Masukในบ้านเช่าหลังเล็กแห่งหนึ่ง ในซอยเงียบสงบของชานเมืองหนานจิง เฟิงหลี่เฉียงที่มีอายุ 17 ย่าง 18 ปีแล้ว นอนหลับสนิทอยู่ที่ห้องนอนด้านใน ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ตื่น เขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่เพราะเมื่อวานเป็นวันสุดท้ายการสอบเค่อจวี่คัดเลือกขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นการสอบที่เมืองหลวงหรือที่เรียกว่าการสอบฮุ่ยซื่อ ซึ่งแบ่งการสอบออกเป็น 3 ช่วงติดต่อกัน
ช่วงแรกเป็นการสอบด้วยการตอบคำถาม 3 ข้อ เพื่อทดสอบการตีความหมายคัมภีร์หลักคำสอนของขงจื๊อ ที่ศิษย์ของขงจื๊อเรียบเรียงขึ้น เป็นประมวลคำกล่าวของขงจื๊อและแสดงหลักคำสอน ที่เรียกว่า ซู หรือ ตำราทั้ง 4 [1] และยังมีการสอบวิทยศิลป์ 4 แขนง หรือวิทยศิลป์ 4 ของบัณฑิต นั่นคือ การเล่นพิณหรือกู่เจิ้ง หมากล้อม ลายมืออักษรศิลป์ (พู่กันจีน) และ จิตรกรรมวาดเขียน ซึ่งในสมัยราชวงศ์หมิงบางยุค มีการสอบการยิงธนูและขี่ม้าเพิ่มเติมมาด้วย ซึ่งรุ่นของเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องสอบด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นในอีก 3 วันต่อมา จะเป็นการสอบช่วงที่สอง ซึ่งจะเป็นการเขียนเรียงความเชิงวิพากษ์ตามประเด็นที่ตั้งเอาไว้ จากนั้นเป็นการเขียนเรียงความเกี่ยวกับการพิจารณาคดีในประเด็นทางกฎหมาย 5 ด้าน คือ กฎหมายแพ่ง กฎหมายครอบครัว กฎหมายอาญา และนโยบายทางกฎหมาย จากนั้นเป็นการสอบการเขียนพระบรมราชโองการและพระราชกฤษฎีกาซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมาย การเขียนประกาศและคำสั่งจากทางการ และการเขียนรายงานเกี่ยวกับการบริหารงานตามปกติหรือผิดปกติ หรือแม้แต่ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเมืองที่เจ้ากรม หรือเจ้าหน้าที่อื่นทูลเสนอไปยังฮ่องเต้
หลังจากนั้นอีก 3 วันต่อมา จึงเป็นการสอบรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นการเขียนเรียงความ 5 ประเภท ที่ต้องอ้างอิงและวิเคราะห์จากตำราคลาสสิค ประวัติศาสตร์ และกิจการร่วมสมัย เพื่อทดสอบความเข้าใจ ความลุ่มลึกและความแม่นยำของผู้ทดสอบ
การสอบในเดือนกุมภาพันธ์ที่กินเวลาสองอาทิตย์นี้ ทำให้บัณฑิตเจี้ยหยวนคนนี้ ต้องกลับมานอนสลบอยู่บ้านไปหลายวัน ช่วงเวลานี้อันเฟยจู น้องสาวของเขา และลู่ปู่เดินทางมาอยู่ที่นี่ด้วย เพื่อดูแลส่งข้าวปลาอาหารการกินให้ และคอยรอรับอยู่ข้างนอกสนามสอบ เผื่อบัณฑิตบางคนเป็นลมหรือป่วยจนสอบต่อไม่ได้
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะพวกเขาต้องกินนอนขับถ่ายอยู่ในสนามสอบที่มีชื่อเรียกว่า “ก้งเยวี่ยน” ทุกคนจะนั่งเรียงกันในช่องแคบๆ ที่เปิดโล่ง เพื่อให้ผู้คุมสอบคอยดูว่ามีการโกง หรือผู้เข้าสอบยังปกติดีหรือไม่ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ออกมาจนกว่าจะส่งข้อสอบ โดยแต่ละช่องจะมีความกว้างไม่เกิน 3 เมตร ภายในห้องหรือคอกนี้ มีไม้กระดานวางพาดเป็นโต๊ะด้านบน และม้านั่งยาวด้านล่าง ในช่วงอากาศหนาวจะมีเตาผิงจุดให้ความอบอุ่น
ด้วยความโหดร้ายของการสอบนี้ ทุกครั้งที่สอบเสร็จ จึงต้องมีคนมารับและพาพวกเขากลับไปยังที่พัก และแต่ละคนก็มีสภาพไม่ต่างจากที่เฟิงหลี่เฉียงเป็นอยู่ในตอนนี้ ถึงแม้เด็กหนุ่มจะมีวรยุทธ์และมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าบัณฑิตทั่วไป แต่เขาก็ทุ่มเทให้กับการสอบไม่ต่างจากคนอื่น เมื่อสอบเสร็จ เขาจึงกลับมากินข้าว อาบน้ำ จากนั้นจึงนอนหลับไปเกือบหนึ่งวันเต็ม
หลังจากสอบเสร็จ ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขารอฟังประกาศผล ซึ่งคนที่สอบระดับเมืองหลวงหรือระดับประเทศนี้ผ่าน จะเรียกว่า “กงเซิง” หรือ “บัณฑิตบรรณาการ” พวกเขาสามารถเข้ารับราชการและถวายการรับใช้ฮ่องเต้ได้แล้ว โดยจำนวนคนที่รับจะขึ้นอยู่กับนโยบายของฮ่องเต้แต่ละพระองค์ สำหรับจำนวนของบัณฑิตที่ทางการรับในแต่ละปีนั้น จะแตกต่างกันไป ฮ่องเต้บางองค์ให้รับจำนวน 300 คน บางองค์ 100 คน แต่ไม่ว่าอย่างไร คนที่ได้คะแนนสูงสุดของการสอบระดับประเทศนี้ จะถูกเรียกว่า “ฮุ่ยหยวน” หรือ “ผู้เข้าสอบการประชุมระดับบน” และในจำนวนกงเซิงทั้งหมดนี้ จะมีสิทธิ์ได้เข้าสอบระดับราชสำนัก ซึ่งเป็นการสอบวัดระดับครั้งสุดท้าย
ในช่วงบ่าย เฟิงหลี่เฉียงจึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหิวและอยากเข้าห้องน้ำ เด็กหนุ่มได้ยินเสียงกุกกักและกลิ่นอาหารลอยมาจากในครัว ท้องของเขาร้องจ๊อกด้วยความหิว เขาจึงรีบลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาและตรงไปที่ครัว ที่นั่น แม่และน้องสาวกำลังช่วยกันทำอาหารและคุยกันอย่างมีความสุข
เฟิงหลี่เฉียงยืนมองพวกเขาด้วยสายตาอ่อนโยน เขานึกถึงความยากลำบากที่ต้องเจอในวัยเด็ก และโอกาสที่ตอนนี้พวกเขาได้รับจากผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะต้วนเจี่ยซิน ที่อุปถัมภ์พวกเขาทั้งครอบครัว และพวกเขายังประพฤติตัวดี ให้สมกับที่หมอต้วนสนับสนุนด้วย
เฟิงหลี่เฉียงขยันขันแข็งในการเรียนรู้ ในขณะที่แม่ของเขาก็ช่วยทำงานสมุนไพรและอื่นๆ เช่นเดียวกับน้องสาวของเขาที่ว่านอนสอนง่าย และเป็นเสียงหัวเราะให้คนในหมู่บ้านหลานเถียน
อันเฟยจูหันมาเห็นลูกชายยืนอยู่ที่ประตูครัว เธอจึงถามเขาด้วยสีหน้ายินดีว่า “เสี่ยวเฉียงตื่นแล้วหรือ มา มากินข้าวเร็ว แม่เพิ่งผัดผักเสร็จ กำลังร้อนๆ เลยจ้ะ”
เช่นเดียวกับเฟิงหลี่อิง ที่หันมายิ้มทักทายเขาด้วยแววตาดีใจ “พี่ใหญ่ ข้าช่วยท่านแม่ทำขนมแป้งทอดมันเทศด้วย ท่านมาลองชิมฝีมือของข้าดู”
เฟิงหลี่เฉียงยิ้ม เขาช่วยยกจานอาหารจากในครัวมาวางบนโต๊ะกินข้าว และเดินไปตามลู่ปู่ให้มากินข้าวด้วยกัน เด็กหนุ่มไม่เคยแบ่งแยกชนชั้นกับลู่ปู่ ที่ตอนนี้มีอายุ 30 กว่าปีแล้ว เขากับพี่ลู่ไปไหนมาไหนด้วยกันหลายครั้ง เว้นแต่ในช่วงหลังที่เขาย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวง จึงห่างจากชายหนุ่มไป ตอนนี้ลู่ปู่แต่งงานมีครอบครัวและมีลูกชายวัย 5-6 ขวบ พวกเขาอาศัยอยู่ที่บ้านของหมอต้วนเช่นกัน
ในระหว่างที่นั่งกินข้าว พวกเขาพูดคุยกันเรื่องการสอบ เด็กหนุ่มอธิบายให้ฟังว่าการสอบนั้นยากลำบากอย่างไรบ้าง เฟิงหลี่อิงเสียดายที่เกิดเป็นผู้หญิงจึงไม่สามารถเข้าสอบแบบพี่ชายได้
แต่เฟิงหลี่เฉียงกลับพูดว่า “ก็น่าเสียดายจริงๆ ที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์สอบ แต่เจ้ากับท่านแม่ถือว่าดีกว่าผู้หญิงคนอื่นแล้วนะ ที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แล้วเจ้าเอง ยังมีโอกาสได้เรียนการแพทย์กับท่านอาจารย์อีก เจ้ามีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ เจ้าจะมาอิจฉาพี่ทำไมกัน”
เด็กหญิงคิดตามแล้วก็หัวเราะออกมา เธอรู้ดีว่า ที่ต้าหมิง ผู้หญิงมีสถานะไม่เท่ากับพี่ชาย แต่เธอโชคดีที่พี่ชายสนับสนุนให้ได้เรียนหนังสือ เธอจึงมีโอกาสมากกว่าคนอื่น อย่างน้อยเธอก็ยังทำมาหากินเองได้ ไม่ต้องรอให้สามีมาเลี้ยงเหมือนผู้หญิงคนอื่น เธอยังจดจำความลำบากของแม่ได้ ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนนัก เพราะตอนนั้นเธอยังอายุแค่ 3 ขวบ แต่คนที่จำแม่นที่สุด ก็คือเฟิงหลี่เฉียง ที่สาบานเอาไว้ว่า เขาจะไม่ยอมให้แม่ลำบากอีกต่อไป
ในระหว่างที่พวกเขากินข้าวกันอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมเสียงเรียกของชายชราซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน “ลู่ปู่! เจ้าอยู่บ้านหรือเปล่า มีคนได้รับบาดเจ็บอยู่หน้าบ้านของข้า เจ้าช่วยมาดูให้หน่อยเถอะ!”
ลู่ปู่รีบวางช้อน และเดินออกไปที่หน้าบ้านเช่าหลังเล็กของพวกเขา เช่นเดียวกับเฟิงหลี่เฉียงที่คว้าย่ามผ้าใส่อุปกรณ์การแพทย์ และรีบตามออกไปด้วยเช่นกัน ชายชรา คือ ลุงฮ่าวหมิง รีบพาพวกเขาเดินไปที่บ้านของตนซึ่งอยู่ถัดไปสองหลัง และอยู่ติดกับถนนใหญ่ เขาพบชายคนหนึ่งในชุดสีดำนอนตะแคงอยู่บนพื้น มีชาวบ้าน 2-3 คนยืนดูและพยายามจะช่วยเหลือ
ลู่ปู่รีบบอกทุกคนว่า “อย่างเพิ่งขยับตัวคนเจ็บ หมอมาดูให้แล้ว!” พวกเขาจึงหลีกทางให้ทันที
เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินเข้าไป เขาคุกเข่าลงและเริ่มต้นตรวจชีพจร ในระหว่างนั้นเขาบอกลู่ปู่ว่า “พี่ช่วยหาบาดแผลในร่างกายให้ข้าหน่อย”
ลู่ปู่รีบทำตาม เขาอยู่กับหมอต้วนมานานและพอจะรู้หลักการแพทย์เบื้องต้นอยู่บ้าง เขาพบบาดแผลที่หลังมีเลือดไหลซึมออกมา จึงรีบบอกเด็กหนุ่มที่กำลังจับชีพจร “มีรอยเหมือนถูกยิงด้วยธนูอยู่ด้านหลัง”
เด็กหนุ่มพยักหน้า และบอกว่า “ข้าจะพาเขาไปรักษาที่บ้าน” จากนั้นเขาก็ประคองร่างชายชุดดำที่สลบขึ้นมา และให้ขี่หลังของลู่ปู่เพื่อพากลับไปที่บ้าน
เมื่อเข้าไปในบ้าน เขาบอกให้หญิงทั้งสองช่วยเตรียมน้ำร้อน น้ำสะอาดและผ้าสะอาดเอาไว้ เมื่อตัดเสื้อด้านหลังออก เฟิงหลี่เฉียงเห็นรอยแผลเหวอะหวะ เหมือนหัวธนูที่ปักลงไปแต่ถูกดึงออก ถ้าเป็นคนเจ็บทำเอง เขาจะต้องใจเด็ดมาก เพราะแผลที่หลังฉีกและเลือดซึมออกมาตลอดเวลา
เฟิงหลี่เฉียงทำความสะอาดบาดแผล เขาฝังเข็มไว้รอบบริเวณแผลเพื่อลดอาการบาดเจ็บและชะลอการไหลของเลือด จากนั้นก็ใช้ผ้ากดแผลห้ามเลือดเอาไว้ เขาสั่งให้ลู่ปู่รีบไปซื้อยาสมุนไพรตามใบสั่ง ที่นี่ไม่ใช่บ้านของหมอต้วน จึงไม่มียาสมุนไพรเก็บไว้ มีเพียงยาที่ใช้รักษาโรคทั่วไปจำนวนหนึ่งเท่านั้น
พวกเขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการรักษา จนสามารถห้ามเลือดได้ และในตอนหัวค่ำ ชายชุดดำที่นอนคว่ำหน้าบนเตียง ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เขาสะดุ้งเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเปิดประตูห้องเข้ามา เมื่อได้ยินเสียงคนเจ็บขยับตัว เด็กหนุ่มรีบบอกเขาว่า “อย่าเพิ่งขยับตัวมาก เดี๋ยวเลือดจะไหลออกมาอีก”
ชายชุดดำค่อยๆ ยกตัวขึ้นและมองมาที่เขาด้วยสายตาระแวดระวัง แต่เด็กหนุ่มกลับบอกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่ายว่า “ท่านลุงฮ่าวหมิงเป็นคนพบท่านนอนหมดสติอยู่ที่ถนนหน้าบ้าน พวกเราจึงช่วยกันพาท่านมารักษาที่นี่ ตอนนี้อาการของท่านคงที่แล้ว ท่านต้องการจะให้พวกข้าช่วยไปแจ้งใครหรือไม่ ขอให้บอกมาได้เลย”
[1] ในบางยุค มีการสอบความรู้เกี่ยวกับ 4 ตำรา 5 คัมภีร์ โดย 4 ตำรา คือ ต้าเสว๋ จงยง หลุนอวี่ และเมิ่งจื่อ ส่วนอีก 5 คัมภีร์ คือ ซือ ซู หลี่ อี้ ชุนชิว ซึ่งเป็นของลัทธิขงจื๊อ แต่ในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อ มีการสอบเพียง 4 ตำราเท่านั้น
ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน
ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร
ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ
ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง
ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ
ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย
ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด
ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”
ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง
ตอนที่ 125 ทั้งสามคนลงจากหลังม้า และช่วยกันประคองกันไปที่ลำธาร ใช้น้ำล้างตัว ถึงตอนนี้พวกเขาต้องดื่มน้ำจากลำธารแล้ว เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เขาเปิดหน้าดูและค้นตามเนื้อตัวชายคนแรกเพื่อหาหลักฐาน แต่ก็ไม่พบ


![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




