LOGINหวังเอ้อร์สะดุ้งนึกไม่ถึงว่าน้องสาวจะเรียกข้าว่า...พี่รอง ปกตินางเรียกเขาว่าเอ้อร์โก่ว[1] เรียกพี่ใหญ่ว่าต้าโก่ว[2] “ข้าจะกล้าลงไม้ลงมือกับนางได้อย่างไร”
เสิ่นจือหันแก้มข้างที่โดนหลิวอวี้ตบชี้ให้เขาดู “ข้าถูกตีจนมีสภาพเช่นนี้ท่านยังจะให้ข้าไกล่เกลี่ย? ท่านกับพี่ใหญ่ย่อมรู้ดีกว่าในบ้านว่าไม่มีใครเคยลงไม้ลงมือกับข้า แม้แต่จะดุด่าสักคำท่านพ่อก็ยังไม่เคย”
“หย่าเถิด” อยู่ๆ หวังต้าก็กล่าวขึ้นเสียงเรียบ พี่ใหญ่ของนางคนนี้เป็นคนพูดน้อยเขาเห็นใบหน้าของนางก็ถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น “คนที่ลงไม้ลงมือกับฮูหยินไม่สมควรเรียกว่าบุรุษ แม้จือจือของบ้านเราจะทำไม่ถูกในหลายๆ เรื่องทว่าหลิวอวี้เจ้าทำเกินไปจริงๆ บิดาร้อนใจและอยากปกป้องบุตรเป็นเรื่องสมควร ทว่าเจ้าสมควรทำตั้งแต่วันแรกที่แต่งเข้าบ้านจือจือแล้ว หากวันนั้นเจ้าไม่สะบัดก้นไปชายแดนทิ้งลูกๆ เอาไว้ เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร”
เสิ่นจืออยากลุกขึ้นปรบมือให้พี่ใหญ่จริงๆ
หลิวอวี้ประสานมือคารวะพี่ชายของนาง “ข้าผิดเอง เป็นข้าที่ผิดต่อนาง ผิดต่อพวกท่าน ข้ายอมหย่ากับนางทั้งยังไม่เรียกร้องสิ่งใด เงินห้าตำลึงที่นางแบ่งให้ข้าก็ไม่ขอรับเอาไว้ นางเป็นสตรีจะอย่างไรก็เสียเปรียบ”
หลายคนสูดลมหายใจเข้าลึก หย่าขาดและจากไปตัวเปล่า? นั่นเงินห้าตำลึงเชียวนะ!! ไหนจะลูกอีกสามคน? เขาจะยอมให้ลูกๆ อดตายหรืออย่างไร!
ตอนนี้แม้แต่เสิ่นหูกับมารดาเองก็เบิกตาตกตะลึงจนหน้าซีด ดูเหมือนความหวังความฝันจะถูกทำลายลงแล้ว จากที่คิดจะแยกคนที่แอบมีใจออกจากหญิงอ้วนทั้งยังอาจจะได้เงินติดมือมานิดหน่อย ตอนนี้เงินห้าตำลึงกลับปลิวหายไปเพียงเพราะประโยคเดียวของหลิวอวี้!!!
หนังสือหย่าถูกเขียนขึ้นโดยท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้าน เสิ่นจือเลิกคิ้วมองอักษรข่ายซูในกระดาษ เจ้าของร่างเดิมไม่รู้หนังสือแต่ว่านางรู้!! นึกไม่ถึงว่าที่แคว้นเทียนฉีแห่งนี้จะใช้อักษรข่ายซู ตอนนี้ไม่เพียงคำนวณเก่งแต่นางยังอ่านออกเขียนได้เชียวนะ!!
การหย่าขาดของคนสองคนก็เกิดขึ้นเช่นนี้ เสิ่นจือปล่อยให้หลิวอวี้เข้าไปเก็บของของบุตรสาวบุตรชาย ยิ่งเห็นสีหน้าของเขาที่มองเสื้อผ้าและรองเท้า รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ของลูกๆ สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูย่ำแย่ สายตามองมายังเสิ่นจือเจือปนเอาไว้ด้วยความรู้สึกผิด
หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าเรื่องราบรื่นดีก็เอ่ยปาก “ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้วบ้านเดิมก็ยังอยู่ เช่นนั้นก็กลับไปอยู่บ้านเดิมของเจ้าที่ท้ายหมู่บ้านก็แล้วกัน ซ่อมแซมสักหน่อยก็น่าจะพออยู่ได้”
พออยู่ได้... คำนี้ช่างบาดลึกทำให้ชาวบ้านถอนหายใจออกมา ที่ดินทำกินไม่มีมีเพียงบ้านที่ผุพัง แม้สงสารเห็นใจทว่าก็เข้าอกเข้าใจ ชื่อเสียงความร้ายกาจของเสิ่นจือจะอย่างไรก็เอาชนะความลำบาก ในสายตาชาวบ้านเหล่านี้จึงคิดว่าหลุดพ้นจากนางได้ย่อมเป็นเรื่องดี เด็กสามคนอยู่กับบิดาที่แท้จริงจึงจะดีที่สุด
สงสารก็อีกเรื่องหนึ่ง เห็นใจก็อีกเรื่องหนึ่ง ทว่าการจะหยิบยื่นในช่วงที่ตัวเองก็ลำบากเช่นกันจึงนับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ชาวบ้านเริ่มทยอยเดินจากไปเพราะกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน หากย่อมแบ่งสิ่งของหรือของกิน เช่นนั้นก็เท่ากับยอมเฉือนเนื้อตัวเองแบ่งผู้อื่น มีใครเล่าจะยอมทำเช่นนั้น
“ช้าก่อน” เสิ่นจือรั้งหลิวอวี้เอาไว้ “นี่เงินห้าตำลึงห้าร้อยอิแปะของท่าน ข้าไม่อยากติดค้างผู้ใด ส่วนนี้ข้าวสาลีกับแป้งข้าว อย่างไรเสียก็ต้องมีของกินสำหรับวันนี้ ผ้านวมนั่นก็ขนไปด้วย” นางชี้กลับเข้าไปในห้องของเสี่ยวจู”
หัวหน้าหมู่บ้านที่ยังไม่จากไปพยักหน้าให้นางด้วยสายตาชื่นชม “จะอย่างไรจือจือก็ยังรู้ความที่สุดในเวลานี้” กล่าวจบก็มองไปยังหลิวอวี้แล้วถอนหายใจเสียงเบาก่อนเดินจากไป
เสี่ยวไป๋เบิกตารีบวิ่งกลับเข้าไปม้วนผ้านวมหนานุ่มของน้องสาว เขากลับออกมาสองแขนที่หอบผ้านวมหนานุ่มเกือบรัดไม่มิด สายตาดีใจทำให้บิดารู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปอีก “ขอบใจเจ้ามากและขอโทษเจ้าอีกครั้ง”
“จากนี้แยกย้ายไม่ติดค้าง” นางกล่าวจากนั้นมองส่งหนึ่งบิดากับบุตรสามชีวิตเดินออกไปจากลานบ้าน ข้างหลังมีเสียงฝีเท้า หวังต้า หวังเอ้อร์ พี่ชายของนางยังคงอยู่ทั้งคู่ “พวกท่านยังไม่กลับ?”
ทั้งสองมีท่าทีเลิ่กลั่ก “จือจือเจ้าคิดดีแล้วหรือ”
นางขมวดคิ้ว “หรือว่าท่านกลัวว่าข้าจะไม่มีบุตรชาย จากนั้นที่ดินที่นาพวกท่านจะไม่ได้รับส่วนแบ่ง?”
“มะ...ไม่ใช่! ข้ากับเจ้ารองไม่ได้คิดเช่นนั้น!”
นางพยักหน้าเพราะรู้อยู่แล้ว พี่ชายสองคนของเจ้าของร่างจะว่าซื่อก็ซื่อ จะว่าโง่ก็โง่ ไม่มีทางคิดเอาเปรียบหรือคิดเรื่องร้ายๆ กับเสิ่นจือเป็นแน่ พวกเขาทั้งสองรวมไปถึงมารดาที่ล่วงลับเคยลำบากมามาก เคยอดมื้อกินมื้อกว่าจะมาถึงหมู่บ้านตระกูลเสิ่นแห่งนี้ บิดาของนางเห็นว่าทั้งสามคนน่าสงสารจึงรับเอาไว้ ตอนแต่งงานเสิ่นจืออาละวาดบ้านแทบพังทว่าต่อมาก็ยังขัดขวางไม่สำเร็จ ดังนั้นในบ้านเสิ่นจือจึงเป็นเหมือนเจ้าชีวิตของมารดาเลี้ยงและพี่ชายทั้งสอง
“พวกท่านกลับไปได้แล้วข้าอยากพัก”
“แต่...เจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
“นั่นสิยังมียาที่ต้องต้ม ร่างกายของเจ้า...”
“ไสหัวกลับไปเสีย ที่บ้านของพวกท่านมิใช่มีพี่สะใภ้กับลูกๆ รออยู่หรือ ข้าเหนื่อยอย่าให้ข้าต้องออกแรงด่าคน” นางเคยเป็นคนปากจัดด่ากราดดังนั้นจะเปลี่ยนไปในวันเดียวไม่ได้ ตอนนี้ยังอ้างได้ว่าเหนื่อยจึงไม่อยากด่าใคร
พี่ชายทั้งสองลนลานเดินไปที่ประตู “ดะ...ได้ พวกข้าไปก่อน แต่หากเจ้ารู้สึกไม่สบายต้องตะโกนเสียงดังๆ”
[1] คำว่าเอ้อร์คือหมายเลขสอง ลำดับที่สอง คำว่าโก่วหมายถึงสุนัข ในที่นี้คือสุนัขลำดับที่สอง มองได้สองแง่คือสนิทกันมากแต่ก็มองได้ว่ากำลังเหยียดหยามดูแคลนเช่นกัน
[2] คำว่าต้าในที่นี้คือพี่คนโต คำว่าโก่วหมายถึงสุนัข ในที่นี้คือสุนัขคนโต มองได้สองแง่คือสนิทกันมากแต่ก็มองได้ว่ากำลังเหยียดหยามดูแคลนเช่นกัน
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า
“อืม อย่างไรเสียก็อยู่บนเขาอาจเจอกับสัตว์ป่า”หวังม่ายสะดุ้งขยับเข้ามาใกล้เสิ่นจือโดยไม่รู้ตัว “ชะ...เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” ความเหนื่อยเมื่อครู่ถูกทำให้ความกลัวบดบังเรี่ยวแรงจึงกลับมา ตอนเดินไปถึงลำธารหวังม่ายวางตะกร้าทิ้งตัวลงนอนหงายใต้ร่มไม้ใหญ่ นางหอบหายใจจนตัวโยนหลับตาไม่เอาอะไรแล้วหวังโต้วเองก็เหนื่อยแต่เก็บอาการ ตอนที่เสิ่นจือบอกให้เขาพักเขารับคำเบาๆ จากนั้นมองนางที่เดินไปล้างรากซู “ทะ...ท่านอาข้าช่วยท่านขอรับ”“ไม่เป็นไรเจ้าไปนั่งพักกับเสี่ยวม่ายเถิด ล้างรากซูไม่ได้เหนื่อยอะไร เจ้าพักครู่หนึ่งค่อยมาช่วยกันล้างเห็ดโคน” เขามีท่าทางลังเลแต่นางพยักหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เช่นนั้นเขาจึงยอมเดินไปพักเพิ่งล้างรากซูจนสะอาดอีกฝั่งของลำธารก็เจอกลุ่มคน เสิ่นจือไม่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้จึงจ้องนานหน่อย เห็นอีกฝ่ายเพียงนำเสื้อผ้ามาซักนางจึงวางใจ ในใจคิดว่าคงเป็นนักโทษเนรเทศกลุ่มนั้น ที่มามีเพียงสตรีหกคนท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ดูยังไงก็น่าจะไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อน ตอนนำตะกร้าเห็ดโคนมาล้าง นางเห็นในน้ำมีเงาวูบไหวคิ้วก็เลิกขึ้น อยู่ๆ ก็เดินไปที่ฝั่งมองหาไม้มาเหลาให้แหลมหวังโต้ว
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อพี่ชายเดินเข้ามา “วันนี้คงต้องไปช่วยบ้านฝั่งโน้นสักหน่อย บ้านของท่านน้าลู่พังถล่มเสบียงเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำออกมาตากหากโชคดีวันนี้ฝนอาจจะไม่ตก” หวังต้านั่งลงเสิ่นจือมองลั่วซื่อที่รีบหลบตานาง ในดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอคลอง “โชคดีเหลือเกิน พวกเราโชคดีที่ทันทีที่บ้านพังก็มีที่ขนของมาเก็บเอาไว้ หาไม่หากรอจนฝนหยุดข้าวของก็พังเสียหายหมดแล้ว” นางมองไปยังลูกสองคน “ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเพียงใด ไหนจะโต้วโต้ว ฮวาฮวา ไหนจะข้าวของ ขอบใจเจ้าเหลือเกินอาจือ”“ไหนๆ ท่านก็จะไปที่นั่นข้ามีผ้านวมเก่าสภาพยังใช้ได้เพราะข้าเพิ่งซื้อมาเปลี่ยน ท่านก็นำไปให้พวกเขาด้วยแล้วกัน อย่างน้อยก็แห้งและยังสะอาดใช้ไปก่อนให้พ้นช่วงเวลายากลำบากนี้”“เจ้าไม่ไปด้วยกัน?”“ไม่ละข้าอยากขึ้นเขา ข้าอยากไปดูเห็ดโคนสักหน่อย คิดว่าตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวก็ดีเหมือนกัน พวกท่านยุ่งเรื่องที่นี่ไปเรื่องเสบียงตอนนี้ยังไม่ต้องกังวล” เพิ่งพูดจบก็เห็นท่าทางแปลกๆ ของหวังโต้ว “อะไรหรือ”“คือว่า...” เขามองบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ข้า...ข้าอยากขึ้นเขาไปกับท่านอา ได้หรือไม่ขอรับ” นางถึ







