Share

บทที่ 3

Author: เลือนลอย
วันถัดมา ฉันถือใบสมัครใบใหม่ไปที่โรงเรียนเพื่อประทับตรา

เมื่อมองตราสีแดงสดที่เป็นสัญลักษณ์ของการจากลาถูกปั๊มลงบนกระดาษอย่างมั่นคง ใจฉันก็วูบหายไปชั่วขณะ

ยืนเหม่ออยู่เพียงพักเดียว ก็มีคนมาขวางทางข้างหน้าเอาไว้

ซ่งลู่เจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย

“จู้ฮ่าวหลาน รหัสประตูบ้านเธอเปลี่ยนเหรอ?”

“เมื่อวานหลังจากเราไปส่งหลิวเข่อเข่อที่บ้านเสร็จก็รีบไปหาเธอทันที แต่ประตูมันเปิดไม่ได้...”

ฉันขัดจังหวะเขาแล้วตอบสั้นๆ “อืม เปลี่ยนแล้ว”

เขาดูเหมือนจะเริ่มไม่สบอารมณ์ แต่กลับถามด้วยท่าทางสนิทสนมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “รหัสใหม่คืออะไรล่ะ? เราจะได้เข้าไปดูแลเธอที่บ้านได้สะดวก”

ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่ต้องหรอก ย้ายโรงเรียนแล้วฉันก็คงไม่อยู่ที่นี่แล้ว”

ซ่งลู่เจ๋อมองดูใบสมัครที่พับอยู่ในมือฉัน ราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ “เราเกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย”

“จู้ฮ่าวหลาน เธอวางใจเถอะ พรุ่งนี้เราจะมาประทับตราเหมือนกัน”

ภาพที่ได้เดินคุยกับซ่งลู่เจ๋อแบบนี้ นับตั้งแต่หลิวเข่อเข่อย้ายมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมก็เกิดขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ

ฉันหลับตาลง ปล่อยใจให้จมอยู่กับความอาลัยอาวรณ์ที่ยังหลงเหลือ แล้วลองถามอย่างลังเลว่า

“ระหว่างเราสองคน ยังต้องพูดเรื่องวางใจหรือไม่วางใจกันอีกเหรอ”

ซ่งลู่เจ๋อนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน “จู้ฮ่าวหลาน ความจริงแล้วเรา...”

หลิวเข่อเข่อปรากฏตัวขึ้นข้างหลังซ่งลู่เจ๋อพอดี เธอกอดสมุดโน้ตปึกหนึ่งไว้ และบ่นกับเขาอย่างสนิทสนม

“ซ่งลู่เจ๋อ ไม่ใช่ว่าบอกจะติวให้ฉันเหรอ อยู่ ๆ ก็หายไปซะงั้น”

พูดจบ เธอยื่นสมุดให้ซ่งลู่เจ๋อ

“ฉันเห็นแผนการติวที่นายทำไว้ วันที่มันรันไปถึงอีกสองเดือนข้างหน้าเลย ฉันก็เลยเตรียมข้อมูลการเรียนที่เกี่ยวข้องมาให้”

เธอพูดไปพร้อมกะพริบตาอย่างอ้อนๆ “ซ่งลู่เจ๋อคงไม่โกรธใช่ไหมที่ฉันแอบดู?”

“จะโกรธได้ไงล่ะ...” ซ่งลู่เจ๋อยิ้มอย่างฝืนๆ เขาเหลือบมองฉันด้วยความรู้สึกผิด

เมื่อเห็นว่าฉันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ สีหน้าของเขากลับปรากฏความผิดหวังจางๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ที่แท้ในขณะที่นายผลักไสฉันออกไป นายก็ได้วางแผนอนาคตร่วมกับคนอื่นไว้แล้วสินะ

เพียงแต่อนาคตของนายน่ะ มันไม่เคยมีฉันอยู่เลย

ฉันพยายามรักษาภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูดีที่สุด แต่ในส่วนลึกของหัวใจ ความขมขื่นกลับแผ่ซ่านออกมาเหมือนเหล้าชั้นเลิศที่ยิ่งบ่มยิ่งแรง

ฉันบีบฝ่ามือตัวเอง บังคับให้ตัวเองตั้งสติ “พวกนายคุยกันต่อเถอะ ฉันขอตัวก่อน”

หลิวเข่อเข่อทำท่าเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นฉัน เธอแสดงท่าทางเหมือนตกใจ “จู้…จู้ฮ่าวหลาน”

“เป็นเพราะฉันกับซ่งลู่เจ๋อเรียนด้วยกันหรือเปล่า เลยทำให้เธอไม่พอใจ”

“แต่ฐานะที่บ้านฉันยากจน ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตเหมือนอย่างเธอ...”

พูดไปพูดมา เธอก็เริ่มสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันไม่อยากเป็นตัวประกอบในการแสดงของเธอเลยตอบไปอย่างเย็นชา “ถอยไป”

ความรู้สึกผิดอันน้อยนิดในดวงตาของซ่งลู่เจ๋อมลายหายไปทันที เขากระชากข้อมือฉันไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงโกรธว่า

“จู้ฮ่าวหลาน เธอใช้น้ำเสียงแบบนี้เหรอ?”

ยังไม่พูดอะไรสักคำ เขาก็ฉุดฉันไปอยู่ตรงหน้าหลิวเข่อเข่อ แล้วตะโกนเสียงดังว่า "ขอโทษหลิวเข่อเข่อซะ!"

เศษเสี้ยวความรู้สึกดีๆ ชิ้นสุดท้ายในใจฉัน แตกสลายกลายเป็นขยะที่ไร้ค่าอย่างเงียบๆ

ครั้งนี้ ฉันเหวี่ยงมือขึ้นตบหน้าซ่งลู่เจ๋ออย่างแรงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“ซ่งลู่เจ๋อ คนที่ควรขอโทษที่สุดคือนาย”

“แต่ไม่ใช่ขอโทษหลิวเข่อเข่อ นายต้องขอโทษฉัน!”
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เพื่อนรักหลอกย้ายโรงเรียน   บทที่ 10

    การร่วมมือกันระหว่างตระกูลจู้และตระกูลสือดำเนินไปอย่างมั่นคงสามปีต่อมา ฉันกับสืออวี้ไป๋ก็แต่งงานกันสถานที่จัดงานแต่งคือเมืองเล็กสไตล์วินเทจในต่างแดน ทุกบ้านล้วนแขวนกระดิ่งลมสีสันสดใสเมื่อสายลมพัดผ่าน จะเกิดเสียงกริ่งใสกังวาน ราวกับคำอวยพรจากใจจริงใกล้จะจบพิธีแต่งงาน ฉันได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งไม่มีการลงชื่อไว้ แต่ตราประทับของตระกูลซ่งนั้นคนรอบข้างต่างก็จำได้ดีความจริงแล้ว หลังจากสืออวี้ไป๋เข้าสืบทอดสือกรุ๊ปอย่างเป็นทางการ เขาก็ได้ทำการกดดันและโจมตีตระกูลซ่งอย่างหนักในทุกด้านหากจะเปรียบ ก่อนหน้านั้นตระกูลซ่งที่ไร้การสนับสนุนจากแม่ของสืออวี้ไป๋ก็เหมือนตึกที่ใกล้จะถล่มงั้นตระกูลซ่งหลังถูกสืออวี้ไป๋จัดการ ก็เหลือเพียงซากอิฐซากปูนตระกูลที่ทรยศแม่ของเขา สืออวี้ไป๋ไม่มีวันปล่อยไปง่ายๆฉันเลือกสนับสนุนโดยไม่ลังเล และยิ่งทำให้หนักหน่วงกว่าเดิมตระกูลซ่งไม่มีชื่อเสียงเรียงนามหลงเหลืออยู่ในวงสังคมอีกต่อไปแล้วเพราะคนที่เคยทรยศฉัน ฉันเองก็ไม่มีวันปล่อยไปเหมือนกันในสถานการณ์แบบนี้ยังจะได้รับคำอวยพรจากซ่งลู่เจ๋ออีก ฉันรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยเมื่อเปิดกล่องออก ฉันถึงได้พบว่ามันค

  • เพื่อนรักหลอกย้ายโรงเรียน   บทที่ 9

    กว่าจะทำเรื่องให้ปากคำที่สถานีตำรวจเสร็จก็ดึกมากแล้ว ฉันเลยตัดสินใจพาสืออวี้ไป๋กลับบ้านไปกับฉันเลยพอตื่นลืมตาขึ้นมาในเช้าวันต่อมา อาหารเช้าก็ถูกนำมาวางเตรียมไว้ตรงหน้าเรียบร้อยแล้วฉันพิงขอบประตูไปมองดูคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจล้างจานชามไป “ขยันขนาดนี้เลยเหรอคะ?”“ก็ยังไม่มีสถานะที่เป็นทางการนี่ เลยต้องทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดีหน่อย เพื่อสร้างความประทับใจให้คนดีของเรา ”“ไม่อย่างนั้นถ้าเธอเกิดโกรธขึ้นมา แล้วไม่เอาเราขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”สืออวี้ไป๋เอื้อมมือมาบีบปลายจมูกฉัน พลางบ่นกึ่งจริงกึ่งล้อฉันได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ นึกถึงสายตาของพวกเพื่อนๆ เมื่อคืนตอนที่เรากลับ ที่จ้องมองสืออวี้ไป๋อย่างกระหายใคร่รู้แบบไม่ปิดบังเลยระหว่างที่ไถโทรศัพท์เล่นไปเรื่อย สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับข่าวหนึ่งจนหลุดยิ้มออกมา “อยากได้สถานะนักใช่ไหม นี่ไง มาแล้ว”หัวข้อข่าวที่พุ่งทะยานขึ้นอันดับยอดนิยม ถูกเขียนด้วยตัวหนาและตัวใหญ่“ทายาทตระกูลจู้ประพฤติตัวไม่เหมาะสม อ่อยผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว”“ทายาทตระกูลจู้ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ยอมให้ชายแปลกหน้าค้างคืนด้วย”หัวข้อข่าวทั้งสองอันเรียงต่อกันดูเป็นระเบีย

  • เพื่อนรักหลอกย้ายโรงเรียน   บทที่ 8

    ฉันได้เจอกับซ่งลู่เจ๋ออีกครั้ง ในงานเลี้ยงต้อนรับที่เพื่อนเป็นคนจัดพวกเราล้วนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องในแวดวงจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปพูดถึงธุรกิจและผลประโยชน์ของแต่ละครอบครัวแสงไฟสลัวอ่อนๆ กับรสชาติหวานละมุนของน้ำเมา ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายสบายดี ฉันเผลอใจอยู่ต่อนานอีกนิด แต่แล้วจู่ๆ แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ปรากฏตัวขึ้นบรรยากาศในห้องวีไอพีเงียบกริบลงอย่างประหลาดในชั่วพริบตาเพื่อนดึงชายเสื้อฉันเบาๆ แล้วกระซิบอธิบาย “จู้ฮ่าวหลาน ไม่มีใครเชิญเขามานะ”ฉันพยักหน้า เรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้เพื่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน “สองคนนี้ตอนนี้เหมือนตัวเรือดในวงสังคม บ้านจะตกต่ำก็ช่างเถอะ แต่นิสัยใจคอก็ยังใช้ไม่ได้อีก”“โดยเฉพาะหลิวเข่อเข่อ มองซ่งลู่เจ๋อราวกับเป็นของล้ำค่าที่ใครๆ ก็อยากแย่ง ยัยนั้นคอยระแวงผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เลยละ”ฉันเอียงหน้ามองไปข้างหลังซ่งลู่เจ๋อ แล้วก็พบว่าหลิวเข่อเข่อเดินตามหลังเขามาจริงๆ พอเห็นฉันมองไป หลิวเข่อเข่อก็หดไหล่ทำท่ากลัวตามสัญชาตญาณ แต่หลังจากนั้นกลับถลึงตาใส่ฉันอย่างเคียดแค้นซ่งลู่เจ๋อทำเหมือนไม่สังเกตเห็นอะไรเลย เขาเดินตร

  • เพื่อนรักหลอกย้ายโรงเรียน   บทที่ 7

    สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ในเมืองนี้ ฉันจึงขับรถตรงกลับบ้านเพื่อไปเอาเอกสารแม่ซื้อบ้านพักตระกูลวิลล่าขนาดเล็กที่มีสวนเอาไว้ให้ เพื่อให้ฉันอยู่อาศัยได้อย่างสบายที่สุดฉันผลักประตูเข้าไปแต่พอจะกดรหัสปลดล็อกกลับตกใจขึ้นมาทันทีตรงระเบียงทางเดินข้างประตู มีคนคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นเขาหันหน้ามา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือดวงตาที่แดงก่ำคู่หนึ่งฉันขมวดคิ้ว “ซ่งลู่เจ๋อ? นายเข้ามาได้ยังไง?”ไม่ทันใด สายตาก็เหลือบไปเห็นเข่าที่ฟกช้ำเขียวม่วง ฉันขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “ปีนประตูเข้าบ้านฉันมาเหรอ? มีธุระอะไร”คนที่เอาแต่นิ่งเงียบจ้องมองฉันเขม็ง ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “จู้ฮ่าวหลาน เธอผอมลงนะ”ฉันไม่เข้าใจว่าการทักทายที่ประหลาดแบบนี้เขาต้องการอะไรกันแน่ จึงทำท่าจะหันหลังเดินหนีไปแต่เขากลับพุ่งเข้ามาสวมกอดฉันไว้ทันที แรงกอดนั้นมหาศาลเสียจนเหมือนเขาอยากจะบดขยี้แขนของฉันให้แหลกคามือยังดีที่การฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวที่ฉันได้รับมาไม่ใช่แค่การรำมวยโชว์ ฉันสะบัดมือฟาดใส่จนหลุดจากเขา แล้วเช็ดแขนตัวเองด้วยความรู้สึกรังเกียจ“ซ่งลู่เจ๋อ รู้จักให้เกียรติกันบ้าง”เขาหลุดหัวเราะออกมาเสียงต่

  • เพื่อนรักหลอกย้ายโรงเรียน   บทที่ 6

    หลังจากงานหมั้นจบลง ทางบ้านก็ให้ฉันกลับประเทศไปฝึกงานที่บริษัทแม่ของฉันเริ่มจินตนาการถึงอนาคต“ถึงตอนนั้น พวกลูกสองคนดูแลงานบริหารภายใน ส่วนแม่กับป้าสือก็ดูแลงานบริหารภายนอกเอง” ส่วนพ่อฉันก็แอบกระซิบฝากฝังให้ฉันช่วยเฝ้าแม่ไว้ดีๆ อย่าปล่อยให้คุณป้าสือลักพาตัวแม่ไปเสียก่อน...ด้วยความคาดหวังเหล่านี้ ฉันจึงก้าวขึ้นเครื่องบินกลับประเทศพร้อมรอยยิ้มที่กลั้นไว้ไม่อยู่ตอนที่มาส่งฉันขึ้นเครื่อง สืออวี้ไป๋หยิบกระดิ่งลมหนึ่งลูกจากบรรดาพวงกระดิ่งเหล่านั้นมาวางบนฝ่ามือฉันเขาเป็นคนสำรวมและมีมารยาทกับฉันเสมอมาแต่เขาก็ไม่อาจหักห้ามใจ จึงใช้เสียงกระดิ่งคอยบอกให้ฉันรู้ถึงความคิดถึงของเขาจากกันไปหลายเดือน ห้องมัธยมหกทับหนึ่งของโรงเรียนมัธยมในประเทศได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อเพื่อนในประเทศส่งรูปถ่ายวันจบการศึกษาที่ไม่มีฉันมาให้ดู ฉันกลับรู้สึกราวกับเป็นเรื่องของอีกชีวิตหนึ่งในรูปนั้น ซ่งลู่เจ๋อกับหลิวเข่อเข่อยืนเคียงคู่กัน ดูไปแล้วก็เหมาะสมกันดีสายตาของฉันกวาดผ่านใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของทั้งคู่ แต่ว่าในใจกลับไม่มีความรู้สึกหวั่นไหวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปเพื่อนของฉันบ่นอย่างหัวเสีย “ตอนนั

  • เพื่อนรักหลอกย้ายโรงเรียน   บทที่ 5

    ฉันยังไม่ทันได้พูดเสียงของสืออวี้ไป๋ก็ดังขึ้นมาก่อน “จู้ฮ่าวหลาน ให้เราพาเธอไปทำความคุ้นเคยกับโรงเรียนใหม่ก่อนดีไหม?” สีหน้าของเขาดูใสซื่อราวกับเป็นเพียงคนใจดีธรรมดาเท่านั้นเสียงของซ่งลู่เจ๋อดังแหลมขึ้นทันที “จู้ฮ่าวหลาน เธออยู่กับสืออวี่ไป๋เหรอ?”“ตกลงว่าเธออยู่ที่ไหนกันแน่?”ฉันดึงโทรศัพท์ให้ออกห่างจากหูเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเสียงของซ่งลู่เจ๋อนั้นช่างหนวกหูเหลือเกิน“ฉันจะอยู่ที่ไหนมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย?” ซ่งลู่เจ๋อทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามนั้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “นี่เธอถึงกับยอมไปหาสืออวี้ไป๋ เพื่อประชดเรางั้นเหรอ?!”“เพื่อจะทำให้ฉันโกรธ เธอถึงขั้นไปยุ่งกับไอ้คนชั้นต่ำแบบนั้น...”เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มพูดจาแย่ลงเรื่อยๆ ฉันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปจนต้องตวาดขัด “หยุดนะ!”ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดอย่างเด็ดขาดว่า “ซ่งลู่เจ๋อ นายนั่นแหละคือคนที่น่ารังเกียจที่สุด”ประโยคนี้ ในที่สุดฉันก็ได้คืนมันให้เขาเสียที“อย่าโทรมาอีก ความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรา จบกันแค่นี้”พูดจบ ฉันวางสายทันที บล็อก และลบเบอร์นั้นออกไปโลกทั้งใบกลับมาสงบเงียบอีกครั้ง ฉั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status