LOGINนางถอนหายใจมองกำแพงสูงสองฟาก ด้านหนึ่งเป็นบ้านของหวังต้า อีกด้านเป็นบ้านของหวังเอ้อร์ บ้านชนบทที่มีกำแพงสูงขวางกั้นและบ้านของนางอยู่ตรงกลาง มองไปรอบๆ ตัวบ้านที่มีสามด้านหันเข้าหาลาน คล้ายซานเหอย่วนแต่ก็ไม่ใช่เพราะตัวเรือนแยกจากกำแพงสูง เรือนตรงกลางคือโถงและห้องนอนของนางอยู่ติดกัน ปีกซ้ายเป็นห้องนอนสองห้องที่ตอนนี้ว่างแล้ว ปีกขวาคือห้องครัว ห้องกินข้าว และห้องเสบียง ลานบ้านมีโม่หินและโต๊ะเก้าอี้ มุมกำแพงด้านในมีต้นกุ้ยฮวาต้นหนึ่ง จะว่าไปบ้านของนางนับว่าทั้งปลอดภัย มั่นคง แข็งแรง ไม่มีอะไรต้องซ่อมแซมปรับปรุง รั้วสูงยากแก่การปีน ประตูไม้บานใหญ่ลงกลอนก็แทบไม่มีที่ติ
“ก็ไม่ได้ดูแย่” นางถอนหายใจจากนั้นค่อยๆ นั่งลงเพื่อตั้งสติ ในมือยังถือหนังสือหย่าที่มีการประทับลายนิ้วมือซึ่งเพิ่งได้มาจากหัวหน้าหมู่บ้าน
เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังจะสิ้นแสงสุดท้ายของวัน นางรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาจริงๆ แล้ว ไม่ได้เหนื่อยใจแต่เป็นร่างกายนี้ที่กำลังประท้วงต่างหาก “ช่างเถิด ในเมื่อมาแล้วก็ต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี ก่อนหน้านี้จะใจร้ายก็ดี จะปากร้ายก็ช่าง ข้าไม่จำเป็นต้องพยายามเอาใจผู้ใด ไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ใดชอบข้า ข้าจะอยู่ที่นี่ในแบบของข้า เป็นตัวข้าเสิ่นจือคนใหม่ที่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง”
ยังไม่ทันเริ่มแสงแรกของวันเสียงไก่ขันก็ปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้น
ที่นี่ชาวบ้านเริ่มเตรียมตัวออกไปทำงานกันตั้งแต่เช้ามืด ตอนนี้ข้าวในนากำลังออกรวงยิ่งต้องได้รับการประคบประหงม เสียงสนทนากันของบ้านพี่ชายที่ขนาบทั้งซ้ายขวาแม้ไม่ได้ดังมาก แต่เพราะเป็นบ้านที่สร้างขึ้นแบบชนบท เรื่องเก็บเสียงอะไรนั่นเลิกคิดไปได้เลย
จิ่นซื่อเอ่ยถามหวังเอ้อร์เรื่องการหย่าร้างของเสิ่นจือ ตำหนิที่นางทำอะไรไม่ยั้งคิดถึงผลที่อาจตามมา ชื่อเสียงที่อาจจำทำให้ผู้คนรังเกียจ “ในหนังสือหย่าก็ระบุชัดเจนว่าเป็นหลิวอวี้ที่ผิดต่อนางแท้ๆ แถมเมื่อวานชาวบ้านในหมู่บ้านก็มาเป็นพยานกว่าครึ่งหมู่บ้าน ใครจะกล้ากล่าววาจาว่าร้ายจือจือบ้านข้า” หวังเอ้อร์กล่าวเสียงไม่เบานัก “มาถึงไม่สอบถามกลับกล้าลงมือกับจือจือบ้านข้า เขาคิดว่าเขาเป็นใครกัน ท่านพ่อยังไม่เคยลงมือกับนางสักครั้ง”
ดูเหมือนพี่สะใภ้รองจะไม่พอใจกับการเข้าข้างของพี่ชายนาง “เจ้าคำก็จือจือบ้านข้าสองคำก็จือจือบ้านข้า นางเคยเห็นเจ้าเป็นคนบ้านเดียวกันด้วยหรือ ที่ผ่านมานางด่าทอเอาเปรียบให้เจ้าทำงานเป็นวัวเป็นม้า ไม่เคยเห็นนางจะคิดว่าเจ้าเป็นพี่ชายสักครั้ง”
“หากนางไม่เห็นข้าเป็นพี่ชายแล้วเจ้าคิดว่าข้าวที่กินมาตลอดปีมาจากที่ใด บ้านที่อยู่ตอนนี้ก็เป็นท่านพ่อที่แยกเรือนออกเงินสร้างให้ แต่งเจ้าเป็นฮูหยินก็ท่านพ่อออกเงินค่าสินสอด เงินนั่นเป็นเงินสินเดิมของจือจือด้วยซ้ำ”
“อย่างไรเสียนั่นก็คือเงินของบิดานางไม่ใช่นางเสียหน่อย”
“เจ้าก็รู้นี่ว่านั่นคือบิดาของนาง ท่านพ่อมีบุญคุณใหญ่หลวง ข้าจะอกตัญญูไม่ได้ ก่อนสิ้นใจท่านพ่อสั่งเสียเอาไว้ให้ข้ากับพี่ใหญ่ดูแลจือจือให้ดี ข้าเองก็รับปากเอาไว้แล้ว”
“เจ้าโง่!” พี่สะใภ้รองตวาดเสียงดังอย่างไม่ได้ดังใจกระทั่งต่อมาเสียงก็เงียบไป ดูเหมือนหวังเอ้อร์จะลงนาไปแล้ว
เสิ่นจือลงจากเตียงเดินออกมาข้างนอก นางหันซ้ายหันขวาวางแผนว่าวันนี้จะต้องทำอะไรบ้าง จากนั้นครู่ต่อมาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในครัว ในถังมีข้าวสารมากพอสมควร อีกถังมีแป้งหยาบ ถัดมามีแป้งขาวละเอียด มีแม้กระทั่งขาหมูทั้งท่อนที่ทำเป็นเนื้อเค็ม ยังมีมันหมูและผักดอง ไข่ไก่อีกสี่ห้าฟอง ห้องถัดไปเป็นห้องเก็บเสบียง ในห้องนั้นอัดแน่นไปด้วยข้าวสาลีกว่ายี่สิบกระสอบ ส่วนแบ่งสองส่วนของที่ดินยี่สิบหมู่ถือว่ามาก ทว่าตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบกระสอบก่อนการเก็บเกี่ยว จำนวนเด็กสามคนที่เพิ่มมาเห็นชัดว่าทำให้เสบียงของเสิ่นจือลดลงอย่างรวดเร็ว
หลังบ้านมีมุมหนึ่งที่มีเล้าไก่ ในนั้นมีแม่ไก่สามตัวที่กำลังออกไข่ เสิ่นจือเก็บไข่ไก่ออกมาได้ถึงหกฟอง นึกขึ้นได้ว่าอย่างไรก็ต้องให้แม่ไก่ฟักไข่เพิ่มจำนวนไก่ในเล้า ตอนนี้จำนวนคนน้อยลงนางไม่จำเป็นต้องกินไข่ไก่วันละหลายๆ ฟองแล้ว
หญิงสาวเดินกลับเข้าไปในครัวลงมือก่อไฟหุงข้าว เพราะไม่ได้ทำบ่อยข้าวจึงออกมาค่อนข้างแฉะ ข้าวแฉะกับไข่เจียวคือมื้อเช้าอย่างง่ายๆ เพราะวันนี้ยังต้องวางแผนกับชีวิตต่อไป หลังมื้อเช้าก็เริ่มค้นกล่องเก็บเงินของเจ้าของร่างเดิมออกมานับ เงินทั้งหมดนับแล้วมีเพียงยี่สิบสองตำลึงกับอีกสี่สิบสามอีแปะ ถือว่าเสิ่นจือคนนี้ไม่ได้ยากจนข้นแค้นหากเทียบกับบ้านอื่นๆ ตอนเดินสำรวจรอบบ้านและเปิดประตูด้านหลังออกมาก็เห็นหวังต้ากับหวังเอ้อร์ ที่นายี่สิบหมู่ของบ้านก็อยู่หลังประตูนี่เอง
“จือจือเจ้าออกมาทำอะไร ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกไม่สบายหรือเหตุใดตื่นเช้าขนาดนี้ กินมื้อเช้าแล้วหรือยัง”
เช้า? นางมองไปรอบๆ พระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าแล้วแถมแดดก็เริ่มสาดส่อง “ข้านอนไม่หลับน่ะ” มองเห็นชาวบ้านสองสามคนลอบมองมายังนาง แต่พอนางหันไปมองกลับรีบหลบทันที เสิ่นจือถอนหายใจ “ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อวานข้าก็รู้สึกว่าทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง เช้านี้ไหนๆ ก็ตื่นแล้วเลยออกมาเดินสูดอากาศ พวกท่านกำลังทำอะไร”
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า
“อืม อย่างไรเสียก็อยู่บนเขาอาจเจอกับสัตว์ป่า”หวังม่ายสะดุ้งขยับเข้ามาใกล้เสิ่นจือโดยไม่รู้ตัว “ชะ...เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” ความเหนื่อยเมื่อครู่ถูกทำให้ความกลัวบดบังเรี่ยวแรงจึงกลับมา ตอนเดินไปถึงลำธารหวังม่ายวางตะกร้าทิ้งตัวลงนอนหงายใต้ร่มไม้ใหญ่ นางหอบหายใจจนตัวโยนหลับตาไม่เอาอะไรแล้วหวังโต้วเองก็เหนื่อยแต่เก็บอาการ ตอนที่เสิ่นจือบอกให้เขาพักเขารับคำเบาๆ จากนั้นมองนางที่เดินไปล้างรากซู “ทะ...ท่านอาข้าช่วยท่านขอรับ”“ไม่เป็นไรเจ้าไปนั่งพักกับเสี่ยวม่ายเถิด ล้างรากซูไม่ได้เหนื่อยอะไร เจ้าพักครู่หนึ่งค่อยมาช่วยกันล้างเห็ดโคน” เขามีท่าทางลังเลแต่นางพยักหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เช่นนั้นเขาจึงยอมเดินไปพักเพิ่งล้างรากซูจนสะอาดอีกฝั่งของลำธารก็เจอกลุ่มคน เสิ่นจือไม่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้จึงจ้องนานหน่อย เห็นอีกฝ่ายเพียงนำเสื้อผ้ามาซักนางจึงวางใจ ในใจคิดว่าคงเป็นนักโทษเนรเทศกลุ่มนั้น ที่มามีเพียงสตรีหกคนท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ดูยังไงก็น่าจะไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อน ตอนนำตะกร้าเห็ดโคนมาล้าง นางเห็นในน้ำมีเงาวูบไหวคิ้วก็เลิกขึ้น อยู่ๆ ก็เดินไปที่ฝั่งมองหาไม้มาเหลาให้แหลมหวังโต้ว
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อพี่ชายเดินเข้ามา “วันนี้คงต้องไปช่วยบ้านฝั่งโน้นสักหน่อย บ้านของท่านน้าลู่พังถล่มเสบียงเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำออกมาตากหากโชคดีวันนี้ฝนอาจจะไม่ตก” หวังต้านั่งลงเสิ่นจือมองลั่วซื่อที่รีบหลบตานาง ในดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอคลอง “โชคดีเหลือเกิน พวกเราโชคดีที่ทันทีที่บ้านพังก็มีที่ขนของมาเก็บเอาไว้ หาไม่หากรอจนฝนหยุดข้าวของก็พังเสียหายหมดแล้ว” นางมองไปยังลูกสองคน “ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเพียงใด ไหนจะโต้วโต้ว ฮวาฮวา ไหนจะข้าวของ ขอบใจเจ้าเหลือเกินอาจือ”“ไหนๆ ท่านก็จะไปที่นั่นข้ามีผ้านวมเก่าสภาพยังใช้ได้เพราะข้าเพิ่งซื้อมาเปลี่ยน ท่านก็นำไปให้พวกเขาด้วยแล้วกัน อย่างน้อยก็แห้งและยังสะอาดใช้ไปก่อนให้พ้นช่วงเวลายากลำบากนี้”“เจ้าไม่ไปด้วยกัน?”“ไม่ละข้าอยากขึ้นเขา ข้าอยากไปดูเห็ดโคนสักหน่อย คิดว่าตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวก็ดีเหมือนกัน พวกท่านยุ่งเรื่องที่นี่ไปเรื่องเสบียงตอนนี้ยังไม่ต้องกังวล” เพิ่งพูดจบก็เห็นท่าทางแปลกๆ ของหวังโต้ว “อะไรหรือ”“คือว่า...” เขามองบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ข้า...ข้าอยากขึ้นเขาไปกับท่านอา ได้หรือไม่ขอรับ” นางถึ







