로그인งานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้าใหม่ของผสานวสันต์จัดขึ้นในช่วงบ่ายผ่านเหตุการณ์จากการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อช่วงเช้า ทำให้ผู้ถือหุ้นของตระกูลฮั่วจำนวนมากต่างก็เกิดความสนใจในสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัวในวันนี้ รวมถึงทิศทางการพัฒนาในอนาคตของผสานวสันต์เช่นกันคนที่ตาดีล้วนมองออกว่า การพัฒนาของผสานวสันต์นั้นเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแรงมากอนาคตข้างหน้าเรียกได้ว่าไร้ขีดจำกัดยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าทั้งสองฝั่งต่างฝ่ายต่างดำเนินกิจการอย่างเป็นอิสระต่อกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันกลับแนบแน่น การไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ ย่อมมีแต่ผลดีไม่มีเสียต่อให้ตอนนี้สองพี่น้องฮั่วสวินเจินจะไม่ใช่กำลังหลักในสายผลิตภัณฑ์เครื่องประดับของกลุ่มบริษัท แต่สัดส่วนหุ้นในอนาคตของพวกเขาก็ไม่มีทางน้อยลงอย่างแน่นอนผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง บางทีอาจถึงคราวที่ผู้ถือหุ้นเหล่านี้ต้องเป็นฝ่ายมาคอยนั่งฟังรายงานจากฮั่วสวินเจินเสียด้วยซ้ำงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของผสานวสันต์ ยังไม่ทันจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ก็มียอดจองสินค้าล่วงหน้าไปหลายชุดออเดอร์ทั้งหมดล้วนมาจากบรรดาคนภายในหลังจากการประชุมสิ้นสุดลง บรรดาผู้ถือหุ้นเหล่านั้นต่างก็กลัวว่าตัวเอง
“เจินเจิน ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม? งั้นที่ผ่านมาไปอยู่ที่ไหนมา?”“ไปมีความรักมาค่ะ ถือโอกาสเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมงานแต่งงานของฉันในปีนี้ด้วยเลยนะคะ!”ฮั่วสวินเจินแย้มยิ้มเจิดจ้าสะดุดตา“นอกจากนี้ ฉันยังจะขอแจ้งความเอาผิดฮั่วจี้เจ๋อในข้อหาฆ่าคนโดยเจตนา ในฐานะผู้เสียหายค่ะ!”“วันนั้นฉันไม่ได้พลัดตกหล่นลงไปเอง แต่เป็นพี่เจ๋อต่างหากที่ผลักฉันลงไป! ฉันพูดจาเหลวไหลคิดไปเองหรือเปล่า เดี๋ยวพอตำรวจทำการสืบสวนดูก็คงจะรู้เองค่ะ”ย่านนั้นขาดการซ่อมบำรุงมานานหลายปี ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รกร้างทรุดโทรมแห่งหนึ่งในช่วงเวลานี้ เพื่อตบตาผู้คน เหลียงเจียเหยียนมักจะแวะเวียนไปเดินสำรวจแถวนั้นอยู่เป็นระยะดูผิวเผินคล้ายกับว่าเขายังไม่ตัดใจเรื่องที่ฮั่วสวินเจินหายสาบสูญไป แต่แท้จริงแล้วคือการคอยสังเกตการณ์ต่างหากเขาล่วงรู้เข้าว่ามีกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งติดตั้งอยู่ตรงมุมอับสายตาแถมตัวกล้องยังคงเปิดใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบันในกล้องวงจรปิดบังเอิญบันทึกภาพเหตุการณ์ในวันนั้นเอาไว้ได้พอดี แม้ว่าวิดีโอจะค่อนข้างพร่ามัวเป็นอย่างมาก แต่ก็มากพอที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นฝีมือของฮั่วจี้เจ๋อที
สวี่เพียวเพียวยิ้มบาง “บ่ายนี้ทุกท่านก็จะได้ทราบกันแล้วค่ะ พวกเราจะประกาศพร้อมกันทีเดียวเลย”นักธุรกิจหญิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สวี่เพียวเพียวโน้มตัวเข้ามาใกล้ “หาตัวคนไม่เจอจริง ๆ งั้นเหรอ? ในสภาพอากาศหนาวจัดแบบนี้ ต่อให้เป็นข่าวร้าย อย่างน้อยก็ควรปล่อยให้พวกเราได้รู้บ้างสิ”“ในการประชุมผู้ถือหุ้นวันนี้ ทุกท่านจะได้รับคำตอบที่ต้องการอย่างแน่นอนค่ะ”เมื่อเห็นว่าสวี่เพียวเพียวพูดยากและแข็งกร้าว ไม่อ่อนข้อให้เลย ผู้ที่คิดจะมาแอบเผือกข่าวสารหลายคนจึงพากันถอดใจเงียบเสียงลงภรรยาของฮั่วจี้เซินคนนี้ แม้อายุจะยังน้อย แต่ลูกเล่นเล่ห์เหลี่ยมกลับไม่น้อยเลยทีเดียวคำถามเหล่านี้ที่พวกเขาเอ่ยถามออกไป สวี่เพียวเพียวไม่รับเลยสักคำถามเดียวมีผู้ถือหุ้นอาวุโสบางคนที่ล่วงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังในการประชุมครั้งนี้ ต่างก็นั่งนิ่งสงบดั่งขุนเขาบนใบหน้าของแต่ละคนเขียนไว้ชัดเจนว่า ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น พวกเธอมีธุระอะไรก็อย่ามาถามฉันเลยบรรดาผู้ถือหุ้นเหล่านี้จึงจำต้องเก็บงำความคิดของตนเองเอาไว้ในการประชุมผู้ถือหุ้นสายตาของฮั่วจี้เซินมองไปยังฮั่วจี้เจ๋อที่อยู่ข้างกาย“ในเมื่อเป็นคนเรียกประชุม งั
ในใจของฮั่วจี้เจ๋อเต็มไปด้วยความหงุดหงิดจนหาคำมาอธิบายไม่ได้เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าตอนนี้ตัวเองจะทำอะไรก็ตาม ในสายตาของสองสามีภรรยาฮั่วจี้เซิน มันก็เป็นเพียงแค่การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกาไม่ถูกที่คันเท่านั้นทว่ากลับกลายเป็นว่า เพราะความเคลื่อนไหวเหล่านี้ของเขาเอง ที่ช่วยส่งเสริมให้บริษัททางฝั่งของสวี่เพียวเพียวได้รับกระแสความนิยมที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกเงินจำนวนมากมายที่เขาเสียไป กลับกลายเป็นการชุบมือเปิบให้คนอื่นฮั่วจี้เจ๋อนวดคลึงหว่างคิ้วของตนเองด้วยความรู้สึกไร้เรี่ยวแรง“ยกเลิกบริษัทพวกนั้นซะ ปล่อยให้พวกเขาฟ้องไปเถอะ”“รับทราบครับคุณฮั่ว”หลังจากวางสายโทรศัพท์ ฮั่วจี้เจ๋อก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงพลิกไปพลิกมาอยู่ครึ่งค่อนวันกว่าจะข่มตาหลับลงได้ในความฝันมีแต่เสียงคลื่นทะเลดังระงมไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนที่โทรศัพท์คุยกันวันนี้ ฮั่วจี้รุ่ยอยู่ริมทะเล หรือเป็นเพราะตั้งแต่วันนั้นในคืนนั้น หลังจากที่เขาผลักฮั่วสวินเจินตกลงไปในทะเล เสียงนั้นก็ยังคงก้องวนเวียนอยู่ข้างหูมาโดยตลอดอีกทั้งยังคลอเคลียมาพร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีอีกหลายเสียง“พี่เจ๋อ ขอแค่พวกเราไม่บอก
เหลียนฮว่าตาเป็นประกายระยิบระยับพวกเขาทุกคนต่างพูดว่าเด็กคนนี้หน้าตาเหมือนโสงเจี๋ยทว่ามีเพียงฮั่วจี้รุ่ยเท่านั้น ที่ทุกครั้งมักจะมองเห็นเงาร่างของสวี่เพียวเพียวซ้อนทับอยู่บนใบหน้าของเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าเสมอนี่คือลูกสาวของสวี่เพียวเพียว สิ่งที่คล้ายคลึงที่สุดย่อมต้องเป็นสวี่เพียวเพียวอยู่แล้วเธอสืบทอดทั้งนิสัยและแนวคิดมาจากสวี่เพียวเพียว“ความฝันของหนูคือการได้สืบทอดบริษัทของคุณพ่อค่ะ! ส่วนความฝันของโยวโยวคือการได้เป็นประธานาธิบดี!”มุมปากของฮั่วจี้รุ่ยกระตุกวูบมองดูฉินอวี่โยวที่กำลังวิ่งเล่นคลุกคลีอยู่กับกลุ่มเด็ก ๆ เด็กน้อยที่ตัวกลมป้อมราวกับลูกโป่ง พุ่งชนไปทั่วอย่างไร้ทิศทางดั่งรถบรรทุกคันหนึ่งเนี้ยนะ?เขาบอกว่าเขาอยากเป็นประธานาธิบดีงั้นเหรอ?สมแล้วที่เป็นความฝันของเด็ก ๆ ฮั่วจี้รุ่ยหลุดยิ้มขบขัน“คุณพ่อคุณแม่ของหนูรู้ไหมว่าหนูอยากสืบทอดบริษัทของคุณพ่อ?”“รู้สิคะ! คุณแม่บอกว่าบริษัทของคุณแม่ก็คือของหนูเหมือนกัน! เพราะงั้นหนูเลยต้องพยายามมาก ๆ ในอนาคตจะได้หาเงินเยอะ ๆ แล้วให้พวกท่านสองคนไปเที่ยวเล่นกัน!”ช่างเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่เสียจริงฮั่วจี้รุ่ยเหลือบมองเ
“ถ้าพี่ยังดื้อรั้นจะทำตามใจตัวเอง ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน”“เลิกพูดจาถากถางแบบนี้สักทีเถอะ!”คนทั้งสองฝ่ายต่างตกอยู่ในความเงียบ ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ ฮั่วจี้รุ่ยมองผืนชายหาดตรงหน้าระยะห่างนับพันลี้ต่อให้เขาอยากจะใส่ใจเรื่องราวภายในประเทศสักแค่ไหน ก็ไม่มีมือยาวพอที่จะเอื้อมไปจัดการได้ได้ยินมาว่าฮั่วจี้เซินร่วมลงทุนในโครงการการกุศลแห่งหนึ่งฮั่วจี้รุ่ยจึงตัดสินใจใช้นามแฝง บริจาคเงินจำนวนหนึ่งให้กับโครงการนั้นในวันที่ต้องเดินทางออกจากประเทศ แท้จริงแล้วเขาได้ไปพบหน้าเหลียนฮว่ามาเด็กหญิงกำลังวิ่งเล่นหยอกล้อกับกลุ่มเด็ก ๆ อยู่ในโรงเรียนอนุบาลเหลียนฮว่าสมกับที่เป็นลูกสาวของฮั่วจี้เซินจริง ๆ ต่อให้อยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กจำนวนมาก ก็ยังคงโดดเด่นเตะตาอยู่ดีตอนที่เธอเล่นเกม เธอก็นั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ มีพูดออกมาบ้างเป็นบางครั้ง แต่กลับสามารถจัดระเบียบกลุ่มเด็ก ๆ ที่กำลังวุ่นวายให้เข้าที่เข้าทางได้อย่างน่าทึ่งแถมยังไม่ต้องให้คุณครูคอยตักเตือนหรือชี้นำอะไรเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำฮั่วจี้รุ่ยยืนมองอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งเหลียนฮว่าเห็นเขาเข้าเธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเขา







