LOGINในเมืองหลวงผู้คนต่างพูดว่าจ้าวหยวนเช่อเป็นคนจิตใจสงบไร้ความปรารถนา สูงส่งสง่างาม ดุจแสงจันทร์กระจ่างที่มองเห็นแต่มิอาจเอื้อม มีเพียงเจียงโย่วหนิงเท่านั้นที่รู้ว่า ยามลับหลังผู้อื่นพี่ชายของนางคนนี้ก็คือดวงไฟ เพียงสัมผัสนางก็พลันลุกโชนทันที ทั้งร้อนแรงและรุนแรง ในช่วงเวลาเร้นลับเหล่านั้น เขาเคยร้องเรียกนางว่า ‘ชิงชิง’ ด้วยเสียงที่แหบแห้งนับครั้งไม่ถ้วน ดึงนางเข้าสู่หายนะครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียบง่ายไร้กิเลสอะไรกัน หลอกลวงกันทั้งเพ! ต่อมา จ้าวหยวนเช่อได้หมั้นหมายกับผู้อื่น เจียงโย่วหนิงจึงหอบสมบัติที่สะสมมาหลายปีหนีไปกลางดึก ทว่ากลับถูกเขาขวางไว้ท่ามกลางพายุหิมะที่โปรยปราย “เจียงโย่วหนิง เจ้าหนีไม่พ้นหรอก”
View Moreเจียงโย่วหนิงไม่อยากให้เขารื้อฟื้นเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีกนางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่ล่ะ”ยามนี้นางจะมีกะจิตกะใจไปคิดเรื่องแต่งงานได้อย่างไร“เจ้าฟังข้าพูดก่อน อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธ” เซี่ยหวยอวี่ไม่ได้ร้อนรน เขาโบกมือพลางเอ่ยต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้มีใจให้ข้าฉันชู้สาว แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าจวนเจิ้นกั๋วกงไม่อาจเลี้ยงดูเจ้าไปชั่วชีวิต ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องออกเรือนไปอยู่ดี? ในบรรดาบุรุษทั่วเมืองหลวง ยังจะมีใครดีเลิศไปกว่าข้าได้อีก? ข้าคือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้า ในภายภาคหน้า ไม่ว่าเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งใด ข้าล้วนเป็นกำลังสนับสนุนให้เจ้าได้ ลองเก็บไปไตร่ตรองดูเถิด อาหนิง?”เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนโยนทุ้มละมุน แฝงแววล่อลวงใจอยู่หลายส่วนเมื่อเจียงโย่วหนิงได้ฟังคำพูดของเขา นางก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ รวบรวมความคิดอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาน้ำเสียงของนางค่อนข้างอ่อนโยน เอื้อนเอ่ยอย่างเนิบช้า “เซี่ยหวยอวี่ ข้ารู้ว่าท่านดีต่อข้า ทว่าข้าเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของจวนเจิ้นกั๋วกง ส่วนท่านเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ เป็นรุ่ยอ๋องที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานมากที่สุ
จ้าวหยวนเช่อมองไปทางเซี่ยหวยอวี่รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยหวยอวี่แย้มกว้างยิ่งขึ้น นัยน์ตาจิ้งจอกอันงดงามหรี่ลงแฝงแววท้าทายจ้าวหยวนเช่อหมุนตัวกลับ เอียงคอปรายตามองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งยามที่เขาหันศีรษะ สายตาของเซี่ยหวยอวี่ก็ตกลงบนลำคอของเขา ก่อนจะชะงักงันในฉับพลันตรงนั้นมีรอยจาง ๆ รอยหนึ่งซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อ เผยให้เห็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ตอนที่จ้าวหยวนเช่อหันหน้าเท่านั้นดูเหมือนจะเป็นรอยฟัน ทั้งยังเป็นรอยฟันที่ถูกกัดมาหลายวันแล้ว และเริ่มจะเลือนลางลงทุกทีรอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยหวยอวี่แข็งค้างในทันตา ประกายอำมหิตวาบผ่านก้นบึ้งของดวงตา“พูดกับเขาให้รู้เรื่อง”น้ำเสียงของจ้าวหยวนเช่อราบเรียบ ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวให้เจียงโย่วหนิง แล้วสาวเท้าเดินออกไปเจียงโย่วหนิงมองเขาเดินพ้นประตูไปยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตรงนั้น เพียงเขาหันกลับมาก็สามารถมองเห็นนางได้ แต่คงไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างนางกับเซี่ยหวยอวี่ชนบทในยามค่ำคืนเงียบสงัด สิ่งที่นางได้ยินมีเพียงเสียงแมลงร้องระงมแว่วมาจากที่ไกล ๆแสงเทียนสีเหลืองนวลสลัวไหววูบวาบ ตกกระทบลงบนใบหน้าของเซี่ยหวยอวี่นางมองไม่ออกว่าสีหน้าของเข
การที่เขาออกแบบสถานที่ซ่อนสมบัติให้เป็นเช่นนี้ เดิมทีสมควรจะไร้ข้อผิดพลาดโดยสิ้นเชิงไฉนจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?จ้าวหยวนเช่อไม่สนใจเขา ชายหนุ่มก้าวเท้าขึ้นมาจากหลุมลึกชิงหลิวไปตักน้ำมาให้จ้าวหยวนเช่อล้างคราบดินโคลนบนมือจนสะอาด ก่อนจะเบือนหน้าไปมองเจี่ยงเว่ยเฟิงยามนี้ใบหน้าของเจี่ยงเว่ยเฟิงไร้สีเลือด เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผากจบสิ้นแล้ว หากของที่ซ่อนอยู่ใต้ดินถูกขุดขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเพียรพยายามสร้างมาตลอดค่อนชีวิตก็เป็นอันจบสิ้นลงอย่างแท้จริง!พลั่วเหล็กขุดแซะไปตามเส้นที่จ้าวหยวนเช่อขีดเอาไว้ ขุดชั้นดินแข็งที่หนาไม่ถึงหนึ่งฉื่อบนผิวดินออกไปทีละจั้งทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังกังวานใส... ปลายจอบกระทบเข้ากับของแข็งบางอย่าง“นายท่าน เป็นแผ่นหินขอรับ!”ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งเอ่ยรายงานเจียงโย่วหนิงมองดูพวกเขาใช้แรงงัดของสิ่งนั้นขึ้นมา และพบว่ามันคือแผ่นหินศิลาแลงผิวเรียบขนาดใหญ่แผ่นหนึ่งจริง ๆในที่สุดนางก็ตระหนักขึ้นมาได้ในวินาทีนี้เจี่ยงเว่ยเฟิงผู้นี้ช่างเป็นผู้เฒ่าเจ้าเล่ห์เสียจริงถึงกับขุดสถานที่ซ่อนสมบัติแบ่งออกเป็นสองชั้น หากคนทั่วไปขุดลงมาถึงชั้นแรกแล้วพบของ
พลั่วเหล็กขุดเจาะพื้นดินลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า เศษดินค่อย ๆ พอกพูนกลายเป็นเนินขนาดย่อมอยู่ด้านข้างเจียงโย่วหนิงกำมือแน่น ชะโงกหน้ามองพลั่วเหล็กที่กำลังขุดเปิดหน้าดินลงไปอย่างต่อเนื่องเจี่ยงเว่ยเฟิงนั่งอยู่บนพื้น บนใบหน้าประดับรอยยิ้มเย้ยหยัน จับจ้องพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา“ใต้เท้าจ้าว ข้าขอเตือนให้ท่านสั่งพวกเขาหยุดขุดเสียเถิด” เขาเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า “แม้เรือนของข้าน้อยหลังนี้จะซอมซ่อ ทว่าก็เป็นสมบัติที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ท่านขุดทำลายเช่นนี้ ข้าเกรงว่าจะเสียฮวงจุ้ยตระกูลของเราไปเปล่า ๆ”จ้าวหยวนเช่อคล้ายกับไม่ได้ยินคำพูดของเขา ทำเพียงจดจ่ออยู่กับพื้นดินเบื้องหน้ากลุ่มคนขุดหลุมตื้นกว้างยาวด้านละราวสามฉื่ออย่างรวดเร็ว เจียงโย่วหนิงพิศมองอย่างละเอียด ด้านล่างเป็นเพียงดินเหลืองที่ถูกอัดแน่นธรรมดา ดูแล้วไม่ได้มีสิ่งใดผิดปกติหรือว่านางจะรู้สึกไปเอง แท้จริงแล้วด้านล่างนี้ไม่ได้กลวงเปล่าเลยกระนั้นหรือ?กลุ่มคนขุดลึกลงไปอีกกว่าครึ่งฉื่อนอกจากดินแล้ว ก็ยังมีแต่ดินชิงเจี้ยนหันมองจ้าวหยวนเช่ออย่างลังเล“ขุดต่อไป”จ้าวหยวนเช่อสั่งการเจี่ยงเว่ยเฟิงได้ยินดังนั้น แววตาก็พลันวูบไหว
นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด
เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ
“ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย
เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง












Ratings
reviewsMore