะครับ รวมถึงเคสของน้องพรีนด้วย”“เดี๋ยวนะ ฉันงงหมดแล้ว นายหมายความว่ายังไง”“วันนั้นที่น้องพรีนเข้าโรงพยาบาล หมออีกท่านเป็นคนเจ้าของไข้ แต่พอดีตอนนั้นท่านติดเคสด่วนกะทันหัน ผมเลยอาสามาแจ้งแทนเท่านั้นเองครับ”เขาอธิบายเหตุการณ์วันนั้นด้วยความใจเย็น จริง ๆ แล้วเขาเพียงไปหาพ่อตามปกติอย่างเช่นทุกวัน ซึ่งวันนั้นบังเอิญว่าเขามีธุระสำคัญที่จะต้องคุยกับนายแพทย์คนหนึ่งจึงทำให้กลับช้ากว่าปกติ ในขณะที่เขากับแพทย์รุ่นพี่กำลังคุยกันอยู่ท
19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดว
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชาย
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อ