Masukโรงพยาบาล แห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพยามค่ำคืน แม้ไม่พลุกพล่านด้วยผู้คนดังเช่นช่วงเช้า หรือกลางวัน แต่ก็ยังมีคนไข้ญาติคนไข้ นั่งอยู่ตามแผนกต่างๆบ้างประปราย เชนก้าวเร็วๆ ไปยังห้องฉุกเฉิน ตามคำบอกเล่าของแม่ ก้อนเนื้อในช่องอกสั่นสะท้าน เมื่อคำพูดของแม่ ยังคงชัดเจนในห้วงคำนึง
“พ่อช็อก ตอนนี้อยู่ในห้องไอซียู ลูกมาที่โรงพยาบาลตอนนี้เลยได้ไหม”
“ได้ครับ แม่ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” เขาตอบออกไปเสียงสั่น เมื่อเห็นว่าแม่นั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ด้านหน้าห้องฉุกเฉิน ชายหนุ่มก็รีบปราดเข้าไปหา มือทั้งสองจับรวบข้อมือแม่เอาไว้แน่น
“หมอว่ายังไงบ้างครับแม่”
แม่ส่ายหน้าน้ำตาเอ่อรินอาบสองแก้ม
“หมอยังไม่ออกมาเลยลูก แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าพ่อจะเป็นยังไงบ้าง เอ่อ แม่ขอตัวเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนึงนะลูก” แม่แกะมือออกจากมือใหญ่ของเขา แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ใช้เวลาทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ขณะกำลังล้างมืออยู่ตรงอ่างล้างมือนั่นเอง สายตาของเธอก็ไปปะทะเข้ากับร่างสมส่วนของหญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาบ่งเค้าความเป็นคนจีน คงไม่ทำให้เธอแปลกใจอะไรเลย หากดวงหน้าสวยของคนข้างตัวจะไม่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นหน้า เหมือนว่าเคยเจอหญิงสาวคนนี้ที่ไหนมาก่อน
“คุณคะ เรา เคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าคะคุณ”
เช่นเดียวกับหญิงสาวเองก็ขมวดคิ้ว มุ่น นึกอยู่ไม่นานก็เอ่ยว่า
“คุณชุลีใช่ไหมคะ”
“เอ่อ นี่คะ… คุณหนูอลิศ ใช่มั้ยคะเนี่ย” ชุลี ยิ้มกว้าง เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่สามีป่วยอาการหนักเข้าโรงพยาบาล โดยไม่คาดคิดเลยว่า จะเจอกับอลิศ อดีตนายหญิงน้อยของตนเองในที่แบบนี้
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะคะคุณชุลี” อลิศ ยิ้มมุมปาก ให้กับอดีตแม่บ้านของคฤหาสน์ตระกูลลี นับตั้งแต่ชุลี กับชาญชัย แต่งงานมีครอบครัว และย้ายมาอยู่ประเทศไทย เธอก็ไม่ได้ข่าวคราวของอดีตแม่บ้าน และอดีตคนขับรถ ประจำตัวของพ่อเลย
“มาทำอะไรที่นี่คะ หรือว่าไม่สบาย”
อลิศหัวเราะเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู ในคำเรียกขานนั้นของอดีตแม่บ้านสูงวัย ดูเถอะจนป่านนี้แล้ว เธอก็ยังจะมาเรียกอลิศว่าคุณหนูอีก ทั้งที่เธอก็โตป่านนี้และไม่ได้เป็นนายหญิงน้อย ของอดีตแม่บ้านคนนี้อีกแล้ว
“ฉันสบายดีค่ะ ว่าแต่คุณชูลีมาหาหมอเหรอคะ”
“เปล่าหรอกค่ะ คือสามีของฉันไม่สบายมากน่ะค่ะ คุณหนู” น้ำเสียงของชูลีสั่นเครือ ขอบตาร้อนผ่าวจนต้องกะพริบตาถี่ๆ สะกดกลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้ไหล
“งั้นเหรอคะ ถ้าอย่างนั้น ฉันขอไปเยี่ยมคุณชาญสักหน่อยได้ไหม”
“ได้สิคะคุณหนู เชิญค่ะ” ชุลี เป็นฝ่ายเดินนำอลิศ มาที่หน้าห้องฉุกเฉิน แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องชะงัก แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่า จะพบกับเด็กหนุ่มคนที่เธอมาส่งเมื่อครู่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย
“เชน นี่คุณอลิศ เจ้านายแม่ สมัยที่แม่กับพ่อทำงานอยู่ฮ่องกงจ้ะ ไหว้คุณหนูซะสิจ๊ะลูก”
ชายหนุ่มหันมาตามเสียงของแม่ คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหาจนแทบจะชนกัน แต่กระนั้นก็ยกมือไหว้เธอตามมารยาท
“สวัสดีครับ”
“เราเคยเจอกันสองครั้งแล้วล่ะค่ะ คุณชุลี” อลิศยิ้มมุมปากให้เชน เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เขาอดรู้สึกประหม่าไม่ได้ หากความรู้สึกนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อนายแพทย์เจ้าของไข้ก้าวออกมาจากห้องไอซียู สีหน้าของนายแพทย์เคร่งเครียด ขณะที่เชนกับแม่ปราดเข้าหานายแพทย์วัยกลางคนอย่างรวดเร็ว
“คนไข้เป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ”
“คนไข้มีภาวะลำไส้อุดตัน จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนครับ”
“ว่าไงนะครับ” เชนเบิกตากว้าง พร้อมๆ กับความหนักอึ้งโถมทับเข้ามาในใจ
แน่นอนว่าการผ่าตัดครั้งนี้ คงใช้เงิน ไม่น้อยทีเดียว อย่างน้อยก็หลักแสน ที่เขาเคยบอกว่า จะหามาให้ได้ภายในหนึ่งเดือน แต่นี่ยังไม่ทันถึงเดือนดี แถมเงินในบัญชีก็ขาดอีกหลายหมื่น แล้วเขาจะไปหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พอ กันล่ะ
หลังจากเข้าไปคุยกับหมอเจ้าของไข้เรียบร้อย ปล่อยให้แม่ได้นั่งพักอยู่หน้าห้องไอซียูแล้ว เชน ก็มานั่งกอดเข่าอยู่ริมระเบียงด้านหนึ่งของหอผู้ป่วยวิกฤต น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มอย่างสุดจะหักห้ามเอาไว้ได้อีกต่อไปเมื่อนึกถึงการโทรศัพท์ทางไกลไปหาพี่สาวกับพี่ชายเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
“ฮัลโหลพี่ชิน คือพี่พอจะมีเงิน บ้างไหม ตอนนี้พ่ออาการหนักมาก ต้องผ่าตัดด่วน หมอบอกว่าเบื้องต้นต้องใช้เงินประมาณแสนกว่าบาท”
“อะไรนะ เงินตั้งแสน ฉันจะไปหามาจากไหน นี่แกรู้มั้ย ว่าฉันเพิ่งจะจ่ายค่าเทอมลูกไปตั้งห้าหมื่น ค่าเทอม โรงเรียนเอกชนน่ะแพงนะโว้ย”
“ซักสามสี่หมื่นล่ะครับ พี่พอจะมีบ้างไหม” เชนต่อรองออกไป หวังให้พี่ชายช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาล ส่วนหนึ่งส่วนน้อยก็ยังดี
“ไม่มีหรอก แกลองไปถามยัยชาร์มโน่นไป” ไล่จบชินก็วางสายไป
เชนจึงต้องโทรศัพท์ไปหาพี่สาวอีกคน และบอกเหตุผลกับเธอด้วยคำพูดเดียวกัน
“งั้นม๊าขอตามไปดูแลปะป๊าได้ไหมลูก” อลิศหยั่งเสียง เผื่อว่าลูกๆ อยากให้เธอรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านจะได้ไม่ต้องไป “ได้ค่ะ ได้ครับ” เด็กๆ ต่างลงมติเป็นเสียงเดียว เป็นอันว่า เด็กๆ ทั้งสี่คนต้องเดินเรียงแถวมาส่งป๊ากับม๊าขึ้นรถตรงหน้าประตูคฤหาสน์อีกครั้ง “คุณอลิศ ถ้าผมเป็นอะไรร้ายแรงขึ้นมา…” เชนพูดยังไม่ทันจบ ภรรยาสาวก็เลื่อนนิ้วมือขึ้นมาแตะริมฝีปากเขาเบาๆ “เสี่ยวเอ้อเป่าบอกว่าไม่มีอะไร ก็คงไม่น่าจะมีอะไรหรอกนะ คุณอย่าเพิ่งคิดมากเลย” ปากปลอบเชนออกไปว่าอย่าคิดมาก ทว่าเธอเองกลับไม่อาจหยุดความคิดของตนได้เลยจริงๆ ที่ผ่านมาเชนมีสุขภาพแข็งแรงมาตลอด แทบไม่เคยเจ็บป่วยเลยด้วยซ้ำ นอกจากตอนนั้น…ตอนที่เขาอาเจียนทั้งวัน เพราะ…แพ้ท้องแทนภรรยา เอ จะว่าไปแล้ว ประจำเดือนของเธอมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ ดูเหมือนมันจะขาดไปนานแล้วด้วยสิ “คิดอะไรอยู่เหรอครับ คุณบอกว่าไม่ให้ผมคิดมาก แต่ดูคุณสิ คิดมากซะเองแล้ว รู้ตัวรึเปล่าครับ” “เอ่อ ฉันกำลังคิดว่า บางทีเราอาจจะกำลังมีข่าวดีอีกก็ได้” “ข่าวดี อะไรเหรอครับ อย่าบอกนะว่า” เชนแทบจะลืมความเจ็บป่วยเมื่อครู่ของตัวเอง เมื่อภาพการจัดหนักจัดเต็ม ทิ้งลูกชายแบบปูพรมของเขา
รถตู้คันใหญ่ขนาด 11 ที่นั่ง แล่นเข้ามาจอดเทียบบันไดทอดขึ้นสู่เทอร์เรสด้านหน้าคฤหาสน์ตระกูลลี ที่ไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่ครอบครัวเล็กๆ ของอลิศกับเชน กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีทั้งพ่อ แม่ ลูกๆ พรั่งพร้อมด้วยบรรดาแม่บ้านนับสิบคน ภายใต้การดูแลของคุณชุลี ทันทีที่ประตูรถเปิดออก เด็กฝาแฝดชาย 2 คน และเด็กฝาแฝดหญิง 2 คน คือ ฉีอีชวน ฉีเอ้อเป่า ฉีหนิงซาน และฉีซือนิ่ง ต่างแต่งกายด้วยชุดนักเรียนอนุบาลของโรงเรียนเอกชนชื่อดังบนฝั่งเกาลูน ก็วิ่งกรูกันลงมาจากรถด้วยท่าทีรีบร้อน โดยไม่รออลิศ แม่ของพวกเขาและเธอที่กำลังเดินลงจากรถมาด้วยสีหน้าอิดโรย ต่างจากลูกๆ อย่างสิ้นเชิง พอเด็กๆ เห็นว่าคนเป็นพ่ออยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงผ้าสวมใส่สบาย สวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเย็นอยู่หน้าเตา ก็ต่างส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ขึ้นพร้อมเพรียงกัน“ปะป๊า” จากนั้นก็ต่างกรูกันเข้ามากอดแข้งกอดขา ซือนิ่ง อาศัยความเป็นน้องเล็ก อ้าแขนให้พ่ออุ้มขึ้นมาไว้บนท่อนแขน ก่อนที่เธอจะใช้ลูกอ้อนหอมแก้มพ่อซ้ายขวา พอเห็นน้องเล็กได้หอมแก้มพ่อ หนิงซานก็ขอให้พ่ออุ้มขึ้นมาแล้วขอให้พ่อหอมแก้มบ้าง “พอแล้วครับ พ่อกำลั
เชนมองประตูบานหนาปิดลงนั้นด้วยดวงตาพราวระยับฉายแววเจ้าเล่ห์ ในที่สุดวันที่เขาใฝ่ฝันก็มาถึงจนได้ ไม่นึกเลยว่าจากที่หวังแค่ครอบครองเธอคอย support เธออยู่เบื้องหลัง จะกลับกลายเป็นว่าเขามีสิทธิ์ครอบครองเธอได้ตามกฎหมาย ทั้งยังครอบครองหัวใจเธอเอาไว้ทั้งดวงในฐานะคุณชายน้อยตระกูลฉีอีกด้วย แม้ว่าต่อแต่นี้เขาจะไม่อาจเป็นพ่อบ้านส่วนตัวของเธอได้อีกแล้ว แต่เขาก็จะทำหน้าที่ยิ่งใหญ่ได้มากกว่า นั่นคือการก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นสามีที่ดีของเธอนับตั้งแต่วันนี้และตลอดไป แต่สำหรับวันนี้เขาจะทำให้เธอมีความสุขจนล้นอกทีเดียว ว่าแล้วเชนก็ก้าวเข้าไปหาเจ้าของร่างสมส่วนที่กำลังนั่งแกะเวลคลุมผมออกจากศีรษะ“ให้ผมช่วยนะ” เขาเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือแข็งแรงเพื่อนมาแกะกิ๊บติดผม ออกจากผ้าคลุมผมเนื้อบางเบา แล้วแกะกิ๊บตัวอื่นๆบนเรือนผมยาวเกล้าเป็นมวยนั้นออกทีละตัวอย่างใจเย็น แม้ว่าร่างกายของเขาจะตื่นตัวแล้วจากสายตาจ้องมองแผ่นหลังข่าวเนียนเบื้องหน้าก็ตาม“คุณอลิศเหนื่อยไหมครับ” น้ำเสียงนั้นเจือด้วยความห่วงใย ยามทอดสายตาจ้องมองดวงหน้างามสะท้อนจากกระจกเงาบานใหญ่“ไม่เหนื่อยหรอก แค่ปวดขานิดหน่อย คุณก็รู้ว่
ณ หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา กางกั้นด้วยสายหมอก ภายในอาณาจักรเล็กๆ อันสงบสุขของ ลีซีห่าว อดีตมาเฟียตระกูลลีวัย 85 ปี ชีวิตบั้นปลายอันเรียบง่ายของเขามีเพียงบอดี้การ์ตไม่กี่คนคอยดูแล ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นบอดี้การ์ตคนสนิทคุ้มกันเขามาตั้งแต่วัยหนุ่มกระทั่งกลายมาเป็นคนสูงวัยในวัยไล่เลี่ยกับเจ้านาย ชีวิตเรียบง่ายเริ่มต้นท่ามกลางแปลงผักสวนครัวนานาชนิด บ่อเลี้ยงปลาสวยงามไม่ไกลจากกระท่อมปลายนาที่ภายนอกดูเรียบง่าย ต่างจากภายในครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกตามสไตล์บ้านสมัยใหม่ ทันทีที่รถยนต์เอนกประสงค์คันหรูแล่นมาตามถนนสายเล็กมาจอดสนิทด้านหน้าประตูรั้วไฟฟ้าลายไม้ ตามมาด้วยเสียงออดดังขึ้น เสียงรายงานผ่านวิทยุสื่อสารก็ดังมาจากกระเป๋ากางเกงของบอดี้การ์ตคนหนึ่ง“มีแขกไม่ได้นัดหมายมาขอพบท่านผู้เฒ่าครับ” “ใคร” ลีซีห่าวถามออกไป “คุณฉีเหวินหลงแห่งฉีเหวินกรุ๊ปครับนายท่าน ไม่ทราบว่าท่านจะให้เขาเข้าพบหรือเปล่าครับ” “เขามีธุระอะไร” ลีซีห่าวถามต่อ หากไม่ใช่ธุระสำคัญก็คงจะไล่ผู้มาเยือนกลับซะเดี๋ยวนี้ โดยไม่สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะเดินทางมาไกล ลำบากลำบนแค่ไหนกว่าจะมาถึงที่ห่างไกลเช่นนี้ได้ “เขามาพบนายท่า
“ผมว่า ผมคงไม่จัดงานแต่งงานใหญ่โตอะไรหรอก อีกอย่างช่วงนี้งานที่บริษัททัวร์ของซิ่วอิงก็กำลังยุ่งๆ อยู่ด้วย ผมกับซิ่วอิงแพลนเอาไว้แล้วว่า คงจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เร็วๆ นี้แหละ” “จริงเหรอ ยินดีด้วยนะ” ขณะนั้นเองเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องดังขึ้นพอดี การสนทนาระหว่างอลิศกับเผยจิ้นหยางจึงต้องยุติลงเพียงเท่านั้น“แค่นี้ก่อนนะจิ้นหยาง ฉันต้องไปขึ้นเครื่องแล้วล่ะไว้เจอกันที่ฮ่องกงนะ”“ได้เลย แล้วเจอกัน” เผยจิ้นยานตัดการสนทนา เวลานี้อลิสคงไม่รู้หรอกว่า ทันทีที่การสนทนาจบลงเรียบร้อย เผยจิ้นหยางก็อุ้มคนรักสาวมาวางลงบนโซฟาตัวนุ่มตรงมุมนั่งเล่น ภายในคอนโดหรูย่านไท่กู่หลี่ซานหลี่ถุน “คุณจะทำอะไรน่ะ” หลี่ซิ่วอิงร้องประท้วง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคนกำลังทาบร่างอยู่ด้านบนคิดจะทำอะไรกับเธอ หลังวางสายจากเพื่อนรัก“ก็ ทำเรื่องสำคัญของเราไง” ว่าแล้วเขาก็โน้มใบหน้าลงมาใช้ริมฝีปากร้อนๆ กับปลายจมูกซุกซนซุกไซ้ซอกคอข่าหอมกรุ่น เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายลั่นห้องทีเดียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงครวญคราง เมื่อเขาเคลื่อนริมฝีปากต่ำลงมา มือแข็งแรงสอดเข้าไปภายใต้เสื้อยืดเนื้อดี เข้าสะกิดปลายยอดถันงามชูช่อแผ่วเบ
“ แม่ครับ เราไปกันเถอะครับ” เชนเดินมาจับจูงมือชุลี มืออีกข้าง ถูกจับจูงด้วยมือของอลิศ“ คุณหนูไม่ต้องประคองฉันหรอกค่ะ ฉันยังแข็งแรงดี”“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราเองก็ใช่คนอื่นไกล อีกอย่าง ตอนนี้ คุณชุลีก็กลายมาเป็นว่าที่แม่สามีของฉันแล้วฉันก็ต้องดูแลคุณเป็นอย่างดีสิคะ”“ แหมฉันก็ยังเป็นแม่บ้านของคุณอลิสอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขึ้นหรอก เรารีบไปสนามบินกันเถอะค่ะเดี๋ยวสายจะตกเครื่องเอา”“อึม” อลิศพยักหน้ารับยิ้มๆ เธอตั้งใจไว้แล้วว่าต่อจากนี้จะยิ้มให้บ่อยขึ้น ไม่เย็นชาเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป เพราะชีวิตเธอไม่ได้มีตัวคนเดียวอีกแล้วแต่ยังมีครอบครัวใหญ่ที่แสนอบอุ่นคอยอยู่เคียงข้าง ความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เคยมีมานาน มันได้มลายหายไปแล้วสายวีดิโอคอลส่งเสียงขึ้น ขณะอลิศกำลังนั่งรอขึ้นเครื่องอยู่ภายในเกตพาให้เธอสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต กลีบปากงามแย้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่า บนหน้าจอโทรศัพท์ปรากฎรูปโปรไฟล์ของหลี่ซิ่วอิง “ซิ่วอิงโทรมาแหน่ะ” “ครับ” เชนยิ้มอ่อนโยนให้เจ้านายสุดที่รักของเขา ขณะอลิศสัมผัสนิ้วมือเรียวไปบนหน้าจอ“ว่าไงซิ่วอิง”“ฉันเห็นคุณฉีซีชวนให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่สน







