Se connecterชายชุดดำซึ่งมีหน้าตาถมึงทึง ค่อยๆ ผ่อนคลายท่าทีลง เขาพูดด้วยเสียงแหบห้าวว่า “ท่านเป็นหมอหรือ”
เฟิงหลี่เฉียงยิ้มนิดๆ “ข้าเป็นบัณฑิตชื่อ เฟิงหลี่เฉียง แต่ก็รู้การแพทย์ด้วย”
อีกฝ่ายจึงพยักหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน “ข้าขอรบกวนให้ท่านช่วยไปส่งข้ายังสถานที่แห่งหนึ่งได้หรือไม่”
เด็กหนุ่มถามเขาตรงๆ ว่า “ขออภัย ข้าต้องขอสอบถามก่อนว่าเป็นที่ใด”
ไม่ใช่เพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่เขารู้ว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา และเขาไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อนจากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องที่ไม่ควรรู้ไปด้วย
ชายชุดดำก็ตอบตามตรงว่า “องครักษ์เสื้อแพร จินอวี่เว่ย”
เขารู้ว่าตนเองต้องพึ่งพาเด็กหนุ่มคนนี้ เพื่อรีบกลับไปรายงานข่าวสำคัญที่ไปสืบมา และชายชุดดำรู้ดีว่า หากเด็กหนุ่มคิดไม่ซื่อกับเขา การตามหาตัวเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับราชองครักษ์อย่างพวกเขา
เด็กหนุ่มจึงรับปาก เขาคิดอยู่แล้วว่า ชายคนนี้น่าจะเป็นทหาร เขาจึงบอกลู่ปู่ให้เตรียมรถไว้ และช่วยกันประคองชายชุดดำไปขึ้นรถลาก และมุ่งหน้าไปฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของพระราชวัง เชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง
ชายชุดดำบอกให้พวกเขาไปจอดที่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง ที่มีรั้วรอบขอบชิดอยู่ใกล้กับเขตพระราชวัง เมื่อเห็นรถของชาวบ้านมาจอดด้านหน้า ทหารที่รักษาความปลอดภัยก็รีบเดินมาที่รถ และถามลู่ปู่ด้วยเสียงดุดันว่า “พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการมาพบใคร”
แล้วเขาก็ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงตวาดดังมาจากในรถ “ข้าเอง! มาช่วยพาข้าลงจากรถเดี๋ยวนี้!”
ทหารยามหน้าเปลี่ยนสี พวกเขาจำเสียงนี้ได้ ในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงเปิดประตูรถ และประคองชายชุดดำที่หน้าตาซีดเซียวลงมาจากรถ
เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ทหารยามอุทานออกมาว่า “ผู้กองเว่ย!” และรีบกระวีกระวาดเข้ามาช่วยประคอง พาเข้าไปในประตูใหญ่ แต่ก่อนจะหายเข้าประตูไปนั้น ชายชุดดำหรือผู้กองเว่ย ก็หันมาพูดกับเด็กหนุ่มที่ยืนมองดูพวกเขาว่า “ขอบคุณพวกท่านมาก แล้วข้าจะตอบแทนพวกท่านในภายหลัง”
เฟิงหลี่เฉียงก้มหัวลงเล็กน้อย เขาเดินกลับไปที่รถลาก และขึ้นไปนั่งข้างลู่ปู่ จากนั้นก็ขี่รถลากออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้กองเว่ยซึ่งมองตาม อดคิดในใจไม่ได้ว่า บัณฑิตคนนี้มีจิตใจแข็งแกร่งมั่นคง เพราะคนทั่วไป เมื่อได้ยินชื่อของจินอวี่เอ่ย ต่างพากันหวาดกลัวและถอยห่าง แต่เด็กหนุ่มคนนี้ กลับช่วยเหลือเขาด้วยท่าทีนิ่งเฉยอย่างน่าประหลาด
เมื่อขี่รถออกห่างมาแล้ว ลู่ปู่ที่รู้สึกตื่นเต้นก็อดถามเด็กหนุ่มไม่ได้ว่า “เสี่ยวเฉียง จินอวี่เว่ย น่ากลัวอย่างที่คนเขาลือจริงหรือ”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะ และอธิบายว่า “จินอวี่เว่ย หรือองครักษ์เสื้อแพร เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง คือ จักรพรรดิหงอู่ ทำหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์ และยังมีอำนาจในกระบวนการยุติธรรม นั่นคือ สามารถดำเนินคดีกับใครก็ได้อย่างมีเสรี โดยเฉพาะกับขุนนางและเชื้อพระวงศ์ หน่วยงานนี้ยังทำงานเป็นหน่วยข่าวกรองให้กับฮ่องเต้ด้วย แบบนี้แล้ว ท่านคิดว่าพวกเขาน่ากลัวหรือไม่ล่ะ”
ลู่ปู่หดคอลงด้วยความสยดสยอง “ข้าเคยได้ยินมาว่า จินอวี่เว่ย จะจับกุมใครไปสอบสวนก็ได้ ผู้คนก็เลยทั้งเกลียดทั้งกลัว!”
เด็กหนุ่มรีบบอกให้เขาพูดเบาๆ เพราะบริเวณนี้ยังอยู่ในเขตของชนชั้นสูง ไม่รู้ว่าจะมีใครได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดหรือไม่ พวกเขาจึงรีบเดินทางกลับไปยังบ้านเช่าที่อยู่เขตเมืองชั้นนอกโดยไม่รอช้า
หลังจากนั้น ชีวิตของเฟิงหลี่เฉียงก็กลับมาสู่ความปกติ ในระหว่างที่รอผลการสอบฮุ่ยซื่ออยู่นั้น เฟิงหลี่เฉียงยังคงอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบในระดับพระราชวัง ซึ่งเป็นการสอบระดับสุดท้าย เขามั่นใจว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ใน 10 อันดับแรกอย่างแน่นอน
ในอีกสองอาทิตย์ต่อมา ก็ถึงวันประกาศผลการสอบในระดับประเทศ ลู่ปู่ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนไปดูผลการสอบให้เฟิงหลี่เฉียงมาตลอดระยะเวลา 9 ปี ก็ออกเดินทางไปที่สนามสอบตั้งแต่เช้า ถึงแม้เด็กหนุ่มจะบอกว่า เขาจะไปดูเอง แต่ลู่ปู่ยืนยันว่า “เจ้าอยู่บ้านแต่งตัวรอเอาไว้ ทางการจะต้องส่งคนมาประกาศผลจินชื่ออันดับหนึ่งอย่างแน่นอน!”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง “พี่เชื่อใจข้าขนาดนั้นเลยหรือ”
ลู่ปู่มองดูเด็กชายที่เขาเห็นมาตั้งแต่อายุหกขวบ ตอนนี้เวลาผ่านไปแล้ว 12 ปี จากเด็กน้อยไร้เดียงสา ได้กลายมาเป็นเด็กหนุ่มที่มีความคิดโตเกินวัย และกำลังจะได้เป็นขุนนางอนาคตไกล สำหรับลู่ปู่แล้ว เฟิงหลี่เฉียงเป็นเหมือนกับญาติคนหนึ่ง ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างมั่นใจ โดยไม่พูดอะไรอีก
แต่เด็กหนุ่มกลับบอกว่า ครั้งนี้เขาอยากจะเห็นชื่อบนป้ายประกาศด้วยตาของเขาเอง เพราะนี่คือการสอบครั้งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ลู่ปู่กับเฟิงหลี่เฉียงจึงขี่รถลากไปที่ลานหน้าสนามสอบด้วยกัน ในตอนนี้เริ่มมีคนมาเฝ้ารอดูผลจำนวนมากแล้ว โชคดีที่พวกเขามาแต่เช้า จึงไปยืนรอใกล้ๆ ได้
เมื่อได้เวลา พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่หลายคน ถือกระดาษมาหลายแผ่นเพื่อติดประกาศ เจ้าหน้าที่ตะโกนเสียงดังว่า “ถอยออกไป ทางการจะติดประกาศผลการสอบฮุ่ยซื่อแล้ว!”
พวกเขาถอยออกมา ในขณะที่เจ้าหน้าสองคนช่วยกันติดประกาศ คนหนึ่งทากาว คนหนึ่งส่งกระดาษให้ และอีกคนแปะกระดาษไว้ที่กระดานประกาศผล เมื่อเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเดินห่างออกมา ผู้คนต่างกรูกันเข้าไปดูผลอย่างตื่นเต้น สำหรับเฟิงหลี่เฉียงที่มีวรยุทธ์ แต่ไม่อยากทำตัวเด่นด้วยการตีลังกาข้ามหัวคนอื่นไป เขาจึงเดินตามลู่ปู่ที่แทรกตัวเข้าไปดูประกาศอย่างใจเย็น
ในระหว่างนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เสียงร้องตะโกนด้วยความดีใจ และเสียงร้องไห้ดังลั่นด้วยความผิดหวังจากผู้เข้าสอบดังไปทั่วบริเวณนั้น หลายคนที่เป็นทั้งบัณฑิตและคนที่มาเฝ้ารอดู ต่างพากันตะโกนถามเสียงดังลั่นว่า “ใครได้เป็นฮุ่ยหยวนในปีนี้! บอกชื่อมาหน่อยสิ ข้าอยากรู้!”
“ใช่ๆ ฮุ่ยหยวนปีนี้ชื่ออะไร ใครเห็นชื่อบ้าง!”
“นี่ๆ ชื่ออยู่ตรงนี้!” ใครคนหนึ่งตะโกนด้วยความตื่นเต้น
เฟิงหลี่เฉียงที่เข้าไปถึงป้ายประกาศแผ่นแรก ก็กวาดสายตาดูผลการสอบอย่างตื่นเต้นเหมือนคนอื่น เขาไล่รายชื่อผ่านตาไปนับสิบคน แต่ก็ยังไม่เห็นชื่อของตัวเอง
แต่แล้วใครคนหนึ่งก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “ฮุ่ยหยวนปีนี้ ชื่อ เฟิงหลี่เฉียง!!”
แล้วเสียงของคนที่มาเฝ้าดูก็ฮือฮาด้วยความชื่นชมและความอิจฉาผสมกันไป ลู่ปู่หันขวับมามองเจ้าของชื่อที่เป็นฮุ่ยหยวนปีนี้ เฟิงหลี่เฉียงยิ้มกว้างออกมา ใบหน้าของเขาแดงเล็กน้อยด้วยความดีใจ ถึงเขาจะมั่นใจว่าตัวเองทำได้ แต่การได้รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ที่ทำคะแนนสอบได้สูงสุด ก็ทำให้เขาดีใจมากเช่นกัน ลู่ปู่ซึ่งก็หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น ตบหลังเขาด้วยความดีใจ “ยินดีด้วยนะเสี่ยวเฉียง!”
ถึงตอนนี้ เฟิงหลี่เฉียงสามารถแหวกผู้คนเข้าไปดูชื่อของตัวเองได้แล้ว บนกระดาษแผ่นใหญ่สีขาว เฟิงหลี่เฉียงเห็นชื่อตัวเองโดดเด่นอยู่เป็นอันดับแรก เขาจึงมั่นใจว่า นี่คือชื่อของเขาแน่นอน
แต่ก่อนที่จะรีบถอยออกมา เขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อดังมาจากข้างหลังว่า “เฟิงหลี่เฉียง!”
เมื่อหันไปดู ก็พบบัณฑิต 4-5 คนที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน มองตรงมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย บางคนแสดงความยินดีอย่างจริงใจ บางคนไม่มองหน้าเขา และบางคนก็ฝืนแสดงความยินดี แต่ไม่ว่าจะแบบไหน เฟิงหลี่เฉียงก็ไม่ใส่ใจ เด็กหนุ่มขอบคุณและแสดงความยินดีกับคนอื่นด้วยเช่นกัน
หลังจากรู้ว่าใครได้เป็นฮุ่ยหยวนปีนี้ ไม่ว่าเฟิงหลี่เฉียงจะเดินไปทางไหน สายตาของผู้คนนับสิบต่างก็จ้องมองมาที่เขา ไม่เพียงแต่เป็น ฮุ่ยหยวนที่อายุน้อย เขายังมีหน้าตารูปร่างดีด้วย และที่สำคัญ บางคนที่มามุงดูรอบนอก เริ่มพยักหน้าให้ลูกน้องและคนรับใช้เตรียมชิงตัวฮุ่ยหยวนคนนี้กลับบ้าน!
นี่คือธรรมเนียมที่บางคนนิยมทำ คนที่สอบผ่านและได้เป็นบัณฑิตที่มีคะแนนสูง ถือกันว่าเป็นคนที่มีอนาคตไกล ใครๆ ต่างก็อยากจะได้เป็นลูกเขย และถ้ามัวแต่รีรอ คนอื่นจะชิงตัดหน้าไปเสียก่อน พ่อแม่บางคนที่มีเงินและมีอิทธิพล จึงพาลูกน้องมายืนรอ และดูว่าคนไหนที่ดูจะมีอนาคตไกล เมื่อประกาศผลแล้ว พวกเขาก็จะกรูกันเข้าไปแบกร่างบัณฑิตที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลับบ้าน และบังคับให้แต่งงานกับลูกสาวของตน
เช่นเดียวกับการประกาศผลสอบครั้งนี้ ที่เป็นการประกาศผลบัณฑิตในระดับประเทศ คนที่ผ่านการสอบ สามารถเข้ารับราชการเป็นข้าราชการระดับสูงได้ทันที ดังนั้น เมื่อคนที่มารอ เห็นว่าฮุ่ยหยวนปีนี้ ทั้งหนุ่มทั้งหล่อ พวกเขาจึงไม่รอช้า ต่างวิ่งกรูกันเข้าไปหาเฟิงหลี่เฉียง ที่เดินออกมาพร้อมกับลู่ปู่แค่สองคน บางกลุ่มหันไปแย่งชิงตัวบัณฑิตคนอื่น เพราะเห็นว่าคู่แข่งที่จะชิงตัวฮุ่ยหยวนคนนี้มีมากเกินไป เสียงทะเลาะเบาะแว้งและเสียงร้องโวยวายขอความช่วยเหลือดังไปทั่ว
แต่เฟิงหลี่เฉียงรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนวิ่งกรูเข้ามา บางคนยื่นมือเข้ามาเพื่อจะจับแขนขาของเขาเพื่อแบกออกไป แต่คนที่ยืนมองความครึกครื้นก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นบัณฑิตร่างสูงผอมคนนี้พริ้วตัวหลบมือของชายเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าไปที่หลังของพวกเขา ทำให้คนเหล่านั้นที่ตัวใหญ่กว่ามาก ล้มถลาลงไปที่พื้น บัณฑิตหนุ่มยังกระโดดลอยตัวขึ้น ยกขาขึ้นถีบไปที่หน้าอกของคนเหล่านั้น จนหงายหลังกระแทกพื้น ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ที่จริงแล้วเฟิงหลี่เฉียงไม่ได้ใช้แรงมาก เพราะเขารู้ว่าคนพวกนี้ไม่ได้ต้องการทำร้ายเขา แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ชอบวิธีการลักพาตัวเช่นนี้
เมื่อเห็นบัณฑิตบางคนถูกลากตัวไปโดยไม่ยินยอม เฟิงหลี่เฉียงก็ตามไปจัดการกับคนเหล่านั้นอีก 2-3 กลุ่ม
เขายังหันไปตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่อำเภอให้มาช่วยด้วยความโมโห “พี่ชาย! ท่านปล่อยให้คนพวกนี้ลักพาตัวบัณฑิตได้อย่างไร! มาช่วยพวกเขาด้วย!”
เจ้าหน้าที่จากอำเภอที่ยืนอยู่ตรงประตู จึงรีบเข้ามาช่วยเหลือบัณฑิตอ่อนแอที่น่าสงสารเหล่านี้ ในที่สุดความวุ่นวายจึงยุติลง ทั้งบัณฑิตและผู้คนที่เฝ้ามองอย่างใจหายต่างก็ตบมือชื่นชม และขอบคุณฮุ่ยหยวนคนนี้ ที่ไม่เพียงแต่เฉลียวฉลาด แต่ยังมีวรยุทธ์อีกด้วย!
ในวันนั้น เขากับลู่ปู่รีบเดินทางกลับ เพื่อไปต้อนรับขบวนประกาศจากทางการที่จะเดินทางไปที่บ้านเช่าของเขา และก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้ง ขบวนตีฆ้องร้องป่าวจากทางการก็เดินทางมาถึง ชาวบ้านในเมืองหลวงคุ้นชินกับภาพนี้ ที่จะเกิดขึ้นทุก 3 ปี แต่ที่ทำให้ชาวบ้านแถวนี้ตื่นเต้น คือ บัณฑิตฮุ่ยหยวนของปีนี้ คือ เฟิงหลี่เฉียงที่พวกเขารู้จักนั่นเอง!
บ้านเฟิงออกมายืนรอรับขบวนแห่ รับเอาม้วนประกาศแต่งตั้ง และรางวัลจากทางการไปเก็บไว้ ลู่ปู่มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้ประกาศเพื่อเป็นการขอบคุณ ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่มองด้วยความชื่นชม พวกเขาอยากให้เด็กหนุ่มอยู่แถวนี้ต่อไป เพื่อที่พวกเขาจะได้พึ่งพา แต่ก็นั่นละ ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตของเด็กหนุ่มจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะถูกแต่งตั้งไปทำงานต่างเมือง หรืออาจจะถูกแต่งตั้งไปทำงานในวังก็ได้!
ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน
ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร
ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ
ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง
ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ
ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย
ตอนที่ 119ในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากจัดการกับทุกอย่างเรียบร้อยไปแล้ว เฟิงหลี่เฉียงนั่งพักดื่มชาและกินขนมอยู่ที่ศาลากลางน้ำ ที่บ้านพักนอกเมือง เขารู้สึกเหนื่อยมาก เพราะต้องตื่นแต่เช้า กลับบ้านดึกทุกวัน ทั้งยังต้องสอบสวนนักโทษ และเขียนรายงานส่งกลับไปยังเมืองหลวง เ
ตอนที่ 116ในคฤหาสน์เก่าแก่สร้างจากอิฐและหิน กลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงนั่งอยู่บนพรมเปอร์เซียเก่าแก่ ตรงข้ามกับเขา คือ หม่าซีอวี่ หัวหน้าเผ่าหุยวัย 45 ปี ท่าทางของเขาดุดันและมีใบหน้าเฉยเมยตลอดการสนทนา เขาพูดภาษาฮั่นได้ การสนทนาจึงไม่ลำบากมาก รอบตัวของเขามีผู้ช่วย
ตอนที่ 109ตอนเย็นวันนั้น เทียนมู่อวี้กับจางไห่เฟิงที่ออกไปตามหาว่าใครคือหญิงสาวที่ยกยามาให้องค์ชายและถูกฆ่าตาย พวกเขาไปยังร้านขายผ้าที่นางพบกับเฉิงอิ่งจู่ เถ้าแก่ร้านบอกว่า เมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่แล้วนางมาเดินซื้อผ้าอยู่ และบอกว่าอยากจะทำเปิดร้านขายเสื้อผ้า จึง
ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้




![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


