LOGIN“แม้แต่จะกินยังไม่มี เช่นนั้นจะหยิบยื่นให้บุตรของผู้อื่นได้อย่างไร...”
เสิ่นจือแค่นยิ้ม “พวกท่านหาเหตุผลมาแก้ต่างให้ตัวเองได้นับไม่ถ้วน ทว่าตอนนั่งนินทาว่าร้ายข้ากลับไม่รู้สึกผิดสักนิด ขณะที่ข้าโดนใส่ร้ายก็คล้อยตามอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ข้าขอถามว่าความยุติธรรมอยู่ที่ใด”
อยู่ๆ เรื่องราวก็เปลี่ยนฝั่ง เสิ่นจือมองชาวบ้านที่ตอนแรกอ้าปากก็ก่นด่า คำก็ตำหนิ สองคำก็สาปแช่ง ตอนนี้กลับถูกนางทำให้พูดไม่ออก เสิ่นจือแม้เป็นคนปากร้ายทว่ากลับปฏิบัติกับลูกติดของสามีไม่เลว แม้ใช้งานหนักแต่ก็ให้กินของดี ใช้ของดี ไม่ให้ออกไปเสี่ยงขึ้นเขาหรือเข้าใกล้ลำธาร เรียกได้ว่ารักสามีก็รักลูกๆ ของเขา แม้ไม่อ่อนโยนไม่ใช้คำหวาน ทว่ารวมๆ แล้วก็นับว่าไม่ได้อำมหิตอย่างที่ถูกกล่าวหา
“ข้าจะพูดให้ชัดเจน ปีนั้นหลิวอวี้แต่งเข้าบ้านข้า ข้าใช้เงินสินสอดไปสามตำลึง ปีที่เขาไปชายแดนเขาได้เงินเบี้ยงเลี้ยงล่วงหน้าสองตำลึง จากนั้นข้าไปรับเบี้ยเลี้ยงของเขาทุกเดือนเดือนละหนึ่งตำลึง สองปีนับเป็นเงินยี่สิบสี่ตำลึง หักสามตำลึงของข้าเหลือยี่สิบเอ็ดตำลึง ทุกปีข้าตัดชุดซื้อรองเท้าใหม่ให้บรรดาลูกๆ ของเขาปีละห้าตำลึง สองปีสิบตำลึงเหลือเงินสิบเอ็ดตำลึง สองปีมานี้การกินอยู่ของเด็กสามคนข้าจะไม่นับ เงินสิบเอ็ดตำลึงแบ่งคนละครึ่งจากนั้นหย่าขาดแยกย้ายสองฝ่ายไม่ติดค้าง”
หลิวอวี้เลิกคิ้วมองนาง คิ้วของเขาค่อยๆ มุ่นลงเมื่อเห็นสีหน้าของนาง เห็นชัดว่าการคำนวณปากเปล่าของนางทำให้เขาคาดไม่ถึง “เจ้า...คิดเลขเป็น?”
เสิ่นจือไม่สนใจเขาสักนิด นางมองหัวหน้าหมู่บ้าน “รบกวนท่านลุงเสิ่นเขียนหนังสือหย่าให้ข้าด้วย ทุกคนที่นี่รบกวนเป็นพยานให้ข้าเช่นกัน ข้าเสิ่นจือวันนี้หย่าขาดกับหลิวอวี้เพราะได้รับความอยุติธรรมจากสามี มิใช่ข้าที่ทำผิดต่อหลิวอวี้หรือบุตรของเขา หากมีใครไม่เห็นด้วยข้าจะไปแจ้งทางการให้เข้ามาสอบสวนหาความจริง การสอบสวนของทางการข้าไม่เชื่อว่าความจริงจะไม่กระจ่าง แม้มีคนไม่ชอบข้าและพยายามบิดเบือนทว่าหลักฐานและการให้การจะอย่างไรใต้เท้าที่ว่าการย่อมมองออก” นางจงใจมองไปยังเสิ่นหูและมารดา ทั้งสองคอหดถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที
หลิวอวี้มองตามสายตาของเสิ่นจือ ผิดถูกตอนนี้เขาย่อมมองออกแล้วอย่างชัดเจน ทั้งที่เสิ่นจือกล่าว ทั้งท่าทางของสองแม่ลูก รวมไปถึงท่าทีของคนในหมู่บ้าน
จริงอยู่ว่าเมื่อก่อนเสิ่นจือเป็นหญิงปากร้ายและเห็นแก่ตัว ทว่าเรื่องในวันนี้เขาไม่แยกแยะไม่สอบถามให้กระจ่างกลับลงมือทำร้ายคนด้วยความโกรธ บวกกับเรื่องที่เขาหนีไปชายแดนทิ้งบุตรทั้งสองคนเอาไว้ เนื่องจากทำใจเข้าหอกับสตรีอ้วนอัปลักษณ์ไม่ลง
ในใจของเขาตอนนั้นยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียฮูหยินอันเป็นที่รัก ไม่อยากยอมรับสตรีอื่นเข้ามาในชีวิต ทว่าความจำเป็นบีบบังคับทำได้เพียงคล้อยตาม กระทั่งคิดตื้นๆ ว่าหากเขาหลบไปชายแดน ด้วยความเห็นอกเห็นใจของชาวบ้านในหมู่บ้านที่คอยดูแลกันและกัน บุตรของเขาทั้งสามก็คงไม่ได้รับความลำบากมากนัก อีกทั้งเงินเบี้ยเลี้ยงของเขาที่ได้รับในแต่ละเดือน เสิ่นจือที่หลงรักเขาและยอมควักเนื้อมาถึงสามตำลึงคงไม่กล้าลงมือกับเด็กๆ...
ทันทีที่มาถึงหมู่บ้านนางจี้ก็ปราดเข้ามาบอกว่าเสิ่นจือคิดทำร้ายอาจู เขาทั้งโกรธ ทั้งโมโห ทั้งกลัวว่าบุตรสาวจะเป็นอันตราย เมื่อมาถึงไม่ถามไถ่กลับลงมือทันที ตอนนี้คิดเสียใจก็สายไปแล้ว...
นึกถึงเมื่อครู่ที่นั่งอยู่ในลานบ้าน สิ่งที่ชาวบ้านบอกเล่าให้ได้ยินล้วนเป็นเรื่องที่เสิ่นจือใช้งานบุตรของเขา ความคิดของเขาถูกชักนำไปในทางเดียวนั่นก็คือหย่าขาดกับเสิ่นจือ ไม่มีสักชั่วขณะที่เขาคิดจะถามว่านางทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ ตอนนี้หวนคิดไปถึงตอนที่เขาไปเคาะประตูบ้านของชาวบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ ไม่มีใครเลยนอกจากนางที่หยิบยื่นความช่วยเหลือนั้นให้ ในยุคที่แห้งแล้งขาดแคลนไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ เงินสามตำลึงนั้นทำให้เขาใช้หนี้และจัดงานศพส่งฮูหยินเป็นครั้งสุดท้าย...
“ข้า...ขอโทษ” เขากล่าวออกมาในที่สุด “เสิ่นจือข้าขอโทษ”
“ข้ารับคำขอโทษของท่าน ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเขียนหนังสือหย่าเถิด” นางยังคงต้องการหย่าขาดจากเขาอย่างแน่วแน่
มองบุตรชาย บุตรสาว มองเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านที่พวกเขาสวมใส่ มองสองแก้มของอาจูที่ขึ้นเลือดฝาด มองแก้มกลมๆ มองบุตรชายสองคนที่ตัวสูงขึ้น แตกต่างกันกับบุตรของเพื่อนบ้านที่อายุเท่ากันแต่กลับผอมแห้งและสกปรกมอมแมม หลิวอวี้ก้มหน้าหลับตาถอนหายใจ
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเขียนหนังสือหย่าตามที่นางปรารถนาเถิด ข้าเป็นฝ่ายผิดข้ายอมรับตามที่นางว่าทุกอย่างเขียนลงไปเถิด”
เห็นเสิ่นจือยืนยันจะหย่าขาดสามี... หวังเอ้อร์นึกถึงตอนที่น้องสาวหัวเด็ดตีนขาดก็จะแต่งชายหนุ่มเข้าบ้าน ทั้งที่ตอนแรกก็รู้ว่าภาระเรื่องลูกติดของหลิวอวี้ทั้งสามนี้นางต้องแบกรับ เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาน้องสาว
“จือจือ ข้าว่าอย่างไรก็เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกัน มิสู้เจ้าสองสามีภรรยาเข้าบ้านไปสนทนากันดีๆ สักรอบ น้องเขยเองก็เพิ่งกลับมาจากชายแดน มีเรื่องอะไรมิสู้ไกล่เกลี่ยกันสักรอบหนึ่งค่อยตัดสินใจ หากเจ้ารีบร้อนหย่าขาดวันหน้านึกเสียใจก็ไม่ได้แล้วมิใช่หรือ”
นางเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนรอง “พี่รอง ท่านแต่งพี่สะใภ้รองเข้าบ้านมาหลายปีเคยลงไม้ลงมือกับนางหรือไม่”
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า
“อืม อย่างไรเสียก็อยู่บนเขาอาจเจอกับสัตว์ป่า”หวังม่ายสะดุ้งขยับเข้ามาใกล้เสิ่นจือโดยไม่รู้ตัว “ชะ...เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” ความเหนื่อยเมื่อครู่ถูกทำให้ความกลัวบดบังเรี่ยวแรงจึงกลับมา ตอนเดินไปถึงลำธารหวังม่ายวางตะกร้าทิ้งตัวลงนอนหงายใต้ร่มไม้ใหญ่ นางหอบหายใจจนตัวโยนหลับตาไม่เอาอะไรแล้วหวังโต้วเองก็เหนื่อยแต่เก็บอาการ ตอนที่เสิ่นจือบอกให้เขาพักเขารับคำเบาๆ จากนั้นมองนางที่เดินไปล้างรากซู “ทะ...ท่านอาข้าช่วยท่านขอรับ”“ไม่เป็นไรเจ้าไปนั่งพักกับเสี่ยวม่ายเถิด ล้างรากซูไม่ได้เหนื่อยอะไร เจ้าพักครู่หนึ่งค่อยมาช่วยกันล้างเห็ดโคน” เขามีท่าทางลังเลแต่นางพยักหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เช่นนั้นเขาจึงยอมเดินไปพักเพิ่งล้างรากซูจนสะอาดอีกฝั่งของลำธารก็เจอกลุ่มคน เสิ่นจือไม่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้จึงจ้องนานหน่อย เห็นอีกฝ่ายเพียงนำเสื้อผ้ามาซักนางจึงวางใจ ในใจคิดว่าคงเป็นนักโทษเนรเทศกลุ่มนั้น ที่มามีเพียงสตรีหกคนท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ดูยังไงก็น่าจะไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อน ตอนนำตะกร้าเห็ดโคนมาล้าง นางเห็นในน้ำมีเงาวูบไหวคิ้วก็เลิกขึ้น อยู่ๆ ก็เดินไปที่ฝั่งมองหาไม้มาเหลาให้แหลมหวังโต้ว
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อพี่ชายเดินเข้ามา “วันนี้คงต้องไปช่วยบ้านฝั่งโน้นสักหน่อย บ้านของท่านน้าลู่พังถล่มเสบียงเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำออกมาตากหากโชคดีวันนี้ฝนอาจจะไม่ตก” หวังต้านั่งลงเสิ่นจือมองลั่วซื่อที่รีบหลบตานาง ในดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอคลอง “โชคดีเหลือเกิน พวกเราโชคดีที่ทันทีที่บ้านพังก็มีที่ขนของมาเก็บเอาไว้ หาไม่หากรอจนฝนหยุดข้าวของก็พังเสียหายหมดแล้ว” นางมองไปยังลูกสองคน “ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเพียงใด ไหนจะโต้วโต้ว ฮวาฮวา ไหนจะข้าวของ ขอบใจเจ้าเหลือเกินอาจือ”“ไหนๆ ท่านก็จะไปที่นั่นข้ามีผ้านวมเก่าสภาพยังใช้ได้เพราะข้าเพิ่งซื้อมาเปลี่ยน ท่านก็นำไปให้พวกเขาด้วยแล้วกัน อย่างน้อยก็แห้งและยังสะอาดใช้ไปก่อนให้พ้นช่วงเวลายากลำบากนี้”“เจ้าไม่ไปด้วยกัน?”“ไม่ละข้าอยากขึ้นเขา ข้าอยากไปดูเห็ดโคนสักหน่อย คิดว่าตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวก็ดีเหมือนกัน พวกท่านยุ่งเรื่องที่นี่ไปเรื่องเสบียงตอนนี้ยังไม่ต้องกังวล” เพิ่งพูดจบก็เห็นท่าทางแปลกๆ ของหวังโต้ว “อะไรหรือ”“คือว่า...” เขามองบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ข้า...ข้าอยากขึ้นเขาไปกับท่านอา ได้หรือไม่ขอรับ” นางถึ







