LOGIN"จำไว้พลอยจันทร์... เธอเป็นได้แค่เครื่องผลิตลูก อย่าหวังว่าจะได้ความรักจากฉัน!" เพื่อทดแทนพระคุณ ‘พลอยจันทร์’ เด็กสาวก้นครัวจำต้องยอมรับหน้าที่ ‘แม่อุ้มบุญ’ ผลิตทายาทให้กับ ‘หมอปัฐ’ ชายหนุ่มผู้กำลังจะสูญเสียภรรยาอันเป็นที่รัก แต่ความกตัญญูกลับถูกเขามองว่าเป็นความ ‘มักใหญ่ใฝ่สูง’ เขาเกลียดชังเธอ ตักตวงความสุขจากร่างกายเธออย่างป่าเถื่อน ย่ำยีศักดิ์ศรีเธอซ้ำๆ และเรียกร้องหาแต่ชื่อเมียเก่า มื่อวันที่อีกหนึ่งชีวิตก่อกำเนิด พลอยจันทร์จึงเลือกที่จะซ่อนผลตรวจ ‘สองขีด’ นั้นไว้ แล้วหอบลูกในท้องหนีไปให้ไกลจากผู้ชายไร้หัวใจ กว่าที่คุณหมอหนุ่มจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้... เมียและลูกก็หายไปจากชีวิตแล้ว! เตรียมพบกับนิยายรักดราม่าบีบหัวใจ ที่จะพาคุณไปดูจุดจบของผู้ชายปากแข็ง ที่สุดท้ายต้องยอม ‘คลานเข่า’ อ้อนวอนขอเมียคืน!
View Moreติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คือสรรพเสียงเดียวที่ดังก้องอยู่ในห้องพักฟื้นผู้ป่วยวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยบัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นที่ ‘นายแพทย์ปฐวี’ หรือ ‘หมอปัฐ’ เกลียดชังที่สุดในชีวิต เพราะมันคือกลิ่นที่ตอกย้ำถึงความจริงอันโหดร้าย... ความจริงที่ว่าเขากำลังจะสูญเสียดวงใจของเขาไปตลอดกาล
ร่างสูงใหญ่ในชุดกาวน์สีขาวนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย สองมือแกร่งที่เคยจับมีดผ่าตัดช่วยชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน บัดนี้กำลังกุมมือเรียวเล็กที่ผอมแห้งจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของภรรยาเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากเขาเผลอปล่อยมือเธอไปเมื่อไหร่ มัจจุราชจะฉกฉวยเอาวิญญาณของเธอไปจากเขา
“ภัทร.” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อภรรยาอันเป็นที่รักแผ่วเบา น้ำตาลูกผู้ชายที่พยายามกลั้นเอาไว้เอ่อคลอเบ้าตาจนภาพตรงหน้าพร่ามัวบนเตียงผู้ป่วยนั้นคือ ‘ภัทรธิดา’ หญิงสาวที่เคยสวยสะพรั่งและเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส บัดนี้ใบหน้าหวานกลับซูบตอบ ดวงตาที่เคยเปล่งประกายลึกโหล ผิวพรรณที่เคยขาวอมชมพูกลับซีดเผือดไร้สีเลือด ผมยาวสลวยที่เขาเคยชอบสางเล่นร่วงหล่นจนบางตาจากผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด แต่ถึงอย่างนั้น ในสายตาของปฐวี... ภัทรธิดาก็ยังคงเป็นผู้หญิงที่งดงามที่สุดและเป็นรักเดียวในหัวใจของเขาเสมอ
‘ผมเป็นหมอไปเพื่ออะไรกัน... ถ้าสุดท้ายแล้วผมรักษาชีวิตของผู้หญิงที่ผมรักที่สุดเอาไว้ไม่ได้’
ความรู้สึกผิดและสมเพชตัวเองกัดกินก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายจนปวดหนึบ ปฐวีซบหน้าลงกับฝ่ามือเย็นเฉียบของภรรยา ปล่อยให้น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินรดหลังมือของเธออย่างเงียบงัน เขาเกลียดโชคชะตา เกลียดโรคร้ายที่พรากความสุขไปจากครอบครัวของเขา ภัทรธิดาป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย อาการของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้เขาจะทุ่มเทเงินทองและสรรหาวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำหน้าที่สุดมาดึงรั้งชีวิตเธอเอาไว้ แต่มันก็ทำได้เพียงแค่ยืดเวลาแห่งความทรมานออกไปเท่านั้น
“ปัฐ... ร้องไห้... อีกแล้วหรือคะ”
น้ำเสียงแหบพร่าและแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมดังขึ้น พร้อมกับปลายนิ้วที่ขยับเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มสากของสามี ปฐวีสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบเงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความปวดร้าวไปให้เธอ
“ผมเปล่าร้องซะหน่อย แค่ฝุ่นเข้าตาน่ะ ภัทรตื่นแล้วเหรอ หิวน้ำไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า บอกผมนะ” ชายหนุ่มลุกลี้ลุกลนถามด้วยความเป็นห่วง พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่ความสั่นเครือในน้ำเสียงก็ไม่อาจปิดบังคนป่วยที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปีได้ ภัทรธิดายิ้มบางๆ รอยยิ้มของเธอยังคงอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้าเสมอ หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาที่อิดโรยทอดมองสามีด้วยความรักสุดหัวใจ
“ภัทรไม่เจ็บแล้วค่ะ... ไม่เจ็บเลยจริงๆ ปัฐอย่ากังวลไปเลยนะคะ”
“จะไม่กังวลได้ยังไง คุณผอมลงตั้งเยอะ ทานอะไรก็ไม่ค่อยได้”
ปฐวียกมือขึ้นลูบศีรษะของภรรยาอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายไปคามือ
“อดทนอีกนิดนะคนดี เดี๋ยวพรุ่งนี้หมอจักรเขาจะปรับยาตัวใหม่ให้ อาการคุณจะต้องดีขึ้นแน่ๆ”
“ปัฐคะ...” ภัทรธิดาเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“เราสองคนต่างก็รู้ดีว่า... อาการของภัทรมันไม่มีทางดีขึ้นไปกว่านี้แล้ว”
“ไม่! อย่าพูดแบบนี้นะภัทร!” ปฐวีสวนขึ้นทันควัน เสียงของเขาดังขึ้นอย่างลืมตัว ก่อนจะอ่อนลงเมื่อเห็นสีหน้าของภรรยา
“ผมไม่ยอมแพ้ คุณเองก็ห้ามยอมแพ้เด็ดขาดนะ เราสัญญาตกลงกันแล้วไงว่าจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า จะไปเที่ยวรอบโลกด้วยกัน คุณลืมสัญญาของเราแล้วเหรอ”
ความทรงจำในวันวานหวนกลับคืนมา ภาพของภัทรธิดาในชุดนักศึกษาที่วิ่งหัวเราะร่าอยู่กลางสนามหญ้าของมหาวิทยาลัย ภาพในวันแต่งงานที่เธอก้าวเดินเข้ามาหาเขาในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ คำปฏิญาณที่หน้าแท่นพิธีว่าจะรักและดูแลกันไปจนตราบฟ้าดินสลาย ทุกอย่างยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“ภัทรไม่เคยลืมค่ะ... ภัทรรักปัฐ รักมากที่สุดในชีวิต”
น้ำตาใสๆ กลิ้งหล่นจากหางตาของหญิงสาว
“แต่ภัทรเหนื่อยเหลือเกินค่ะปัฐ ร่างกายนี้มันไม่ไหวแล้ว ภัทรสงสารคุณที่ต้องมาทนเห็นภัทรในสภาพนี้ คุณต้องทำงานหนักแล้วยังต้องมาอดหลับอดนอนเฝ้าภัทรอีก”
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม... หนึ่งเดือนที่คฤหาสน์หลังงามตกอยู่ในสภาวะอึมครึมและเงียบเหงาราวกับป่าช้า นายแพทย์ปฐวีใช้ชีวิตไม่ต่างจากซากศพที่ยังหายใจ ชายหนุ่มผู้เคยหล่อเหลาสะอาดสะอ้านและเจ้าระเบียบ บัดนี้กลับปล่อยปละละเลยตัวเองจนดูไม่ได้ นัยน์ตาคมกริบที่เคยมั่นใจลึกโหลและแดงก่ำจากการอดนอน ใต้ตาคล้ำเป็นวงกว้าง และมีหนวดเคราขึ้นเขียวครึ้มตามแนวสันกรามทุกค่ำคืนที่กลับมาถึงบ้าน เขาไม่ยอมขึ้นไปนอนบนห้องนอนใหญ่ของตัวเอง แต่กลับพาตัวเองไปหมกตัวอยู่ในห้องพักแขกชั้นล่าง... ห้องที่เคยเป็น ‘กรงขัง’ ของพลอยจันทร์ ชายหนุ่มมักจะนอนขดตัวอยู่บนเตียงกว้าง ดมกลิ่นสบู่เด็กที่ยังคงเจือจางจางๆ อยู่บนหมอนใบโต และพึ่งพาฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เพื่อดับความฟุ้งซ่านและข่มตาให้หลับณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง“ไอ้ปัฐ... นี่แกไปฟัดกับหมาที่ไหนมาวะ สภาพแกตอนนี้มันดูไม่ได้เลยนะโว้ย!” หมอจักราช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและเพื่อนสนิท เอ่ยทักขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องพักแพทย์และเห็นสภาพของปฐวีที่กำลังนั่งเหม่อลอย กุมขมับตัวเองอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ปฐวีเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักด้วยสายตาเลื่อนลอย “ฉันปวดหัวนิดหน่อยว่ะ เมื่อคืน
“ฉันเชื่อใจเธอนะหนูพลอย” คุณปภัสราลูบผมเด็กสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู ความรู้สึกของนางในตอนนี้ไม่ได้มองพลอยจันทร์เป็นแค่แม่พันธุ์อีกต่อไป แต่มองเห็นความเด็ดเดี่ยวและความเสียสละของผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก“อยู่ที่นี่ก็พักผ่อนให้มากๆ บำรุงเยอะๆ เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันจะดูแลเอง เธอไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หน้าที่ของเธอตอนนี้คือทำจิตใจให้สบายนะลูก”“คุณผู้หญิงเจ้าคะ... แล้วเรื่องของคุณหมอ...” อุสาอดที่จะถามด้วยความกังวลไม่ได้“ปล่อยให้มันบ้าไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราเชิดหน้าขึ้น“ฉันบอกมันไปแล้วว่ายกเลิกสัญญา แล้วก็ไล่พวกเธอให้กลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ป่านนี้คงอกแตกตายอยู่บ้านนั่นแหละ... ให้มันรู้เสียบ้าง ว่าการที่ทำตัวเป็นคนไม่มีหัวใจ สุดท้ายแล้วมันจะต้องเจอกับความว่างเปล่าแบบไหน!” คุณปภัสราอยู่พูดคุยและสั่งเสียเรื่องการใช้ชีวิตในคอนโดอีกพักใหญ่ ก่อนจะขอตัวกลับไป เพราะเกรงว่าลูกชายจะสงสัยหากนางหายตัวมานานเกินไป คล้อยหลังเจ้านาย พลอยจันทร์ก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มนิ่ม ถอนหายใจออกมายาวเหยียดราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก“เราเป็นอิสระแล้วจ้ะแม่... ลูกของพลอยปลอดภัยแล้ว
“อะ... อะไรนะครับ!” ปฐวีเบิกตากว้าง“ทำไมจู่ๆ คุณแม่ถึง...”“ก็แม่ขี้เกียจรอแล้วน่ะสิ! มันเสียเวลา!” คุณปภัสราแสร้งทำเสียงสะบัดสะบิ้ง“อีกอย่าง แม่แก่แล้ว จะเอาอะไรนักหนากับชีวิต ลูกๆ หลานๆ ตายไปแล้วก็เอาสมบัติไปด้วยไม่ได้ ที่เอาติดตัวไปได้ก็มีแค่บาปกับบุญเท่านั้นแหละ... แม่ไม่อยากจะทำบาปทำกรรมกับคนดีๆ ที่เขาต้องมาทนรองรับอารมณ์บ้าๆ บอๆ ของแกโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว!” คำพูดที่แทงใจดำของมารดาทำเอาปฐวีถึงกับสะอึก เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ“เพราะฉะนั้น ในเมื่อแกไม่มีน้ำยาทำเด็กมันท้อง แม่ก็ต้องปล่อยให้เธอเป็นอิสระ!” คุณปภัสราประกาศกร้าว“ส่วนตัวแม่เอง ก็จะไปโน่นไปนี่ เดินสายทำบุญตามเพื่อนๆ ให้มันสบาย ใจ... อ้อ เย็นนี้แม่เข้าคอร์สทำไอเอฟ แกก็ทานข้าวคนเดียวไปก็แล้วกันนะ!” กล่าวจบ คุณปภัสราก็หมุนตัวเดินขึ้นห้องไปอย่างไม่สนใจเขาอีก ทิ้งให้ลูกชายยืนอึ้งอยู่กลางห้องพักแขกที่ว่างเปล่า...“ปฐวี... แม่ต้องดัดนิสัยคนใจร้ายอย่างเราให้เข็ด ไม่งั้นเราจะไม่มีวันรู้จักคุณค่าของคนที่มีชีวิตอยู่...” คุณปภัสราพึมพำกับตัวเองขณะเดินขึ้นบันได รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เมื่อเห็นปฏิกิริยาร้อนรนของลูกชายที่แสด
“พอแล้วๆ ไม่ต้องร้องไห้แล้วลูก” คุณปภัสราดึงร่างของพลอยจันทร์เข้ามากอดปลอบประโลม “ในเมื่อตามันตาบอด มองไม่เห็นค่าของคนดีๆ อย่างเธอ... ฉันก็จะไม่ให้มันรู้ว่าหนูพลอยตั้งครรภ์! ปล่อยให้มันจมปลักกับอดีต บูชาคนที่ตายไปแล้วจนไม่ลืมหูลืมตาไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราผละออกจากอ้อมกอด หันไปสบตากับอุสาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว“ฟังฉันนะอุสา แผนทุกอย่างเปลี่ยนแล้ว... ฉันจะเป็นคนพาหนูพลอยไปจากที่นี่เอง ฉันจะซื้อคอนโดให้และยกเป็นสมบัติของหลานฉัน ไม่ต้องให้ตาหมอรู้เรื่องนี้เด็ดขาด!”“คะ... คอนโดหรือเจ้าคะ แต่ว่า... ค่าใช้จ่ายมันสูงมากนะเจ้าคะคุณผู้หญิง” อุสาละล่ำละลักถาม“เงินฉันมีเป็นกอบเป็นกำ จะเอาไปทำอะไรถ้าไม่ใช่เพื่อหลาน!” คุณปภัสราสวนกลับอย่างเฉียบขาด“ฉันเห็นค่าของคนที่มีชีวิตอยู่นะหนูพลอย... ฉันเองก็เป็นคนผิดที่เริ่มต้นเรื่องบ้าๆ พวกนี้ ฉันจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ขอเวลาฉันจัดการเรื่องเอกสารสักสองสามวันนะอุสา” คุณปภัสราหันไปมองที่ทดสอบการตั้งครรภ์บนเคาน์เตอร์ ก่อนจะคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ นางเหยียดยิ้มเย็นชา... ในเมื่อลูกชายของนางมันเก่งนัก เย่อหยิ่งนัก นางก็จะดัดนิสัยมันให้สาสม!“อุสา..