LOGIN"พวกนั้น... จะกลับมาอีกไหม" เธอตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจ
อวิ๋นส่ายหัวช้าๆ "พวกมันเป็นแค่นักเลงปลายแถว รับเงินมาเพื่อสืบข่าวและตามหาตัวฉันเท่านั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรมากมาย โดนอัดไปขนาดนั้นคงไม่กล้ากลับมายุ่มย่ามแถวนี้อีกพักใหญ่" "แล้วคนที่จ้างพวกมันมาล่ะ" "เรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวล ฉันมีวิธีจัดการของฉันเอง" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทแต่มั่นคง "ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายเธอ เธอช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันไม่มีวันเนรคุณ" ม่านมุกแค่นเสียงในลำคอ "ฉันก็ไม่ได้อยากมีบุญคุณอะไรกับคุณหรอกนะ แค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ ไปวันๆ ทำงานหาเงินจ่ายค่าห้องก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนลูกหลงจากเรื่องพวกนี้อีก" "ฉันขอโทษ" คำขอโทษที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักทำเอาม่านมุกชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าผู้ชายที่ดูแข็งกร้าวและอันตรายอย่างเขาจะยอมเอ่ยคำนี้ออกมาง่ายๆ แววตาของเขาไม่มีความล้อเล่น มันเต็มไปด้วยความจริงจังจนเธอต้องหลบสายตาไปทางอื่น "ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันดวงซวยเองก็แล้วกัน" เธอบ่นพึมพำ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบถุงกับข้าวที่ซื้อติดมือมาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง "กินข้าวกันดีกว่า ฉันหิวจนไส้จะขาดแล้ว" ม่านมุกจัดการแกะกับข้าวใส่จาน แบ่งข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชามสองใบแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเขา มื้อเย็นวันนี้ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก แต่ความอึดอัดที่เคยก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่นเริ่มเบาบางลงไปบ้าง อวิ๋นกินอาหารในส่วนของตัวเองเงียบๆ นัยน์ตาสีเข้มลอบสังเกตผู้หญิงร่วมห้องเป็นระยะ เธอเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย ดูเจริญอาหารราวกับพยายามกลบเกลื่อนเรื่องระทึกขวัญเมื่อช่วงเย็นไปจนหมดสิ้น รูปร่างอวบอิ่มที่เต็มไปด้วยส่วนโค้งเว้าตามธรรมชาติของเธอไม่ได้ดูเทอะทะ แต่กลับดูนุ่มนวลและรับกับสรีระอย่างพอดีในสายตาของเขา หลังจากจัดการมื้อเย็นและเก็บล้างภาชนะเสร็จสิ้น ความเหนื่อยล้าก็เริ่มจู่โจมม่านมุกอย่างหนัก หญิงสาวปูที่นอนของตัวเองลงบนพื้นห้องมุมหนึ่ง จัดแจงหมอนและผ้าห่มอย่างลวกๆ "ฉันจะนอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า" เธอหันมาบอกคนเจ็บที่ยังคงนั่งพิงผนังอยู่มุมเดิม "ส่วนคุณก็พักผ่อนซะ อย่าลืมกินยาด้วยล่ะ" "พรุ่งนี้เธอหยุดงานได้ไหม" จู่ๆ อวิ๋นก็ถามขึ้น ม่านมุกขมวดคิ้ว "หยุดได้ไง ฉันทำงานรายวันนะ ขืนหยุดก็โดนหักเงินสิ คุณจะมาจ่ายค่าแรงแทนฉันหรือไง" "อืม ฉันจ่ายเอง" เขาตอบสั้นๆ "ช่วงนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ฉันไม่อยากให้เธอออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกคนเดียว รอให้คนของฉันจัดการเคลียร์เส้นทางให้เรียบร้อยก่อน แล้วเธอค่อยกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ" "นี่คุณจะบ้าเหรอ ฉัน..." "ถือว่าฉันขอร้อง" อวิ๋นพูดแทรกขึ้นมา แววตาของเขาจริงจังจนม่านมุกเถียงไม่ออก "เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง อยู่ในห้องนี้กับฉันไปก่อนเถอะนะมุก" หญิงสาวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ สมองประมวลผลคำพูดของเขาอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมาขาดรายได้ แต่เธอก็รู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดมันมีเหตุผล ขืนเธอออกไปทำงานแล้วโดนพวกนักเลงดักทำร้ายอีก คราวนี้อาจจะไม่มีใครโผล่มาช่วยเหมือนวันนี้ก็ได้ "ก็ได้ แค่พรุ่งนี้วันเดียวนะ" เธอถอนหายใจยาว ยอมแพ้ให้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับ "แล้วค่าแรงของฉัน คุณต้องจ่ายชดเชยให้ครบทุกบาททุกสตางค์ด้วย เข้าใจไหม" "เข้าใจแล้ว" เขารับคำเรียบๆ ม่านมุกทิ้งตัวลงนอนบนฟูกนุ่ม ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคอ เธอพลิกตัวหันตะแคงเข้าหาผนัง พยายามข่มตาหลับเพื่อหนีจากความวุ่นวายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตตลอดสองวันที่ผ่านมา อวิ๋นนั่งมองแผ่นหลังของคนที่หลับสนิทไปแล้วด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ภายในห้องเช่าแคบๆ มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเธอ และเสียงพัดลมที่ดังอยู่มุมห้อง ชายหนุ่มเอนศีรษะพิงผนัง หลับตาลงช้าๆ แต่สติสัมปชัญญะยังคงตื่นตัวเต็มร้อย เขาตั้งใจไว้แล้วว่า ไม่ว่าอันตรายใดจะกล้ำกรายเข้ามา เขาจะใช้ชีวิตของเขาปกป้องผู้หญิงคนนี้ให้ถึงที่สุด เช้าวันต่อมา จังหวะเพลงลูกทุ่งอินดี้สามช่าดังกระหึ่มออกมาจากลำโพงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่วางอยู่บนขอบหน้าต่าง ม่านมุกขยับโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาตามจังหวะดนตรีสนุกสนาน มืออวบกำด้ามไม้กวาดแน่นพร้อมกับใช้มันแทนไมโครโฟน รูปร่างมีน้ำมีนวลหมุนตัวไปรอบห้องแคบๆ อย่างเริงร่า เธอหลับตาเปล่งเสียงร้องเพลงท่อนฮุคแบบไม่ห่วงสวย ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการทำความสะอาดห้องพักในวันหยุดจนลืมไปสนิทว่าสถานการณ์ปัจจุบันภายในห้องไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว อวิ๋นนั่งกอดอกพิงผนังห้อง นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองหญิงสาวที่กำลังเต้นแร้งเต้นกาอยู่กลางห้องด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาไม่ได้เอ่ยปากทักทายหรือห้ามปราม ปล่อยให้เธอโชว์สเตปแดนซ์พร้อมกับกวาดฝุ่นไปตามจังหวะเพลงต่อไปเรื่อยๆ ม่านมุกสะบัดผมที่มัดเป็นหางม้า หมุนตัวกลับมาโพสท่าจบเพลงอย่างสวยงาม ทว่ารอยยิ้มกว้างบนใบหน้ากลับค่อยๆ เจื่อนลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่นั่งจ้องเธออยู่มุมห้อง “เอ่อ” เธอรีบวางไม้กวาดลงพื้นทันที ใบหน้ากลมกลึงซับสีเลือดขึ้นมาเป็นริ้วด้วยความอับอาย “คุณตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งเสียง” “ตื่นตั้งแต่เธอเริ่มร้องเพลงท่อนแรก” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เต้นต่อสิ ฉันกำลังดูเพลินๆ” ม่านมุกแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เธอรีบเดินไปกดปิดเพลงที่โทรศัพท์มือถือ แก้เขินด้วยการกระแอมในลำคอสองสามทีเพื่อเรียกสติและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ “ในเมื่อคุณตื่นแล้วก็ดี เราต้องมาตกลงเรื่องกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันหน่อย” เธอเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน ลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าเขา “สถานการณ์ข้างนอกยังไม่ปลอดภัย คุณก็เลยต้องซุกหัวอยู่ห้องฉันต่อ ถูกต้องไหม” อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำว่าซุกหัว แต่เขาก็ยอมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ดีมาก เพราะฉะนั้นกฎข้อแรก บ้านฉันไม่ใช่โรงแรมห้าดาวค่ะคุณอวิ๋น ฉันทำกับข้าวอะไรให้กิน คุณก็ต้องกิน ห้ามบ่น ห้ามเลือก ห้ามเขี่ยผักทิ้ง” เธอยกนิ้วขึ้นมานับทีละข้ออย่างจริงจัง “ข้อสอง ห้ามทำห้องรกเด็ดขาด พื้นที่มันแคบอยู่แล้ว ถ้าคุณทำรกฉันจะจับคุณโยนออกไปนอกหน้าต่าง และข้อสาม ห้ามออกคำสั่งกับฉัน ในห้องนี้ฉันเป็นเจ้าของบ้าน ฉันใหญ่ที่สุด” อวิ๋นมองผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังตั้งกฎใส่เขาราวกับเป็นผู้คุมเรือนจำ ทั้งที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เกือบตายมาเมื่อวาน แต่เธอกลับทำตัวปกติแถมยังมานั่งสั่งสอนบอสใหญ่แห่งตระกูลเหลียงฉอดๆ “เข้าใจที่ฉันพูดไหมเนี่ย” เธอโบกมือไปมาตรงหน้าเขาเมื่อเห็นเขานิ่งไป “เข้าใจแล้ว” เขาตอบรับสั้นๆ “ก็ดี งั้นฉันจะไปซักผ้า คุณก็นั่งเงียบๆ ไปแล้วกัน” ม่านมุกหอบตะกร้าผ้าใบใหญ่เดินออกไปที่ระเบียงหลังห้อง เธอเปิดน้ำใส่กะละมังพลางถอนหายใจยาว มืออวบขยี้เสื้อผ้าในน้ำยาซักผ้าพร้อมกับปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ผู้ชายคนนั้นจัดการนักเลงสามคนร่วงไปกองกับพื้นภายในเวลาไม่ถึงนาที แถมยังประกาศกร้าวว่าเธอคือคนของเขา ความเหี้ยมเกรียมที่แผ่ออกมาจากตัวเขาตอนนั้นทำเอาเธอขนลุกซู่ แต่พอตัดภาพมาที่ตอนนี้ เขากลับยอมนั่งพิงผนังห้องเงียบๆ ยอมให้เธอตั้งกฎใส่หน้า และนั่งดูเธอเต้นเพลงลูกทุ่งโดยไม่ปริปากบ่น นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย เธอสบถด่าตัวเองในใจ เอาผู้ชายที่อันตรายยิ่งกว่าระเบิดเวลามาเก็บไว้ในบ้านเนี่ยนะ ยัยมุกเอ๊ย แกมันประมาท เลินเล่อ ทำงานจนสมองเบลอไปหมดแล้วแน่ๆ ถ้าวันดีคืนดีเขาเกิดคลุ้มคลั่งบีบคอแกขึ้นมาจะทำยังไง แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับรู้สึกว่าเขาจะไม่มีวันทำร้ายเธอ มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ได้ สัญชาตญาณในตัวร้องบอกว่าผู้ชายที่มีเบื้องหลังดำมืดคนนี้ ปลอดภัยกว่าใครหลายคนที่เธอเคยเจอเสียอีก “บ้าไปแล้วมุก แกต้องรักษาระยะห่างเข้าไว้ ท่องไว้ว่าเขาเป็นแค่คนแปลกหน้า” เธอพึมพำกับตัวเองขณะบิดผ้าตากลงบนราวเหล็กม่านมุกก้าวเข้ามาในโซนครัวเล็กๆ ริมระเบียงพร้อมกับหยิบกระทะไฟฟ้าใบเก่าขึ้นมาตั้งไฟ หญิงสาวเทน้ำมันลงไปเล็กน้อย เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่าเมื่อเธอโยนกระเทียมสับและเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตู้เย็นลงไปผัดกลิ่นหอมของการคั่วกระเทียมและเนื้อสัตว์คลุ้งไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ร่างอวบอิ่มตอกไข่ไก่ลงไปสองฟอง คั่วจนสุกเหลืองแล้วใส่ข้าวสวยค้างคืนลงไปผัดคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล และพริกไทยอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ทอดไข่ดาวกรอบๆ เพิ่มอีกสองฟองเพื่อความสมบูรณ์แบบของมื้ออาหารม่านมุกจัดการตักข้าวผัดหมูควันฉุยแบ่งใส่จานสองใบ เธอตั้งใจตักข้าวและเนื้อหมูชิ้นโตๆ ใส่ในจานใบแรกจนพูน โปะหน้าด้วยไข่ดาวเยิ้มๆ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าคนเจ็บที่นั่งมองการกระทำของเธออยู่เงียบๆ ส่วนจานของตัวเองกลับมีเพียงข้าวผัดที่มีวิญญาณหมูติดมานิดหน่อยและไข่ดาวหนึ่งฟอง“กินสิ ข้าวผัดหมูไข่ดาว ฉันทำเองค่ะ” เธอเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้าม
"พวกนั้น... จะกลับมาอีกไหม" เธอตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจ อวิ๋นส่ายหัวช้าๆ "พวกมันเป็นแค่นักเลงปลายแถว รับเงินมาเพื่อสืบข่าวและตามหาตัวฉันเท่านั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรมากมาย โดนอัดไปขนาดนั้นคงไม่กล้ากลับมายุ่มย่ามแถวนี้อีกพักใหญ่" "แล้วคนที่จ้างพวกมันมาล่ะ" "เรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวล ฉันมีวิธีจัดการของฉันเอง" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทแต่มั่นคง "ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายเธอ เธอช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันไม่มีวันเนรคุณ" ม่านมุกแค่นเสียงในลำคอ "ฉันก็ไม่ได้อยากมีบุญคุณอะไรกับคุณหรอกนะ แค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ ไปวันๆ ทำงานหาเงินจ่ายค่าห้องก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนลูกหลงจากเรื่องพวกนี้อีก" "ฉันขอโทษ" คำขอโทษที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักทำเอาม่านมุกชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าผู้ชายที่ดูแข็งกร้าวและอันตรายอย่างเขาจะยอมเอ่ยคำนี้ออกมาง่ายๆ แววตาของเขาไม่มีความล้อเล่น มันเต็มไปด้วยความจริงจังจนเธอต้องหลบสายตาไปทางอื่น"ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันดวงซวยเองก็แล้วกัน" เธอบ่นพึมพำ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบถุงกับข้าวที่ซื้อติดมือมาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง "กินข้าวกันดีกว่า ฉันหิว
ม่านมุกเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อมือหยาบกร้านของนักเลงบีบท่อนแขนของเธอแน่นขึ้น“ฉัน... ฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวพยายามสะบัดแขนออกแต่ก็สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้ชายที่มีรอยแผลเป็นง้างมือขึ้นเตรียมจะตบเค้นเอาคำตอบ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาดำของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากซอกตึกด้านหลัง ชายคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเข้มตัวเก่าที่ดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะมิดชิด ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดบังด้วยหน้ากากอนามัยสีดำสนิทจนเหลือเพียงนัยน์ตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์อวิ๋นไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนในตอนแรก แต่เมื่อสัญชาตญาณเตือนภัยทำงาน เขาจึงลอบมองผ่านหน้าต่างและเห็นว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มจึงไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้การออกจากห้องเช่าที่ถูกคล้องแม่กุญแจล็อกจากด้านนอกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ชายหนุ่มเดินไปทางพื้นที่ซักล้างด้านหลังห้องซึ่งมีเพียงกำแพงปูนเก่าๆ กั้นอาณาเขตไว้ เขาหยิบเสื้อฮู้ดและหน้ากากมาสวมอำพรางใบหน้า ก่อนจะใช้สองมือยันขอบกำแพงแล้วออกแรงกระโดดข้ามออกมาอย่างง่ายดาย แม้จะสะเทือนแผลที่สีข้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค"กำแพงเตี้ยขนาดนี้ใครปีนเข้า
เช้าวันต่อมาเสียงถุงพลาสติกเสียดสีกันดังสวบสาบเมื่อม่านมุกวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง รูปร่างมีน้ำมีนวลในชุดเสื้อยืดและกางเกงวอร์มตัวโคร่งขยับไปมาอย่างกระฉับกระเฉง เธอจัดการเทข้าวต้มหมูใส่ชามใบกระเบื้อง เลื่อนไปตรงหน้าผู้ชายที่ยังคงนั่งพิงผนังอยู่ในตำแหน่งเดิมราวกับถูกสตาฟไว้ เสื้อเชิ้ตตัวเก่าของเขาถูกซักและตากจนแห้งแล้ว เธอนำมาให้เขาใส่ชั่วคราวไปก่อน แม้จะดูยับย่นไปบ้างแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้คนเจ็บนั่งเปลือยท่อนบนรับลมจากพัดลมเก่าๆ“กินข้าวต้มสิคุณ วันนี้ฉันซื้อร้านเจ้าอร่อยมาให้เลยนะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้ามและตักข้าวต้มในชามของตัวเองเข้าปากอวิ๋นหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเงียบๆ เขาไม่แสดงท่าทีต่อต้านเหมือนเมื่อวานแล้ว ทว่านัยน์ตาสีเข้มยังคงฉายแววระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาม่านมุกเคี้ยวข้าวต้มจนแก้มตุ่ย พลางจ้องมองผู้ชายร่วมห้องอย่างพิจารณา ถึงเขาจะดูเรื่องเยอะและเข้าถึงยาก แต่การต้องอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันโดยไม่รู้จักแม้แต่ชื่อก็ดูจะแปลกเกินไปหน่อย หญิงสาวกลืนอาหารลงคอแล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น“จะว่าไป เราอยู่ด้วยกันมาเข้า
นิ้วเรียวยาวกดหน้าจอโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ตรงมุมห้องใกล้กับกองหนังสือเรียน ความเจ็บปวดจากแผลที่สีข้างยังคงรบกวนการเคลื่อนไหว แต่อวิ๋นชินชากับความเจ็บปวดระดับนี้ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปที่ประตูห้องน้ำที่ปิดสนิท เมื่อแน่ใจว่าเจ้าของห้องยังไม่ออกมา เขาจึงจัดการปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ โชคดีที่เธอไม่ได้ตั้งรหัสผ่านอะไรไว้อวิ๋นเปิดเบราว์เซอร์เข้าสู่ระบบเครือข่ายลับที่เขาตั้งค่าไว้กับลูกน้องคนสนิท พิมพ์ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่ตัวอักษรเพื่อระบุพิกัดที่อยู่ปัจจุบันและสถานะความปลอดภัยของตัวเอง ส่งตรงไปยังเครือข่ายของตระกูลเหลียงสมองของบอสใหญ่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว การลอบโจมตีเมื่อคืนแม่นยำและกะทันหันเกินไป เส้นทางการเดินทางของเขาเป็นความลับระดับสูง มีเพียงคนในระดับหัวกะทิไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ นั่นหมายความว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กร การหวนกลับไปปรากฏตัวในตอนนี้เท่ากับเดินกลับไปเข้าค่ายกลของศัตรู เขาจำเป็นต้องแกล้งหายสาบสูญไปสักพัก เพื่อล่อให้พวกงูพิษเผยหางออกมา และห้องเช่าซอมซ่อของผู้หญิงธรรมดาคนนี้ ก็คือจุดบอดที่ปลอดภัยที่สุดที่ไม่มีใครคาดคิดถึงชายห
ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ไปชั่วขณะ เมื่อม่านมุกตอกกลับด้วยประโยคที่ว่าเธอคือคนที่เก็บเขากลับมา อวิ๋นยังคงนั่งพิงผนังด้วยท่าทีระแวดระวัง นัยน์ตาสีเข้มดุดันจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างประเมินสถานการณ์ ม่านมุกไม่ได้สนใจสายตาคุกคามนั้น เธอขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทรวดทรงอวบอิ่มตามแบบฉบับคนเจ้าเนื้อขยับไปมาขณะที่เธอเดินไปหยิบขวดน้ำเปล่ามารินใส่แก้วแล้วยื่นส่งให้คนเจ็บ “กินน้ำสิ ปากคุณแห้งจนแตกหมดแล้ว” ชายหนุ่มมองแก้วน้ำพลาสติกในมือเธอสลับกับใบหน้ากลมกลึง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมรับแก้วน้ำนั้นมาดื่มจนหมด ม่านมุกรับแก้วกลับไปวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ก่อนจะลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าเขา แขนอวบยกขึ้นกอดอกเตรียมพร้อมสำหรับซักไซ้ไล่เลียง “เอาล่ะ ในเมื่อคุณตื่นแล้วและดูท่าทางจะพูดรู้เรื่อง เราก็มาคุยกันหน่อยดีกว่า” เธอเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อคืนคุณนอนจมกองเลือดอยู่ข้างทาง ฉันแบกคุณกลับมาทำแผลให้แบบงูๆ ปลาๆ แต่แผลคุณลึกมาก ถ้าปล่อยไว้อาจจะติดเชื้อได้ ฉันว่าคุณควรไปโรงพยาบาล” “ฉันไม่ไป” อวิ๋นตอบสวนกลับมาทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด ม่านมุกขมว







