تسجيل الدخولชาติก่อนบอดี้การ์ดตายเพราะโรคระบาด แต่เขากลับทะลุมาอยู่ร่างลูกชายตัวละครลับในนิยาย ‘นักล่าสาปบาป’ ไปๆ มาๆ ก็เจอกับพระเอก หรือฮันเตอร์หนุ่มผู้ได้ฉายาว่า ‘นักล่าเสพติดภูต’ ความรักเป็นไงไม่ทราบ แต่ความปากแข็งกวนส้นพระเอกน่ะรับประกันว่าไม่สมควรอายุยืนเลยสักนิด! ไม่ต้องห่วง ผมจะโชว์เหนือให้ไอ้หมอนี้หน้าหงายเอง!
عرض المزيدเดิมทีโลกใบนี้มีสัตว์อยู่สองประเภท อันได้แก่ สัตว์นักล่าและเหยื่ออย่างสัตว์กินพืช หลายครั้งมนุษย์อาจคิดทะนงว่าตนคือ ‘นักล่า’ ที่เป็นที่สุดเหนือกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกทั้งใบ เพราะมีอารยธรรมกับความฉลาดที่ส่งต่อกันมา มันก็ใช่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่
เพราะในบางครั้งมนุษย์กลับเป็นแค่ ‘เหยื่อ’ ที่รู้จักวิธีปกป้องตัวเองเท่านั้น ไม่ได้วิเศษวิโสและไม่ได้ต่ำต้อย
แต่กับมนุษย์บางคนที่ผ่านการต่อสู้มานาน
วันหนึ่งก็ก้าวข้ามเป็น ‘นักล่าฉกาจ’ ได้เช่นกัน
“เดิมพัน 50 กิลครับ”
ชายหนุ่มในเครื่องแบบฮันเตอร์นามว่า ‘บิทเทอ โลฮาส’ นั่งตรงข้ามหญิงวัยกลางคน ภายในห้องกว้างที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟข้างโต๊ะกับเชิงเทียน ตั้งตามมุมต่างๆ ความสว่างเหล่านั้นสร้างบรรยากาศอบอุ่น แต่ขณะเดียวกันเงามืดก็ทำให้บางจุดแลดูน่ากลัว
ท่ามกลางพื้นที่อบอวลกลิ่นอายสงบยามดึกนี้ ปรากฏเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสทอดมองรอรับคำตอบจากคู่สนทนา
“เดิมพันสูงเหมือนเดิมเลย ไม่กลัวตายเหรอ?”
เสียงโทนต่ำตอบกลับพลางหัวเราะในลำคอ หญิงคนนี้คือ ‘ยานรัม ฮิลล์’ ทำหน้าที่บันทึกภารกิจฮันเตอร์ที่เข้ามารับงานต่างๆ ทางด้านบิทเทอได้ยินเช่นนั้น พลันเสสายตามองหน้าต่างบานกว้างด้วยท่าทีเฉยเมย จากนั้นตอบเสียงเฉื่อยหน่าย
“ไม่กลัว”
“ปล่อยวางเรื่องล่าฆ่าฟันไม่ได้เลยล่ะสิ”
“คงอย่างงั้นครับ”
ในสายตาที่มองออกนอกหน้าต่างนั้น มีสิ่งหนึ่งกำลังปรากฏ นั่นคือความต้องการชายคนนี้ที่มักโหยหามันเสมอ โหยหาเสียจนบางครั้งก็แอบพิกลใจตนเอง
“ยังหนุ่มยังแน่นอย่างนายเนี่ย ถึงไม่ตายง่ายๆ ก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”
เธอยิ้มกว้างพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะชอบใจเบา ในฐานะผู้รับรู้กิจวัตร ฮันเตอร์คนนี้เป็นอย่างดี จึงไม่ยากที่จะเดาออกว่าเขาคิดจะทำอะไรต่อไป บิทเทอยกมุมปากส่งให้ในช่วงเวลาสั้นๆ อาจเป็นเพราะอำนาจแสงที่ไม่มากพอ ทำให้ยานรัมไม่เห็นชัดว่าเขาเผยรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกแบบไหน
“งั้นขอตัวก่อน”
ร่างโปร่งในชุดดำไม่คอยท่า กล่าวลาคนตรงหน้าหวังดำเนิน ‘กิจวัตร’ ต่อ
“โชคดีล่ะ คุณฮันเตอร์”
เธออวยพรพร้อมเท้าคางส่งยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง จนเมื่อเขาก้าวออกจากสำนักงานก็ตรงไปยังอีกสถานที่หนึ่งทันที โดยตั้งเป้าหมายยึดมั่นเอาไว้ในอก เท้าย่างเดินบนพื้นอิฐผ่านบ้านเมืองที่มีแสงเพลิงส่องจากเสาไฟข้างทาง หรือไม่ก็จำพวกตะเกียงห้อยตามหน้าบ้านเป็นหย่อมๆ
มีสิ่งหนึ่งที่เขาตามหามาตลอด แต่เขาก็อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร เขาไม่เคยคิดจะล้มเลิกแม้ไม่เข้าใจการกระทำตน กลับรู้สึกกระชุ่มกระชวยทุกครั้งที่เห็นความตายอยู่ตรงหน้า ราวกับว่าบางสิ่งทำให้หัวใจอบอุ่นอีกครั้ง เหมือนมันกำลังกลับมา
แต่สุดท้ายมันก็อยู่ได้ไม่นาน
อยากมาก อยากได้อีก
ขอมันได้ไหม? ขอเข่นฆ่าเดรัจฉานพวกนั้น
ใบหน้าคมคายผิวขาวกระจ่าง ดวงตาสีฟ้ามองตรงไปตามทางเดินแคบ เส้นผมบลอนด์ขาวสั่นไหวตามแรงลมพัดผ่าน จากสีหน้าเรียบนิ่งยากจะคาดเดาก็ผันเปลี่ยนไป มุมปากปรากฏรอยยิ้มอ่อนหลังจากที่ครุ่นคิดในหัวตัวเองมานานพักใหญ่
“ขอให้ครั้งนี้ไม่น่าผิดหวังแล้วกัน”
‘ทำไมฉันต้องมาตามคนหัวแข็งนั่นเวล่ำเวลาแบบนี้ด้วยเนี่ย~’
ชายร่างสูงผมยาวดำผู้เป็นเจ้าของความคิดเดินไปตามซอยเปลี่ยว เพราะด้วยเวลาที่เข้าสู่ยามวิกาลจึงมีชาวเมืองไม่กี่คนสัญจรผ่าน เขาชะงักฝีเท้าก่อนเปลี่ยนทางกะทันหัน แต่ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงบางอย่างเล็ดลอดเข้าโสตประสาท ด้วยความสงสัยจึงเลี้ยวเดินเข้าไปในตรอกเล็กระหว่างซอยทันที
‘เสียงร้อง?’
ในใจของเขามีเพียงคำถามหนึ่งเดียว สายตายังคงมองตามทางด้านหน้าอย่างสงสัย มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเพราะอากาศที่หนาวเย็น ดวงตาหรี่เพ่งมองผนวกกับคิ้วเรียวเริ่มขมวดเป็นปม
ฉึก ...แผละ
เพียงแค่เสียงก็ทำใจร่วงไปถึงตาตุ่มได้ เหมือนบางอย่างกำลังต่อสู้ตรงหัวมุมตรอกอย่างหิวกระหาย สองเท้าหยุดลงที่ทางแยก สายตามองไปยังกำแพงเบื้องหน้ามีเงาไหววูบไปมา ไม่นานร่างสูงก็เลือกจะเบียดตัวเองขนาบกลืนไปกับกำแพงเพื่อชำเลืองมองสถานการณ์อยู่ห่างๆ แทน
สิ่งแรกที่แสดงตรงหน้าคือชายสวมชุดดำคลุมยาวถึงเข่าพุ่งโจมตีบางอย่างไม่ปรานี มือขวาถือครองดาบยาวตวัดหวดฟาดฟันต่อเนื่อง เสียงโลหะคมปะทะกันพักหนึ่ง ก่อนฮันเตอร์หนุ่มจะปัดป้องอาวุธศัตรูตัวสูงผิดธรรมชาติ พอได้จังหวะก็กะซวกกลางท้องงัดขึ้นจนโลหิตทะลักมหาศาล
‘เห็นกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่าหมอนี่มันบ้าเลือดชะมัด’
‘แต่…ช่างเถอะ นั่นก็เป็นนิสัยที่ฉันสนใจด้วยสิ~’
ครั้นศัตรูสิ้นฤทธิ์จึงดึงดาบออก ร่างสัตว์ประหลาดแทบไม่ต่างจากมนุษย์ล้มลงไปกองกับพื้นอิฐ ไม่นานโลหิตก็ไหลนองเป็นแอ่งกว้างส่งกลิ่นเน่า โดยคนสังหารคือ บิทเทอ โลฮาส
“ไม่เมื่อยรึไง”
เสียงเข้มของฮันเตอร์หนุ่มกล่าวถาม ในขณะที่ดวงตาสีฟ้าเรียวชำเลืองชมเชยผลงานตน
“มองตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่เมื่อยรึไง แกน่ะ...”
ชายผมยาวดำที่แอบลอบมองอยู่สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายซึ่งเพิ่งต่อสู้เสร็จกลับรับรู้ตัวตนเขาได้เร็วจนน่าประหลาด “แสดงตัออกมา” โทนเสียงเยือกเย็นนั้นทำเอาคนถูกจับได้แอบใจหวิว เพราะดูจากสภาพแล้วก็อดกังวลไม่ได้ว่าคนที่เพิ่งจัดการสัตว์ประหลาดจะหันมาเชือดเขาทิ้งด้วยไหมหนอ
“...”
เขาก้าวออกมาจากมุมกำแพงช้าๆ มือทั้งสองดึงออกจากกระเป๋าเสื้อ ยกขึ้นไพล่ไว้หลังศีรษะ ท่าทางปราศจากความยำเกรง รวมถึงใบหน้ายังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม
‘ตื่นเต้นชะมัด โดนจับได้แล้ววุ้ย~’
“มีเหตุอะไรที่มายุ่มย่ามย่านนี้”
ฮันเตอร์กล่าวพลางเลื่อนสายตามองชายนิ่งเงียบ “คุณใช่ไหม?” ก่อนอีกฝ่ายจะเริ่มปริปากพูดพร้อมทั้งรอยยิ้มแฝงเล่ห์เหลี่ยม
“?”
บิทเทอขานในลำคออย่างสงสัย ยิ่งเห็นอีกฝ่ายพึงพอใจต่อปฏิกิริยาเขาแล้ว ฮันเตอร์กลับยิ่งสงสัยกว่าเก่าในการมีตัวตนของชายแปลกหน้าคนนี้ “นักล่าเสพติดภูต” ฉายาเจ้าของผมบลอนด์ขาวถูกเอ่ยออกมา เขายังคงท่าทีเรียบนิ่งก่อนจะหรี่ตามองพร้อมคาดคั้นคนตรงหน้า
“แกเป็นใคร”
ในทีแรกนักล่าแสนดุดันอาบกลิ่นคาวเลือดแลดูไม่สนใจเขาเท่าไรนัก แต่ตอนนี้สายตาสีฟ้าคู่นั้นไม่อาจละจากหนุ่มผมยาวดำคนนี้ได้เลย ไหนจะรอยยิ้มที่แม้มีเสน่ห์สำหรับใครทั้งหลาย แต่ในสายตานักล่าอย่างเขาแล้ว มันคือคนปลิ้นปล้อนไม่น่าไว้ใจแม้แต่น้อย
‘ชักตื่นเต้นแล้วสิ~’
ชายผมยาวคิดแล้วเอ่ยต่อ “นักล่าชื่อดังอย่างคุณ ทำไมผมจะไม่รู้จักล่ะ”
“ต้องการอะไร”
“คุณก็รู้ว่าผมต้องการอะไร จำไม่ได้เหรอ? เราเพิ่งจะเจอกันเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนะ” ฮันเตอร์ชายเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้วเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาถอนหายใจพร้อมหันหลังเดินออกไปอย่างไม่แยแส คนยกมือไพล่ไว้หลังหัวมองเก้อแล้วเรียกไว้ทันที
“เดี๋ยวสิ!”
“อะไรอีก ถ้าไม่มีธุระก็อย่ามาเซ้าซี้”
“จำฉันไม่ได้จริงเหรอ?”
“จำอะไร? ฉันไม่เคยรู้จักคนแบบนาย”
‘ไอ้เวรนี้ ยังจะมาเป็นไม่รู้ไม่ชี้หน้าตาเฉยอีก’
“อา...ช่างเถอะ” ชายหนุ่มผมยาวดำลดมือลงจัดการตัดบทซะเอง นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องมองคนเป็นฮันเตอร์อย่างมีเลศนัย แต่เมื่อบิทเทอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล่าวอะไรต่อก็หันหลังเดินออกห่างไปเช่นเดิม
‘ก็พอรู้หรอกว่าไอ้เวรนี่กะเมินฉันลูกเดียว แต่แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? ถึงขั้นทำเป็นไม่เคยเห็นหน้ากันเลยเนี่ยนะ แม่ง...กวนใจชะมัด’
“เฮ้!”
บิทเทอเดินออกไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกเรียกไว้อีกครั้ง ฮันเตอร์หนุ่มพรูลมหายใจก่อนเหลียวกลับไปมอง ก็เห็นอีกคนยืนส่งยิ้มค้างพร้อมกับชูนิ้วกลางให้อย่างโจ่งแจ้ง
‘พระเอกก็พระเอกเถอะ! ช่วยกวนตีนให้มันน้อยๆ หน่อยดิ๊!’
“...”“...”กลางป่าดาร์กเฮดจ์เวลาเกือบเที่ยง ปรากฏชายหนุ่มสองคนซึ่งมีรูปพรรณสัณฐานเหมือนกันโดยส่วนใหญ่ แต่นอกเหนือจากนั้นรอบดวงตาซ้ายทั้งคู่ยังแดงก่ำไม่ต่างกัน เป็นเพราะว่าระหว่างเดินเล่นคุยเรื่องจริงจัง ไม่รู้ว่าทำอีท่าไหนถึงได้กลายเป็นการระบายทั้งน้ำตาทุกอย่างจบลงเมื่ออารมณ์คั่งค้างหายไป น้ำตามันก็ไม่ไหลออกมาอีก พวกเขานั่งบนพื้นหญ้าเตี้ยใต้ต้นไม้นิ่งๆ แหงนหน้าเหม่อมองวิวทิวทัศน์คนละทางปราศจากการสนทนาใดๆ‘น่าขายหน้าฉิบหายเลย’‘ไม่อยากจะเชื่อ…. นี่ผมกับไซอาร์นั่งร้องไห้ด้วยกันเป็นสิบนาที… ไม่สิ อาจจะเรียกชั่วโมงเลยก็ได้ นอกจากร้องไห้ต่อหน้าคุณพระเอก ก็ไม่ค่อยร้องไห้ต่อหน้าใครเลย แต่ดันมาเป็นกับหมอนี่อีก รู้จักกันก็ไม่นานแถมไม่สนิทด้วย อา…ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกที่ราทิลร้องไห้ต่อหน้าผมแล้วล่ะ’‘น่าอดสูชะมัด’“น่าอายจังเลยนะครับ”“เฮือก! …ฮะ?”คาเลนถึงกับสะดุ้งโหยงหลังได้
ฟู่ว…สายลมเย็นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านป่าดาร์กเฮดจ์ยามสายวัน พลันให้เส้นผมยาวดำของร่างสูงปลิวไหว ไซอาร์ทอดนัยน์ตาสีทองมองท้องฟ้าขมุกขมัว ก่อนเวลาชมวิวจะถูกขัดลงโดยบุคคลที่หน้าตาละม้ายคล้ายตน เขาเบือนหันไปมองคาเลนซึ่งเดินเข้ามาหาบริเวณหน้าบ้าน“คุณมิค…” ไซอาร์แปลกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบาง “มีอะไรให้ช่วยเหรอครับ?”‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ จะพ่อหรือลูกก็ยิ้มออกมาซะพิมพ์เดียวกันเลย แต่ที่ต่างอย่างหนึ่งคงเป็นเพราะคาเบิลดูขี้โวยวายกว่าละมั้ง?’คาเลนพินิจอีกฝ่ายได้สักพักก็เข้าประเด็น“มีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ”“ครับ เชิญเลย”“แต่ก่อนอื่นอย่าเรียกชื่อนั้นสิ”“ให้ผมเรียกว่า ‘คุณคาเลน’ เอาไหมครับ”คนโดนถามชะงักฝีเท้าพร้อมหันไปมองลาสต์บอส เขารู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ผิดอะไร แต่การต้องเปลี่ยนมาเรียกแฝด (?) ด้วยชื่อเก่าตัวเอง มันไม่รู้สึกพิลึกพิลั่นไปหน่อยเหรอ? “นายไม่รู้สึกแปลกงั้นเหรอ” คราวนี้เป็นอีกคนที่เลิกคิ้วงงบ้าง“ครับ?”“ก็ที่ต้องมาเรียกชื่อตัวเองแบบนี้น่ะสิ”คาเลนว่
“คาเลน~ ในที่สุดนายก็ลุกจากเตียงสักที~”“นั่นสิ ฉันเป็นห่วงแกนะ เจ้าขนยาว” นั่มนั่มเสริม“เห็นไหม~ ขนาดนั่มนั่มยังเป็นห่วงนายเลย”ขณะคาเลนนั่งเอื่อยเฉื่อยบนเก้ากว้างกลางบ้าน ระหว่างนั้นหูก็ได้ยินแต่เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากร็อตไวเลอร์พูดได้และสาวเจ้าแก่นคนนี้ ทั้งสองเอาแต่มาวนเวียนรอบตัวเขา ดูท่าคงดีอกดีใจไม่น้อยที่ชายหนุ่มหายจากอาการสาหัสเสียที แม้ว่าตาขวายังรักษาไม่หายก็ตาม“พวกเธอนี่มันวุ่นวายจริงๆ เล้ย~ ไอ้หมายักษ์กับยัยบ๊อง~”คาเลนว่าแล้วยื่นมือไปลูบหลังร็อตไวเลอร์ที่เอาตัวถูออดอ้อนหน้าแข้งเขา พลางเอื้อมมืออีกข้างไปยีหัวเบนจามินอย่างนึกระอา ถึงจะประหลาดใจแต่ก็หายกังวลที่เห็นหญิงสาวบุคลิกไม่ผิดแผกไป เพราะก่อนหน้าเธอวางตัวซะสุขุมจนเขาแอบฉงน พอเห็นเป็นเหมือนเดิมจึงโล่งอกไป‘ดีแล้วที่ยัยบ๊องยังเป็นยัยบ๊องเหมือนเดิม’รอยยิ้มเผยออกมาไม่นานกลับต้องหายวับ หลังความคิดอื่นๆ เริ่มทำงานนึกความเป็นไปได้ของสถานการณ์ปัจจุบัน‘นี่ก็วันที่
หลังฟังความจากปากไซอาร์ รานนามิด และเบนจามินพักใหญ่ จึงได้รู้เรื่องราวเพิ่มเติมอีกมากพอสมควร ชายผมยาวดำนั่งปลายเตียงในห้องคนเดียว ตอนนี้สามคนนั้นออกไปหมดเพราะเขาขอใช้เวลากับตัวเองเพื่อทบทวนข้อมูลที่เพิ่งได้มาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อหาเต็มๆ นิยายนักล่าสาปบาป เรื่องศาสนาเทเนบริสที่หนุนหลังประเทศเอนมานชุส ไหนจะเรื่องที่เขากับบิทเทอเป็นศิลาอีก คาเลนเชื่อในข้อมูลใหม่พวกนี้ที่มีมากพอควร และนั่นมันแอบทำเขากลัวที่จะเดินหน้าต่อไม่น้อย“เฮ้อ…แม่งเอ๊ย”ชายหนุ่มพรูลมหายใจพร้อมกับก้มหน้ามองพื้นอย่างอดสู อันที่จริงมีอีกหลายอย่างที่ไซอาร์อยากเล่าให้เขาฟัง แต่เหมือนอีกฝ่ายจะมองออกว่าคาเลนไม่พร้อมรับข้อมูลไปมากกว่านี้ จึงเลือกให้เวลากับชายต่างโลกที่อยู่ในร่างตนเองไปก่อน‘ถ้าทุกๆ อย่างเป็นไปตามที่พวกนั้นว่ามาจริง หมายความว่าชีวิตผมกับบิทเทอแขวนอยู่บนเส้นด้าย เรามีสิทธิ์จะกลายเป็นศิลาคำสาปตลอด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหลือเวลาอีกเท่าไหร่? มันจะส่งผลอะไรกับร่างกายบ้าง? แล้ว…ผมหรือบิทเทอจะยังเป็นคนอยู่ไหม ถ้ากลายเป็นแบบนั้น?
แฮ่กๆราวินหอบพร้อมกับอ้าปากกอบลมหายใจเข้าออกถี่ สายตาเหลือบมองกลับไปด้านหลังไม่เห็นว่าคาเลนตามมาแล้ว คาดเดาไว้มาบิทเทอคงหยุดเจ้านายตนเอาไว้ได้ทันตามแผนที่วางไว้ อัศวินมุ่งอ้อมกลับเข้ามายังแม่น้ำเทลรินอย่างเดิมนัยน์ตาสีมรกตกวาดมองไปทั่ว สำรวจหาอาวุธของคาเลนซึ่งทำหล่นไ
ทั้งสามคนเข้าป่าขนัดด้วยต้นไม้ใหญ่สูงบดบังแสงอาทิตย์และวิวท้องฟ้า ตลอดการเดินทางไม่มีอะไรผิดแผกมากมาย เห็นพวกสัตว์ป่าเดินผ่านไปมาเป็นครั้งคราวจนชินตา ซึ่งถ้าไม่จำเป็นพวกเขานั้นก็ไม่คิดจะยุ่งกับพวกมัน เพราะด้วยอาวุธและทรัพยากรที่จำกัด การหวังจัดการพวกมันท่าเดียวคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
เฮ้อ~คาเลนซึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียงถอนหายใจยาว สายตามองเพดานห้องอย่างว่างเปล่า อเนจอนาถใจราวกับว่าเขากำลังทำบางอย่างพลาดไป ใช่...เขาทำพลาด พลาดมากๆ ความพลาดอันเกิดมาจากความหิวตัวเองที่เกินพิกัดอีกด้วย ระหว่างปลงจิตก็เหลียวมองข้างเตียงพบเจ้าร็อตไวเลอร์ตัวใหญ่แลบลิ้นห้อยอยู่ข้าง
ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นรับรู้ได้ว่าร่างตนนั้นหนักอึ้งเหลือหลาย ภาพพร่าๆ ที่ทอดสายตามองตอนนี้คือเพดานห้องขาวหมอง ไม่นานทัศนวิสัยก็ปรับชัดครั้นกะพริบตาอีกครั้งสองครั้ง เขานอนนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะกลอกมองรอบๆ ตัว พบว่าราวินนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เขา“ฉันสลบไปเหรอ?”“ครับ”อั
![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)










