LOGINชาติก่อนยังไม่ทันได้ทำสวนในฝัน ชาตินี้กลับถูกไล่ออกจากบ้านเสียแล้ว! หลินอวี้ หญิงสาววัยยี่สิบแปดปี ใช้ชีวิตทำงานหนักเพื่อเก็บเงินซื้อที่ดินสักผืน หวังจะมีบ้านหลังเล็ก ๆ ปลูกผัก ทำอาหาร และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ยังไม่ทันได้ลาออกจากงาน โรคร้ายกลับพรากชีวิตเธอไปเสียก่อน ใครจะคิดว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็กสาวกำพร้าวัยสิบแปดปีที่มีชื่อเดียวกัน แถมยังถูกญาติใจดำขับไล่ออกจากบ้านพร้อมน้องชายวัยสิบขวบ! ไม่มีเงิน ไม่มีเสบียง ไม่มีใครให้พึ่งพา... มีเพียงกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้าน ผืนดินแห้งแล้งที่ใคร ๆ ต่างบอกว่าปลูกอะไรไม่ขึ้น และกระเป๋าเป้ใบหนึ่งที่ติดตัวข้ามมิติมาจากโลกเดิม ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ หลินอวี้ก็จะไม่ยอมปล่อยให้ความฝันหลุดมืออีกแล้ว ดินเสื่อมก็ปรับปรุง! ไม่มีเงินก็หา! ปลูกผักได้ก็เอามาทำอาหาร ขายอาหารได้ก็ขยับขยายกิจการ ตั้งแต่มะเขือเทศ มันฝรั่ง ไปจนถึงซอสปรุงรสและอาหารแปลกใหม่ที่คนในยุคนี้ไม่เคยลิ้มลอง นางจะเปลี่ยนผลผลิตจากสวนเล็ก ๆ ให้กลายเป็นเงินทอง และสร้างชีวิตใหม่ให้น้องชายด้วยสองมือของตัวเอง
View Moreแสงไฟสีขาวนวลจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ส่องลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยตารางตัวเลขและรายงานยอดขาย นาฬิกามุมขวาของจอแสดงเวลา 21.15 น.
สำนักงานใหญ่ใจกลางเมืองที่เคยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของพนักงานนับร้อย บัดนี้เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงปลายนิ้วกระทบแป้นพิมพ์เป็นระยะ หลินอวี้กะพริบตาช้า ๆ ก่อนยกมือขึ้นนวดขมับ เธออายุยี่สิบแปดปี และใช้ชีวิตแบบนี้มาหลายปีแล้ว ตื่นเช้า เดินทางไปทำงาน นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แก้รายงาน แก้ตัวเลข แก้สิ่งที่คนอื่นแก้แล้วให้แก้อีกครั้ง จากนั้นกลับห้องในเวลาที่ดึกเกินกว่าจะมีแรงทำอะไรนอกจากอาบน้ำแล้วนอน หน้าจออีเมลยังมีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาอีกฉบับ ทั้งที่งานตรงหน้ายังไม่เสร็จ หลินอวี้เหลือบมองเพียงครู่เดียวก่อนถอนหายใจ แล้วก้มหน้าทำงานต่อเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้มีแค่การทำงาน คือสมุดเล่มเล็กที่วางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ “อวี้ ยังไม่กลับอีกเหรอ?” เสียงของเมิ่งหลินดังขึ้นจากด้าน ข้าง เพื่อนร่วมแผนกวัยเดียวกันยืนสะพายกระเป๋าอยู่ข้างโต๊ะ หลินอวี้เงยหน้า “ใกล้เสร็จแล้ว เธอกลับก่อนเลย” เมิ่งหลินมองกองเอกสารตรงหน้าแล้วถอนหายใจ “พรุ่งนี้เช้าก็ส่งทัน จะขยันอะไรขนาดนั้น หน้าเธอซีดหมดแล้ว” “ฉันอยากเคลียร์ให้เรียบร้อย” “เธอนี่จริง ๆ เลย” เมิ่งหลินกำลังจะเดินออกไป แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับสมุดปกหนังสีน้ำตาลที่วางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ บนหน้าปกเขียนด้วยลายมือเรียบร้อยว่า แผนชีวิตหลังลาออก เมิ่งหลินชะงัก ก่อนหัวเราะออกมา “ยังเก็บไว้อีกเหรอ?” หลินอวี้ยิ้ม “ก็ต้องเก็บสิ” “ผ่านมาสองปีแล้วนะ ตั้งแต่เธอเริ่มเขียนสมุดเล่มนี้” “เพราะฉันยังไม่ได้ทำตามแผนไง” เมิ่งหลินหยิบสมุดขึ้นมาเปิดอย่างถือวิสาสะ หน้ากระดาษเต็มไปด้วยรายการที่ถูกขีดฆ่า แก้ไข และเขียนเพิ่มอยู่หลายครั้ง ซื้อที่ดินแปลงเล็กนอกเมือง ต้องมีแหล่งน้ำ สร้างบ้านชั้นเดียว มีชานไม้หน้าบ้าน ปลูกมะเขือเทศ พริก สมุนไพร เลี้ยงไก่ไข่ ทำปุ๋ยหมักเอง เรียนรู้เรื่องดินเพิ่มเติม ทดลองทำแยม ผักดอง ซอส และอาหารแปรรูปเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ เมิ่งหลินอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วหัวเราะ “เธอวางแผนละเอียดกว่าตอนทำโปรเจกต์บริษัทอีก” “ก็เรื่องนี้สำคัญกว่านี่” “คนอื่นเขาเก็บเงินซื้อคอนโด ซื้อรถ เธอกลับเก็บเงินเพื่อซื้อที่ดินไปขุดดิน” หลินอวี้หัวเราะ “อย่างน้อยดินก็ไม่ส่งอีเมลตามงานตอนสามทุ่ม” เมิ่งหลินหลุดหัวเราะ “แล้วเธอคิดจริง ๆ เหรอว่าจะเลี้ยงตัวเองด้วยการปลูกผัก?” “ไม่ได้คิดว่าจะปลูกผักอย่างเดียว” หลินอวี้ดึงสมุดกลับมา แล้วเปิดหน้าถัดไป ด้านในเต็มไปด้วยลายมือและภาพร่างอย่างง่ายของแปลงผัก “ฉันอยากปลูกเอง ทำอาหารเอง แล้วก็แปรรูปของที่ปลูกได้” “แปรรูป?” “ถ้ามะเขือเทศเหลือก็ทำซอส ถ้าผลไม้เยอะก็ทำแยม ถ้าผักกินไม่หมดก็ทำผักดองหรืออบแห้ง” เธอพูดด้วยแววตาที่แตกต่างจากตอนนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างสิ้นเชิง “ของที่เราปลูก ไม่จำเป็นต้องขายเป็นของสดทั้งหมดนี่” เมิ่งหลินมองเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง “เธอเอาจริงสินะ” “เอาจริง” คำตอบสั้น ๆ แต่มั่นคง หลินอวี้ปิดสมุด “ฉันตั้งใจว่าจะทำงานอีกปีเดียว” “อีกปี?” “เก็บเงินให้พอ แล้วลาออก” เมิ่งหลินทำหน้ากังวล “แล้วถ้าสุดท้ายมันไม่เป็นอย่างที่คิดล่ะ?” หลินอวี้มองหน้าต่างกระจกที่สะท้อนแสงไฟของเมือง “อย่างน้อยฉันก็ได้ลอง” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “ฉันไม่อยากแก่แล้วค่อยนึกเสียดายว่าทำไมตอนมีแรงถึงไม่ทำ” เมิ่งหลินมองเพื่อนแล้วถอนหายใจ “เอาเถอะ สาวนักเกษตร กลับบ้านได้แล้ว” “เดินทางปลอดภัยนะ” เมื่อเสียงฝีเท้าของเมิ่งหลินหายไป สำนักงานทั้งชั้นก็กลับมาเงียบอีกครั้ง หลินอวี้เก็บเอกสาร ปิดคอมพิวเตอร์ แล้วหยิบสมุดเล่มนั้นใส่กระเป๋า ก่อนเดินออกจากสำนักงาน เธอเหลือบมองหน้าจอ คอมพิวเตอร์เป็นครั้งสุดท้าย ตารางยอดขายยังคงอยู่ตรงนั้น ตัวเลขยังคงต้องถูกตรวจสอบ งานพรุ่งนี้ยังรออยู่ แต่ในหัวของเธอกลับมีภาพอีกภาพหนึ่ง บ้านหลังเล็ก แปลงผักสีเขียว กลิ่นอาหารจากครัว และแสงแดดยามเช้าที่ไม่ต้องมองผ่านกระจกสำนักงาน หลินอวี้ยิ้มบาง ๆ เธอเชื่อว่าตัวเองยังมีเวลา อีกหนึ่งปี ขอเพียงอดทนอีกหนึ่งปี เธอจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที แต่หลินอวี้ไม่รู้เลยว่า... บางครั้งสิ่งที่มนุษย์คิดว่าเป็น “วันพรุ่งนี้” อาจเป็นสิ่งที่โชคชะตาไม่เคยสัญญาว่าจะมอบให้หลังจัดการกองปุ๋ยหมักกองแรกเสร็จเรียบร้อย หลินอวี้จึงกลับเข้าไปในกระท่อม เธอหยิบกระเป๋าเป้ใบเล็กสีดำที่ติดตัวข้ามมิติมาด้วย วางลงบนโต๊ะไม้เก่า ก่อนจะเปิดซิปออกอย่างระมัดระวังของภายในยังอยู่ครบ ถุงผ้าใบเล็ก ๆ หลายใบถูกจัดเก็บเอาไว้อย่างดีหัวใจของหลินอวี้เต้นแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้คือของจากโลกเดิมที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเธอ เธอลูบเนื้อผ้าไนลอนของกระเป๋าเป้ด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ ในคืนสุดท้ายที่โรงพยาบาล เมิ่งหลินเป็นคนส่งกระเป๋าใบนี้ให้เธอตามคำขอหลินอวี้กำมันแน่นด้วยปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้ปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ลงบนผืนดินจริง ๆ สักครั้ง ไม่นึกเลยว่าแรงอธิษฐานบวกกับห้วงเวลาที่บิดเบี้ยวจะนำพาสิ่งของชิ้นเดียวจากโลกเดิมติดตามวิญญาณของเธอมายังยุคโบราณแห่งนี้ด้วยอย่างไรก็ตาม หลินอวี้รู้ดีว่าเมล็ดพันธุ์จากโลกอนาคตเหล่านี้มีจำนวนจำกัดและไม่อาจหาซื้อเพิ่มจากที่ใดในโลกนี้ได้อีกแล้วหากใช้หมดหรือปลูกล้มเหลวก็จบกัน เธอจึงต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด และจำเป็นต้องเก็บเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่จากต้นที่ปลูกแล้วรอดเพื่อทำพันธุ์ต่อในโลกแห่งนี้ เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เป็นทั้งความหวัง และเป็นความลับที่เธอไม่มีทา
คืนนั้น แสงตะเกียงน้ำมันสลัว ๆ ส่องสว่างอยู่ภายในกระท่อมท้ายหมู่บ้าน หลินอวี้ขลุกอยู่กับการอ่านสมุดบันทึกของพ่อจนดึกดื่น ยิ่งอ่าน เธอก็ยิ่งประหลาดใจเนื้อหาในสมุดแทบไม่ต่างจากคู่มือการจัดการเกษตรสมัยใหม่ที่เธอเคยศึกษาในโลกเดิม เพียงแต่หลินจื้อเหวินปรับวิธีการเหล่านั้นให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศและวิถีชีวิตของหมู่บ้านชิงหลัวอย่างเหมาะสมหลินอวี้พลิกหน้ากระดาษไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดลงตรงบันทึกหน้าหนึ่งในโลกเดิม เธอไม่เคยรู้จักหลินจื้อเหวินมาก่อน ไม่เคยพบชายคนนี้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้อ่านบันทึกและเห็นความพยายามของเขา เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังทำความรู้จักพ่อของตัวเองผ่านตัวอักษรทีละน้อย ความฝันของเขากับความฝันของเธอมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอย่างประหลาดหลินจื้อเหวินต้องการเห็นผืนดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ อยากให้ผู้คนในหมู่บ้านมีอาหารเพียงพอและไม่ต้องดิ้นรนหนีไปจากบ้านเกิดส่วนเธอ... ในโลกเดิม เธอไม่เคยต้องการชีวิตที่ร่ำรวยหรือยิ่งใหญ่ สิ่งที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดคือบ้านหลังเล็ก ๆ มีสวนผักเล็ก ๆ อยู่ข้างบ้าน และได้ใช้ชีวิตอย่างสงบโดยไม่ต้องแข่งขันกับใครแต่ก่อนที่ความฝันนั้นจะเริ่มต้น ชีวิตของเธอกลับจบลงเสียก่อ
เดินต่อมาอีกไม่นาน สองพี่น้องก็มาถึงจุดหมายปลายทาง เบื้องหน้าของพวกเขาคือกระท่อมไม้หลังเล็กเก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ริมสุดของหมู่บ้าน ติดกับเชิงเขาที่แห้งแล้งหลังคามุงด้วยฟางข้าวที่ผุพังไปตามกาลเวลา ตัวผนังไม้ไผ่สานเริ่มผุกร่อนและมีร่องโหว่หลายจุด รอบตัวบ้านเต็มไปด้วยวัชพืช สีน้ำตาลที่แห้งตายแต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของหลินอวี้ ด้านหลังกระท่อมคือพื้นที่ดินกว้างเกือบไร่ ซึ่งเคยเป็นสวนเก่าของบิดามารดา แม้ในยามนี้มันจะเต็มไปด้วยก้อนดินแข็งกระด้างและเศษหิน แต่ทันทีที่เท้าของเธอก้าวเหยียบลงบนผืนดินแปลงนั้น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก็แล่นพล่านไปทั่วร่างภาพความทรงจำสายหนึ่งไหลวาบเข้ามาในหัว ภาพเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งกำลังหัวเราะคิกคัก ขณะกำลังช่วยชายวัยกลางคนคนหนึ่งใช้เสียมขุดดินพรวนแปลงผักชายคนนั้นหันมาลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู รอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้าคม พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยกระซิบข้างหู“หลินอวี้... จำไว้นะลูก เมล็ดพืชเล็ก ๆ แม้จะดูบอบบาง แต่มันก็คือชีวิต... ขอแค่เราเข้าใจดิน เข้าใจน้ำ และมีความอดทน ผืนดินก็จะอุดมสมบูรณ์”เสียงนั้น... คือเสียงของบิดาผู้
เสียงโวยวายหยาบกระด้างและเสียงข้าวของกระทบพื้นดังระรัวอยู่ข้างหูปลุกสติที่ล่องลอยให้กลับคืนมาอย่างฉับพลันหลินอวี้รู้สึกเหมือนศีรษะถูกทุบด้วยของแข็งสมองมึนงงและร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกหินผาทับไว้แต่สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ชัดเจนไม่ใช่กลิ่นยาฆ่าเชื้อหรือเสียงเครื่องตรวจหัวใจในโรงพยาบาลอีกต่อไปหากแต่เป็นกลิ่นอับของดินโคลน กลิ่นฟางข้าวเก่า ๆและลมหายใจหอบสะอื้นของใครบางคนที่อยู่ใกล้จนแทบชิด“พวกเจ้าสองคนอยู่ไปก็เปลืองข้าวในบ้านข้าเปล่า ๆ ไสหัวไปให้พ้นซะ!”เสียงตะคอกเกรี้ยวกราดดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่จนร่างของเธอเซถลาเกือบ ล้มลงไปกองกับพื้นหลินอวี้พยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตา ภาพตรงหน้าที่ปรากฏขึ้นไม่ใช่เพดานสีขาวของโรงพยาบาลแต่เป็นเรือนไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่าและลานดินแห้งแล้งที่มีผู้คน ยืนล้อมวงมองดูด้วยสายตาเย็นชาเบื้องหน้าของเธอคือชายร่างใหญ่หน้าตาถมึงทึงกำลังผลักเด็กชายตัวผอมโซคนหนึ่งล้มลงไปคลุกฝุ่น เด็กชายคนนั้นร้องไห้สะอื้นตัวโยน กอดแขนเสื้อของชายร่างใหญ่ไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวข้างกายชายร่างใหญ่มีหญิงวัยกลางคนยืนกอดอกอยู่ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความรำคาญและไม่พอใ











