LOGINหมอปัฐไม่ได้ออกไปทำงานที่โรงพยาบาล เขาแจ้งลางานต่อไปอีกสองวันเพื่อจัดการกับสภาพจิตใจของตนเอง ชายหนุ่มขังตัวเองอยู่แต่ในห้องทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ สั่งกำชับอย่างเด็ดขาดว่าไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน ขณะเดียวกันที่ห้องนั่งเล่น คุณปภัสราที่แม้จะยังอยู่ในชุดสีดำไว้ทุกข์ แต่แววตาของนางกลับมีความหวังประกายขึ้นมา นางให้คนไปเรียกอุสาและพลอยจันทร์ให้เข้ามาหา สองแม่ลูกเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อมและนั่งพับเพียบลงบนพื้นพรม
“หนูพลอย...” คุณปภัสราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจ
“คืนนี้... หนูพลอยจะต้องเริ่มงานแล้วนะ พร้อมไหม” พลอยจันทร์สะดุ้งเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม สองมือที่วางอยู่บนตักบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ แม้จะเตรียมใจเอาไว้แล้วตั้งแต่วันที่ตกปากรับคำ แต่เมื่อถึงเวลาจริง ความหวาดกลัวก็ถาโถมเข้ามากัดกินหัวใจจนริมฝีปากบางสั่นระริก เด็กสาวก้มหน้าซ่อนดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ค่ะ... คุณผู้หญิง”
“ดีมาก” คุณปภัสราพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“วันนี้ให้คนไปทำความสะอาดห้องแขกข้างล่างนี่เสียนะ แล้วหนูย้ายมาอยู่เสียที่นี่เลย จะได้สะดวกเวลาที่ตาหมอลงมาหา” พลอยจันทร์ชำเลืองมองไปทางประตูห้องพักแขกวีไอพีที่อยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน ห้องนั้นกว้างขวางและหรูหรากว่าห้องพักคนรับใช้ที่เธออยู่มาตั้งแต่เกิดหลายเท่านัก แต่มันกลับดูน่าอึดอัดและน่ากลัวราวกับกรงขังชั้นดีคุณปภัสราหันไปทางอุสาที่นั่งหน้าซีดเผือด
“อุสานอนคนเดียวได้ใช่ไหม อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง ไม่ได้ย้ายไปไหนไกลหรอก”
“ค่ะ คุณผู้หญิง” อุสากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ฝืนรับคำเจ้านาย
“ถ้ายังงั้น... เราสองแม่ลูกขอตัวไปจัดห้องแล้วก็ขนย้ายของก่อนนะคะ”
“จ้ะ ตามสบายเถอะ” คุณปภัสราโบกมือไล่เบาๆ “
อ้อ... ความหวังทั้งหมดของฉันอยู่ที่หนูนะพลอย บำรุงตัวเองให้ดีล่ะ”
“ค่ะ” เมื่อกลับมาถึงเรือนพักคนรับใช้ สองแม่ลูกก็กอดกันร้องไห้อย่างเงียบๆ อุสาช่วยบุตรสาวเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นใส่กระเป๋า
ราวๆบ่ายสามโมง ข้าวของของพลอยจันทร์ก็ถูกขนย้ายเข้ามาจัดเตรียมในห้องพักแขกจนเรียบร้อย เตียงนอนขนาดคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา แอร์คอนดิชั่นเนอร์เย็นฉ่ำ แต่กลับทำให้พลอยจันทร์รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ แม้จะย้ายเข้ามาอยู่ในห้องหรูหรา แต่ในตอนเย็น พลอยจันทร์ก็ยังคงออกไปช่วยแม่อุสาทำอาหารและล้างจานชามในครัวตามปกติ เธอพยายามหาอะไรทำเพื่อให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่มีเวลาว่างไปคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องน่ากลัวที่กำลังจะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้
“พี่พลอยจ๊ะ ให้มะไข่ทำเองเถอะจ้ะ พี่พลอยย้ายไปอยู่บนตึกแล้ว ไม่ต้องมาล้างจานหรอกจ้ะ” เสียงของ ‘มะไข่’ สาวใช้ชาวพม่าเอ่ยขึ้น มะไข่เป็นเด็กขยันและซื่อสัตย์ อุสาสอนอะไรก็เชื่อฟังเสมอ เธอมีหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูบนเรือนใหญ่และพักอยู่เรือนหลังเล็กกับอุสา
“ไม่เป็นไรหรอกมะไข่ พี่ทำได้ ให้พี่ทำเถอะนะ พี่อยากช่วยแม่” พลอยจันทร์ส่งยิ้มฝืดเฝื่อนให้สาวใช้รุ่นน้อง มือก็ยังคงขัดถูจานชามต่อไป
ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดมิดค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ พลอยจันทร์กลับเข้ามาในห้องพักแขก เธอจัดการอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่เหลวกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุณปภัสราสั่งให้คนนำมาเตรียมไว้ให้ เด็กสาวยอมรับกับตัวเองอย่างซื่อตรงว่าคืนนี้เธอตื่นเต้นและประหม่าเป็นที่สุด ความรู้เรื่องเพศศึกษาก็มีเพียงทฤษฎีในห้องเรียนเท่านั้น เธอทั้งกลัวการเสียความบริสุทธิ์ที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าครั้งแรกมันจะเจ็บปวดหนักหนา และที่สำคัญที่สุด... เธอกลัวผู้ชายใจร้ายที่ชื่อ ‘ปฐวี’
กลัวสายตาเกลียดชัง กลัวคำพูดเชือดเฉือน และกลัวความรุนแรงที่เขาอาจจะกระทำต่อเธอ พลอยจันทร์สวมชุดนอนสายเดี่ยวความยาวระดับเข่า เนื้อผ้านุ่มลื่นแต่ก็ไม่ถึงกับบางแนบเนื้อจนน่าเกลียด เธอนั่งกอดเข่าอยู่บนปลายเตียงกว้าง เปิดไฟเพียงแค่โคมไฟหัวเตียงที่ให้แสงสีส้มสลัวๆ เท่านั้น เสียงเข็มนาฬิกาบนผนังดังติ๊ก... ติ๊ก... ตอกย้ำเวลาที่ล่วงเลยไป ทุกวินาทีที่ผ่านไปทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ราวๆ สามทุ่มเศษๆ ความเงียบสงัดก็ถูก
ทำลายลง...
ก๊อก... ก๊อก...ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ เพียงสองสามครั้ง แต่มันก็ดังกึกก้องกังวานในโสตประสาท ทำเอาคนที่คิดวิตกจริตอยู่ด้านในต้องสะดุ้งโหยงสุดตัว พลอยจันทร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มือเล็กเย็นเฉียบสั่นเทาขณะที่ค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปหมุนลูกบิดประตู
“
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม... หนึ่งเดือนที่คฤหาสน์หลังงามตกอยู่ในสภาวะอึมครึมและเงียบเหงาราวกับป่าช้า นายแพทย์ปฐวีใช้ชีวิตไม่ต่างจากซากศพที่ยังหายใจ ชายหนุ่มผู้เคยหล่อเหลาสะอาดสะอ้านและเจ้าระเบียบ บัดนี้กลับปล่อยปละละเลยตัวเองจนดูไม่ได้ นัยน์ตาคมกริบที่เคยมั่นใจลึกโหลและแดงก่ำจากการอดนอน ใต้ตาคล้ำเป็นวงกว้าง และมีหนวดเคราขึ้นเขียวครึ้มตามแนวสันกรามทุกค่ำคืนที่กลับมาถึงบ้าน เขาไม่ยอมขึ้นไปนอนบนห้องนอนใหญ่ของตัวเอง แต่กลับพาตัวเองไปหมกตัวอยู่ในห้องพักแขกชั้นล่าง... ห้องที่เคยเป็น ‘กรงขัง’ ของพลอยจันทร์ ชายหนุ่มมักจะนอนขดตัวอยู่บนเตียงกว้าง ดมกลิ่นสบู่เด็กที่ยังคงเจือจางจางๆ อยู่บนหมอนใบโต และพึ่งพาฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เพื่อดับความฟุ้งซ่านและข่มตาให้หลับณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง“ไอ้ปัฐ... นี่แกไปฟัดกับหมาที่ไหนมาวะ สภาพแกตอนนี้มันดูไม่ได้เลยนะโว้ย!” หมอจักราช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและเพื่อนสนิท เอ่ยทักขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องพักแพทย์และเห็นสภาพของปฐวีที่กำลังนั่งเหม่อลอย กุมขมับตัวเองอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ปฐวีเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักด้วยสายตาเลื่อนลอย “ฉันปวดหัวนิดหน่อยว่ะ เมื่อคืน
“ฉันเชื่อใจเธอนะหนูพลอย” คุณปภัสราลูบผมเด็กสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู ความรู้สึกของนางในตอนนี้ไม่ได้มองพลอยจันทร์เป็นแค่แม่พันธุ์อีกต่อไป แต่มองเห็นความเด็ดเดี่ยวและความเสียสละของผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก“อยู่ที่นี่ก็พักผ่อนให้มากๆ บำรุงเยอะๆ เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันจะดูแลเอง เธอไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หน้าที่ของเธอตอนนี้คือทำจิตใจให้สบายนะลูก”“คุณผู้หญิงเจ้าคะ... แล้วเรื่องของคุณหมอ...” อุสาอดที่จะถามด้วยความกังวลไม่ได้“ปล่อยให้มันบ้าไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราเชิดหน้าขึ้น“ฉันบอกมันไปแล้วว่ายกเลิกสัญญา แล้วก็ไล่พวกเธอให้กลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ป่านนี้คงอกแตกตายอยู่บ้านนั่นแหละ... ให้มันรู้เสียบ้าง ว่าการที่ทำตัวเป็นคนไม่มีหัวใจ สุดท้ายแล้วมันจะต้องเจอกับความว่างเปล่าแบบไหน!” คุณปภัสราอยู่พูดคุยและสั่งเสียเรื่องการใช้ชีวิตในคอนโดอีกพักใหญ่ ก่อนจะขอตัวกลับไป เพราะเกรงว่าลูกชายจะสงสัยหากนางหายตัวมานานเกินไป คล้อยหลังเจ้านาย พลอยจันทร์ก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มนิ่ม ถอนหายใจออกมายาวเหยียดราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก“เราเป็นอิสระแล้วจ้ะแม่... ลูกของพลอยปลอดภัยแล้ว
“อะ... อะไรนะครับ!” ปฐวีเบิกตากว้าง“ทำไมจู่ๆ คุณแม่ถึง...”“ก็แม่ขี้เกียจรอแล้วน่ะสิ! มันเสียเวลา!” คุณปภัสราแสร้งทำเสียงสะบัดสะบิ้ง“อีกอย่าง แม่แก่แล้ว จะเอาอะไรนักหนากับชีวิต ลูกๆ หลานๆ ตายไปแล้วก็เอาสมบัติไปด้วยไม่ได้ ที่เอาติดตัวไปได้ก็มีแค่บาปกับบุญเท่านั้นแหละ... แม่ไม่อยากจะทำบาปทำกรรมกับคนดีๆ ที่เขาต้องมาทนรองรับอารมณ์บ้าๆ บอๆ ของแกโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว!” คำพูดที่แทงใจดำของมารดาทำเอาปฐวีถึงกับสะอึก เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ“เพราะฉะนั้น ในเมื่อแกไม่มีน้ำยาทำเด็กมันท้อง แม่ก็ต้องปล่อยให้เธอเป็นอิสระ!” คุณปภัสราประกาศกร้าว“ส่วนตัวแม่เอง ก็จะไปโน่นไปนี่ เดินสายทำบุญตามเพื่อนๆ ให้มันสบาย ใจ... อ้อ เย็นนี้แม่เข้าคอร์สทำไอเอฟ แกก็ทานข้าวคนเดียวไปก็แล้วกันนะ!” กล่าวจบ คุณปภัสราก็หมุนตัวเดินขึ้นห้องไปอย่างไม่สนใจเขาอีก ทิ้งให้ลูกชายยืนอึ้งอยู่กลางห้องพักแขกที่ว่างเปล่า...“ปฐวี... แม่ต้องดัดนิสัยคนใจร้ายอย่างเราให้เข็ด ไม่งั้นเราจะไม่มีวันรู้จักคุณค่าของคนที่มีชีวิตอยู่...” คุณปภัสราพึมพำกับตัวเองขณะเดินขึ้นบันได รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เมื่อเห็นปฏิกิริยาร้อนรนของลูกชายที่แสด
“พอแล้วๆ ไม่ต้องร้องไห้แล้วลูก” คุณปภัสราดึงร่างของพลอยจันทร์เข้ามากอดปลอบประโลม “ในเมื่อตามันตาบอด มองไม่เห็นค่าของคนดีๆ อย่างเธอ... ฉันก็จะไม่ให้มันรู้ว่าหนูพลอยตั้งครรภ์! ปล่อยให้มันจมปลักกับอดีต บูชาคนที่ตายไปแล้วจนไม่ลืมหูลืมตาไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราผละออกจากอ้อมกอด หันไปสบตากับอุสาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว“ฟังฉันนะอุสา แผนทุกอย่างเปลี่ยนแล้ว... ฉันจะเป็นคนพาหนูพลอยไปจากที่นี่เอง ฉันจะซื้อคอนโดให้และยกเป็นสมบัติของหลานฉัน ไม่ต้องให้ตาหมอรู้เรื่องนี้เด็ดขาด!”“คะ... คอนโดหรือเจ้าคะ แต่ว่า... ค่าใช้จ่ายมันสูงมากนะเจ้าคะคุณผู้หญิง” อุสาละล่ำละลักถาม“เงินฉันมีเป็นกอบเป็นกำ จะเอาไปทำอะไรถ้าไม่ใช่เพื่อหลาน!” คุณปภัสราสวนกลับอย่างเฉียบขาด“ฉันเห็นค่าของคนที่มีชีวิตอยู่นะหนูพลอย... ฉันเองก็เป็นคนผิดที่เริ่มต้นเรื่องบ้าๆ พวกนี้ ฉันจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ขอเวลาฉันจัดการเรื่องเอกสารสักสองสามวันนะอุสา” คุณปภัสราหันไปมองที่ทดสอบการตั้งครรภ์บนเคาน์เตอร์ ก่อนจะคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ นางเหยียดยิ้มเย็นชา... ในเมื่อลูกชายของนางมันเก่งนัก เย่อหยิ่งนัก นางก็จะดัดนิสัยมันให้สาสม!“อุสา..
มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดงามค่อยๆ ลดระดับลง คุณปภัสราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่เคยมุ่งมั่นเอาแต่ใจ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวในอีกทิศทางหนึ่ง นางรู้แล้วว่า... ถึงเวลาที่นางจะต้องลงมือแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมดที่นางเป็นคนก่อขึ้นเสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!ความเงียบสงัดภายในห้องพักแขกถูกทำลายลงด้วยเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน อุสาและพลอยจันทร์ที่กำลังกอดกันร้องไห้อยู่บนพื้นห้องน้ำสะดุ้งสุดตัว สองแม่ลูกหันขวับไปมองยังต้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก ภาพของคุณปภัสราที่ยืนน้ำตาคลอเบ้าอยู่หน้าประตูทำเอาทั้งสองหน้าถอดสี“ค... คุณผู้หญิง” อุสาละล่ำละลักเรียกเจ้านาย สองมือรีบยกขึ้นปาดน้ำตาให้ตัวเองและลูกสาว “คุณผู้หญิงเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ... คือว่า... หนูพลอยแก...”คุณปภัสรายกมือขึ้นห้ามไม่ให้อุสาพูดต่อ หญิงวัยกลางคนก้าวเท้าเข้ามาในห้องน้ำอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ทั้งห้าอันที่วางเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์แถบสีแดงสองขีดที่ปรากฏเด่นชัดบนอุปกรณ์ทุกชิ้น เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าสิ่งที่นางปรารถนาได้กลายเป็นความจริงแล้ว... นางกำลังจะได้อุ้มหลาน ทายาทสืบสกุล
ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะถูกผลักเปิดเข้ามา ปรากฏร่างของอุสาที่เดินหน้าตาตื่นเข้ามาหาบุตรสาว“พลอย... พลอยเป็นยังไงบ้างลูก” อุสาถลาเข้าไปประคองร่างที่สั่นสะท้านของพลอยจันทร์ สายตาของผู้เป็นแม่เหลือบไปเห็นแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ที่วางเรียงกันอยู่บนเคาน์เตอร์ แถบสีแดงสองขีดที่ปรากฏชัดเจนทำให้อุสาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งกอดลูกสาวไว้แน่น“แม่จ๋า... พลอยท้อง... ฮือออ พลอยมีลูกแล้วจ้ะแม่” เด็กสาวสะอื้นไห้อย่างหนัก ซุกหน้าลงกับไหล่มารดา ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใครอีกต่อไปอุสาลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของบุตรสาว น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลอาบสองแก้มด้วยความเวทนาจับใจ นางพยายามปรับน้ำเสียงให้เข้มแข็งเพื่อปลอบประโลม“อดทนเอาอีกนิดนะลูก... อีกแค่ไม่เกินเก้าเดือนเท่านั้น พอคลอดตาหนูออกมา ลูกก็จะเป็นอิสระ เราจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันนะพลอย”“ฮึก... แม่ขา... หนูจะทำยังไงดี” พลอยจันทร์เงยหน้าขึ้นมองมารดาทั้งน้ำตา ดวงตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวและแตกสลายถ่ายทอดความในใจที่ถูกอัดอั้นมาตลอด “หนูคงต้องเจ็บปวดทรมานมากแน่ๆ เลยค่ะแม่ ที่ต้องเห็นหน้าลูกทุกวัน ต้องให้นมเขา







