FAZER LOGIN“ก็แค่ชื่อเสียงของตระกูลเฟย ของพรรค์นี้ข้าไม่ต้องการ เชิญท่านกอดความภาคภูมิใจไปเดียวกันเถิด”
“เจ้ารองเจ้าคิดดีแล้วหรือ เจ้าจะจากบ้านไปทั้งอย่างนี้จริง หรือ แล้วข้าล่ะ พ่อของเจ้าเล่า เจ้าไม่คิดจะเลี้ยงดูแล้วหรืออย่างไร”
“ท่านแม่ ท่านยังมีพี่ใหญ่และน้องสาม พวกเขาทั้งสองสามารถดูแลท่านได้เป็นอย่างดี แค่ไม่มีข้าสักคนชีวิตของท่านก็จะสุขสบายขึ้น ไม่ใช่ว่าท่านแม่ต้องการอย่างนี้มาตั้งแต่แรกหรือ? หาไม่แล้วท่านคงไม่นิ่งเงียบสนับสนุนคำพูดของพี่ใหญ่”
“แม่เห็นด้วยกับพี่ใหญ่เจ้าแล้วอย่างไร พี่ใหญ่และพี่สะใภ้เจ้าพูดผิดตรงไหน ภรรยาเจ้าเมื่อก่อนก็ดีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ไปทำอะไรใครไว้ถึงได้คลอดตัวอะไรก็ไม่รู้ออกมา ทำให้ตระกูลเฟยเราต้องขายหน้ากลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน”
เฟยหมิงมองมารดาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ภายในดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน หันมองบิดาซึ่งเอาแต่เงียบมาตั้งแต่ต้น
“ท่านพ่อท่านเองก็คิดเหมือนพวกเขาหรือขอรับ”
เฟยจงเหรินมองหน้าบุตรชายคนรองนิ่งไม่เอ่ยอะไรออกมาแต่การเลือกที่จะเงียบของเขากลับเป็นคำตอบให้กับเขาได้เป็นอย่างดี
เฟยหมิงส่ายหัวน้อย ๆ ในใจรู้สึกอย่างไรไม่อาจอธิบาย ชายหนุ่มหลุดยิ้มขำ ก้าวถอยหลัง มุมปากยกขึ้นเย้ยหยันในความคาดหวังของตนเอง
เขายอบกายลงพยุงภรรยาที่อุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนให้ลุกขึ้น แล้วหันมากวาดตามองครอบครัวทั้งหมดของตนอีกครั้ง
“ทำเรื่องแยกบ้านเถอะ ในเมื่ออยู่กันไปรังแต่จะสร้างความรำคาญใจให้แก่กัน เช่นนั้นก็แยกย้ายต่างคนต่างอยู่”
“จะได้อย่างไร เจ้าออกไปแล้วเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านใครจะรับผิดชอบ ไหนจะค่าเลี้ยงดูหลานชายเจ้าอีก” เฟยจงเหรินเอ่ยถามบุตรชาย แววตาไม่พอใจระคนตำหนิ
เงินทองในบ้านส่วนมากล้วนเป็นเจ้ารองหาเข้ามา หากขาดเจ้ารองไปไม่รู้ว่าฐานะของตระกูลเฟยจะยังคงเอาไว้อย่างนี้ได้อยู่หรือไม่
เฟยหมิงมองบิดาจนใจที่จะพูดเต็มทน
เขาอุตส่าห์คาดหวังว่าบิดาจะพูดคำพูดที่ทำให้เขาไม่รู้สึกผิดหวังมากเกินไป แต่หลังได้ยินคำพูดอีกฝ่ายกลับยิ่งเสียใจมากกว่าเดิม
“ท่านพ่อเรื่องค่าเลี้ยงดูหลานก็ให้พี่ใหญ่เป็นคนจัดการ ต่อไปนี้ลูกใครก็เลี้ยงกันเอาเอง ข้าออกจากตระกูลเฟยแล้ว เรื่องของตระกูลเฟยหลังจากนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า”
“เจ้ารองอย่าได้พูดจาเลอะเลือน ถึงจะไม่เลี้ยงดูหลานแต่พ่อแม่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องเลี้ยงดู เจ้าอย่าได้คิดว่าจะออกไปอย่างสุขสบายไม่คิดรับผิดชอบข้ากับพ่อเจ้า” เป่ยอี้เอ่ยขึ้น
“ท่านแม่ข้าพูดชัดเจนแล้วไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะออกไป ส่วนเรื่องเลี้ยงดู หากท่านกังวลหลังจากนี้เมื่อข้ามีรายได้เข้ามาจะมอบให้ท่านทุกเดือนเดือนละสิบตำลึง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น”
“เจ้าคิดว่าพ่อกับแม่เจ้าเป็นขอทานรึ สิบตำลึงใช้ซื้อหินวิญญาณได้ไม่กี่ก้อน ครอบครัวเรามีกันตั้งเท่าไรจะไปพอได้อย่างไร”
“พอหรือไม่ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า ข้าถือว่าได้ตอบแทนบุญคุณที่ดูเลี้ยงมามากพอแล้ว พวกท่านจะตกลงหรือไม่ตกลง”
“ไม่มีวัน ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าออกไปใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรเลย!”
“ในเมื่อท่านแม่ต้องการอย่างนั้นข้าก็จะทำให้พวกท่านยอมปล่อยข้าไปแต่โดยดี”
มองนัยน์ตาบุตรชายที่ไร้ซึ่งความเคารพเหมือนที่ผ่านมา เป่ยอี้พลันรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาเสียดื้อ ๆ “เจ้าคิดจะทำอะไร อย่าได้คิดทำอะไรไม่ควร”
“ในเมื่อพวกท่านไม่คิดปล่อยข้าไปง่าย ๆ เช่นนั้นข้าก็จะป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่า ตระกูลเฟยบีบคั้นลูกสะใภ้คิดขับไล่หลานสาวที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ซ้ำยังลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน ดูสิว่าหลังจากนี้พวกท่านจะยังกล้าก้าวเท้าออกจากบ้านอยู่หรือไม่”
“จะ.... เจ้ารองเจ้า!!” เป่ยอี้ชี้หน้าอ้าปากจะด่าบุตรชาย แค่นี้ชื่อเสียงตระกูลเฟยก็ตกต่ำมากพอแล้ว หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปอีกนางจะยังมีหน้าออกไปพบผู้คนอยู่อีกหรือ
เฟยหยวนเห็นมารดาโมโหจนพูดไม่ออกก้าวเข้ามาประชิดข้างกายดันมือมารดาลงข้างตัว หันมองน้องชาย
“เจ้ารองอย่าได้คิดทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ส่วนเรื่องแยกบ้านเอาตามที่เจ้าว่ามาทั้งหมด” เฟยหยวนกล่าว
“เจ้าใหญ่เจ้าพูดอะไร เหตุใดถึงยอมให้เจ้ารองออกไปเสวยสุขข้างนอกง่าย ๆ” เป่ยอี้ไม่พอใจในการตัดสินใจของลูกชายนัก แต่กลับไม่ได้ใช้น้ำเสียงดุด่ารุนแรง เพราะในบรรดาบุตรทั้งสาม เฟยหยวนคือคนนี้นางรักมากที่สุด
“ท่านแม่ปล่อยน้องรองไปเถอะขอรับ หรือท่านอยากจะเดินออกจากบ้านแล้วได้รับสายตาต้อนรับจากคนข้างนอก”
เป่ยอี้ขมวดคิ้วคิดขยับปากพึมพำสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยอมพยักหน้าเห็นด้วยกับบุตรชาย
ไม่มีเจ้ารองแล้วอย่างไร ถึงอย่างไรนางก็ยังมีบุตรชายอยู่อีกตั้งสองคน
“ก็ได้ในเมื่อเจ้าอยากจะแยกบ้านนักเช่นนั้นก็แยก!”
เมื่อเห็นว่าเฟยอี้หนิงไม่ต่อต้านซ้ำยังบดเบียดกายเข้าหาจึงละเลงลิ้นลงบนหน้าอกมอมเมาภรรยาไม่ให้มีโอกาสคืนสติฝ่ามือหนาวนเวียนอยู่บริเวณหน้าอกไม่นานนัก ก่อนจะไล่ลงไปสัมผัสความหอมหวานกลางกาย“อึก...เย่หาน..” น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นข้างหู ครั้นดึงสายตามอง ดวงตาก็สบเข้ากับนัยน์ตาหวานหยาดเยิ้มที่จ้องมองมา“ภรรยา ข้าจะทำให้ดี” กล่าวปลอบประโลมคนรักที่จู่ ๆ ก็ตัวสั่น จากนั้นโน้มหน้าเข้าหาขบเม้มใบหู แลบลิ้นเลียวนไปมา ดึงความสนใจของนางกลับมาข้างบนในขณะที่ฝ่ามือหนาสอดผ่านเสื้อผ้าไปด้านใน ปลายนิ้วหนาก็สัมผัสส่วนอ่อนไหวเบา ๆ หยอกเล่นตรงนั้นพอให้หายเหงาแล้วค่อยสอดนิ้วเข้าไปสัมผัสความอบอุ่นข้างใน“อื้อออ ยะ...เย่หานน” เฟยอี้หนิงครางกระเส่าข้างหู บดเบียดร่างกายเล็กเข้าหาสามีมากขึ้นหลิวเย่หานสัมผัสได้ถึงความต้องการของภรรยาที่ไม่ต่างจากตน ปลายนิ้วที่พึ่งแทรกผ่านความอ่อนนุ่มพลันขยับเข้าออกเบา ๆ ก่อนจะเพิ่มปลายนิ้วเข้าไปอีกหนึ่งบรรจงขยายช่องทางรักของภรรยาเขาที่ไม่ช่ำชองขยับเงอะงะอยู่บ้างถึงกระนั้นก็ไม่ได้ติดขัดจนทำให้เสียอารมณ์ กลับกันท่าทางที่ไม่คุ้นชินนี้ของเขากลับกระตุ้นเฟยอี้หนิงได้มากอย่างไม่น่าเชื่
หลิวเย่หานในชุดพิธีการมองรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อยและสายตาเชิญชวนของภรรยา แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เดียงสาจนมองไม่ออก ไม่เข้าใจถึงสิ่งที่นางต้องการจะสื่อสองมือทิ้งลงข้างตัวกำเข้าหากันจนเปียกชื้นกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่หลิวเย่หานสูดหายใจเข้าออกหลายครั้ง ก้าวขามาหย่อนตัวนั่งข้างภรรยาด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆท่าทางทำตัวไม่ถูกของเขาเรียกเสียงขบขันจากเฟยอี้หนิงได้เป็นอย่างดี ขยับตัวเปลี่ยนท่า วางศอกไว้บนหน้าขา เท้าคางมองหน้าหลิวเย่หาน“ประหม่าหรือ?”ชายหนุ่มพยักหน้าขึ้นลงเล็กน้อย “แต่เจ้าดูไม่ประหม่าเลย” เขากล่าวเสียงเบาเฟยอี้หนิงจึงยิ้มให้เขาขยับตัวเข้าใกล้ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย โถมกายเข้าใส่คนตัวเกร็ง “ข้าดูไม่ประหม่าจริงหรือ?”ปากพูดออกมาพร้อมใบหน้าที่ค่อย ๆ เผยสีแดงระเรื่อ แต่เพราะในห้องจุดเทียนสว่างสะท้อนกับผ้าม่านสีแดงจึงมองเห็นความเขินอายบนใบหน้างดงามไม่ชัด เห็นเพียงดวงตาสุกใสแวววาวจ้องมองนัยน์ตาดำขลับตรงหน้าหลิวเย่หานถูกคนงามจู่โจมจนต้องเอนตัวไปด้านหลัง ดวงตาดำขลับจ้องมองดวงตางดงาม ไล่ต่ำลงมาที่ปลายจมูกโด่งดูดื้อรั้นก่อนจะหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอมชมพู“อยากลองสัมผัสดูหรือไม่?”ยั
“ทุกท่านตามจริงแล้วข้าไม่จำเป็นต้องออกมาอธิบายถึงตัวตนของข้า แต่ในเมื่อพวกท่านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซ้ำยังคาดเดาตัวตนของข้าไปต่าง ๆ นานา อย่างนั้นแล้วข้าจะบอกความจริงให้ฟัง”“...”เสียงพูดคุยตรงหน้าเงียบสงัด ทุกสายตาจับจ้องมาที่คนผู้เดียว“ข้าเฟยอี้หนิงบุตรสตรีเพียงคนเดียวของตระกูลเฟย หาได้เป็นบุตรบุญธรรมอย่างที่พวกท่านคาดเดาไม่ ส่วนเรื่องความเหมาะสมของข้ากับหลิวเย่หานก็ใช่เรื่องที่พวกท่านจะตัดสินตามความพอใจของตน แต่ในเมื่อพวกท่านอยากรู้ข้าก็จะแสดงให้เป็นที่ประจักษ์”ฉับพลันพลังงานมหาศาลพลันทะลักออกมาจากร่างกายเฟยอี้หนิง พลังนี้มากพอทำให้คนผู้คนโดยรอบหายใจไม่ออกได้อย่างง่ายดายชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุก รวมถึงผู้ฝึกปราณมากมายที่ต้องการมาดูผู้ฝึกปราณระดับกายาสวรรค์ที่อายุน้อยที่สุด หลังได้รับแรงกดดันจากพลังอันเหนือกว่าใบหน้าพลันซีดเซียว“ระ...ดับจิตสัมบูรณ์ สตรีผู้นี้มีระดับฝึกปราณระดับสูงสุดของขั้นจิตสัมบูรณ์!!”“ว่าอย่างไรนะ ระดับจิตสัมบูรณ์อย่างนั้นหรือ!!”ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมาสถานการณ์ตรงหน้าพลันวุ่นวายขึ้นมาทันที“มิน่าเล่าท่านผู้เฒ่าถึงยอมให้มีงานแต่งนี้เกิดขึ้น ทั้งสองคนไ
ข่าวการเกี่ยวดองระหว่างสองตระกูลสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในแคว้นหลงหลินเป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่กำลังจะก้าวผ่านประตูวิวาห์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำตระกูลหลิวหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ แต่ยังเป็นถึงผู้ฝึกปราณระดับกายาสวรรค์ที่อายุน้อยที่สุดแต่ทว่าว่าที่เจ้าสาวที่ได้รับเกียรติให้เข้าสู่ประตูวิวาห์พร้อมคุณชายรองผู้พรั่งพร้อมกลับเป็นเพียงสตรีที่ไม่เป็นที่รู้จักเกิดจากตระกูลไม่มีชื่ออันห่างไกลแต่กลับได้เกี่ยวดองกับตระกูลใหญ่จะไม่ให้ผู้คนในเมืองตกตะลึงได้อย่างไรทุกคนที่ได้ข่าวต่างอยากรู้ถึงตัวตนของหญิงสาวผู้นี้ว่ามีความสามารถใดถึงสามารถทำให้นายท่านใหญ่ของตระกูลยอมพยักหน้าตกลงให้มีงานวิวาห์เกิดขึ้น“คุณชายหลิวเป็นถึงผู้ฝึกปราณระดับกายาสวรรค์แต่กลับเลือกแต่งกับสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง ไม่รู้คิดอันใดอยู่ คงไม่ใช่กำลังคิดว่าตนเก่งกาจอยู่แล้วภรรยาไม่จำเป็นต้องเก่งกาจก็ได้หรอกกระมัง”“เจ้าอย่าพูดมั่วไป บางทีสตรีผู้นี้ความสามารถอาจจะไม่ธรรมดาเช่นเดียวกับคุณชายหลิวก็ได้นะ”“หึ...หากความสามารถไม่ธรรมดาเหตุใดถึงไม่ยอมประกาศต่อคนนอกแต่เลือกปิดบังเอาไว้เช่นนี้ด้วยเล่า ข้าว่าท่านผู้นำตระกูลคงไม่ได้สนใจสะใภ้ผู้
แม้ตอนนี้ตนจะเชื่อใจหลิวเย่หานแล้วแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชอบให้อีกฝ่ายมาข้องเกี่ยวกับบุตรสาวของตนไม่หยุด ทั้งสองคนโตกันมากแล้ว งานแต่งก็ยังไม่ถูกจัดขึ้นการที่ชายหญิงไปไหนมาไหนด้วยกันเช่นนี้ใช่เรื่องสมควรไม่เหมยซีคล้ายเข้าใจเจตนาในคำของสามี ปล่อยมือลูกน้อยหันมาตบไหล่สามีเบา ๆ “ท่านพี่ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อย ถ้าท่านกังวลเรื่องข่าวลือไม่ดีก็แค่สอบถามความรู้สึกของเด็กทั้งสอง ถ้าพวกเขาเห็นด้วยก็จัดงานแต่งเสีย”“น้องหญิง..เจ้า!”“ท่านแม่ที่พูดหมายความเช่นไรหรือเจ้าคะ”“จะหมายความเช่นไรอีก พ่อเจ้าก็แค่กังวลกลัวว่าลูกสาวจะขายไม่ออก เพราะเอาแต่ตัวติดกับคุณชายหลิว” เฟยหลานเอ่ยขึ้นมาบ้าง มองพี่ชายตนก็ได้แต่รู้สึกขำหนิงเอ๋อร์ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ตอนนี้นางโตแล้ว อีกทั้งความสามารถยังไม่เป็นรองใคร จะยังมีใครกล้าปฏิเสธหลานสาวตัวน้อยของตนอีกหรือ ไม่เพียงพวกเขาไม่คิดปฏิเสธต่อให้นางจะมีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ครุมเครือกับคุณชายหลิว ด้วยระดับความสามารถของนางไม่ว่าตระกูลใดก็คงไม่คิดปฏิเสธ“ท่านลุงท่านไม่ต้องกังวล ข้ากับหนิงเอ๋อร์ไม่เคยทำเรื่องไม่ควร พวกเราเพียงฝึกปราณร่วมกันเท่านั้นหากท่านยังกังวลข้าจะกลั
“ไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังจริง ๆ” ซือหม่าหยวนพยักหน้าพึงพอใจหลังได้เห็นศิษย์ทั้งสองเฟยอี้หนิงกลายเป็นผู้ฝึกปราณระดับจิตสัมบูรณ์แล้วในขณะที่หลิวเย่หานก้าวขึ้นไปถึงระดับกายาสวรรค์“ทุกอย่างล้วนมาจากความเอาใจใส่ของอาจารย์”“หึ...ไม่จำเป็นต้องเอ่ยยกยอ หากไม่ใช่พวกเจ้าตั้งใจฝึกฝนมีหรือจะมาถึงระดับนี้ในเวลาไม่นาน”เฟยอี้หนิงยิ้มบาง ที่อาจารย์พูดล้วนเป็นความจริง ยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าใด ความเร็วในการเลื่อนระดับจะยิ่งน้อยเท่านั้น แต่พวกเขากลับเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็วแถมยังมันคงมาก“แล้วก็อสูรคู่สัญญาตัวนั้นของเจ้าไม่เลวเลย” ดวงตาซือหม่าหยวนมองมังกรน้อยซึ่งกำลังนอนอาบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ใกล้สัตว์อสูรบรรพกาลที่ใช่อยากจะเจอก็จะพบเจอ ไม่คิดเลยว่าศิษย์ตัวน้อยของตนจะมีโชควาสนาได้มาครอบครอง “ต่อไปในภายภาคหน้าพวกเจ้าทั้งสองคงสามารถยืนหยัดเป็นใหญ่ได้ กระทั่งไม่จำเป็นต้องคอยมองสีหน้าผู้ใด”“ท่านอาจารย์กล่าวเกินจริงแล้ว ส่วนเรื่องเป็นใหญ่นั้นศิษย์ไม่คาดหวังเพียงอยากใช้ชีวิตสงบสุขไร้เรื่องกังวลใจ”“หึ...อาจารย์เข้าใจดี มารายงานตัวกับอาจารย์แล้วก็รีบกลับบ้านเสียเถิด ห่างมานานขนาดนี้พวกเขาคงรอเจ้าแย่แล้ว”“ศ
แรงกดดันมหาศาลจากพลังปราณที่ปะทุออกมาส่งผลให้อากาศบริเวณโดยรอบหายใจยากขึ้น บางคนที่ทนต่อแรงกดดันไม่ไหวถึงขั้นทรุดลงไปกองกับพื้น“ท่านผู้นำโปรดระงับโทสะ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น เงยหน้ามองหลิวเต๋อหมิงที่สีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจนและโชคร้ายที่ผู้อาวุโสคนนี้เป็นคนตระกูลหรูไม่เพียงคำพ
“แม่รองท่านจ้องข้าขนาดนี้คงไม่ใช่ว่าจำคนคนนี้ได้ใช่ไหมขอรับ” หลิวเย่หานว่าพลางเหวี่ยงคนในมือไปตรงหน้าอีกฝ่ายหรูหรงซินสะดุ้งตกใจแทบไร้สติ ก้าวถอยหลังสองสามก้าว จ้องมองร่างบนพื้นด้วยร่างกายสั่นสะท้านเหตุใดท่านตาถึงกลายเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าท่านพำนักอยู่ที่ตระกูลหรูหรอกหรือ ไฉนถึงถูกเด็กคนหนึ่งจับกลั
“เหอะ...สุดท้ายเจ้าก็กลัวท่านตาของข้า รอให้ท่านตาของข้าตามหาเจ้าเจอก่อน ถึงตอนนั้นข้าจะให้ท่านสังหารเจ้าให้ตาย!” ครั้นได้ยินว่าเฟยอี้หนิงไม่กล้าฆ่าตนหลิวเหยียนหมิงจึงมีความกล้าเอ่ยปากข่มขู่ แต่น่าเสียดายคำขู่ของเขาไม่ได้ทำให้นางหวาดกลัวเลยสักนิด“เหยียนหมิงถึงข้าจะไม่กล้าฆ่าเจ้าแต่ทำให้เจ้าเจ็บปวดข
“ท่านตาทวดนางตายแล้วหรือ?” หลิวเหยียนหมิงซึ่งยืนอยู่นอกเหตุการณ์รีบวิ่งเข้ามาใกล้หรูเติ่งเหว่ยทันทีที่เห็นเฟยอี้หนิงล้มลง คนเป็นตาทวดหันมองหลานชาย สีหน้าแววตาอ่อนโยนขึ้น“นางตายแล้ว”“หึ...สมควรแล้ว ใครใช้ให้นางกล้ามาอวดดีกับข้า!” เขาก้มมองร่างตรงหน้าด้วยแววตาเหยียดหยามก่อนจะเงยหน้ามองท่านตาทวดของต







