LOGINเด็กหนุ่มวัยสิบสี่นั่งอยู่บนพื้นที่ปูพรมนุ่ม ตั้งศอกทั้งสองข้างขึ้นบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย มีหนังสือกับสมุดการบ้านของเด็กชายคเชนทร์วางอยู่อย่างเตรียมพร้อม มือประสานปลายนิ้วเรียวยาวเข้าหากัน จากนั้นก็วางคางตรงจุดที่ปลายนิ้วเชื่อมประสาน ด้วยท่วงท่าเดียวกับเด็กน้อยวัยสี่ขวบ ราวกับถอดแบบกันมา ทั้งสองเหลือบตาบอกหญิงสาววัยสิบแปดเพียงหนึ่งเดียวในห้องนี้
"แฟนเมจังหล่อเนอะ" เรียวยักคิ้วหลิ่วตา ทำตาหวานหยาดเยิ้มให้ตังเม
"หล่อที่สุดเลยค่ะ" มือบางยื่นไปบีบแก้มนุ่มของเรียวเบาๆ อย่างหยอกเย้าเอ็นดู พอได้ยินคำตอบที่พอใจ เด็กน้อยเหล่มองพร้อมยักคิ้วให้กับเด็กหนุ่มหน้ายักษ์ที่นั่งข้างๆ อย่างเป็นต่อ
"แฟนเมจังหล่อเนอะ" ไฟยักคิ้วหลิ่วตา ทำตาหวานหยาดเยิ้มให้ตังเมบ้าง
"ค่ะหล่อ แล้วยังน่ารักมากอีกด้วย ทำให้พี่ยิ้มได้ อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ใช่ไหมคะคุณคเชนทร์" ตังเมสบตากับนัยน์ตาสีนิล ไฟยิ้มแก้มแทบปริ ก่อนจะหุบยิ้มในพลันเมื่อคำเยินยอนั้นไม่ใช่สำหรับตน
"มาๆ หอมแก้มให้รางวัล แฟนเรียวน่ารักสุดๆ" เด็กน้อยลุกไปกอดคอแล้วหอมแก้มตังเมสองฟอดใหญ่ๆ โอบกอดแนบใบหน้า มิวายเหลือบมองคนตัวโตกว่าด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
"มาทำการบ้านกันดีกว่าค่ะ"
"ครับ...แฟน" เรียวหอมแก้มตังเมอีกฟอด ไฟหรี่ตามอง อยากจะงับหัวเด็กแสบเสียเดี๋ยวนี้
"พี่ไฟไม่ได้เป็นแฟนพี่เมจัง เรียวเป็นพี่เมจัง แฟนเรียวสวยเนอะ เนอะๆ" เมื่อกลับมานั่งที่ เด็กน้อยยังคงยียวนอีกฝ่ายให้หัวร้อน
"เด็กแสบ ฝากปลาย่างไว้กับแมวจริงๆ" ไฟเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมองค้อนเรียวปะหลับปะเหลือก
"ปลาย่างไร พี่ไฟอยากกินปลาย่างเหรอ ไปบอกป้านวลสิ แล้วบ้านนี้ไม่มีแมวเหมียวนะ มีแต่หนมถ้วยกับหมาดำสามตัว เปียกปูน สำลี โอเลี้ยง" เด็กน้อยเอียงคอถาม ไม่เข้าใจสำนวนที่ไฟพูดเปรียบเปรย
"คุณเรียวทำการบ้านดีกว่าค่ะ"
"ครับ...แฟน" เรียวกระตือรือร้นเปิดสมุดการบ้านขึ้นมาทำ และยังยียวนใส่ไฟไม่เลิก
"ทำการบ้านไปเลยไอ้แสบ"
"แสบเหมือนพี่ไฟแหละ"
"เถียงเก่งนักนะ" ไฟยื่นมือไปบีบแก้มของเรียวจนยืดติดมือ
"งืออออ พี่เมจัง พี่ไฟแกล้ง เจ็บ" เรียวร้องราวกับเจ็บปวดเสียเต็มประดา ยื่นหน้าไปใกล้ตังเมอย่างออดอ้อน ได้รับจูบเป็นการปลอบประโลม ใบหน้าเด็กน้อยปรากฏรอยยิ้มยียวนอีกครั้งเมื่อหันไปสบตากับไฟ ที่มองด้วยความหมั่นไส้
"คุณไฟ" จู่ๆ ไฟก็ลุกขึ้นยืน เดินมาหาตังเม และล้มตัวลงนอนโดยมีตักของเธอเป็นหมอน ท่อนแขนโอบสะโพกมน ซุกหน้าเข้าหาหน้าท้องแบนราบ
"ไฟปวดหัวมากเลยเมจัง"
"พี่ไฟแกล้ง"
"แกล้งใช่ไหมคะ"
"ปวดหัวจริงๆ เดินทางตั้งหลายชั่วโมง คิดถึงเมจังมาก เลยให้คุณพ่อพาไปหาเมจังที่โรงเรียนนั่นแหละ ถึงบ้านยังโดนเด็กแสบชกเอาชกเอา" ไฟพูดทั้งที่ยังซุกหน้าอยู่ที่หน้าท้องของตังเม
"พี่ไฟตัวอุ่นๆ ด้วยพี่เมจัง ไม่ได้แกล้ง" เรียวลุกมานั่งยองข้างๆ ใช้หลังมือเล็กสัมผัสหน้าผากของไฟ รับรู้ถึงไอร้อน ตังเมใช้หลังมือสัมผัสไปในตำแหน่งเดียวกัน
"พี่ไปเอายาให้"
"ไม่เอา ไฟไม่ชอบกินยา นอนพักเดี๋ยวก็หาย ขอนอนตักเมจังนะ"
"อยากนอนก็นอนค่ะ"
"เมจังเกาหลังให้ไฟได้ไหม"
"ค่ะ" ตังเมมองคนบนตักด้วยสายตาเอ็นดู เพิ่งจะโต้เถียงกับเรียวแท้ๆ จู่ๆ ก็เหมือนคนไร้เรี่ยวแรง ดวงตาปรอยปรือจะหลับเสียให้ได้
"แบบนี้เรียกหมดสภาพใช่ไหมครับพี่เมจัง"
"คงแบบนั้นค่ะ"
"ขอนอนเอาแรงก่อนนะไอ้แสบ แล้วจะเปิดศึกด้วยต่อ เรื่องระหว่างเรายังไม่เคลียร์นะ" ไฟอยู่ในอาการง่วงงุนเนื่องจากเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และร่างกายยังปรับจังหวะเวลาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้ เมื่อครั้งไปถึงแคนาดาไฟก็มีอาการเจ็ทแลค กว่าจะปรับตัวได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร
"บ่นงึมๆ งำๆ อะไรของพี่ไฟ ไม่ไหวๆ ทำการบ้านดีกว่า" เด็กน้อยส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย ได้ยินที่ไฟพึมพำไม่ถนัด ก่อนจะตั้งใจทำการบ้าน
"ไฟมีเรื่องจะคุยกับเมจัง ตื่นแล้วจะคุยด้วยนะ คิดถึงเมจังมากเลยรู้ไหม ร้องไห้ทุกวันเลย แต่ไม่อยากให้เมจังเห็น ขอโทษนะ ไฟขอโทษ จะไม่ทำให้เมจังร้องไห้อีกแล้ว สัญญา....." มือบางยังคงทำหน้าที่เกาหลังให้เด็กหนุ่มที่ปากยังขยับเอื้อนเอ่ยเสียงพึมพำ แต่ตังเมก็พอจะจับใจความ และมาปะติดปะต่อได้ นัยน์ตาของเธอแฝงรอยยิ้ม
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านประตูบ้านกว้างที่เปิดแง้มไว้ ม่านสีขาวปลิวสะบัดตามแรงลมพร้อมแสงจ้าตกกระทบดวงตาที่ปิดสนิท กระทั่งเปลือกตาคู่คมค่อยๆ เปิดขึ้น กะพริบถี่ๆ ยามแสงอุ่นในยามเช้าแยงตา ไฟพยุงกายขึ้นนั่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าตนอยู่เพียงคนเดียวตรงตำแหน่งเดิมที่เด็กน้อยจอมแสบนั่งทำการบ้าน ตักนุ่มก็มีหมอนมาแทนที่ พร้อมผ้าห่มสีขาวสะอาดตาที่คลุมกาย
"หลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอเรา" ไฟยกมือขึ้นไปบีบนวดต้นคอตนเอง ก่อนจะสะบัดหน้าขับไล่ความง่วงงุนที่ยังเหลืออยู่
"ตื่นแล้วเหรอไฟ" ไฟเงยหน้ามองตามเสียงหวานที่คุ้นเคย
"ครับคุณแม่ แล้ว....."
"พี่เพลงกับพี่ตังเมไปปัจฉิมตั้งแต่เช้าแล้ว ต้องเตรียมการแสดงบนเวทีด้วย"
"อ๋อครับ"
"ไฟไปอาบน้ำ จะได้กินอาหารเช้า ทุกคนกินกันหมดแล้ว เหลือไฟอยู่คนเดียวนี่ละ" ยี่หวาบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน พลางเก็บที่นอนให้ลูกชาย
"ไฟเก็บเองครับ คุณแม่รู้ไหมครับว่าพี่เพลงกับเมจังแสดงกี่โมง"
"หลังปัจฉิมเสร็จ ก็น่าจะเหมือนกับทุกๆ ปีนะ"
"ตอนนี้เก้าโมง ก็น่าจะขึ้นเวทีประมาณสิบเอ็ดโมง ไฟไปอาบน้ำก่อนนะครับ ขอบคุณครับที่เก็บที่นอนให้" ไฟเหลือบตามองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง ก่อนจะผลุนผลันออกไปเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะหอมแก้มคนเป็นแม่
"อะไรของลูกคนนี้ ไฟ! ระวังตกบันได ไฟเอ้ย" ยังไม่ทันขาดคำ ไฟก็ล้มคะมำอยู่หน้าบันไดทางขึ้น แต่ก็ลุกขึ้นโดยเร็ว วิ่งขโยกเขยกไปยังบ้าน คนเป็นแม่ถึงกับส่ายหน้าเอือมระอา
"ไทเกอร์ นายจะไม่บอกตังเมจริงๆ เหรอ" เจไดเอ่ยถามเมื่อมีโอกาสอยู่ตามลำพังกับไทเกอร์ หลังจากพิธีปัจฉิมนิเทศจบลง และกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของความครื้นเครงกับการแสดงมินิคอนเสิร์ตบนเวที
"ไม่ใช่ไม่กล้านะ แต่กลัวเสียตังเมไป เรายังมีเวลาอีกเยอะที่จะทำให้ตังเมรู้ความรู้สึกที่เรามี นายเองก็ไม่ต่างจากเราหรอก"
"ต่างสิ เพลงกำลังหมั้น" เจไดพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
"รู้ว่าเพลงกำลังหมั้น แต่ก็ยังจะรักเพลง แถมจะตามเพลงไปเรียนต่อแคนาดาอีก ทำไมไม่ตัดใจ"
"ขอแค่ได้อยู่ข้างๆ ได้คอยดูแลเท่าที่จะทำได้ ขอแค่ได้เห็นเพลงยิ้ม สถานะไหนก็ยอม"
"รักของนายช่างบริสุทธิ์"
"แล้วรักของนายล่ะ นายก็รู้ว่าไฟรู้สึกยังไงกับตังเม"
"ไม่มีอะไรแน่นอน ความใกล้ชิดอาจทำให้เราชนะใจตังเม อยู่ที่ตังเมเท่านั้นว่าจะเลือกใคร ไปกันเถอะ ใกล้ได้เวลาขึ้นเวทีแล้ว ไปช้าเดี๋ยวแม่เพลงได้บ่นหูชา" ไทเกอร์ว่า
"อืม" เจไดพยักหน้า แล้วทั้งคู่จะออกไปจากห้องน้ำของโรงเรียน ก่อนที่ร่างสูงของเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีทั้งสี่คนจะก้าวออกมาจากห้องน้ำคนละห้อง
"จะเปิดศึกกันเหรอพี่ไทเกอร์" แววตาของเด็กหนุ่มดุจเปลวไฟที่พร้อมเผาผลาญทุกอย่างให้วอดวายจนหมดสิ้น เฉกเช่นนามของเขา...เพลิงกัลป์
เสียงปรบมือดังกึกก้องเมื่อการแสดงมินิคอนเสิร์ตของวง TXRBO วงดนตรีประจำโรงเรียนจบลง และการแสดงครั้งนี้ถือเป็นการแสดงส่งท้าย เพราะหัวหน้าวง นักดนตรี และนักร้องประจำวง ได้จบการศึกษาในปีนี้แล้ว หลังจากทุกคนลงจากเวที เสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นระลอกใหญ่กับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา อดีตนักดนตรีประจำวง TXRBO อย่าง ดิน น้ำ ลม และไฟ
วันนี้มีการสลับตำแหน่งการเล่น ดินเป็นมือกลองแทนไฟ ส่วนไฟเป็นมือเบส เพราะวันนี้จะควบตำแหน่งนักร้องนำด้วย ส่วนน้ำกับลมเป็นมือกีตาร์เหมือนอย่างเคย เมื่อทุกอย่างพร้อมการแสดงดนตรีของแฝดสี่ก็เริ่มขึ้นกับบทเพลง ลมหายใจ เพลงรักที่ทำให้คนฟังรู้สึกอิ่มใจ
"แย่งซีนกันเหรอ" เพลงว่าน้องชายทั้งสี่คนที่ก้าวลงจากเวทีอย่างไม่จริงจัง
"เปล่านะพี่เพลง คนมันหล่อเลยได้ซีนแบบช่วยไม่ได้" ไฟพูดพร้อมไหวไหล่เบาๆ ด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้
"ไม่คิดเลยนะว่าไฟก็ร้องเพลงเพราะ" เฟรย่าเอ่ยขึ้น ด้วยไม่เคยได้ยินเสียงร้องของไฟ หรือแม้แต่ดิน น้ำ ลม ก็ไม่เคยร้องเพลงให้ได้ยิน
"ปกติไฟไม่ค่อยชอบร้องเพลงน่ะพี่เฟรย่า แต่วันนี้อยากร้องให้เมจังฟัง ...เธอคือลมหายใจ เธอคือทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจาง ไปจากใจ" ไฟขับร้องเป็นท่วงทำนองเมื่อยืนต่อหน้าตังเม พร้อมดอกไม้ที่นำมาให้เธอ ดอกไม้ที่ทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งถึงกับพูดไม่ออก
“เฮีย ธนูกับมังกรล่ะ” ยี่หวาถือตะกร้าผ้าเข้ามา ไม่เห็นธนูกับมังกรหลานชายฝาแฝดวัยเจ็ดวันนอนอยู่ ส่วนไฟกับตังเมแต่งตัวเตรียมไปส่งเพลิงกับพราวที่โรงเรียน และคุณแม่ลูกสี่มีนัดตัดไหมแผลผ่าคลอด“ก็นอนหลับอยู่บนเบาะ อ้าว หายไปไหนแล้ว ไฟกับตังเมอุ้มไปหรือเปล่า หรือคุณทวด” ภีมวางมือจากขวดนมของหลานที่เพิ่งป้อนเสร็จ แล้วกำลังนำไปล้าง หันมาไม่เห็นธนูกับมังกรนอนอยู่ก็แปลกใจไม่ต่างจากยี่หวา“เพลิง พราว เห็นไหมลูกว่าใครอุ้มน้องไป” ยี่หวาหันไปถามพี่ชายกับพี่สาวของแฝดเล็กที่อยู่ในชุดนักเรียน“เออ…” เพลิงกับพราวเลิ่กลั่กมองหน้ากันสลับกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่ใกล้เบาะนอนของแฝดน้อย“มีอะไรกันเหรอคะ” ตังเมกับไฟเดินเข้ามาเห็นท่าทีของทุกคนจึงเอ่ยถาม“ธนูกับมังกรล่ะครับ” ไฟถามหาลูกชายสองคนเล็กเมื่อไม่เห็นนอนอยู่บนเบาะ“ไฟกับตังเมไม่ได้อุ้มไปเหรอ”“เปล่านะครับคุณแม่ ไฟกับเมจังเพิ่งลงมา”“เพลิง พราว” ภีมจ้องหลานทั้งสอง เพลิงกับพราวต้องรู้แน่นอนว่าธนูกับมังกรหายไปไหน“เออ…อยู่นี่” เพลิงกับพราวหันมองหน้ากัน ก่อนชี้ไปที่กระเป๋านักเรียนของตน“ห๊ะ!!!” ทุกคนต่างตกใจ รีบเปิดกระเป๋านักเรียนออกดู ธนูนอนตาแป๋วอยู่ในกระเ
3 ปีต่อมางานเปิดตัวโชว์รูมรถนำเข้าและรถซุปเปอร์คาร์ อาณาจักรรถในฝันสุดหรูมากกว่าสิบแบรนด์ ซึ่งถือเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวโดดเด่น ที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เร็วและแรงถึงใจ แถมยังสะท้อนตัวตนของผู้ครอบครองได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ตลาดซุปเปอร์คาร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไฟจึงเลือกความท้าทายนี้และสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมา เสียงของความยินดีในความสำเร็จอีกก้าวของอดีตเด็กป่วนจอมแสบจากสมาชิกในตระกูลดังกึกก้อง เบื้องหลังความสำเร็จจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากครอบครัวของเขา“ยินดีกับความสำเร็จในวันนี้ด้วยนะคะ” แพทย์หญิงมินตรา ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกมือฉมังเอ่ยแสดงความยินดีกับนายเพลิงกัลป์ สามีของเธอด้วยความปลื้มปิติ หลังจากแต่งงานผู้ชายคนนี้ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาคือดวงอาทิตย์ที่สดใสของเธอกับลูกๆ“เพราะตัวเองคอยเป็นกำลังใจ เค้าถึงมีวันนี้” มือแกร่งลูบไล้แก้มนวลเนียนแผ่วเบา เหมือนกำลังแตะกลีบดอกไม้อันบางเบา อ่อนโยน และทะนุถนอม ก่อนหอมแก้มนั้นอย่างแสนรัก“มีของขวัญมาให้ด้วย” ตังเมหยิบกล่องสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดความยาวครึ่งไม้บรรทัดสีแดงผูกโบริมบิ้นสีขาวอ
“หูยยยยย คุณแม่ขา คุณแม่ส้วยสวย” พราวเยินยอคนเป็นแม่ หลังจากช่างแต่งหน้าแต่งตัวถอยออกห่างเมื่อทำหน้าที่ของตนเองเสร็จ ตังเมอยู่ในชุดไทยจักรีประยุกต์สีกลีบบัว ส่งให้เธอสวยสง่าเล่อค่า มีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตาได้ โดดเด่นด้วยเสื้อผ้าไหมไหล่เดียวจับเดรปสีชมพูพูกลีบบัว ห่มสไบไหล่แคบสีชมพูหม่น ปักคริสตัลสีชมพูอ่อน นุ่งกระโปรงผ้าไหมลำพูนสีกลีบบัว ปักพิงค์โกลด์ มีหน้านาง ชายพก สวมเครื่องประดับไทยโบราณสีพิงค์โกลด์สวยเข้ากันลงตัว“วันนี้ลูกสาวแม่ก็สวยมากค่ะ” ตังเมเชยคางของลูกสาวที่อยู่ในชุดไทยโจงกระเบน ห่มสไบ ในโทนสีชมพู วันนี้จะรับหน้าที่ถือพานเชิญขันหมาก ส่วนเพลิงนั้นจะอยู่ในฝ่ายของเจ้าบ่าว“พราวอยากเป็นเจ้าสาวบ้างค่ะคุณแม่”“พราวยังเป็นเจ้าสาวไม่ได้” นาเทียว่า“นาเทียไม่อยากเป็นเจ้าสาวเหรอ”“ต้องรอให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อน”“ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่นาเทียเป็นเจ้าสาวของเพลิงสิ เราจะได้อยู่บ้านเดียวกัน”“จองตัวเจ้าสาวให้พี่ชายซะละ” นัจมีย์เอ็นดูพราว วันนี้เธอรับหน้าที่เพื่อนเจ้าสาว และในวันนี้เพลง แคลร์ เคท เฟรย่า ก็รับหน้าที่เพื่อนเจ้าสาวด้วยเช่นกัน และยังมีเพื่อนสมัยตังเมเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่บัดนี้ต่างเป็นแ
“อาเรียว คิดถึงที่สู้ดดดดดเลยค่ะ” เด็กหญิงพราวตะวันกระโดดตัวลอยเข้าสู่อ้อมกอดของเรียวที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และเดินทางมาเขาใหญ่เพื่อมาหาหลานน้อยทั้งสองทันที พราวหอมแก้มอาสุดที่รักซ้ายขวาสลับกันไปมา ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นให้สมกับความคิดถึง“พราวคิดถึงอาเรียวเยอะแล้ว ให้เพลิงคิดถึงบ้างสิ เพลิงก็คิดถึงอาเรียวที่สู้ดดดดดดดด” เด็กชายเพลิงตะวันแหงนมองพร้อมชูมือรอคอยคนเป็นอาอุ้มบ้าง เพราะตัวเองก็คิดถึงอาสุดที่รักไม่ต่างจากน้องสาวฝาแฝด“อาอุ้มพราวกับเพลิงพร้อมกันเลย” เรียวอุ้มเด็กน้อยทั้งสองด้วยแขนแข็งแรงคนละข้าง โดยไม่รู้สึกหนัก แขนเล็กข้างหนึ่งของเด็กน้อยทั้งสองโอบคอของคนเป็นอาอย่างเป็นหลักยึด“นี่อย่าบอกนะว่าขับรถมาเอง” ไฟเท้าเอวถามเสียงห้วนปรายตามองรถซุปเปอร์คาร์สีดำที่จอดอยู่ เด็กหนุ่มวัยสิบหกหาญกล้าขับรถมาเองถึงเขาใหญ่“คุณพ่อคุณแม่กับพี่ริวจะมาวันงาน เรียวไม่อยากรอ เพราะคิดถึงพราวกับเพลิงที่สู้ดดดดดดด” เรียวหอมแก้มหลานทั้งสองคนละฟอดใหญ่ด้วยความคิดถึง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอยู่อเมริกาโดยไม่มีหลานกับพี่ๆ มันเหงามาก ดีที่ริว พี่ชายของเขาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นั่นด้วย“ใ
“เพลิงดูนี่ น่ารักเนอะ” พราวชี้ชวนให้เพลิงดูตุ๊กตาเซรามิกเด็กไทยโบราณตัวอ้วน ชายสองตัว หญิงสองตัว ผ่านกระจกบานใหญ่ของร้านจำหน่ายวัตถุโบราณ“น่ารักจริงด้วย คุณพ่อครับ เพลิงอยากได้” เพลิงเห็นด้วยกับน้องสาวฝาแฝด ดวงตากลมเป็นประกายยามจ้องมองตุ๊กตาเหล่านั้น“พราวก็อยากได้ค่ะ แบ่งกันคนละสองอัน”“เพลิงกับพราวถามเจ้าของร้านสิครับว่าขายไหม” ไฟบอกลูกน้อยทั้งสอง ชี้ไปทางเจ้าของร้านที่ก้มหน้าก้มตาทำอะไรง่วน ไม่สนใจที่จะเงยหน้าขึ้นมามองลูกค้า“คุณตาครับ” เพลิงร้องเรียกเจ้าของร้าน“คุณตาขา” พราวร้องเรียกขึ้นมาอีกคน เมื่อเจ้าของร้านยังคงไม่ให้ความสนใจ“วันนี้ร้านปิดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาดูใหม่นะ” เสียงตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะสนใจสิ่งตรงหน้ามากกว่า“คุณแม่ขา คุณตาเสียงเหมือนตาอินทร์แปงเลยค่ะ” นิ้วเล็กจิ้มแก้มนุ่ม เอียงศีรษะเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ก่อนเงยหน้าถามผู้เป็นแม่“พราวลองเรียกตาอินทร์แปงสิคะ”“ค่ะคุณแม่ พราวจะเรียกตาอินทร์แปง ตาอินทร์แปงขา” คำแนะนำของตังเมต่อลูกสาวได้ผล เจ้าของร้านขายวัตถุโบราณเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียงเล็กสดใสที่คุ้นหู“พ่อไฟ หมอมินตรา ไปไงมาไงกันลูก เพลิงกับพราวใช่ไหม
หลังจากเรียนจบทุกคนก็เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสานต่อธุรกิจของครอบครัว และสิ่งที่อยากทำ เช่นเดียวกับตังเมที่ได้เป็นศัลยแพทย์หัวใจ และได้เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กำลังรอรับเข้ารายงานตัว ส่วนเพลิงกับพราวก็เข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติของที่นี่เช่นกันตังเมกวาดตามองสำรวจบ้านขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านบนพื้นดินของเขาใหญ่ มีทั้งสนามหญ้า สวน และสระว่ายน้ำอยู่รอบบ้าน ขณะที่ตัวบ้านออกแบบในแนวร่วมสมัย โดยผสมผสานวัสดุต่างๆ ทั้งปูน หิน ไม้ และกระจกมาใช้ได้อย่างลงตัว เมื่อก้าวเข้าไปภายในตัวบ้านก็พบกับความเรียบหรู เน้นการตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์ร่วมสมัย ออกแบบการจัดวางอย่างปราณีตในทุกๆ มุมของบ้าน อย่างมีเอกลักษณ์“บ้านของเมจัง” ร่างสูงมองดวงหน้าหวานของภรรยาจากด้านข้าง เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมแขนแกร่งที่โอบเอวจากทางด้านหลัง“ทำไมเค้าไม่รู้ว่าตัวเองสร้างบ้านใหม่” ตังเมเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่โอบกอดตัวเองอยู่ด้วยความฉงนสงสัย ตั้งแต่งานสวดอภิธรรมของดิษย์กับรสสุคนธ์ ทุกคนก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยตลอดระยะเวลาสี่ปี โดยขณะนั้นรีสอร์ตอยู่ในการดูแลของภูกั







