登入ม่านมุกก้าวเข้ามาในโซนครัวเล็กๆ ริมระเบียงพร้อมกับหยิบกระทะไฟฟ้าใบเก่าขึ้นมาตั้งไฟ หญิงสาวเทน้ำมันลงไปเล็กน้อย เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่าเมื่อเธอโยนกระเทียมสับและเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตู้เย็นลงไปผัด
กลิ่นหอมของการคั่วกระเทียมและเนื้อสัตว์คลุ้งไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ร่างอวบอิ่มตอกไข่ไก่ลงไปสองฟอง คั่วจนสุกเหลืองแล้วใส่ข้าวสวยค้างคืนลงไปผัดคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล และพริกไทยอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ทอดไข่ดาวกรอบๆ เพิ่มอีกสองฟองเพื่อความสมบูรณ์แบบของมื้ออาหาร
ม่านมุกจัดการตักข้าวผัดหมูควันฉุยแบ่งใส่จานสองใบ เธอตั้งใจตักข้าวและเนื้อหมูชิ้นโตๆ ใส่ในจานใบแรกจนพูน โปะหน้าด้วยไข่ดาวเยิ้มๆ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าคนเจ็บที่นั่งมองการกระทำของเธออยู่เงียบๆ ส่วนจานของตัวเองกลับมีเพียงข้าวผัดที่มีวิญญาณหมูติดมานิดหน่อยและไข่ดาวหนึ่งฟอง
“กินสิ ข้าวผัดหมูไข่ดาว ฉันทำเองค่ะ” เธอเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้าม “วัตถุดิบมีแค่นี้แหละ ปลายเดือนแล้วต้องประหยัดหน่อย คุณกินๆ ไปก่อนแล้วกันนะ อ้อ อย่าลืมกฎข้อแรกที่ตกลงกันไว้ด้วยล่ะ ห้ามบ่น”
อวิ๋นก้มมองจานข้าวผัดที่อัดแน่นไปด้วยปริมาณและเนื้อสัตว์ สลับกับจานของหญิงสาวที่เน้นข้าวมากกว่าหมูอย่างเห็นได้ชัด เขาเห็นเธอทำงานงกๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ต้องคอยประหยัดอดออมสารพัด แต่กลับยอมเสียสละแบ่งปันอาหารดีๆ ให้คนแปลกหน้าอย่างเขาโดยไม่เรียกร้องอะไร
“จานของเธอแทบจะไม่มีเนื้อหมูเลย” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ สายตาคมยังคงจับจ้องอยู่ที่จานข้าวผัดของอีกฝ่าย
“ก็หมูมันเหลือแค่นั้นนี่” เธอตอบหน้าตาเฉย พลางใช้ช้อนตัดไข่ดาวในจานตัวเอง “คุณเป็นคนเจ็บ ร่างกายต้องการโปรตีนไปซ่อมแซมแผล จะได้หายไวๆ แล้วก็รีบย้ายออกไปจากห้องฉันสักทีไง รีบกินเข้าไปเถอะน่า อย่าเรื่องมาก”
อวิ๋นนิ่งไปชั่วขณะ เขามองผู้หญิงดื้อรั้นที่พยายามหาข้ออ้างกลบเกลื่อนความใจดีของตัวเอง ไม่มีความหวังผลประโยชน์หรือการทวงบุญคุณอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวผัดหมูเข้าปากเงียบๆ รสชาติที่ปรุงรสมาอย่างพอดีทำให้อวิ๋นรู้สึกว่ามันอร่อยกว่าอาหารมื้อหรูในภัตตาคารที่เขาเคยทานมาทั้งชีวิต
“ข้าวผัดนี่อร่อยดีนะ” เขาเอ่ยชมเรียบๆ
“แน่ล่ะค่ะ ฝีมือระดับฉันแล้ว” ม่านมุกยิ้มรับคำชมอย่างภูมิใจ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการข้าวผัดในจานของตัวเองต่อ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารญี่ปุ่นตัวเล็กเต็มไปด้วยความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่ไม่น่าอึดอัดอีกต่อไป เขาลอบมองรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของม่านมุก และเริ่มตระหนักได้ว่า การติดอยู่ในห้องเช่ารูหนูแห่งนี้ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกผ่อนคลายที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้
เสียงพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าหมุนส่ายไปมาดังกืดกาดเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำลายความเงียบภายในห้องเช่าสี่เหลี่ยมแคบๆ ในช่วงบ่าย ม่านมุกจัดการล้างจานชามจากมื้อกลางวันจนสะอาดสะอ้าน ก่อนจะกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะรองนั่งตัวเดิม ขยับเอนหลังพิงผนังห้องพลางหยิบหนังสือเรียนขึ้นมาเปิดอ่านเพื่อฆ่าเวลา แม้จะตกลงยอมหยุดงานอยู่บ้านตามที่ชายแปลกหน้าขอร้อง แต่ความกังวลเรื่องรายได้และอนาคตก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
อวิ๋นขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ เขายืดเส้นยืดสายและสำรวจบาดแผลที่สีข้างของตนเอง การพักผ่อนอย่างเต็มที่และยาแก้อักเสบที่ผู้หญิงคนนี้ซื้อมาให้ช่วยให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูได้รวดเร็วกว่าที่คิด ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องเช่าซอมซ่ออีกครั้ง เขาซ่อนตัวอยู่ที่นี่มาพักใหญ่แล้ว หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปมากกว่านี้ พวกที่ลอบกัดเขาอาจจะขยายวงค้นหามาถึงที่นี่ และผู้หญิงคนนี้จะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็กด้านในสุด ดึงธนบัตรใบละพัน ที่พับซ่อนไว้อย่างแนบเนียนออกมา โชคดีที่ตอนปะทะกันพวกเศษสวะนั่นไม่ได้มีโอกาสค้นตัวเขาอย่างละเอียด เงินสดฉุกเฉินก้อนนี้จึงยังอยู่รอดปลอดภัย
ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะญี่ปุ่น เลื่อนธนบัตรสองใบไปตรงหน้าคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ
ม่านมุกเงยหน้าขึ้นมองธนบัตรสลับกับใบหน้าคมคาย “ค่าจ้างหยุดงานเหรอ ฉันบอกแล้วไงว่าค่อยจ่ายทีเดียวตอนคุณออกไปจากที่นี่ก็ได้”
“ไม่ใช่ค่าจ้าง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันอยากให้เธอเดินออกไปที่ร้านสะดวกซื้อแถวนี้ ซื้อโทรศัพท์มือถือแบบใช้แล้วทิ้งที่ราคาถูกที่สุดพร้อมซิมการ์ดแบบเติมเงินมาให้ฉันที”
“โทรศัพท์เหรอ” เธอเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ “ถ้าคุณอยากโทรหาใคร ทำไมไม่ยืมเครื่องฉันล่ะ ถึงมันจะรุ่นเก่าไปหน่อยแต่ก็โทรออกได้ปกติเหมือนกันนะ”
“ฉันไม่อยากใช้โทรศัพท์ของเธอติดต่อกับคนของฉัน” อวิ๋นอธิบายอย่างใจเย็น “พวกศัตรูอาจจะดักจับสัญญาณและแกะรอยเบอร์โทรศัพท์ได้ ถ้าพวกมันรู้ว่าสัญญาณถูกส่งมาจากเครื่องของเธอ ชีวิตเธอจะไม่ปลอดภัย ฉันต้องการเครื่องใหม่ที่ไม่มีประวัติการใช้งานใดๆ เพื่อตัดปัญหาพวกนั้น”
ม่านมุกรับฟังเหตุผลแล้วก็ต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ โลกของผู้ชายคนนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อนและอันตรายรอบด้านจริงๆ เธอพยักหน้ารับ รวบเงินบนโต๊ะมาถือไว้ ก่อนจะหยิบกระเป๋าผ้าใบเก่งขึ้นสะพาย
“เข้าใจแล้ว รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันเดินออกไปซื้อมาให้ เอาแบบถูกสุดเลยนะ”
“อืม รีบไปรีบกลับ ระวังตัวด้วย” เขาเอ่ยสำทับ
หญิงสาวพยักหน้ารับคำ คว้าลูกกุญแจห้องแล้วหมุนตัวเดินออกไปจัดการธุระให้เขาตามคำขอ
ม่านมุกก้าวเข้ามาในโซนครัวเล็กๆ ริมระเบียงพร้อมกับหยิบกระทะไฟฟ้าใบเก่าขึ้นมาตั้งไฟ หญิงสาวเทน้ำมันลงไปเล็กน้อย เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่าเมื่อเธอโยนกระเทียมสับและเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตู้เย็นลงไปผัดกลิ่นหอมของการคั่วกระเทียมและเนื้อสัตว์คลุ้งไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ร่างอวบอิ่มตอกไข่ไก่ลงไปสองฟอง คั่วจนสุกเหลืองแล้วใส่ข้าวสวยค้างคืนลงไปผัดคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล และพริกไทยอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ทอดไข่ดาวกรอบๆ เพิ่มอีกสองฟองเพื่อความสมบูรณ์แบบของมื้ออาหารม่านมุกจัดการตักข้าวผัดหมูควันฉุยแบ่งใส่จานสองใบ เธอตั้งใจตักข้าวและเนื้อหมูชิ้นโตๆ ใส่ในจานใบแรกจนพูน โปะหน้าด้วยไข่ดาวเยิ้มๆ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าคนเจ็บที่นั่งมองการกระทำของเธออยู่เงียบๆ ส่วนจานของตัวเองกลับมีเพียงข้าวผัดที่มีวิญญาณหมูติดมานิดหน่อยและไข่ดาวหนึ่งฟอง“กินสิ ข้าวผัดหมูไข่ดาว ฉันทำเองค่ะ” เธอเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้าม
"พวกนั้น... จะกลับมาอีกไหม" เธอตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจ อวิ๋นส่ายหัวช้าๆ "พวกมันเป็นแค่นักเลงปลายแถว รับเงินมาเพื่อสืบข่าวและตามหาตัวฉันเท่านั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรมากมาย โดนอัดไปขนาดนั้นคงไม่กล้ากลับมายุ่มย่ามแถวนี้อีกพักใหญ่" "แล้วคนที่จ้างพวกมันมาล่ะ" "เรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวล ฉันมีวิธีจัดการของฉันเอง" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทแต่มั่นคง "ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายเธอ เธอช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันไม่มีวันเนรคุณ" ม่านมุกแค่นเสียงในลำคอ "ฉันก็ไม่ได้อยากมีบุญคุณอะไรกับคุณหรอกนะ แค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ ไปวันๆ ทำงานหาเงินจ่ายค่าห้องก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนลูกหลงจากเรื่องพวกนี้อีก" "ฉันขอโทษ" คำขอโทษที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักทำเอาม่านมุกชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าผู้ชายที่ดูแข็งกร้าวและอันตรายอย่างเขาจะยอมเอ่ยคำนี้ออกมาง่ายๆ แววตาของเขาไม่มีความล้อเล่น มันเต็มไปด้วยความจริงจังจนเธอต้องหลบสายตาไปทางอื่น"ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันดวงซวยเองก็แล้วกัน" เธอบ่นพึมพำ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบถุงกับข้าวที่ซื้อติดมือมาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง "กินข้าวกันดีกว่า ฉันหิว
ม่านมุกเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อมือหยาบกร้านของนักเลงบีบท่อนแขนของเธอแน่นขึ้น“ฉัน... ฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวพยายามสะบัดแขนออกแต่ก็สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้ชายที่มีรอยแผลเป็นง้างมือขึ้นเตรียมจะตบเค้นเอาคำตอบ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาดำของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากซอกตึกด้านหลัง ชายคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเข้มตัวเก่าที่ดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะมิดชิด ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดบังด้วยหน้ากากอนามัยสีดำสนิทจนเหลือเพียงนัยน์ตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์อวิ๋นไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนในตอนแรก แต่เมื่อสัญชาตญาณเตือนภัยทำงาน เขาจึงลอบมองผ่านหน้าต่างและเห็นว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มจึงไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้การออกจากห้องเช่าที่ถูกคล้องแม่กุญแจล็อกจากด้านนอกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ชายหนุ่มเดินไปทางพื้นที่ซักล้างด้านหลังห้องซึ่งมีเพียงกำแพงปูนเก่าๆ กั้นอาณาเขตไว้ เขาหยิบเสื้อฮู้ดและหน้ากากมาสวมอำพรางใบหน้า ก่อนจะใช้สองมือยันขอบกำแพงแล้วออกแรงกระโดดข้ามออกมาอย่างง่ายดาย แม้จะสะเทือนแผลที่สีข้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค"กำแพงเตี้ยขนาดนี้ใครปีนเข้า
เช้าวันต่อมาเสียงถุงพลาสติกเสียดสีกันดังสวบสาบเมื่อม่านมุกวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง รูปร่างมีน้ำมีนวลในชุดเสื้อยืดและกางเกงวอร์มตัวโคร่งขยับไปมาอย่างกระฉับกระเฉง เธอจัดการเทข้าวต้มหมูใส่ชามใบกระเบื้อง เลื่อนไปตรงหน้าผู้ชายที่ยังคงนั่งพิงผนังอยู่ในตำแหน่งเดิมราวกับถูกสตาฟไว้ เสื้อเชิ้ตตัวเก่าของเขาถูกซักและตากจนแห้งแล้ว เธอนำมาให้เขาใส่ชั่วคราวไปก่อน แม้จะดูยับย่นไปบ้างแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้คนเจ็บนั่งเปลือยท่อนบนรับลมจากพัดลมเก่าๆ“กินข้าวต้มสิคุณ วันนี้ฉันซื้อร้านเจ้าอร่อยมาให้เลยนะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้ามและตักข้าวต้มในชามของตัวเองเข้าปากอวิ๋นหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเงียบๆ เขาไม่แสดงท่าทีต่อต้านเหมือนเมื่อวานแล้ว ทว่านัยน์ตาสีเข้มยังคงฉายแววระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาม่านมุกเคี้ยวข้าวต้มจนแก้มตุ่ย พลางจ้องมองผู้ชายร่วมห้องอย่างพิจารณา ถึงเขาจะดูเรื่องเยอะและเข้าถึงยาก แต่การต้องอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันโดยไม่รู้จักแม้แต่ชื่อก็ดูจะแปลกเกินไปหน่อย หญิงสาวกลืนอาหารลงคอแล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น“จะว่าไป เราอยู่ด้วยกันมาเข้า
นิ้วเรียวยาวกดหน้าจอโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ตรงมุมห้องใกล้กับกองหนังสือเรียน ความเจ็บปวดจากแผลที่สีข้างยังคงรบกวนการเคลื่อนไหว แต่อวิ๋นชินชากับความเจ็บปวดระดับนี้ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปที่ประตูห้องน้ำที่ปิดสนิท เมื่อแน่ใจว่าเจ้าของห้องยังไม่ออกมา เขาจึงจัดการปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ โชคดีที่เธอไม่ได้ตั้งรหัสผ่านอะไรไว้อวิ๋นเปิดเบราว์เซอร์เข้าสู่ระบบเครือข่ายลับที่เขาตั้งค่าไว้กับลูกน้องคนสนิท พิมพ์ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่ตัวอักษรเพื่อระบุพิกัดที่อยู่ปัจจุบันและสถานะความปลอดภัยของตัวเอง ส่งตรงไปยังเครือข่ายของตระกูลเหลียงสมองของบอสใหญ่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว การลอบโจมตีเมื่อคืนแม่นยำและกะทันหันเกินไป เส้นทางการเดินทางของเขาเป็นความลับระดับสูง มีเพียงคนในระดับหัวกะทิไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ นั่นหมายความว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กร การหวนกลับไปปรากฏตัวในตอนนี้เท่ากับเดินกลับไปเข้าค่ายกลของศัตรู เขาจำเป็นต้องแกล้งหายสาบสูญไปสักพัก เพื่อล่อให้พวกงูพิษเผยหางออกมา และห้องเช่าซอมซ่อของผู้หญิงธรรมดาคนนี้ ก็คือจุดบอดที่ปลอดภัยที่สุดที่ไม่มีใครคาดคิดถึงชายห
ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ไปชั่วขณะ เมื่อม่านมุกตอกกลับด้วยประโยคที่ว่าเธอคือคนที่เก็บเขากลับมา อวิ๋นยังคงนั่งพิงผนังด้วยท่าทีระแวดระวัง นัยน์ตาสีเข้มดุดันจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างประเมินสถานการณ์ ม่านมุกไม่ได้สนใจสายตาคุกคามนั้น เธอขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทรวดทรงอวบอิ่มตามแบบฉบับคนเจ้าเนื้อขยับไปมาขณะที่เธอเดินไปหยิบขวดน้ำเปล่ามารินใส่แก้วแล้วยื่นส่งให้คนเจ็บ “กินน้ำสิ ปากคุณแห้งจนแตกหมดแล้ว” ชายหนุ่มมองแก้วน้ำพลาสติกในมือเธอสลับกับใบหน้ากลมกลึง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมรับแก้วน้ำนั้นมาดื่มจนหมด ม่านมุกรับแก้วกลับไปวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ก่อนจะลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าเขา แขนอวบยกขึ้นกอดอกเตรียมพร้อมสำหรับซักไซ้ไล่เลียง “เอาล่ะ ในเมื่อคุณตื่นแล้วและดูท่าทางจะพูดรู้เรื่อง เราก็มาคุยกันหน่อยดีกว่า” เธอเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อคืนคุณนอนจมกองเลือดอยู่ข้างทาง ฉันแบกคุณกลับมาทำแผลให้แบบงูๆ ปลาๆ แต่แผลคุณลึกมาก ถ้าปล่อยไว้อาจจะติดเชื้อได้ ฉันว่าคุณควรไปโรงพยาบาล” “ฉันไม่ไป” อวิ๋นตอบสวนกลับมาทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด ม่านมุกขมว