LOGINทุกคนในห้องต่างเงี่ยหูฟัง หลายคนไม่แน่ใจว่าผู้นำเผ่าคนนี้ต้องการจะสื่ออะไร เพราะชนกลุ่มน้อยในต้าหมิงนั้น ถึงจะได้รับสิทธิมากขึ้นในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อ แต่ก็ยังเป็นพลเมืองชั้นสอง และยังถูกขุนนางฮั่นบางคนเอาเปรียบ แต่ชนเผ่าเหล่านี้ก็พร้อมจะก่อสงครามเช่นกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะก่อนหน้านั้น ทั้งสองฝ่ายทำสงครามฆ่าฟันกันมานาน จนต้าหมิงปราบปรามและยึดพื้นที่ของพวกเขามาได้ และให้พวกเขาปกครองกันเองในเขตปกครองพิเศษดังเช่นทุกวันนี้
เฟิงหลี่เฉียงตอบด้วยสีหน้าปกติ “ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ข้าเห็นความสวยงามของที่นี่ ทั้งภูเขาชีเหลียนที่มีความเขียวชอุ่ม เห็นแนวกำแพงเมืองของเรา ทุ่งหญ้าและสัตว์เลี้ยงต่างๆ”
ผู้ฟังต่างอึ้งกับคำตอบที่เดาความหมายไม่ได้เช่นกัน ดวงตาของเทนซิน นอร์บู เป็นประกาย เขารู้ว่าผู้ว่าหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่แล้วรองหัวหน้าเผ่าคนหนึ่ง ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า “ท่านมาช่วงนี้ ก็เห็นแต่ความสวยงาม ข้าอยากจะรู้นักว่า ถ้ามาในช่วงฤดูหนาว ยังจะพูดเช่นนี้อยู่หรือไม่!”
“สามหาว!” นายพลเหอชิงหยวนตวาดเสียงดัง มือของเขาเลื่อนไปจับดาบสั้นที่
ผู้ว่าฯหนุ่มหัวเราะ เขามองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย ตอนนี้แม่ทัพเจิ้งอายุ 31 ปีแล้ว “ข้าต้องขอบคุณใต้เท้าเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือพวกเราในครั้งนี้ ทำให้พวกเราจับกุมตัวการได้ ถึงจะสาวไปไม่ถึงตัวการใหญ่ก็ตาม”เจิ้งเฉิงฉานพยักหน้า และพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “หลู่เจียนเฉิงยังไม่ทันได้สารภาพ ก็ถูกสังหารในคุกหลวงก่อน ฝ่าบาททรงกริ้วมาก เหตุเกิดขึ้นในวังหลวงแท้ๆ ทำให้เห็นว่ามีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้น และที่สำคัญ เรายังสาวไปไม่ถึงตัวการที่แท้จริงเลย” ประโยคหลังเขากล่าวอย่างเสียดายหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู ถูกส่งตัวไปให้ศาลต้าหลี่ตัดสินเพราะเป็นข้าราชการชั้นสูง และยังเป็นคดีสำคัญ แต่มีองครักษ์เสื้อแพรคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสองเข้าใจดีว่า การสอบสวนครั้งนี้ไม่ง่าย ต้องมีคนขัดขวางผ่านราชสำนักและศาลต้าหลี่สำหรับเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นขุนนางชายแดน ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นตัวบงการ เขาก็ไม่เดือดร้อนนัก เพราะเขาคงจะได้เป็นขุนนางขั้นกลาง ประจำอยู่ตามชายแดนเช่นนี้ไปอีกแสนนานแต่แม่ทัพเจิ้งดูจะเข้าใจนิสัยของขุนนางผู้นี้ เขายิ้มและพูดว่า “ใต้เท้าเฟิงอย่าเพิ่งเสียกำลังใจไป ข่าว
ในที่สุด พวกเขาก็ยอมเปิดปาก นายอำเภอสารภาพว่า เขาเป็นคนส่งแผนที่และแผนการรบไปให้มองโกลเอง และทั้งหมดนั้นเป็นการร่วมมือกันของเขากับหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู และพวกเขายังวางแผนโจมตีอู่เว่ยที่อยู่ใกล้กับหลานโจว และที่ด่านเจี่ยอวี่กวานด้วยเมื่อถามถึงสาเหตุที่หลู่เจียนเฉิงร่วมมือกับมองโกล คำตอบที่ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและพรรคพวกของเขาต้องตะลึงไป คือ พวกเขาต้องการกำจัดแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน ขันทีหลี่จิว และเฟิงหลี่เฉียง โดยร่วมมือกับขุนนางบางคนในกานซูและร่วมมือกับมองโกล เมื่อกำจัดทั้งสามคนได้แล้ว พวกเขาจะนำทัพขับไล่ทหารมองโกลออกไป เมื่อมองโกลยอมล่าถอยตามแผน ผลประโยชน์ที่มองโกลจะได้รับ ก็คือ พวกเขาจะค้าขายสินค้าต้องห้ามโดยไม่เสียภาษี และยังจะแบ่งดินแดนบางส่วนให้มองโกลด้วย หลังจากนั้น หลู่เจียนเฉิง จะยังคงเป็นผู้ว่าการมณฑลกานซูต่อ และแต่งตั้งพรรคพวกของตน เข้ามารับตำแหน่งสำคัญต่างๆ เฟิงหลี่เฉียงไม่อยากจะคิดต่อเลยว่า ถ้าแผนการนี้สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นกับต้าหมิง เพราะโอยรัตเป็นคู่แค้นกับต้าหมิงมานาน พวกมันคงไม่จบลงแค่พื้นที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือนี้อย่างแน่นอน!
เมื่อเห็นทหารมองโกลเปิดฉากการโจมตีด้วยธนู แม่ทัพเหอชิงหยวนสั่งการทันที “ตั้งรับการโจมตี!”ทหารราบของจางเย่ตั้งแถวด้านหน้า และใช้โล่ขึ้นตั้งรับ เมื่อห่าธนูผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งเข้าต่อสู้กันด้วยดาบและหอก เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ทั้งทหารม้าและทหารเดินเท้าต่างต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างไม่หวาดกลัว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ฝ่ายจางเย่ที่มีกำลังพลน้อยกว่า เริ่มมีอาการละล้าละลัง แม่ทัพเหอชิงหยวนพยายามตะโกนปลุกใจ แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อเห็นว่าฝ่ายของตนเริ่มต้านไม่ได้ เขาจึงออกคำสั่ง “ถอย! ถอยไปทางทะเลทรายด้านขวาก่อน!”ทหารจางเย่เริ่มถอยร่นไปทางขวา แต่น่าแปลก กองทัพมองโกลกลับพยายามไล่ต้อนให้ทหารจางเย่หนีไปทางหุบเขาเสวี่ยเฟิง ซึ่งเป็นหุบเขาที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายโกบี หากทหารกลุ่มไหนพยายามหนีออกไปทางอื่น จะถูกทหารมองโกลไล่ให้กลับไปทางเดิม สภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อกำลังไล่ต้อนฝูงแกะตลอดการหนีนั้น ทหารจางเย่ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ยิ่งทำให้มองโกลฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น “ไล่ตามไป! ต้อนให้พวกมันเข้าไปในหุบเขาให้ได้!" บาร์ตู แม่ทั
เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินขึ้นไปยืนบนกำแพงเมือง เงยหน้ามองขอบฟ้าที่เปลี่ยนจากสีเหลืองส้มมาเป็นมืดครึ้มที่ละน้อย เขาบอกทุกคนที่เริ่มขวัญเสียว่า “อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยาม พายุทรายจะมา ขอเพียงแค่พวกเราอดทนต่อสู้จนกว่าจะถึงเวลานั้น พวกเราจะเอาชนะพวกมันได้แน่!!”“ตีระฆังเตือนภัย! ให้ทหารมารวมพลที่ประตูเมือง!” เขาสั่งและวิ่งลงจากกำแพงเมืองพร้อมกับทหารคนอื่นเสียงระฆังดังก้องไปทั่วเมือง ทหารนับพันรีบวิ่งเข้าประจำการ จางหมิงและเฟิงหลี่เฉียงควบม้าออกนำทัพสามพันกว่าคน พร้อมด้วยพลธนูห้าร้อยนายทั้งขี่ม้าและวิ่งตามหลังไป แม่ทัพเหอชิงหยวนนั่งบนเก้าอี้เข็นที่สั่งทำเป็นพิเศษ เขาขึ้นมาสั่งการรบอยู่บนกำแพงเมือง ลมทะเลทรายพัดธงจางเย่ปลิวไสวไปมา ชาวจางเย่มองกองทัพของพวกเขาด้วยความเป็นห่วง หลายคนภาวนาต่อฟ้าดิน ขอให้กองทัพจางเย่ที่เหลือเพียงสามพันกว่าคน พบกับชัยชนะในครั้งนี้กองทัพจางเย่ นำโดยเฟิงหลี่เฉียงและจางหมิง ควบม้ามาถึงที่โล่งซึ่งเป็นทะเลทราย ลมทะเลทรายเริ่มพัดแรงขึ้น กองทัพมองโกลปรากฏตัวท่ามกลางละอองทรายที่ฟุ้งกระจาย กองทหารม้าดำยืนเรียงแถวอยู่ด้านหน้า พวกเขาสวมเ
ดาบของทั้งสองปะทะกันดังสนั่น ม้าของทั้งคู่วิ่งวนไปมา ต่างฝ่ายต่างหาจังหวะโจมตี บาตูร์ใช้ดาบโค้งฟันเหอชิงหยวนด้วยความไว แต่อีกฝ่ายหลบหลีกได้อย่างเฉียดฉิว“ฝีมือไม่เลว!” บาตูร์แสยะปากพูด แววตาเหี้ยมเกรียมแล้วเขาก็ก้มตัวหลบ เมื่อเหอชิงหยวนใช้หอกยาวฟันลงมาที่ไหล่ แต่แล้วบาร์ตูก็ฉวยโอกาสนั้น ใช้ดาบใหญ่แบบมองโกลฟันไปที่ขาของเหอชิงหยวน แม่ทัพเหอเหลือบเห็น จึงรีบชักม้าหลบ แต่ก็ไม่ทัน คมดาบมองโกลฟันโดนต้นขาซ้ายของ เลือดไหลพุ่งออกมา เหอชิงหยวนกัดฟันแน่นไม่ให้เสียงร้องหลุดออกมา ถึงจะมีเกราะช่วยเอาไว้ แต่บาร์ตูมีแรงมหาศาล ดาบจึงฟันลงไปลึก เหรือเขาจะต้องตายอยู่ที่นี่แล้ว แม่ทัพเหอคิดอย่างสิ้นหวังแต่ก่อนจะถูกโจมตีอีกครั้ง เหอชิงหยวนที่พยายามจะควบม้าหนี ก็เห็นบาตูร์ร้องออกมาเสียงดัง จากนั้นก็หงายหลังตกจากหลังม้า ที่ไหล่ของบาร์ตู มีลูกธนูปักลึกผ่านตรงรอยต่อของเกราะเหล็ก เลือดไหลซึมออกมาตามขอบเสื้อเกราะเฟิงหลี่เฉียงควบม้าเข้ามาใกล้ ในมือของเขาข้างหนึ่งถือคันธนูที่เพิ่งยิงเอาไว้ “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!”ผู้ว่าหนุ่มถามแม่ทัพเหอ ที่พยายามประคองตัวเองเอาไว้บนหลั
เมื่อเสบียง กำลังพล และอาวุธพร้อม ก็ได้เวลาออกเดินทาง ตอนเช้ามืด เฟิงหลี่เฉียงซึ่งแต่งตัวด้วยชุดเกราะของทหาร ก็เดินออกมาที่ประตูหน้า โดยมีครอบครัวตามมาส่งเมื่อมาถึงหน้าประตูจวน เขาหันไปคำนับเพื่ออำลาอันเฟยจู นางพยายามทำสีหน้าแช่มชื่นมาส่งลูกทั้งสอง ครั้งนี้ทั้งพี่ทั้งน้องต่างออกไปต่อสู้ป้องกันบ้านเมืองทั้งคู่ โดยลู่ปู่และลู่เหยาหลงยืนกรานตามไปด้วย ผู้ว่าหนุ่มมองหน้าอันเฟยจูและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าไปแล้วนะท่านแม่ ฝากดูแลบ้านกับจวนให้ข้าด้วยนะ” อันเฟยจูตาแดง นางกลั้นน้ำตา และรับปากอย่างหนักแน่นว่า “เจ้าไม่ต้องห่วง แม่จะรอเจ้าอยู่ที่นี่นะ!” เฟิงหลี่อิงที่ยืนรออยู่ข้างๆ ก็เดินเข้าไปกอดอำลานาง ทั้งสองแทบจะไม่เคยอยู่ห่างกันเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องห่างกันด้วยหน้าที่ พวกนางเข้าใจหน้าที่ของเฟิงหลี่เฉียง ที่ต้องเสียสละเพื่อบ้านเมืองก่อนและเฟิงหลี่อิงก็เลือกเส้นทางนี้เช่นเดียวกัน สองพี่น้องหันหลังกลับและเดินออกไปที่ประตูหน้า ที่นั่นขบว