Share

10

Author: Clear Clouds
last update Last Updated: 2025-09-30 21:05:36

ในบ้านเช่าหลังเล็กแห่งหนึ่ง ในซอยเงียบสงบของชานเมืองหนานจิง เฟิงหลี่เฉียงที่มีอายุ 17 ย่าง 18 ปีแล้ว นอนหลับสนิทอยู่ที่ห้องนอนด้านใน ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ตื่น เขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่เพราะเมื่อวานเป็นวันสุดท้ายการสอบเค่อจวี่คัดเลือกขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นการสอบที่เมืองหลวงหรือที่เรียกว่าการสอบฮุ่ยซื่อ ซึ่งแบ่งการสอบออกเป็น 3 ช่วงติดต่อกัน

ช่วงแรกเป็นการสอบด้วยการตอบคำถาม 3 ข้อ เพื่อทดสอบการตีความหมายคัมภีร์หลักคำสอนของขงจื๊อ  ที่ศิษย์ของขงจื๊อเรียบเรียงขึ้น เป็นประมวลคำกล่าวของขงจื๊อและแสดงหลักคำสอน ที่เรียกว่า ซู หรือ ตำราทั้ง 4 [1] และยังมีการสอบวิทยศิลป์ 4 แขนง หรือวิทยศิลป์ 4 ของบัณฑิต นั่นคือ การเล่นพิณหรือกู่เจิ้ง หมากล้อม  ลายมืออักษรศิลป์ (พู่กันจีน) และ จิตรกรรมวาดเขียน ซึ่งในสมัยราชวงศ์หมิงบางยุค มีการสอบการยิงธนูและขี่ม้าเพิ่มเติมมาด้วย ซึ่งรุ่นของเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องสอบด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นในอีก 3 วันต่อมา จะเป็นการสอบช่วงที่สอง ซึ่งจะเป็นการเขียนเรียงความเชิงวิพากษ์ตามประเด็นที่ตั้งเอาไว้ จากนั้นเป็นการเขียนเรียงความเกี่ยวกับการพิจารณาคดีในประเด็นทางกฎหมาย 5 ด้าน คือ กฎหมายแพ่ง กฎหมายครอบครัว กฎหมายอาญา และนโยบายทางกฎหมาย จากนั้นเป็นการสอบการเขียนพระบรมราชโองการและพระราชกฤษฎีกาซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมาย การเขียนประกาศและคำสั่งจากทางการ และการเขียนรายงานเกี่ยวกับการบริหารงานตามปกติหรือผิดปกติ หรือแม้แต่ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเมืองที่เจ้ากรม หรือเจ้าหน้าที่อื่นทูลเสนอไปยังฮ่องเต้

หลังจากนั้นอีก 3 วันต่อมา จึงเป็นการสอบรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นการเขียนเรียงความ 5 ประเภท ที่ต้องอ้างอิงและวิเคราะห์จากตำราคลาสสิค  ประวัติศาสตร์ และกิจการร่วมสมัย เพื่อทดสอบความเข้าใจ ความลุ่มลึกและความแม่นยำของผู้ทดสอบ

การสอบในเดือนกุมภาพันธ์ที่กินเวลาสองอาทิตย์นี้ ทำให้บัณฑิตเจี้ยหยวนคนนี้ ต้องกลับมานอนสลบอยู่บ้านไปหลายวัน ช่วงเวลานี้อันเฟยจู น้องสาวของเขา และลู่ปู่เดินทางมาอยู่ที่นี่ด้วย เพื่อดูแลส่งข้าวปลาอาหารการกินให้ และคอยรอรับอยู่ข้างนอกสนามสอบ เผื่อบัณฑิตบางคนเป็นลมหรือป่วยจนสอบต่อไม่ได้

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะพวกเขาต้องกินนอนขับถ่ายอยู่ในสนามสอบที่มีชื่อเรียกว่า “ก้งเยวี่ยน” ทุกคนจะนั่งเรียงกันในช่องแคบๆ ที่เปิดโล่ง เพื่อให้ผู้คุมสอบคอยดูว่ามีการโกง หรือผู้เข้าสอบยังปกติดีหรือไม่ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ออกมาจนกว่าจะส่งข้อสอบ โดยแต่ละช่องจะมีความกว้างไม่เกิน 3 เมตร ภายในห้องหรือคอกนี้ มีไม้กระดานวางพาดเป็นโต๊ะด้านบน และม้านั่งยาวด้านล่าง ในช่วงอากาศหนาวจะมีเตาผิงจุดให้ความอบอุ่น

ด้วยความโหดร้ายของการสอบนี้ ทุกครั้งที่สอบเสร็จ จึงต้องมีคนมารับและพาพวกเขากลับไปยังที่พัก และแต่ละคนก็มีสภาพไม่ต่างจากที่เฟิงหลี่เฉียงเป็นอยู่ในตอนนี้ ถึงแม้เด็กหนุ่มจะมีวรยุทธ์และมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าบัณฑิตทั่วไป แต่เขาก็ทุ่มเทให้กับการสอบไม่ต่างจากคนอื่น เมื่อสอบเสร็จ เขาจึงกลับมากินข้าว อาบน้ำ จากนั้นจึงนอนหลับไปเกือบหนึ่งวันเต็ม

หลังจากสอบเสร็จ ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขารอฟังประกาศผล ซึ่งคนที่สอบระดับเมืองหลวงหรือระดับประเทศนี้ผ่าน จะเรียกว่า “กงเซิง” หรือ “บัณฑิตบรรณาการ” พวกเขาสามารถเข้ารับราชการและถวายการรับใช้ฮ่องเต้ได้แล้ว โดยจำนวนคนที่รับจะขึ้นอยู่กับนโยบายของฮ่องเต้แต่ละพระองค์  สำหรับจำนวนของบัณฑิตที่ทางการรับในแต่ละปีนั้น จะแตกต่างกันไป ฮ่องเต้บางองค์ให้รับจำนวน 300 คน บางองค์ 100 คน  แต่ไม่ว่าอย่างไร คนที่ได้คะแนนสูงสุดของการสอบระดับประเทศนี้ จะถูกเรียกว่า “ฮุ่ยหยวน” หรือ “ผู้เข้าสอบการประชุมระดับบน” และในจำนวนกงเซิงทั้งหมดนี้ จะมีสิทธิ์ได้เข้าสอบระดับราชสำนัก ซึ่งเป็นการสอบวัดระดับครั้งสุดท้าย

ในช่วงบ่าย เฟิงหลี่เฉียงจึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหิวและอยากเข้าห้องน้ำ เด็กหนุ่มได้ยินเสียงกุกกักและกลิ่นอาหารลอยมาจากในครัว ท้องของเขาร้องจ๊อกด้วยความหิว เขาจึงรีบลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาและตรงไปที่ครัว ที่นั่น แม่และน้องสาวกำลังช่วยกันทำอาหารและคุยกันอย่างมีความสุข

เฟิงหลี่เฉียงยืนมองพวกเขาด้วยสายตาอ่อนโยน เขานึกถึงความยากลำบากที่ต้องเจอในวัยเด็ก และโอกาสที่ตอนนี้พวกเขาได้รับจากผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะต้วนเจี่ยซิน ที่อุปถัมภ์พวกเขาทั้งครอบครัว และพวกเขายังประพฤติตัวดี ให้สมกับที่หมอต้วนสนับสนุนด้วย

เฟิงหลี่เฉียงขยันขันแข็งในการเรียนรู้ ในขณะที่แม่ของเขาก็ช่วยทำงานสมุนไพรและอื่นๆ เช่นเดียวกับน้องสาวของเขาที่ว่านอนสอนง่าย และเป็นเสียงหัวเราะให้คนในหมู่บ้านหลานเถียน 

อันเฟยจูหันมาเห็นลูกชายยืนอยู่ที่ประตูครัว เธอจึงถามเขาด้วยสีหน้ายินดีว่า “เสี่ยวเฉียงตื่นแล้วหรือ มา มากินข้าวเร็ว แม่เพิ่งผัดผักเสร็จ กำลังร้อนๆ เลยจ้ะ” 

เช่นเดียวกับเฟิงหลี่อิง ที่หันมายิ้มทักทายเขาด้วยแววตาดีใจ “พี่ใหญ่ ข้าช่วยท่านแม่ทำขนมแป้งทอดมันเทศด้วย ท่านมาลองชิมฝีมือของข้าดู”

เฟิงหลี่เฉียงยิ้ม เขาช่วยยกจานอาหารจากในครัวมาวางบนโต๊ะกินข้าว และเดินไปตามลู่ปู่ให้มากินข้าวด้วยกัน เด็กหนุ่มไม่เคยแบ่งแยกชนชั้นกับลู่ปู่ ที่ตอนนี้มีอายุ 30 กว่าปีแล้ว เขากับพี่ลู่ไปไหนมาไหนด้วยกันหลายครั้ง เว้นแต่ในช่วงหลังที่เขาย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวง จึงห่างจากชายหนุ่มไป ตอนนี้ลู่ปู่แต่งงานมีครอบครัวและมีลูกชายวัย 5-6 ขวบ พวกเขาอาศัยอยู่ที่บ้านของหมอต้วนเช่นกัน

ในระหว่างที่นั่งกินข้าว พวกเขาพูดคุยกันเรื่องการสอบ เด็กหนุ่มอธิบายให้ฟังว่าการสอบนั้นยากลำบากอย่างไรบ้าง เฟิงหลี่อิงเสียดายที่เกิดเป็นผู้หญิงจึงไม่สามารถเข้าสอบแบบพี่ชายได้

แต่เฟิงหลี่เฉียงกลับพูดว่า “ก็น่าเสียดายจริงๆ ที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์สอบ แต่เจ้ากับท่านแม่ถือว่าดีกว่าผู้หญิงคนอื่นแล้วนะ ที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แล้วเจ้าเอง ยังมีโอกาสได้เรียนการแพทย์กับท่านอาจารย์อีก เจ้ามีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ เจ้าจะมาอิจฉาพี่ทำไมกัน”

เด็กหญิงคิดตามแล้วก็หัวเราะออกมา เธอรู้ดีว่า ที่ต้าหมิง ผู้หญิงมีสถานะไม่เท่ากับพี่ชาย แต่เธอโชคดีที่พี่ชายสนับสนุนให้ได้เรียนหนังสือ เธอจึงมีโอกาสมากกว่าคนอื่น อย่างน้อยเธอก็ยังทำมาหากินเองได้ ไม่ต้องรอให้สามีมาเลี้ยงเหมือนผู้หญิงคนอื่น เธอยังจดจำความลำบากของแม่ได้ ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนนัก เพราะตอนนั้นเธอยังอายุแค่ 3 ขวบ แต่คนที่จำแม่นที่สุด ก็คือเฟิงหลี่เฉียง ที่สาบานเอาไว้ว่า เขาจะไม่ยอมให้แม่ลำบากอีกต่อไป

ในระหว่างที่พวกเขากินข้าวกันอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมเสียงเรียกของชายชราซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน “ลู่ปู่! เจ้าอยู่บ้านหรือเปล่า มีคนได้รับบาดเจ็บอยู่หน้าบ้านของข้า เจ้าช่วยมาดูให้หน่อยเถอะ!”

ลู่ปู่รีบวางช้อน และเดินออกไปที่หน้าบ้านเช่าหลังเล็กของพวกเขา เช่นเดียวกับเฟิงหลี่เฉียงที่คว้าย่ามผ้าใส่อุปกรณ์การแพทย์ และรีบตามออกไปด้วยเช่นกัน ชายชรา คือ ลุงฮ่าวหมิง รีบพาพวกเขาเดินไปที่บ้านของตนซึ่งอยู่ถัดไปสองหลัง และอยู่ติดกับถนนใหญ่ เขาพบชายคนหนึ่งในชุดสีดำนอนตะแคงอยู่บนพื้น มีชาวบ้าน 2-3 คนยืนดูและพยายามจะช่วยเหลือ

ลู่ปู่รีบบอกทุกคนว่า “อย่างเพิ่งขยับตัวคนเจ็บ หมอมาดูให้แล้ว!” พวกเขาจึงหลีกทางให้ทันที

เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินเข้าไป เขาคุกเข่าลงและเริ่มต้นตรวจชีพจร ในระหว่างนั้นเขาบอกลู่ปู่ว่า “พี่ช่วยหาบาดแผลในร่างกายให้ข้าหน่อย”

ลู่ปู่รีบทำตาม เขาอยู่กับหมอต้วนมานานและพอจะรู้หลักการแพทย์เบื้องต้นอยู่บ้าง เขาพบบาดแผลที่หลังมีเลือดไหลซึมออกมา จึงรีบบอกเด็กหนุ่มที่กำลังจับชีพจร “มีรอยเหมือนถูกยิงด้วยธนูอยู่ด้านหลัง”

เด็กหนุ่มพยักหน้า และบอกว่า “ข้าจะพาเขาไปรักษาที่บ้าน” จากนั้นเขาก็ประคองร่างชายชุดดำที่สลบขึ้นมา และให้ขี่หลังของลู่ปู่เพื่อพากลับไปที่บ้าน

เมื่อเข้าไปในบ้าน เขาบอกให้หญิงทั้งสองช่วยเตรียมน้ำร้อน น้ำสะอาดและผ้าสะอาดเอาไว้  เมื่อตัดเสื้อด้านหลังออก เฟิงหลี่เฉียงเห็นรอยแผลเหวอะหวะ เหมือนหัวธนูที่ปักลงไปแต่ถูกดึงออก ถ้าเป็นคนเจ็บทำเอง เขาจะต้องใจเด็ดมาก เพราะแผลที่หลังฉีกและเลือดซึมออกมาตลอดเวลา

เฟิงหลี่เฉียงทำความสะอาดบาดแผล เขาฝังเข็มไว้รอบบริเวณแผลเพื่อลดอาการบาดเจ็บและชะลอการไหลของเลือด จากนั้นก็ใช้ผ้ากดแผลห้ามเลือดเอาไว้ เขาสั่งให้ลู่ปู่รีบไปซื้อยาสมุนไพรตามใบสั่ง ที่นี่ไม่ใช่บ้านของหมอต้วน จึงไม่มียาสมุนไพรเก็บไว้ มีเพียงยาที่ใช้รักษาโรคทั่วไปจำนวนหนึ่งเท่านั้น

พวกเขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการรักษา จนสามารถห้ามเลือดได้ และในตอนหัวค่ำ ชายชุดดำที่นอนคว่ำหน้าบนเตียง ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เขาสะดุ้งเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเปิดประตูห้องเข้ามา เมื่อได้ยินเสียงคนเจ็บขยับตัว เด็กหนุ่มรีบบอกเขาว่า “อย่าเพิ่งขยับตัวมาก เดี๋ยวเลือดจะไหลออกมาอีก”

ชายชุดดำค่อยๆ ยกตัวขึ้นและมองมาที่เขาด้วยสายตาระแวดระวัง แต่เด็กหนุ่มกลับบอกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่ายว่า “ท่านลุงฮ่าวหมิงเป็นคนพบท่านนอนหมดสติอยู่ที่ถนนหน้าบ้าน พวกเราจึงช่วยกันพาท่านมารักษาที่นี่ ตอนนี้อาการของท่านคงที่แล้ว ท่านต้องการจะให้พวกข้าช่วยไปแจ้งใครหรือไม่ ขอให้บอกมาได้เลย”

[1] ในบางยุค มีการสอบความรู้เกี่ยวกับ  4 ตำรา 5 คัมภีร์ โดย 4 ตำรา คือ ต้าเสว๋  จงยง  หลุนอวี่ และเมิ่งจื่อ ส่วนอีก 5 คัมภีร์ คือ ซือ ซู  หลี่  อี้ ชุนชิว ซึ่งเป็นของลัทธิขงจื๊อ แต่ในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อ มีการสอบเพียง 4 ตำราเท่านั้น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 56

    ตอนที่ 56หลายคนสะดุ้งตื่นขึ้น ในขณะที่คนเฝ้ายามรีบโยนฟืนเข้าไปในกองไฟที่จุดเอาไว้รอบขบวน และตะโกนบอกทุกคนด้วยเสียงดังก้องในความมืด “ทุกคนตื่นเร็ว! หมาป่าบุกแล้ว!!!”เมื่อได้ยิน ผู้ชายต่างรีบคว้าดาบ หอก ไม้ มีดและอะไรก็ได้ที่เป็นอาวุธ กระโดดลงมาจากรถ มายืนรวมตัวกันด้านหน้า เสียงหัวหน้าขบวนตะโกนสั่งให้ผู้หญิง คนแก่และเด็กซ่อนตัวในรถให้ดี สำหรับพวกเขาที่เดินทางไปตามทะเลทรายแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต การถูกโจมตีจากฝูงหมาป่าทะเลทราย เป็นเรื่องที่พวกเขาพบเจอมาแล้วหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับชายคนอื่นอีกยี่สิบกว่าคน กวาดตามองไปรอบเนินทราย ถึงแม้ตอนนี้จะมีแสงจันทร์ส่องลงมาที่พื้นทราย แต่ที่นี่ยังมีพุ่มไม้และป่าโปร่งอยู่ประปราย ทำให้พวกเขามองเห็นหมาป่าไม่ชัด แต่แล้วพวกเขาก็สะดุ้ง เมื่อมองเห็นแสงสีเขียวหลายจุดสะท้อนแสงมาจากเงามืดในป่า และหมาป่าหลายตัวโผล่ขึ้นมายืนบนเนินทรายอย่างเงียบเชียบ พวกมันค่อยๆเดินลงมาจากเนินทรายอย่างระมัดระวัง พ่อค้าบางคนส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ หมาป่าที่พวกเขาเห็นนั้น ถึงจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่จำนวนที่โปล่ออกมานั้น

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 55

    ตอนที่ 55หลายคนเงียบไป เหมือนไม่อยากจะพูด จ้างเกอก็พูดยิ้มๆว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้าเคยค้าขายที่เมืองอื่นมาก่อน แค่อยากได้คนที่ต้องไปติดต่อเท่านั้น”หลายคนจึงทำท่าโล่งอก จากนั้นจ้างเกอก็เปลี่ยนเรื่องพูด เขาเล่าถึงยาสมุนไพรที่หามาได้ ทำให้คนที่มากินเนื้อย่างตรงนั้นสนใจ พากันสอบถามคุณสมบัติและแหล่งซื้อ ซึ่งจ้างเกอก็ตอบได้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าเขามีความรู้เรื่องสมุนไพรจริง ไม่ได้มาหลอกลวงหรือแสร้งมาตีสนิทเพื่อหาข้อมูลเมื่อกินเสร็จ จ้างเกอก็พาหลานสาวออกไปเดินเล่นและซื้อของเหมือนคนทั่วไป เมื่อเดินกลับึงห้องพักที่โรงเตี๊ยม ตอนนี้เสี่ยวเอ้อจุดเตาถ่านในห้องให้แล้วลู่เหยาหลงอดถามด้วยความกังวลไม่ได้ว่า “วันนี้ไม่มีใครยอมบอกอะไรเลย แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”เฟิงหลี่เฉียงซึ่งเตรียมตัวอาบน้ำ ก็ตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า “ไม่ต้องห่วง รอดูไปเถอะ” และก็เป็นไปตามคาด ในตอนสายของวันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตูห้องของพวกเขา เฟิงหลี่เฉียงถามด้วยเสียงห้าวๆ ของจ้างเกอว่า “ใค

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 54

    ตอนที่ 54ตาลั่วจงถอนหายใจ “เจ้าก็ดูสิ ไร่นาแห้งแล้งขนาดนี้ สัตว์เลี้ยงของข้าก็ล้มตายไป เพราะไม่มีน้ำมีหญ้าให้กินเพียงพอ”จ้างเกอถอนหายใจเสียงดัง “เฮ่อ! พวกขุนนางก็ไม่ดูดำดูดีชาวบ้านอย่างพวกเราเลย บ้านของข้าที่เกาไถก็เหมือนกัน แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าข้าไม่มีวิชาแพทย์ ก็คงจะเลี้ยงปากท้องตัวเองกับหลานไม่ได้เหมือนกัน”“เด็กนี่เป็นลูกของใครรึ” ชายชราถาม และมองไปเด็กหญิงที่ก้มหน้ากินข้าว ด้วยความสงสาร“ลูกสาวของน้องชาย พ่อของมันไปเป็นทหารอยู่ชายแดน แม่มันไปหาของบนภูเขา แล้วก็หายตัวไป..เหอะ! ไม่รู้ว่าหนีไปแล้วหรือถูกหมีจับกินก็ไม่รู้ ข้าเลยเลี้ยงเอาบุญ”แล้วทุกคนก็สะดุ้ง เมื่อเสี่ยวเม่ยที่นั่งเงียบมาตลอด ก็ร้องไห้โฮออกมาลั่นบ้าน “ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านทิ้งข้าไปทำไม!! ทำมายยย!! ฮือออๆๆๆ ”จ้างเกอส่ายหน้าและลูบหัวหลานปลอบใจ “ดูสิ! มันน่าสงสารแค่ไหน”ตาลั่วจงพยักหน้าหงึกๆ และมองเสี่ยวเม่ยด้วยสายตาที่ทั้งสงสารและขยาดนิดๆ เจ้าเด็กนี่ ตัวเล็กแค่นี้ แต่ร้องไห้เสียงดังจนข้าหัวใจเกือบวาย ชายชราแอบคิดในใจ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 53

    ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาเหมือนที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นมาตลอดการเดินทางเซียวหลินจึงตัดสินใจพูดก่อน “ท่านก็รู้ว่าข้ามาจากกรมโยธาธิการ ช่วงที่พวกเราไปเยือนสถานที่ต่างๆ ข้าจึงสังเกตดูการก่อสร้างในพื้นที่ไปด้วย”“แล้วท่านพบอะไรหรือเปล่า” เฟิงหลี่เฉียงถามและตั้งใจฟังคำตอบ“นึกว่าท่านจะทำเป็นไม่เข้าใจไปจนจบ” เซียวหลินหัวเราะหึหึ และพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทีเฉื่อยชาของอีกฝ่ายว่า “ท่านสังเกตเห็นฝายกั้นน้ำกับคลองส่งน้ำไหม มีบางจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า “โดยเฉพาะพื้นที่ของชาวบ้านกับของคนที่มีฐานะ”เซียวหลินตาเป็นประกาย “ใช่! เช่นที่หมู่บ้านในอำเภอเกาไถ มีช่วงหนึ่งที่ข้าหลบออกมาดูพื้นที่ที่ผิดสังเกต ข้าพบว่า ตามคลองที่ส่งน้ำเข้า

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 52

    ตอนที่ 52ในที่สุดขบวนข้าหลวงตรวจการจากหนานจิงก็เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดจางเย่ ซึ่งอยู่ตอนกลางของมณฑลกานซู ถึงแม้ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเป็นทะเลทราย มีความแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ แต่จางเย่เป็นพื้นที่ที่ที่มีน้ำมากกว่าที่อื่น ทั้งโอเอซิส พื้นที่ชุ่มนน้ำ และแม่น้ำเฮยเหอไหลผ่าน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป จะมีทะเลทราย ทุ่งหญ้าและแนวเขาสูงสลับกันมองเห็นได้ไกลๆขบวนของพวกเขาผ่านอำเภอ หมู่บ้านและชุมชนหลายแห่ง ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น คือ แห้งแล้งและมีพืชผลประปราย ชาวบ้านบางคนออกมาทำไร่ทำนาท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เริ่มแห้งเหลือง แกะและวัวตัวผอมเดินกินข้าวอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และพวกเขาก็มาถึงประตูเมืองจางเย่ ที่สร้างเป็นกำแพงดินผสมหิน ที่หน้าประตูมีกลุ่มข้าราชการออกมายืนต้อนรับ พวกเขาได้รับการส่งข่าวมาล่วงหน้าว่าขบวนของข้าหลวงตรวจการเดินทางมาถึงที่นี่แล้วในกลุ่มนั้น ประกอบไปด้วยผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ ผู้ตรวจการระดับจังหวัด และแม่ทัพประจำจังหวัด ในตอนนี้ หลี่จงซึ่งเป็นผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ มีตำแหน่งเป

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 51 (เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ )

    เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ ตอนที่ 51ในช่วงที่แวะท่าเรือฉงชิ่ง เฟิงหลี่เฉียงพาลู่เหยาหลงไปเดินเที่ยวในเมือง เพื่อเปิดหูเปิดตา พวกเขาไปที่ทางเดินฉือชี่โข่ว ซึ่งอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำเจียหลิง ทางตะวันตกของนครฉงชิ่ง ที่นี่เป็นเมืองท่าเครื่องลายครามของราชวงศ์หมิงที่โด่งดังไปทั่ว และยังมีร้านค้าขายของแปลกๆ มากมาย เด็กชายแหงนมองอาคารที่สร้างจากไม้สองชั้นเรียงเป็นแถวไปตามถนนที่ปูด้วยหินสีเทา ด้านล่างของร้านค้าเปิดประตูกว้าง ส่วนด้านบนมีทั้งร้านค้า ที่พัก และร้านอาหาร ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ เขายังได้เห็นชาวต่างชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เดินทางมาจากต่างถิ่น ทั้งมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเครื่องลายคราม และยังนำสินค้าจากบ้านเกิดของตนมาขายพวกเขานั่งกินอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเล่าประวัติศาสตร์เมืองนี้ให้เด็กชายฟัง “เสี่ยวหลง เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดเมืองฉงชิ่งแห่งนี้ จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ”เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบขอรับ แต่คนที่นี่มีหน้าตา และการแต่งกายแตกต่างไปจากตนในเมืองหลวงมาก”บัณฑิตหนุ่มพอใจ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status