FAZER LOGIN“คนไข้บาดเจ็บแค่ที่ศีรษะครับ มีอาการปอดบวมเล็กน้อย ส่วนอื่นนอกจากแผลถลอกบนร่างกายภายนอกแล้วภายในก็ไม่ได้บอบช้ำ สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือน แต่ต้องรอดูอาการหลังจากฟื้นขึ้นมาอีกทีเพราะมีแผลที่ศีรษะครับ”
หลังฟังคำบอกจากหมอที่ตรวจร่างกายและรักษาผู้หญิงที่ตนพามาแล้วจามิกรก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะไม่บาดเจ็บส่วนไหนเลยนอกจากหัว จากนั้นก็ให้ปากคำกับตำรวจที่ทางโรงพยาบาลแจ้งเหตุไป ซึ่งในตัวหญิงสาวไม่มีสิ่งที่ระบุได้ว่าเป็นใครนั่นยิ่งน่าแปลก ราวเป็นการจงใจนำตัวมาทิ้งเอาไว้และน่าจะไม่นานก่อนที่เขาจะผ่านไป เพราะหากนานกว่านั้นด้วยสภาพอากาศที่ฝนตกหนักเธออาจจะไม่รอด โดยตำรวจจะมาอีกครั้งหลังจากหญิงสาวฟื้น
“นายจะกลับมาดูเธออีกไหมครับ”
“ไม่ล่ะ”
คนเป็นลูกน้องแปลกใจ เจ้าตัวกำลังขับรถจึงไม่อาจหันมองเจ้านายได้นานนัก ทว่าฟังจากน้ำเสียงก็ดูราวไม่ใส่ใจนักทั้งที่เป็นเรื่องควรใส่ใจ
“แต่นายไม่อยากรู้เหรอครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ใครทำร้ายเธอ อาจมีคนไม่หวังดีกับไร่เราไม่ใช่เหรอครับ”
จามิกรเงียบ คิ้วเขิ้มขมวด เขาออกมาหลังจากให้ปากคำกับตำรวจเสร็จ เพราะอย่างไรเสียก็คงช่วยอะไรไม่ได้ และเมื่อหญิงสาวฟื้นน่าจะบอกได้ว่าตนเองเป็นใคร ทางโรงพยาบาลก็สามารถติดต่อญาติได้ ในเมื่ออยู่ต่อไปไม่มีประโยชน์เขาจึงกลับ
“งานในไร่รอให้จัดการเยอะแยะ แกจะให้ฉันไปเสียเวลามาเฝ้าคนที่ไม่รู้จักทำไมวะไอ้เบิร์ด”
“แต่...”
“แกคิดว่าเธอจะบอกเราหรือไง เราเป็นใครก็ไม่รู้ จะไปถามเธอเรื่องนั้นได้ยังไง รอคุยกับตำรวจดีกว่า”
เบิร์ดเพิ่งเข้าใจก็ตอนนี้ เขาหันไปมองนายของตนตาโตอย่างทึ่งแวบหนึ่ง
“จริงด้วย ไอ้ผมก็ลืมไป เธออาจจะกลัวเราสองคนด้วยซ้ำ”
คนเป็นนายยกยิ้มมุมปาก นั่นสิ จะให้คุยกับผู้หญิงที่ไม่รู้จักกัน แถมอาจอยู่ในภาวะเครียดและตกใจกลัว เขาคิดว่าคุยกับตำรวจย่อมง่ายกว่า
ขุนเขาเขียวขจีโอบล้อมไร่องุ่นกว้างขวาง เหนือขึ้นไปกว่านั้นเมฆดำหนาทะมึนบ่งบอกว่าฝนกำลังตั้งเค้า จามิกรมองท้องฟ้าด้านบนขณะขับรถจากไร่กลับไปยังสำนักงาน เนื่องจากมีนัดสัมภาษณ์คนดูแลบัญชีคนใหม่
หลายวันมานี้ฝนตกบ่อยและหนักตามฤดูกาล ตอนนี้เขาให้เบิร์ดคุมคนงานตัดแต่งกิ่งขององุ่นที่งอกหลังจากฝนตกอยู่ แม้ผ่านช่วงพักตัวต้นองุ่นยังไม่ครบสองเดือน และการตัดแต่งก่อนกำหนดทำให้ผลผลิตน้อยลงทว่าก็จำเป็นเพราะกิ่งเล็กๆ ที่แตกออกใหม่จะใช้อาหารที่สะสมในต้นโดยไม่จำเป็น
และแล้วฝนก็ตกลงมาตามคาด เบิร์ดคงให้คนงานหยุดพักก่อน หลังจากนี้ภายในเจ็ดถึงสิบห้าวันเขาต้องใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงยอด ใบและดอกที่ออกมาใหม่ ต้องเพิ่มฮอร์โมนดูแลอย่างดีเพื่อผลผลิตที่ดีและได้คุณภาพ
ไร่ของเขามีทั้งองุ่นที่เก็บส่งขาย ผลิตไวน์ และส่วนที่ให้นักท่องเที่ยวเก็บเองได้ และมีพื้นที่รีสอร์ตให้เข้าพักสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนซึ่งมีจำนวนบ้านพักจำกัดอีกด้วย
ชายหนุ่มจอดรถ ไม่มีร่มทว่าก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา หากก็มีหมวกที่ตนใส่ทำงานในไร่ติดตัวแม้จะไม่ช่วยนักก็ตาม ร่างสูงใหญ่ลงจากรถโดยไม่สนใจใดๆ ก้าวยาวฝ่าฝนขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นของสำนักงาน แม้ใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีทว่าก็ทำให้เสื้อเปียกได้เพราะความหนาแน่นของเม็ดฝน
เขาตรงเข้าประตูสำนักงานแล้วก็เห็นว่าสาวิตผู้จัดการไร่นั่งรอพร้อมกับใครคนหนึ่งที่มุมรับแขกจึงหันไปมองตรงๆ แล้วก็ต้องคิ้วกระตุกกับร่างเล็กบอบบางที่ยืนขึ้นพร้อมสาวิต ทว่าเขาก็พูดขึ้นก่อนผู้จัดการของตน
“ขอผมเปลี่ยนเสื้อสักสิบนาทีนะสาวิต แล้วค่อยเข้าไป”
“ครับ”
หลังจากคนของตนรับปากจามิกรก็มุ่งตรงไปยังห้องทำงานขณะคิ้วเข้มขมวด
เธอคนนั้นที่เขาเคยช่วยไว้ มาสมัครงานที่ไร่ของเขา
เปลี่ยนเสื้อเรียบร้อยจามิกรก็นั่งครุ่นคิดอยู่หลังโต๊ะทำงานของตน เป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจกันแน่ที่ผู้หญิงคนนี้มาป้วนอยู่ที่ไร่ของเขา
หนึ่งเดือนผ่านไปนับตั้งแต่เขาพาเธอส่งโรงพยาบาล ชายหนุ่มคุยกับตำรวจได้ความว่าเธอไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร และจับตนเองมาเพื่อจุดประสงค์อะไร เพราะคนพวกนั้นไม่ได้ทำอะไรเธอนอกจากเอามาโยนทิ้ง แม้ช่วงแรกยังมีอาการมึนงงอยู่แต่เจ้าตัวก็บอกได้ว่าตนเองชื่ออะไรซึ่งเขาไม่ได้ถาม ด้วยความคิดตอนนั้นสงสัยว่าอาจมีคนต้องการทำให้ชื่อเสียงของไร่ฤทธากาจเสียหาย หญิงสาวน่าจะเป็นเพียงเหยื่อและเขาก็โชคดีที่ไปเจอเธอเข้าก่อนจะเสียชีวิต
จามิกรจึงคุยเรื่องนี้กับคุณจักรกฤษอาของตนซึ่งอีกฝ่ายก็คิดว่าอาจเป็นไปได้ เพราะหากไร่ฤทธากาจเกิดเรื่องไม่ดีจะเสียหายไปถึงท่านซึ่งเพิ่งลงสมัครส.ส.ปีนี้เป็นปีแรก ปัญหาน้อยนิดก็มีสิทธิ์สั่นคลอนความน่าเชื่อถือลงได้
เสียงเคาะประตูดังขึ้นชายหนุ่มก็เอ่ยอนุญาต แล้วสาวิตจึงก้าวเข้ามาพร้อมเอกสารในมือตามด้วยร่างเล็กของหญิงสาว ผู้จัดการของเขาส่งเอกสารมาให้พร้อมเอ่ย
“คุณตมิสา นี่คุณจามิกร นายใหญ่ของไร่ฤทธากาจครับ”
หญิงสาวยกมือไหว้และเอ่ยทักทาย จามิกรเองก็รับไหว้ ก่อนจะบอกสาวิต
“ขอบคุณมากสาวิต”
จากนั้นผู้จัดการไร่ที่อายุมากกว่าเขาห้าปีก็ออกไป ชายหนุ่มจึงเชิญเจ้าของร่างเล็กให้นั่งลง
“ก่อนสัมภาษณ์ผมขอถามตรงนะครับคุณ...”
จามิกรก้มลงมองชื่อจากเอกสารสมัคร
“ตมิสา”
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วอีกครั้งคือนามสกุลของเธอ ‘คุณอเนก’
“ค่ะ”
หญิงสาวตอบรับ
จามิกรจ้องดวงหน้าเล็ก เธอน่าจะมีแผลตรงไรผมริมหน้าผาก จำได้ว่าแผลเธอต้องเย็บแต่ไม่กี่เข็ม ตอนนี้คงเป็นรอยจางแล้ว แต่เจ้าตัวมีผมหน้าม้าที่หวีลงมาปิดไว้บางๆ จึงมองไม่เห็น และนับว่าโชคดีที่สมองไม่กระทบกระเทือน ครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยขึ้นทว่าไม่ให้ดูเป็นการจับผิดจนเกินไปนัก
“คุณรู้จักกับสาวิตหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ”
“ผมถามเพื่อความแน่ใจ แต่ไม่ใช่ว่าจะจ้างหรือไม่จ้างคุณเพราะรู้จักกับสาวิตหรอกนะ ผมจะตัดสินใจจากคุณสมบัติที่คุณมี ผมฝากให้สาวิตดูแล้วก็เลือกคนที่เขาเห็นว่าเหมาะสมมาสัมภาษณ์ ซึ่งเขาเลือกคุณแค่คนเดียวจากผู้สมัครหลายคน”
ใบหน้าขาวใสที่มีเครื่องสำอางบางเบาดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด หากก็ไม่พูดอะไร และจามิกรก็คิดว่าหญิงสาวไม่ได้โกหก จริงๆ แล้วเขาก็ถามสาวิตไปแล้วว่าทำไมเลือกสัมภาษณ์คนเดียวหลังอีกฝ่ายบอกเขาว่านัดคนที่สมัครวันนี้ ได้คำตอบว่าเท่าที่ดูคนนี้เข้าตาที่สุดด้วยท่าทางที่หยุดคิดไปชั่วอึดใจ
ไม่ใช่ว่าจามิกรไม่ไว้ใจคนของตน เพราะอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ทำงานในฐานะผู้ช่วยกับบิดาของเขามานานและขึ้นมาเป็นผู้จัดการในตอนที่เขาเข้ามาบริหาร และผู้จัดการคนก่อนก็คือพ่อของสาวิตเองที่ขอลาออกหลังบิดาของจามิกรเสีย ด้วยทำงานเป็นเพื่อนคู่คิดรู้ใจกันมานานจึงคิดว่าได้เวลาพักของตนแล้ว ปล่อยให้ลูกชายที่ช่วยงานทุกอย่างเข้ามาสานต่อ แต่ที่ถามหญิงสาวก็เพราะอยากดูปฏิกิริยาของเธอ
ทว่าที่น่าแปลกกว่าคือ คนเพิ่งเจอเรื่องร้ายแรงมาไม่นาน กลับสมัครงานได้ค่อนข้างเร็วแทนที่จะพักผ่อนสักพัก หรือไม่เขาก็ประเมินหญิงสาวต่ำเกินไป สภาพจิตใจเธออาจแข็งแกร่งกว่าผู้หญิงตัวเล็กบอบบางเหมือนรูปร่างของเธอ
“เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า คุณรู้จักไร่ฤทธากาจมากแค่ไหน...”
====
“ขึ้นรถ”จามิกรบอกสั้นกระชับเมื่อเดินมาถึงรถเขาแล้วเปิดประตูไปนั่งรออย่างเตรียมพร้อม คนที่เดินตามมาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากขึ้นไปนั่งข้างคนขับ และได้ยินเสียงถอนหายใจหนักยาวทันที“คุณนี่หาเรื่องเจ็บตัวได้ตลอดเลยนะ”เธอเหล่มองอีกฝ่ายเพียงนิดเดียว“ของแบบนี้ใครจะหากันคะ”“ผมหมายถึงคุณซุ่มซ่าม”ชายหนุ่มดุเสียงเข้มอย่างไม่เกรงใจคนถูกว่าฉุนกึก เขาดุราวกับตัวเองเป็นพ่อหรือพี่เธออย่างนั้น ตมิสาได้แต่คิดแล้วก็หน้างอง้ำ นั่งเงียบไปตลอดทางกระทั่งรถมาจอดหน้าที่พักชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีก“เจ็บตัวแล้วยังไม่เจียม เข่ากับแขนคุณต้องระบมแน่วันนี้ แล้วยังลื่นอีก คงได้มีเจ็บเส้นตรงไหนอีกแน่ พรุ่งนี้จะเดินได้หรือเปล่า”“ได้สิคะ”“ให้มันแน่เถอะ”หญิงสาวต้องพยายามข่มใจอย่างมากกับน้ำเสียงดูถูกของชายหนุ่ม เขามาส่งเธอก็เพื่อจะกระแนกระแหนอย่างนั้นหรือ“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”ตมิสาหาทางเลี่ยง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอค่อนข้างแพ้ทางนายของไร่ หากเป็นคนอื่นคงหาคำมาสวนกลับให้อีกฝ่ายยุบยิบในความรู้สึกได้ อย่างเช่นที่ทำกับฐานิดาน้องสาวของเขา หรือแม้แต่แม่เลี้ยงของตน ทว่ากับจามิกรแล้วเธอมักจะสมองตื้อแถมยังรู้สึกว่าควรเจี๋ยมเจี้ย
“ว้าย...”เจ้าตัวร้องอุทานตกใจ ทั้งตัวยังหงายหลัง ทำเอาต้องหลับตาปี๋เตรียมใจว่าต้องหัวฟาด แต่กลับไม่ใช่...เอวเธอถูกรวบด้วยแขนข้างหนึ่งพร้อมรับรู้ได้ว่าร่างแกร่งขยับมาประชิดด้านหลัง ใจที่หายวาบเต้นระทึกขึ้นมาแทนเมื่อลมหายใจร้อนเป่ารดตรงลำคอพร้อมเสียงเข้มดังใกล้หู“อะไรของคุณ ไม่มองทางหรือไง”คนถูกโอบตัวเกร็ง กลั้นหายใจ เนื่องจากแขนกำยำรั้งสูงจนขึ้นมาอยู่ใต้หน้าอกของเธอ ทว่าเหมือนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เพราะเขาบ่นต่อ“ฝนเพิ่งตก ใส่รองเท้าสูงอย่างนี้มาเดินไม่ระวัง มันก็ลื่นสิ”รองเท้าที่ตมิสาใส่เป็นแตะแบบสวมพื้นค่อนข้างหนาราวสองนิ้ว และไม่เหมาะจะเดินในไร่หรือพื้นดินเละไม่สม่ำเสมอก็จริง ทว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาดูไร่ตั้งแต่แรก ใครจะไปทันคิดจามิกรรู้สึกได้ว่าเสียงถางหญ้ารอบตัวเงียบลง สายตาคู่คมก็กวาดมองไปโดยรอบด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นว่าคนงานทุกคนหยุดมือหันมาทางตนเองกับหญิงสาวด้วยอาการชะงักตาค้าง แม้จะไม่ชอบใจที่กลายเป็นจุดสนใจ หากก็ยังช่วยดึงคนตัวเล็กกว่าตนเองมากให้ถอยมายืนในจุดที่ไม่อันตราย แล้วรีบปล่อยมือโดยเร็ว“ขอบคุณค่ะ”ตมิสาหันกลับมาพึมพำเสียงเบา สบตาชายหนุ่มเพียงชั่วแวบแล้วรีบหลุบลง
“ทำไมพี่จาต้องห้ามลิตเติ้ลขึ้นไปนอนข้างบน”ฐานิดาหน้างอใส่พี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหารจามิกรถอนหายใจ เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงลงมากินข้าว ก่อนหน้านี้กลับมาจากสำนักงานปุ๊บก็บอกให้จอยกับจีจี้เอาบ้านเล็กของลิตเติ้ลออกจากห้องน้องสาวเขาลงมาไว้ข้างล่างทันที พร้อมทั้งหักเงินเดือนทั้งคู่ ส่วนน้องสาวมาถึงทีหลัง เจ้าตัวคงเพิ่งรู้เรื่อง“มันต้องโดนทำโทษ”“ทำโทษอะไรคะ”ร่างสูงใหญ่ของคนเป็นพี่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงหัวโต๊ะคุณพรนภามารดาเขานั่งอยู่ ท่านเหลือบมองลูกทั้งสองคน ทว่ายังไม่เอ่ยอะไรเมื่อไม่ได้ทุ่มเถียงกันเสียงดัง นอกจากหันไปบอกกับป้าอุ่นคนสนิทว่าให้เริ่มตักข้าวได้เพราะทุกคนพร้อมหน้าแล้ว“มันกัดคน”“ลิตเติ้ลเนี่ยนะคะกัดคน?”ฐานิดาถามพร้อมขมวดคิ้ว พยายามมองสังเกตทั้งป้าอุ่น จอยและจีจี้ รวมทั้งมารดาของตนว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่ หากแต่ละคนก็ปกติดี อีกทั้งไม่เชื่อว่าสนุขตัวน้อยของตนจะกัดใคร ในเมื่อมันไม่เคยกัด“ทุกคนก็โอเคดีนี่คะ”หญิงสาวพูดพร้อมกับมองมารดาอย่างต้องการคำยืนยัน ทว่าท่านยังไม่ได้เอ่ยอะไรพี่ชายก็พูดขึ้นมาก่อน“มันกัดคนที่สำนักงาน”คิ้วเรียวสวยขมวดแปลกใจว่าเป็นไปได้อย
ครู่หนึ่งตมิสาก็ออกมาหน้าสำนักงานพร้อมกระเป๋าใบเล็กๆ เตรียมพร้อมที่จะออกไปข้างนอก แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรก็ตาม เธอล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าเช็ดหน้าพันชั่วคราว แม้เจ็บหน่อยหากแผลก็ไม่ลึกจนน่ากลัว“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่น่าพามันมาด้วย”เสียงเข้มดุดันทำเอาคนเพิ่งออกมาชะงักเท้านิดๆ พยายามไม่เข้าไปใกล้ ปล่อยให้ชายหนุ่มคุยกับเด็กสองคนของเขาไปร่างสูงใหญ่กอดอกมองจอยกับจีจี้ด้วยสายตาดุ ทั้งสองคนมีหน้าที่เลี้ยงลิตเติ้ลในตอนที่น้องสาวเขาไม่อยู่ ปกติก็เห็นออกมาคนเดียว อีกคนดูสุนัข ไม่ออกมาด้วยกันแบบนี้ ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ก้มหน้าจ๋อยรับผิด ขณะที่จอยอุ้มลิตเลิ้ตไว้“พามันกลับไป แล้วก็ไม่ต้องเอาออกมาอีก”ทั้งสองคนเงยหน้าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด“ทำไม มีอะไร”“เอ่อ...คือ...คุณ...”“มะ...ไม่มีค่ะ”จีจี้จะพูดบางอย่างแต่จอยสวนขึ้นมาก่อน“ตกลงมีหรือไม่มี”คนของเขาหน้าเสีย หันมองกันเอง ต่างก็ส่งสายตาให้กันชนิดที่ดูออกว่ามีปัญหาจามิกรพอมองออกแต่ไม่อยากซักไซ้ให้เสียเวลาเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือพาบัญชีสาวไปทำแผล“มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้านก็แล้วกัน กลับไปได้แล้ว”คำสั่งของเขาทำเอาทั้งสองคนสะดุ้ง แต่ก็ต้อง
“พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”“เออ”ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวันจามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”“ผมแค่เสนอ”เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว“จริงๆ ผมคิด
พี่ชายมาส่งเธอด้วยตัวเองพร้อมกับมีคนขับรถมาให้ ชายหนุ่มใส่แว่นดำนั่งเงียบๆ ด้านหลังคู่กับเธอ หญิงสาวต้องเปิดกระจกให้รปภ.เห็นว่าเป็นตนเองพร้อมบอกว่ารถที่บ้านขนของมาส่งชยุตม์เดินสำรวจทุกมุมห้องและกุญแจทั้งประตูหน้าต่างอย่างละเอียดหลังจากตนกับคนขับรถขนกระเป๋าเข้ามาในห้องน้องสาว“พอใจหรือยังคะ”“ไม่”คนเป็นพี่ชายกอดอก เขาไม่อยากให้น้องสาวอยู่ที่นี่จะพอใจได้อย่างไร อีกอย่างชายหนุ่มแน่ใจว่าหากบิดารู้ก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกับเขา และอาจยิ่งเป็นห่วงตมิสามากขึ้น แต่เพราะตกลงกับน้องสาวไว้แล้ว เจ้าตัวก็ดูมีความสุขที่ได้ทำงานเขาจึงยังไม่ได้บอกบิดา ตั้งใจว่าจะกล่อมให้น้องลาออกหลังจากนี้ให้ได้แม้คนใช้นามสกุลนี้ที่เป็นญาติพี่น้องทางฝ่ายบิดาก็มีไม่น้อย แต่สักวันคนไร่นี้ก็ต้องรู้ว่าตมิสาเป็นน้องสาวของเขา เป็นลูกสาวของส.ส.ชนินท์ ถึงจะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ทางนี้อาจไม่คิดอะไร แต่เขาไม่อยากเสี่ยง“วันเสาร์ตอนเย็นพี่จะให้คนมารับกลับบ้าน แล้ววันจันทร์พี่จะมาส่ง”ชายหนุ่มสรุป เมื่อน้องสาวขยับปากเหมือนจะเถียงเขาก็เอ่ยเสียงจริงจัง“มิ้มไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านพี่รู้ แต่มิ้มก็ต้องคิดถึงใจของพ่อบ้าง ท่านคิดถึงมิ้ม







