Mag-log in
เสียงประกาศเตือนจากกัปตันสายการบินดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเครื่องบินกำลังจะลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พราวตะวัน หญิงสาววัย 25 ปีที่มีใบหน้าสวยหวานและดวงตากลมโต ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน แสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืนดูมีชีวิตชีวาและแสนจะคุ้นเคยในสายตาของพราวตะวัน
แม้ร่างกายของเธอจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามทวีปที่กินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ภายในใจกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอเพิ่งเดินทางกลับมาจากทริปดูงานที่ยุโรป ซึ่งเป็นทริปที่กินเวลายาวนานเกือบสองสัปดาห์เต็ม ตลอดเวลาที่อยู่ต่างประเทศ พราวตะวันต้องเผชิญกับตารางงานที่อัดแน่น การประชุมที่เคร่งเครียด และสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่สิ่งเดียวที่คอยเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจและทำให้เธอมีแรงสู้ในทุกๆ วันคือ 'ณัฐ' แฟนหนุ่มที่เธอคบหาดูใจกันมานานกว่าสามปี
เขามักจะ Face timeหาเธอเสมอ คอยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และบอกรักเธอในทุกคืนก่อนนอน สำหรับพราวตะวันแล้ว ณัฐคือผู้ชายที่แสนดี คือที่พึ่งพิงทางใจ และคือคนกุมหัวใจของเธอสามปี เธอเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างหมดหัวใจ
มือบางเอื้อมไปลูบกล่องของขวัญกำมะหยี่สีเข้มที่บรรจุนาฬิกาแบรนด์หรูรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ซึ่งเธอตั้งใจเดินหาซื้อจากช็อปในปารีสเพื่อนำมาเป็นของขวัญวันครบรอบสามปีของทั้งคู่ เธอตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมาเซอร์ไพรส์คนรักด้วยการเดินทางไปหาเขาที่คอนโดมิเนียมส่วนตัวโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เธอบอกณัฐเพียงแค่ว่าจะเดินทางกลับในอีกสองวันข้างหน้า เพื่อหลอกให้เขาตายใจ และจินตนาการถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและรอยยิ้มดีใจของเขาเมื่อเปิดประตูมาพบเธอ
เมื่อเครื่องบินลงจอดและจัดการเรื่องสัมภาระเสร็จสิ้น พราวตะวันลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมเดินตรงไปยังจุดรอรถแท็กซี่ทันที เธอปฏิเสธที่จะให้คนขับรถของที่บ้านมารับ เพราะเป้าหมายในคืนนี้ไม่ใช่คฤหาสน์แสงอรุณ แต่เป็นคอนโดหรูใจกลางเมืองของแฟนหนุ่มพักอาศัย
รถแท็กซี่แล่นไปตามถนนที่ยังคงมีรถพลุกพล่าน พราวตะวันหยิบสมุดโน้ตเล็กๆ ขึ้นมาเปิดดูรูปถ่ายคู่ของเธอกับณัฐ รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนริมฝีปากบาง เธอจดจำวันแรกที่เขาเดินเข้ามาจีบเธอได้ดี ณัฐเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่น เอาใจใส่และมีวาทศิลป์ที่ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกสามปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงอื่นให้เธอต้องปวดหัวหรือระแวงเลยแม้แต่น้อย เขาซื่อสัตย์และให้เกียรติเธอมาเสมอ นั่นคือสิ่งที่เธอเชื่อมาตลอด
"ถึงแล้วครับคุณผู้หญิง " เสียงคนขับรถแท็กซี่ดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์ความคิด พราวตะวันจ่ายค่าโดยสารและก้าวลงจากรถ เธอยืนอยู่หน้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ที่คุ้นเคย ยามรักษาความปลอดภัยหน้าประตูจำเธอได้และค้อมศีรษะทักทายอย่างสุภาพ หญิงสาวส่งยิ้มตอบรับก่อนจะเดินลากกระเป๋าผ่านล็อบบี้อันหรูหราตรงไปยังลิฟต์โดยสาร หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามตัวเลขชั้นที่ขยับสูงขึ้น
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงชั้น 25 ซึ่งเป็นชั้นที่ณัฐพักอยู่ โถงทางเดินเงียบสงบ มีเพียงเสียงล้อกระเป๋าเดินทางที่ลากไปตามพรมเนื้อหนา พราวตะวันหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องหมายเลข 2504 เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้น มือบางยกขึ้นจัดทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง แม้ใบหน้าจะไร้เครื่องสำอางหนาเตอะ แต่ความสวยหวานตามธรรมชาติของเธอก็ยังคงโดดเด่นเธอตัดสินใจไม่ใช้คีย์การ์ดสำรอง เพราะต้องการให้เขาเป็นคนเดินมาเปิดประตูรับความเซอร์ไพรส์นี้ด้วยตัวเอง นิ้วเรียวกดลงบนปุ่มกริ่งหน้าห้องสองครั้ง...
กริ๊ง... กริ๊ง... ความเงียบครอบคลุมอยู่เพียงอึดใจ พราวตะวันได้ยินเสียงสลักประตูปลดล็อกดัง 'แกร๊ก' หัวใจของเธอพองโต รอยยิ้มกว้างเตรียมพร้อมที่จะโผเข้ากอดคนรักให้หายคิดถึงแต่ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้รอยยิ้มของเธอแข็งค้างและค่อยๆ จางหายไปราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด คนที่ออกมาเปิดประตูให้กลับไม่ใช่ณัฐ... แต่กลับเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งที่กำลังสวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำเดินมาเปิดประตู ผู้หญิงคนนั้นมีใบหน้าสวยเฉี่ยว ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดที่เลอะเทอะเล็กน้อย
เส้นผมยาวดัดลอนของเธอยังคงเปียกชื้นราวกับเพิ่งผ่านการอาบน้ำมาหมาดๆ กลิ่นสบู่เหลวและกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงที่พราวตะวันไม่คุ้นเคยลอยมากระทบจมูก ยิ่งไปกว่านั้น รอยจ้ำสีแดงจางๆ บริเวณเนินอกที่โผล่พ้นเสื้อคลุมอาบน้ำออกมานั้น เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าผู้หญิงคนนี้เพิ่งผ่านกิจกรรมอะไรมา
พราวตะวันยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป สมองของเธอขาวโพลน โลกทั้งใบที่เคยเต็มไปด้วยสีสันพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีในเสี้ยววินาที ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบ จะพยุงร่างไว้ไม่อยู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความร้าวรานที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก
"ขอโทษนะคะ คุณมาหาใคร แต่คงจะผิดห้องแล้วละค่ะเพราะฉันไม่รู้จักคุณ" หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันพลางปรายตามองพราวตะวันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน
ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวก็ทำให้พราวตะวันแทบจะทรุดลงกับพื้น มันเหมือนมีมีดนับร้อยเล่มกรีดลงกลางใจ เสียงของณัฐที่เคยบอกรักเธอทุกคืนผุดขึ้นมาในหัว ซ้อนทับกับภาพของผู้หญิงในชุดคลุมอาบน้ำที่ยืนอยู่ในห้องของเขา ห้องที่เขาเคยบอกว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา
พราวตะวันพยายามเค้นเสียงที่ติดอยู่ในลำคอออกมา เธอไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง คนที่เธอรัก คนที่เธอไว้ใจ คนที่บอกว่ารักเธอทุกวัน คือผู้ชายที่ไม่ซื่อสัตย์ ความรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก หยาดน้ำตาร้อนๆ เริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตา แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความเข้มแข็งที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เธอพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปอย่างยากลำบาก
"ขอโทษนะคะ ฉันคงจะจำผิดไปจริงๆ"
พราวตะวันกล่าวเพียงเท่านั้นเธอก็หันหลังกลับทันที เธอไม่ได้ขอเข้าไปดูให้เห็นกับตา ไม่ได้ตะโกนโวยวาย หรือเรียกหาณัฐ เพราะทุกอย่างมันอธิบายตัวมันเองอยู่แล้ว และไม่สามารถที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลย รองเท้าหนังผู้หญิงส้นสูงสีดำที่ถอดทิ้งไว้ระเกะระกะหน้าประตู กับสภาพของผู้หญิงคนนั้น มันคือหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุด หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางเดินห่างออกมาจากประตูห้องบานนั้นด้วยความรู้สึกที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
คิรากรพาพราวตะวันมานั่งลงที่โต๊ะน้ำชาร่วมกับผู้ใหญ่ทั้งสอง ธนาคารรีบวาง แคตตาล็อกในมือลงทันทีแล้วกุลีกุจอเลื่อนเก้าอี้ให้ลูกสะใภ้ด้วยตัวเอง“มาแล้วเหรอพราว? นั่งลงลูก นั่งลง ระวังนะ อย่าเดินเร็วเกินไป” ธนาคารเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ท่าทีหยิ่งยโสในอดีตหายไปจนหมดสิ้น“พราวไม่เป็นไรแล้วค่ะคุณอา... เอ้อ คุณพ่อ” พราวตะวันเปลี่ยนคำเรียกตามที่ธนาคารเคยร้องขอไว้เมื่อหลายวันก่อน ทำให้ชายสูงวัยยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ เมื่อทุกคนนั่งกันพร้อมหน้า คิรากรก็หยิบยกเรื่องสำคัญที่ค้างคาอยู่ขึ้นมาพูดเพื่อคลายความกังวลให้ทุกคน“เรื่องมานพกับริน่า คุณพ่อจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ” คิรากรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง“มานพถูกดำเนินคดีหลายข้อหา ทั้งปลอมแปลงเอกสาร ยักยอกทรัพย์ และพยายามฆ่า หลักฐานที่เรามีแน่นหนามาก เขาคงต้องชดใช้กรรมในคุกไปตลอดชีวิต ส่วนริน่า.หลังจากที่เธอรู้ความจริงเรื่องพ่อของเธอ เธอก็ขอถอนตัวออกจากวงการและย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับแม่ของเธอที่ฟิลิปปินส์ทันที” คิรากรเว้นจังหวะ หันไปมองพ่อของตน“พ่อให้เงินตั้งตัวก้อนหนึ่งเพื่อถือเป็นการจบเรื่องกันด้วยดีและตัดขาดจากกันอย่างถาวร”“ดีแล้วลู
รังสรรค์เอ่ยคำว่า 'เพื่อน' ออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี สองชายชราสวมกอดกันอย่างแนบแน่น เป็นการสิ้นสุดสงครามที่ยาวนานและไร้สาระที่สุดในชีวิตของพวกเขา ในวินาทีนั้นเอง บานประตูห้องฉุกเฉินที่ปิดสนิทมานานกว่าครึ่งชั่วโมงก็เปิดออกคุณหมอวัยกลางคนในชุดกาวน์เดินออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเล็กน้อย ท่าทีที่ผ่อนคลายของแพทย์ผู้รักษาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่คลี่คลายลง ชายสามคนรีบพุ่งตัวเข้าไปหาแพทย์ทันทีราวกับนัดกันไว้“หมอครับ! แฟนผมเป็นยังไงบ้างครับ?” คิรากรเป็นคนแรกที่เอ่ยปากถาม ละล่ำละลักด้วยความร้อนใจ ดวงตาคมกริบของเขามีแววเว้าวอนอย่างน่าสงสาร“ใจเย็นๆ นะครับคุณคิรากร” คุณหมอเอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“คนไข้ปลอดภัยดีครับ”ประโยคนั้นเปรียบเสมือนสายฝนที่ชโลมลงบนผืนดินที่แห้งแล้ง คิรากร รังสรรค์ และ ธนาคารต่างถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก “ที่เธอหมดสติไปเป็นเพราะร่างกายอ่อนเพลียอย่างหนัก ประกอบกับความเครียดสะสม” คุณหมออธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้หญิงสาวล้มพับไป“และที่สำคัญที่สุด...” หมอหยุดเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะมองหน้าคิรากรด้วยสาย
“พราวลูกพ่อ! เกิดอะไรขึ้นคิรากร!” รังสรรค์ถามเสียงหลง ใบหน้าซีดเซียวด้วยความกลัวว่าลูกสาวจะเป็นอันตรายจากเหตุการณ์เมื่อครู่“ผมไม่ทราบครับคุณอา จู่ๆ เธอก็หมดสติไป... พราว! ได้ยินผมไหม!”คิรากรตอบละล่ำละลัก มือหนาตบเบาๆ ที่แก้มเนียนเพื่อเรียกสติ แต่ไม่มีการตอบสนองใดๆ จากหญิงสาว มีเพียงลมหายใจที่แผ่วเบาเท่านั้นเขาช้อนอุ้มร่างที่ไร้สติของพราวตะวันขึ้นทันทีโดยไม่สนใจเลือดที่กำลังไหลรินจากแขนของตัวเอง“นที! เตรียมรถ! เราจะไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเดี๋ยวนี้!”คิรากรตะโกนสั่งเลขาหนุ่มเสียงดัง นทีที่เพิ่งขับรถเข้ามาจอดรีบเปิดประตูรอคิรากรอุ้มร่างของพราวตะวันก้าวฉับๆ ฝ่าวงล้อมของตำรวจและแสงแฟลช มุ่งหน้าไปยังรถด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มดั่งไฟเผา รังสรรค์และธนาคารรีบวิ่งตามไปติดๆ ค่ำคืนที่แสนยาวนานและเต็มไปด้วยพายุอารมณ์ยังไม่จบสิ้น ความกังวลระลอกใหม่กำลังก่อตัวขึ้น พร้อมกับความลับของสวรรค์ที่กำลังจะถูกเปิดเผยในอีกไม่ช้ารถสปอร์ตคันหรูของคิรากรแล่นปาดหน้าเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูทางเข้าฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางเมืองด้วยความเร็วและความรุนแรงจนยางเสียดสีกับพื้นถนนเสียงดังสนั่น พยาบาลและเวรเป
“คุณพ่อ... พราวกลัว พราวกลัวเหลือเกินค่ะ” หญิงสาวสะอื้นไห้ ซุกหน้าลงกับไหล่กว้างของผู้เป็นพ่อราวกับเด็กน้อยที่หลงทางแล้วหาบ้านเจอรังสรรค์ลูบแผ่นหลังบางของลูกสาวที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนฝุ่นและรอยถลอก“ไม่เป็นไรแล้วลูก พ่ออยู่นี่แล้ว พ่อขอโทษที่ปกป้องลูกไม่ได้” รังสรรค์เอ่ยทั้งน้ำตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มที่เขาเคยตราหน้าว่าเป็น ‘ลูกศัตรู’ ชายที่เขาเคยเกลียดชังและคิดว่าเข้ามาเพื่อหวังทำลายครอบครัวของเขา บัดนี้ ร่างกายของชายคนนั้นโชกไปด้วยเหงื่อและเลือด โดยเฉพาะที่หัวไหล่ซ้ายซึ่งมีเลือดสีสดไหลซึมออกมาไม่หยุดจากการถูกยิง คิรากรเอาชีวิตเข้าแลก เอาตัวเข้ารับกระสุนแทนลูกสาวของเขารังสรรค์ค่อยๆ ปล่อยอ้อมกอดจากลูกสาว แล้วเดินเข้าไปหาคิรากร ชายสูงวัยมองสบตาชายหนุ่มด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีอีกแล้วความเกลียดชัง ไม่มีอีกแล้วทิฐิที่เคยบดบังหัวใจ“คิรากร... ขอบใจมากนะลูก”คำว่า ‘ลูก’ จากปากของรังสรรค์หลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ ทำเอาคิรากรถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบของซีอีโอหนุ่มเบิกกว้างขึ้นนิดๆ ด้วยความประหลาดใจ“ฉั
พราวตะวันที่ยังคงถูกมัดติดกับเก้าอี้ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งอกที่คิรากรยังมีชีวิตอยู่ นทีที่เพิ่งเตะสกัดลูกน้องคนหนึ่งจนสลบเหมือด รีบวิ่งเข้ามาใช้มีดพกตัดเชือกที่มัดมือและเท้าของเธอออกอย่างรวดเร็วเพื่อแก้มัดให้เธอ“คุณพราว! เป็นอะไรไหมครับ?” นทีถามด้วยความเป็นห่วงขณะช่วยพยุงร่างบางให้ลุกขึ้นยืน“พราวไม่เป็นไรค่ะนที... ไปช่วยคุณคิรากรก่อนค่ะ!” พราวตะวันตอบเสียงสั่น สายตาของเธอจับจ้องไปที่ร่างของชายหนุ่มที่กำลังต่อสู้เอาเป็นเอาตาย เลือดสีสดที่ไหลซึมจากหัวไหล่ของเขาทำให้เธอปวดหนึบไปทั้งหัวใจ ในขณะที่คิรากรกำลังจัดการกับมานพ ลูกน้องอีกคนของมานพก็ฟื้นคืนสติและพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธ นทีต้องผละจากพราวตะวันเข้าไปรับศึกฝั่งนั้นอีกครั้ง บรรยากาศในโกดังร้างกลายเป็นลานสังเวียนเลือดมานพที่ถูกคิรากรซัดจนสะบักสะบอม ใบหน้าบวมปูดและเต็มไปด้วยเลือด อาศัยจังหวะที่คิรากรเสียหลักเพราะอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ ชายวัยกลางคนรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ผลักร่างสูงใหญ่ของคิรากรออกไป มานพตะเกียกตะกายพยายามจะเอื้อมมือไปคว้ากระบอกปืนของตนที่ตกอยู่บนพื้นไม่ไกลนัก ปลายนิ้วของเขาเกือบจะแตะด้ามปืนได้อยู่แล้วแต่ทว่า...
พราวตะวันมองเห็นใบหน้าของคิรากรผ่านม่านน้ำตา หัวใจที่เคยสิ้นหวังกลับมาเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเห็นเขาเสี่ยงชีวิตมาช่วยเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ความกลัวว่าเขาจะเป็นอันตรายก็มีมากกว่า “คิรา... อย่าเข้ามานะคะ! เขาเสียสติไปแล้ว!” พราวตะวันร้องตะโกนห้ามสุดเสียง น้ำตาไหลอาบสองแก้ม เธอไม่อยากให้เขาต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เพราะผู้หญิงอย่างเธอ“ในเมื่อแกทำลายอนาคตของริน่า ลูกสาวของฉัน... แกก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิตของผู้หญิงคนนี้!” มานพคำรามลั่น นิ้วชี้เกี่ยวไกปืนพร้อมที่จะปลิดชีพตัวประกันในมือได้ทุกวินาที คิรากรชะงักฝีเท้า เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาของพราวตะวัน หัวใจของเขาถูกบีบรัดจนเจ็บปวดเมื่อเห็นเธอตกอยู่ในอันตราย“พราว... มองหน้าผมนะ” คิรากรพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำเสียงที่ใช้ปลอบประโลมให้เธอคลายความหวาดกลัว“ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าผมจะปกป้องคุณ... และผมไม่เคยผิดสัญญา” ดวงตาคมกริบของเขาสื่อสารความนัยบางอย่างที่ทำให้พราวตะวันรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด ก่อนที่ชายหนุ่มจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด...คิรากรค่อยๆ ย่อตัวลง วางปืนพกประจำกายของตัวเองลงบนพื้นคอนกรีตอย่างช







