Se connecter"ฉันอยากจะทำอะไรก็ได้... ที่มันจะทำให้ฉันไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องแย่ๆ อีกต่อไป" เพียงเพราะต้องการลืมภาพคนรักที่กำลังนอกใจ 'พราวตะวัน' จึงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเร่าร้อนของชายแปลกหน้าในผับหรูทว่าเมื่อแสงอรุณมาเยือน เธอกลับพบว่าเขาคือ 'คิรากร อัครเดชากร' ซีอีโอหนุ่มจอมเผด็จการผู้เป็นลูกชายศัตรูทางธุรกิจของบิดา! ซ้ำร้ายเมื่อบริษัทครอบครัวตกอยู่ในวิกฤตล้มละลาย คิรากรกลับปรากฏตัวขึ้นในฐานะผู้ร่วมทุน พร้อมยื่นข้อเสนอสุดอันตรายที่บีบบังคับให้เธอต้องเป็น "ผู้หญิงของเขา" ตลอด 24 ชั่วโมง... ภายใต้สงครามธุรกิจและความแค้นที่ฝังลึก สัญญารักที่เริ่มต้นจาก One-night stand จะก่อตัวเป็นสายใยผูกพันสองชีวิตใหม่... ที่ไม่อาจตัดขาดได้ตลอดกาล
Voir plusเสียงประกาศเตือนจากกัปตันสายการบินดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเครื่องบินกำลังจะลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พราวตะวัน หญิงสาววัย 25 ปีที่มีใบหน้าสวยหวานและดวงตากลมโต ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน แสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืนดูมีชีวิตชีวาและแสนจะคุ้นเคยในสายตาของพราวตะวัน
แม้ร่างกายของเธอจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามทวีปที่กินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ภายในใจกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอเพิ่งเดินทางกลับมาจากทริปดูงานที่ยุโรป ซึ่งเป็นทริปที่กินเวลายาวนานเกือบสองสัปดาห์เต็ม ตลอดเวลาที่อยู่ต่างประเทศ พราวตะวันต้องเผชิญกับตารางงานที่อัดแน่น การประชุมที่เคร่งเครียด และสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่สิ่งเดียวที่คอยเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจและทำให้เธอมีแรงสู้ในทุกๆ วันคือ 'ณัฐ' แฟนหนุ่มที่เธอคบหาดูใจกันมานานกว่าสามปี
เขามักจะ Face timeหาเธอเสมอ คอยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และบอกรักเธอในทุกคืนก่อนนอน สำหรับพราวตะวันแล้ว ณัฐคือผู้ชายที่แสนดี คือที่พึ่งพิงทางใจ และคือคนกุมหัวใจของเธอสามปี เธอเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างหมดหัวใจ
มือบางเอื้อมไปลูบกล่องของขวัญกำมะหยี่สีเข้มที่บรรจุนาฬิกาแบรนด์หรูรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ซึ่งเธอตั้งใจเดินหาซื้อจากช็อปในปารีสเพื่อนำมาเป็นของขวัญวันครบรอบสามปีของทั้งคู่ เธอตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมาเซอร์ไพรส์คนรักด้วยการเดินทางไปหาเขาที่คอนโดมิเนียมส่วนตัวโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เธอบอกณัฐเพียงแค่ว่าจะเดินทางกลับในอีกสองวันข้างหน้า เพื่อหลอกให้เขาตายใจ และจินตนาการถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและรอยยิ้มดีใจของเขาเมื่อเปิดประตูมาพบเธอ
เมื่อเครื่องบินลงจอดและจัดการเรื่องสัมภาระเสร็จสิ้น พราวตะวันลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมเดินตรงไปยังจุดรอรถแท็กซี่ทันที เธอปฏิเสธที่จะให้คนขับรถของที่บ้านมารับ เพราะเป้าหมายในคืนนี้ไม่ใช่คฤหาสน์แสงอรุณ แต่เป็นคอนโดหรูใจกลางเมืองของแฟนหนุ่มพักอาศัย
รถแท็กซี่แล่นไปตามถนนที่ยังคงมีรถพลุกพล่าน พราวตะวันหยิบสมุดโน้ตเล็กๆ ขึ้นมาเปิดดูรูปถ่ายคู่ของเธอกับณัฐ รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนริมฝีปากบาง เธอจดจำวันแรกที่เขาเดินเข้ามาจีบเธอได้ดี ณัฐเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่น เอาใจใส่และมีวาทศิลป์ที่ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกสามปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงอื่นให้เธอต้องปวดหัวหรือระแวงเลยแม้แต่น้อย เขาซื่อสัตย์และให้เกียรติเธอมาเสมอ นั่นคือสิ่งที่เธอเชื่อมาตลอด
"ถึงแล้วครับคุณผู้หญิง " เสียงคนขับรถแท็กซี่ดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์ความคิด พราวตะวันจ่ายค่าโดยสารและก้าวลงจากรถ เธอยืนอยู่หน้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ที่คุ้นเคย ยามรักษาความปลอดภัยหน้าประตูจำเธอได้และค้อมศีรษะทักทายอย่างสุภาพ หญิงสาวส่งยิ้มตอบรับก่อนจะเดินลากกระเป๋าผ่านล็อบบี้อันหรูหราตรงไปยังลิฟต์โดยสาร หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามตัวเลขชั้นที่ขยับสูงขึ้น
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงชั้น 25 ซึ่งเป็นชั้นที่ณัฐพักอยู่ โถงทางเดินเงียบสงบ มีเพียงเสียงล้อกระเป๋าเดินทางที่ลากไปตามพรมเนื้อหนา พราวตะวันหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องหมายเลข 2504 เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้น มือบางยกขึ้นจัดทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง แม้ใบหน้าจะไร้เครื่องสำอางหนาเตอะ แต่ความสวยหวานตามธรรมชาติของเธอก็ยังคงโดดเด่นเธอตัดสินใจไม่ใช้คีย์การ์ดสำรอง เพราะต้องการให้เขาเป็นคนเดินมาเปิดประตูรับความเซอร์ไพรส์นี้ด้วยตัวเอง นิ้วเรียวกดลงบนปุ่มกริ่งหน้าห้องสองครั้ง...
กริ๊ง... กริ๊ง... ความเงียบครอบคลุมอยู่เพียงอึดใจ พราวตะวันได้ยินเสียงสลักประตูปลดล็อกดัง 'แกร๊ก' หัวใจของเธอพองโต รอยยิ้มกว้างเตรียมพร้อมที่จะโผเข้ากอดคนรักให้หายคิดถึงแต่ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้รอยยิ้มของเธอแข็งค้างและค่อยๆ จางหายไปราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด คนที่ออกมาเปิดประตูให้กลับไม่ใช่ณัฐ... แต่กลับเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งที่กำลังสวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำเดินมาเปิดประตู ผู้หญิงคนนั้นมีใบหน้าสวยเฉี่ยว ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดที่เลอะเทอะเล็กน้อย
เส้นผมยาวดัดลอนของเธอยังคงเปียกชื้นราวกับเพิ่งผ่านการอาบน้ำมาหมาดๆ กลิ่นสบู่เหลวและกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงที่พราวตะวันไม่คุ้นเคยลอยมากระทบจมูก ยิ่งไปกว่านั้น รอยจ้ำสีแดงจางๆ บริเวณเนินอกที่โผล่พ้นเสื้อคลุมอาบน้ำออกมานั้น เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าผู้หญิงคนนี้เพิ่งผ่านกิจกรรมอะไรมา
พราวตะวันยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป สมองของเธอขาวโพลน โลกทั้งใบที่เคยเต็มไปด้วยสีสันพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีในเสี้ยววินาที ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบ จะพยุงร่างไว้ไม่อยู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความร้าวรานที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก
"ขอโทษนะคะ คุณมาหาใคร แต่คงจะผิดห้องแล้วละค่ะเพราะฉันไม่รู้จักคุณ" หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันพลางปรายตามองพราวตะวันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน
ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวก็ทำให้พราวตะวันแทบจะทรุดลงกับพื้น มันเหมือนมีมีดนับร้อยเล่มกรีดลงกลางใจ เสียงของณัฐที่เคยบอกรักเธอทุกคืนผุดขึ้นมาในหัว ซ้อนทับกับภาพของผู้หญิงในชุดคลุมอาบน้ำที่ยืนอยู่ในห้องของเขา ห้องที่เขาเคยบอกว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา
พราวตะวันพยายามเค้นเสียงที่ติดอยู่ในลำคอออกมา เธอไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง คนที่เธอรัก คนที่เธอไว้ใจ คนที่บอกว่ารักเธอทุกวัน คือผู้ชายที่ไม่ซื่อสัตย์ ความรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก หยาดน้ำตาร้อนๆ เริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตา แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความเข้มแข็งที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เธอพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปอย่างยากลำบาก
"ขอโทษนะคะ ฉันคงจะจำผิดไปจริงๆ"
พราวตะวันกล่าวเพียงเท่านั้นเธอก็หันหลังกลับทันที เธอไม่ได้ขอเข้าไปดูให้เห็นกับตา ไม่ได้ตะโกนโวยวาย หรือเรียกหาณัฐ เพราะทุกอย่างมันอธิบายตัวมันเองอยู่แล้ว และไม่สามารถที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลย รองเท้าหนังผู้หญิงส้นสูงสีดำที่ถอดทิ้งไว้ระเกะระกะหน้าประตู กับสภาพของผู้หญิงคนนั้น มันคือหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุด หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางเดินห่างออกมาจากประตูห้องบานนั้นด้วยความรู้สึกที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
พราวตะวันไม่ได้สนใจรายละเอียดของมันเลยแม้แต่น้อย สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องไปที่ความโอ่อ่าของสถานที่ สติของเธอถูกครอบงำด้วยความรู้สึกกระหายที่จะลืมและต้องการใครสักคนที่จะช่วยให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าอยู่บ้าง การถูกคนรักหักหลังทำให้เธอรู้สึกไร้ค่าและต่ำต้อย เธอต้องการ การสัมผัสที่ยืนยันว่าเธอยังคงเป็นที่ต้องการ ยังคงมีความงดงามพอที่จะทำให้ผู้ชายสักคนหลงใหลทันทีที่ประตูห้องปิดลง ชายหนุ่มก็ดันร่างบางให้แผ่นหลังแนบชิดกับบานประตูไม้เนื้อแข็ง เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวแต่ดวงตาคมกริบที่จ้องมองเธอนั้นเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาที่ลุกโชน มือหนาที่เคยวางทาบอยู่บนแก้มเลื่อนลงมาเชยคางเธอขึ้นช้าๆ บังคับให้เธอสบตากับเขาในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวหน้า ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะทาบทับลงมาบนกลีบปากบางของเธออย่างแนบแน่น มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานนุ่มนวล แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยความเรียกร้องและเอาแต่ใจ ความร้อนแรงของเขาราวกับพายุไฟที่โหมกระหน่ำเผาผลาญสติสัมปชัญญะของเธอจนมอดไหม้ พราวตะวันเผยอปากรับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ เธอสอดเรียวนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมหนาของเขา ดึงรั้งเ
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะแปลกใจกับคำตอบที่ตรงไปตรงมาของเธอ แต่ก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรออกมา เขายังคงนั่งนิ่ง ประสานมือไว้บนตัก ท่วงท่าสง่างามราวกับราชสีห์ที่กำลังประเมินสถานการณ์"ถ้าอย่างนั้น... ดื่มกับผมไหม?" เขาไม่ได้เสนอแก้วเหล้าใหม่ แต่เขายกแก้ววิสกี้สีอำพันในมือของตัวเองขึ้นมาของเหลวสีทองสะท้อนแสงไฟวิบวับ ชวนให้ลุ่มหลงและมัวเมา พราวตะวันมองแก้วนั้นแล้วพยักหน้าอย่างช้าๆ ราวกับถูกสะกดจิต เธอไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว ทันใดนั้นเอง ภาพของณัฐและผู้หญิงคนนั้น ก็ผุดขึ้นมาในหัวของพราวตะวัน รอยยิ้มจอมปลอม คำโกหกที่พรั่งพรูออกมาจากปากผู้ชายที่เธอเคยรัก ภาพเหล่านั้นกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สุมไฟในใจให้ลุกโชนความรู้สึกเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอย่างรุนแรง เธออยากจะหนีจากความจริงที่ว่าเธอถูกหลอกอย่างสิ้นเชิง เธออยากจะประชดชีวิต อยากจะทำลายกรอบความดีงามที่เธอเคยยึดถือมาตลอด อยากจะทำให้ณัฐรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวบนโลกใบนี้ที่สามารถสร้างบาดแผลให้เธอได้หญิงสาวโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองเข้าไปในดวงตาของชายแปลกหน้า และพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและท้
พราวตะวันไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะถูกสวมหมวกเขียวใบโตให้ การถูกทรยศหักหลังโดยคนที่รักและไว้ใจที่สุดมันเจ็บปวดจนเจียนบ้า โชคยังดีที่เธอไม่ได้ถลำตัวจนลึกซึ้งและมอบสิ่งที่หวงแหนที่สุดให้กับผู้ชายมักมากอย่างเขา อย่างน้อยก็ยังเหลือตัวตนไว้ให้ได้ภาคภูมิใจอยู่บ้างทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลงและกั้นเธอออกจากโลกของณัฐ หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอื้นอย่างน่าสงสาร ร่างบางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ความโกรธแค้น และความผิดหวังความรักสามปีที่เธอเฝ้าฟูมฟัก ความฝันที่จะมีอนาคตร่วมกัน ทุกอย่างถูกทำลายลงด้วยความมักง่ายของผู้ชายคนเดียวนาฬิกาเรือนหรูในกระเป๋าที่เตรียมมาเป็นของขวัญ บัดนี้กลายเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าที่ตอกย้ำความโง่เขลาของตัวเธอเอง หญิงสาวเดินออกจากคอนโดแบบไร้ชีวิตชีวา ใบหน้าสวยหวานเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลไม่หยุด ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ในยามดึกที่เคยดูสวยงาม บัดนี้กลับมืดมิดและหนาวเหน็บราวกับกำลังตอกย้ำความอ้างว้างในหัวใจของเธอพราวตะวันหยุดยืนอยู่ริมถนน มือบางกำโทรศัพท์แน่นจนข้อขาว เธอตัดสินใจปิดเครื่องเพื่อตัดการติดต่อจากโลกภา
เสียงประกาศเตือนจากกัปตันสายการบินดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเครื่องบินกำลังจะลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พราวตะวัน หญิงสาววัย 25 ปีที่มีใบหน้าสวยหวานและดวงตากลมโต ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน แสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืนดูมีชีวิตชีวาและแสนจะคุ้นเคยในสายตาของพราวตะวัน แม้ร่างกายของเธอจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามทวีปที่กินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ภายในใจกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอเพิ่งเดินทางกลับมาจากทริปดูงานที่ยุโรป ซึ่งเป็นทริปที่กินเวลายาวนานเกือบสองสัปดาห์เต็ม ตลอดเวลาที่อยู่ต่างประเทศ พราวตะวันต้องเผชิญกับตารางงานที่อัดแน่น การประชุมที่เคร่งเครียด และสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่สิ่งเดียวที่คอยเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจและทำให้เธอมีแรงสู้ในทุกๆ วันคือ 'ณัฐ' แฟนหนุ่มที่เธอคบหาดูใจกันมานานกว่าสามปีเขามักจะ Face timeหาเธอเสมอ คอยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และบอกรักเธอในทุกคืนก่อนนอน สำหรับพราวตะวันแล้ว ณัฐคือผู้ชายที่แสนดี คือที่พึ่งพิงทางใจ และคือคนกุมหัวใจของเธอสามปี เธอเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างหมดหัวใจมือบางเอื้อมไปลูบกล่องของขวัญก





