เข้าสู่ระบบเดือนสี่ผืนดินแห้งแล้ง แต่หญ้าแห้งเหี่ยวเฉากลับชุ่มฉ่ำไปด้วยธาราเลือดเจิ่งนองท่ามกลางสมรภูมิรบอันดุเดือดเลือดกระเซ็นสาดกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า อ๋องทมิฬบนอาชาแกร่งจัดการรุกไล่ปกป้องดินแดนอย่างทะนงองอาจบนใบหน้าราบเรียบเย็นชามีแววตาคมกริบภายใต้หน้ากากอักขระโบราณมองกวาดศัตรูรอบด้านพร้อมคำรามว่า“ฆ่า!”ขุนพลทหารกล้าต่างชี้อาวุธขึ้นฟ้ากรีฆ่าทัพฮึกเหิมสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนแผ่นดินสั่นไหววันนี้เป็นวันสุดท้ายในการตัดสินชะตาข้าศึกผู้เหิมเกริม หลังจากกวาดล้างจนสิ้นซาก ถังไห่เฉิงก็พร้อมยกทัพเคลื่อนขบวนกลับเมืองหลวงทันที เพราะเวลานี้กำลังมีสิ่งที่ดีที่สุดรอเขาอยู่ที่วังจี๋เสียงลี่เซียนใกล้ได้เวลาให้กำเนิดบุตรคนแรกแก่เขาเต็มทีเนิ่นนานหลายเดือนกว่าครึ่งปีแล้วที่เขามิได้เจอนาง เนื่องจากสตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้พลังมากไป ควรถนอมร่างกาย ยิ่งกว่าไข่ในหิน ยิ่งกว่าสิ่งล้ำค่าในอุ้งมือรุ่ยชินอ๋องคิดเสมอว่าตนเองทนคิดถึงพระชายาสุดที่รักได้ ทว่าท้ายที่สุดกลับไม่อาจทานทนไหวแม้การศึกมิอาจเร่งรัด กำลังพลไม่อาจไม่รอบคอบและต้องใช้เวลาจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ ทว่าการเดินหมากยังต้องตัดสินชัยชนะอย่างเ
ทุกครั้งที่บังเกิดการถกเถียงเหมือนเด็กชายตัวน้อย ถังไห่เฉิงค้นพบมาโดยตลอดว่า เขาไม่เคยเถียงชนะพี่ชายผู้สุขุมเยือกเย็นได้เลยภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยน มีริมฝีปากสีแดงสดที่วาทะศิลป์เป็นเลิศ ท่าทางสุภาพสง่างามยังมีความเด็ดขาดแฝงเอาไว้อย่างแนบเนียน ไม่แปลกหากถังไท่หลินจะมีเสน่ห์ลึกล้ำยากต้านทานต่ออิสตรี กระทั่งถังไห่เฉิงยังหลงคารมทุกครา อ๋องหนุ่มยินยอมตามเหตุผลของพี่ชายในที่สุดหากลี่เซียนต้องการเป็นหมอหญิงจริงๆ การฝึกฝนกับคนระดับปรมาจารย์เช่นท่านแม่คือวาสนาสูงสุดแล้ว ระหว่างครุ่นคิดถังไห่เฉิงยังได้ยินบิดาส่งเสียงกล่าวคำจากโต๊ะอีกฝั่ง “ภายภาคหน้าลี่เซียนของเจ้ายังจะได้ใช้วิชาความรู้และความสามารถที่มีสร้างคุณงามความดี ช่วยเหลือมนุษย์ได้อีกมากโข ยังได้ช่วยเหลืออาการเจ็บป่วยของคนทั่วไปที่มิใช่แค่การเจ็บป่วยจากบาดแผลธรรมดาของพวกทหาร”พี่เขยยังช่วยเอ่ยกล่อมอีกแรง “ย่อมเป็นเช่นนั้น”ถังไห่เฉิงมีหรือจะโต้แย้งได้ ด้วยการหว่านล้อมเช่นนี้ เห็นทีท่านแม่คงเตรียมการเอาไว้แล้วเป็นอย่างดีอ๋องหนุ่มหมดคำใดจะเอ่ยแล้วจริงๆทางฝั่งหนึ่งคือถังไห่เฉิงที่ใจอ่อนยินยอมตามเหตุผลของบิดากับพี่ชาย
เมื่อแสงรุ่งอรุณมาเยือน ขบวนเกี้ยวจึงถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ สำหรับเดินทางไปยังตำหนักฮวาหยางของไท่ซ่างหวงกับไทเฮาอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ถังไห่เฉิงจำต้องลุกจากเตียงนอนก่อนเวลาอันควร ยอมละเว้นกิจกรรมรัญจวนก่อนตื่น ยอมกลั้นใจไม่มองลี่เซียนยามออดอ้อนอย่างน่ารักในอ้อมแขนอุ่น เพื่อพานางเข้าพบครอบครัวยกน้ำชาตามประเพณี เมื่อเกี้ยวถูกหามมาถึงหน้าตำหนักฮวาหยางอันยิ่งใหญ่ ชายหญิงสูงศักดิ์จึงถูกจับประคองลงมาจากเกี้ยวของแต่ละคน ระหว่างทางเดินงดงามอลังการ ลี่เซียนเบิกตากลมโตมองไปทั่วอย่างเพลิดเพลิน ลืมเรื่องราวอันโศกเศร้าของเมื่อคืนวานจนสิ้น นางมีความคิดเป็นเพียงเด็กหญิง อารมณ์ใดๆ ล้วนอยู่ได้ไม่นาน แต่ที่มีมากหน่อยคือความสดใสเบิกบาน แม้ซุกซนไปบ้างบางครา แต่กลับว่านอนสอนง่ายที่สุดถังไห่เฉิงจูงมือเล็กนุ่มนิ่มพลางมองภรรยายิ้มๆ ก่อนก้มหน้าลงหอมแก้มนางอย่างอดใจเอาไว้มิได้ ทั้งรักใคร่หวงแหนอย่างไม่รู้จะพรรณนาเป็นคำพูดใดข้ารับใช้ที่เดินตามหลังขบวนเสด็จหลุบตาลงมองพื้นดินแทบไม่ทัน พวกเขาหน้าแดงหูแดงกันถ้วนหน้า คงมีเพียงเย่เสียที่ไม่ขัดเขินเอาแต่กลั้นยิ้มจนสองไหล่สั่นไหวไม่หยุดเมื่อทั้ง
หญิงวัยกลางคนยกยิ้มเยียบเย็นเอ่ยเสียงเรียบเรื่อยว่า “เจ้าย่อมไม่อาจวุ่นวายกับชีวิตคู่ของผู้ใดได้อีก” จบคำนางหันไปสั่งการผ่านบุตรสาวคนโตนามถังลู่หลิ่ง“ลูกแม่ ช่วยพาหลานรักไปหุบเขามรณะเพื่อดัดนิสัย ก่อนนำส่งสำนักนารีแดงคืนบิดามารดาของนาง”หญิงสาวสะคราญโฉมชุดแดงเพียงรับคำแค่เสียงหนึ่ง แต่กลับนุ่มนวลน่าฟังผสานอำนาจอันลงตัวอย่างประหลาด “ข้าจะรีบไปรีบกลับเพื่อมาปลอบโยนน้องสะใภ้ในวันรุ่ง”“ดีมาก...ไป!”สิ้นเสียงสองสตรีเบื้องบน บุรุษตัวโตคนหนึ่งตรงเข้ามาแบกอิงอิงขึ้นบ่ากว้างอย่างอุกอาจแล้วพาจากไปอย่างรวดเร็ว“ข้าผิดไปแล้ว...ไม่กลับสำนักนารีแดงนะ...”เสียงกรีดร้องแหบโหยค่อยๆ ถูกกลืนหายไปกับลมราตรีการกลับสำนักนารีแดงของอิงอิงคือการถูกบิดามารดาจับฝึกวิชาหฤโหดเพื่อยกสำนักให้ดูแล แต่นางยังมีความปรารถนาที่จะเที่ยวเล่นไร้สาระไปวันๆ เท่านั้นหาใช่ต้องรับผิดชอบภาระหน้าที่อันหนักอึ้งไม่สิ้นเสียงอิงอิงกลับไม่มีเสียงใดต่อจากนั้น เพราะหลิงเจินสงบเสงี่ยมนิ่งเงียบมาก นางยอมรับคำตัดสินโทษโดยดุษฎีหมอหญิงยินดีถูกลงทัณฑ์โดยไร้ซึ่งคำโต้แย้งใดๆซานซานและลู่หลิ่งเพียงมองหลิงเจินเงียบๆ เช่นกันระหว่างนั้นถังไ
หลายชั่วยามพ้นผ่าน ล่วงเข้ายามดึกสงัด ลมราตรีเย็นจัด รอบด้านวังเวงจนน่ากลัว ถังไห่เฉิงขมวดคิ้วเคร่งขรึม มองลี่เซียนที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่เงียบๆ ที่มุมกำแพงห้อง ท่าทางของนางเศร้าสลดสุดจะหยั่ง อ๋องหนุ่มรีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปกอดนางเอาไว้แนบแน่น“เจ้าเป็นอะไร?”ลี่เซียนซุกซบอ้อมอกอุ่นถูใบหน้าคลอเคลียสะอื้นไห้เบาๆ ไม่อาจเล่าอะไรได้ในยามนี้เรื่องราวคนรักเก่าอันใดกัน? ช่างเศร้าสิ้นดีเมื่อคนงามไม่ตอบ ชายหนุ่มย่อมไม่คาดคั้น เพียงอุ้มนางแนบอกพากลับเรือนนอนระยะทางจากเรือนรับรองจนถึงเรือนนอนไกลพอควร ลี่เซียนถึงกับร้องไห้จนหลับไปแล้วหลังจากปล่อยร่างเนียนนุ่มให้นอนลงบนเตียงอุ่น สามีก็ห่มผ้าเก็บมุมให้อย่างเรียบร้อย จุมพิตเบาๆ ที่กลีบปากหนึ่งที ก่อนเดินกลับออกมาเพื่อไปสังเกตการณ์อู๋จวินต่อเมื่อกลับมาถึง ถังไห่เฉิงจึงได้เห็นอู๋จวินออกมายืนเคว้งอยู่หน้าเรือนรับรอง เรือนกายสูงใหญ่ของราชองครักษ์หนุ่มคล้ายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ชั่วครู่เขาพลันทรุดตัวลงคุกเข่า ก้มหน้าเงียบเชียบ ไม่อนาทรต่ออากาศเย็นเยียบรอบกายอ๋องหนุ่มจ้องมองฝ่าความมืดสลัวที่มีโคมไฟสาดส่องให้แสงสว่างตา
ประโยคยาวเหยียดเช่นนี้ทำอารมณ์หึงหวงหายไปทันที ถังไห่เฉิงถึงกับชะงักชั่วครู่ ขมวดคิ้วเล็กน้อย นิ่งเงียบเนิ่นนานลี่เซียนมิใช่มนุษย์ธรรมดา การมองเห็นสิ่งเร้นลับยิ่งเป็นเรื่องสามัญอย่างที่สุดชายหนุ่มให้รู้สึกห่วงใยอู๋จวินขึ้นมาจึงถามขึ้น“เจ้าต้องการช่วยพวกเขาหรือ?”หญิงสาวพยักหน้าหนักแน่น “อืม...เพียงแต่ไม่อาจเปิดเผยฐานะเหรินเซียน ท่านอ๋องมีวิธีหรือไม่?”“ย่อมมี” ถังไห่เฉิงเอื้อมมือหยิกแก้มนวลเบาๆ “แต่เจ้าห้ามสนใจชายอื่นนอกจากข้า เข้าใจหรือไม่?”“...!?”เทียบเชิญดื่มชายามค่ำจากรุ่ยชินอ๋องส่งถึงอู๋จวินในเวลาเพียงครึ่งชั่วยามยามค่ำตามที่ถูกนัดหมายมาถึง อู๋จวินจึงย้อนกลับมายังตำหนักเฉิงซั่วอย่างงุนงงอยู่บ้างนัดดื่มชายามค่ำคืนสองต่อสองกับท่านอ๋องโดยไม่ต้องยืนอารักขาหน้าห้องบรรทม เพื่อให้ฝ่าบาทจัดการพระสนมโดยสะดวกคืออันใด?แม้สงสัยหากแต่อู๋จวินกลับไม่มีโอกาสสอบถามเพราะเขาได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังถูกไล่ให้รีบมาเมื่อเดินเข้ามายังห้องรับรองด้านในก็ยิ่งฉงนมากกว่าเดิม เพราะภายในห้องแห่งนี้ปิดหน้าต่างจนสนิทและไร้การจุดเทียนเพิ่มแสงสว่าง ให้ความรู้สึกเงียบสงัดและวังเวงอย่างประ
หลิงเจินยังพูดไม่หมด ถังไห่เฉิงพลันสลัดบ่ากว้างออกจากฝ่ามือเหล็กไหลของอู๋จวินได้ในที่สุด บุรุษสูงศักดิ์เอ่ยแทรกเสียงเข้ม “นางมิใช่อย่างที่เจ้าคิด! และข้าย่อมไม่มีทางถูกใครหลอกลวงโดยง่าย เจ้าอย่าริอาจหาญดูแคลนความสามารถของข้า”“...!?”อ๋องหนุ่มเดินตรงเข้ามาทางหญิงสาวที่เก้าอี้หินอย่างเร็ว สีหน้าข
เย่เสียพยักหน้าเห็นด้วย นางรีบเอ่ยอย่างเห็นพ้องที่สุด “แม่นางกัวพูดมีเหตุผล บางทีคำว่าคนรักอาจเป็นแค่ข่าวโคมลอยจากฝ่ายสตรีที่ต้องการทำให้ผู้คนเข้าใจผิด หวังรั้งบุรุษที่ชมชอบไว้ข้างกายโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม เรื่องนี้มีสตรีที่เคยทำมาก่อนอย่างแม่นางกัวเป็นผู้ยืนยันได้”“หือ...” หางคิ้วกัวโหย่วอวี้พลันก
“ท่านพี่...”เส้นเสียงของเมิ่งหรูสั่นพร่าเจือริ้วกระแสหนึ่งที่สื่อถึงอารมณ์อันสั่นสะเทือนรุนแรงทำทุกชีวิตเบื้องหลังมองตามโดยพลันเบื้องหน้าของทุกคนคือบุรุษหน้าตาหล่อเหลาคมคาย รูปร่างสูงใหญ่ อยู่ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มเขาคือแม่ทัพหวังกำลังนั่งดื่มชากับหญิงสาวชุดเขียวผู้หนึ่งท่าทางของพวกเขาไม่คล้
เมื่อฝ่ายบุรุษแต่งกายเสร็จ จึงจับจูงมือฝ่ายสตรีเดินออกจากห้องตนกลับมาที่ห้องนางห้องของทั้งสองเชื่อมติดกันจากด้านในอยู่แล้วจึงไม่ต้องพาคนงามเดินผ่านหน้าผู้ใดโดยที่ยังมิได้ผลัดผ้าม้วนผม เมื่อเข้ามายังห้องของอีกลี่เซียน ถังไห่เฉิงกล่าวย้ำอีกว่า“แต่งกายเสร็จก็กินข้าวให้อิ่มหนำ นอนนั่งพักผ่อนหรือเดิ







