FAZER LOGINวังต้องห้าม... สถานที่ที่งดงามที่สุด แต่ก็อันตรายที่สุด ที่นี่ "หน้ากาก" คือสิ่งที่ทุกคนต้องสวมใส่เพื่อความอยู่รอด หลินอวิ๋น ทายาทแม่ทัพผู้ล่วงลับ ยอดฝีมือสาวผู้แบกรับความแค้นของตระกูลไว้เต็มบ่า จำต้องแฝงตัวเข้ามาเป็นนางกำนัลต่ำต้อยในนาม "เสี่ยวอวิ๋น" เพื่อสืบหาความจริงในคดีเมื่อสิบปีก่อน ภายใต้ใบหน้าจืดชืดไร้อารมณ์ คือจิตสังหารอันเยือกเย็นและเพลงกระบี่คู่ "เหมันต์-พายุหิมะ" ที่พร้อมจะสะบั้นคอศัตรูได้ในพริบตา
Ver maisฉีเฟิง, เสี่ยวอวิ๋น, และเหลียงเหว่ยซุ่มโป่งรออยู่ใกล้ปากทางลับริมแม่น้ำฮวงโห ความมืดยามราตรีปกคลุมท่าเรือลับแห่งนี้อย่างหนาหนัก แสงจันทร์สีเงินแผ่วเบาสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ดั่งแผ่นกระจกดำมะเมื่อมที่สะท้อนเงาโกดังไม้ผุพังเรียงรายริมฝั่ง บรรยากาศเย็นยะเยือก ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวรอคอยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา โกดังเก่าแก่บางแห่งประตูเปิดอ้า เผยให้เห็นกองกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เรือสินค้าขนาดเล็กผูกไว้กับหลักไม้ ลอยเอื่อย ๆ ตามกระแสน้ำ โคมไฟริบหรี่แกว่งไกวไปตามลม สร้างเงายาววูบไหวราวกับผีพรายที่กำลังแฝงตัวรอจังหวะโจมตี หนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา เสียงกรอบแกรบดังแผ่วเบา ท่าเรือแห่งนี้ไม่ใช่แค่จุดจอดเรือ แต่เป็นดั่งประตูสู่อาชญากรรมที่ซ่อนเร้นไว้ใต้ความสงบผิวเผินปากทางลับที่เหลียงเหว่ยค้นพบซ่อนตัวห่างจากท่าเรือหลักไม่มากนัก เพียงไม่กี่ช่วงตึก ในพุ่มไม้หนาทึบริมฝั่งน้ำ ที่ซึ่งหินผาและรากต้นไม้เกาะเกี่ยวกันจนมองเห็นไ
หลังจากฝ่าความโกลาหลในหอเมามายออกมาได้ ฉีเฟิง เสี่ยวอวิ๋น ก็ไม่รอช้า พากันย่องมุ่งหน้าสู่ท่าเรือลับตามรหัสในกระดาษที่เหลียงเหว่ยยัดให้ ราตรีกาลยามนี้เมืองหลวงเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้และเสียงคลื่นแม่น้ำฮวงโหกระทบฝั่งแผ่วเบา แต่ลึกเข้าไปในความเงียบนั้น ยังแฝงด้วยกลิ่นอายของการทรยศและแผนการมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามาท่าเรือลับแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ห่างจากท่าเรือหลักไม่ไกลนัก เป็นจุดที่เรือสินค้าขนาดเล็กจอดเทียบท่าโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจตรา ยามค่ำคืน ท่าเรือดูวังเวงยิ่งนัก แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ดำมืดราวหมึกพู่กัน โกดังไม้เก่าแก่เรียงรายริมฝั่ง บางแห่งประตูผุพังเปิดอ้าเผยให้เห็นกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรือเก่า ๆ ลอยล่องเอื่อย ๆ ผูกไว้กับหลักไม้ บางลำมีโคมไฟริบหรี่แขวนโหนแกว่งไกวไปตามลม เงาร่างของหนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความลึกลับ เหมาะแก่การลักลอบทำธุรกรรมมืดยิ่งนัก ปากทางลั
เหลียงเหว่ยย่อตัวลง ตรวจสอบรอยเท้าและรอยลากกล่องบนพื้นชื้น ชัดเจนว่ามีการขนย้ายเมื่อไม่นานนี้ เขาจดรหัสลับและแผนที่คร่าว ๆ ลงบนกระดาษแผ่นเล็กอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่องออกจากอุโมงค์อย่างแผ่วเบา ร่างยักษ์ใหญ่เคลื่อนไหวราวกับเงา ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าหรือลมหายใจที่ดังพอให้ใครสังเกตเห็น เช่นเคยที่เขาทำภารกิจลับสำเร็จโดยไร้ร่องรอยด้านบน ในโถงหอเมามายที่ยังคงโกลาหลจากเงินที่ฉีเฟิงโปรย เหลียงเหว่ยโผล่ขึ้นมาจากมุมมืดอย่างแนบเนียน เขาเดินตรงไปหาฉีเฟิงที่กำลังแกล้งเมาอยู่กับเสี่ยวอวิ๋น ท่ามกลางฝูงชนที่กรูกันแย่งเงิน มือหนาของเขาล้วงกระดาษแผ่นนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อขององค์ชายอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่เงาฉีเฟิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงกระดาษในอกเสื้อ เขาล้วงออกมาดูอย่างลับ ๆ ยิ้มมุมปากกว้าง "ดีมาก... เหล่าเหลียงไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง" เขาหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นที่ยังแกล้งเอนตัวพิงไหล่เขาเพื่อให้ดูสมจริง "เสี่ยวอวิ๋น... เราชนะแล้วครึ่งทาง"แต่ก่อนที่เธอจะตอบ ฝูงชนที่เมามายก็เริ่มเบียดเข้ามาใกล้เพื่อแย่งเงินที่เหลือ เสี่ยวอวิ๋นถูกเบียดจนเซเข้าไปในอ้อมแขนของฉีเฟิงเต็ม ๆ ร่างเพรียวบ
ถึงตอนนี้แล้ว ฉีเฟิงก็ไม่รอช้า เขาหันไปมองเหลียงเหว่ยด้วยแววตาคมกริบ "เหล่าเหลียง... เจ้าจงไปหาเส้นทางลับในบ่อนแหเงินให้ได้ก่อนเที่ยงคืน คนคุ้มกันบ่อนส่วนใหญ่ไม่อยู่เพราะถูกเจ้าทุบปางตายไปเมื่อคืน แถมกวนซานยังรู้เรื่องแล้ว พวกมันต้องรีบย้ายเงินแน่... เจ้าเป็นคนหาทางลับและสืบข่าว ใช้สัญชาตญาณเฉียบคมของเจ้าสิ ห้ามพลาด!"เหลียงเหว่ยพยักหน้ารับคำหนักแน่น "รับทราบขอรับคุณชาย... ข้าจะหาเส้นทางลับนั้นให้เจอให้ได้" เขาหันหลังเดินออกจากโถงทันที ร่างยักษ์ใหญ่หายลับไปในแสงแดดยามเช้า ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้องฉีเฟิงหันมาหาเสี่ยวอวิ๋น ยิ้มเจ้าเล่ห์ตามสไตล์ "ส่วนเรา... ต้องแกล้งไปเที่ยวหอเมามายใกล้บ่อนแหเงิน ทำทีเป็นคู่รักเมาเหล้าเพื่อเบี่ยงเบนสายตาและแอบฟังข่าวจากพวกพ่อค้า ถ้าพวกโจรดอกเหมยรู้เส้นทางลับนี้จริง เราก็จะได้ยินพวกมันคุยกันแน่... พร้อมไหม เสี่ยวอวิ๋น?"เสี่ยวอวิ๋นเลิกคิ้วสูง หน้าแดงระเรื่อด้วยความอายแต่แกล้งทำเป็นเย็นชา "ข้าไม่ใช่เด็ก... แต่ถ้าต้องแกล้งเป็นคู่รักกับท่าน ข้าต้องทำยังไงไม่ให้ดูปลอม? อย่าบอกนะว่าต้องโอบกอดกัน..." นางหันหน้าหนี แต่ในใจเต้นแรงกับไอเดียนี้ฉีเฟิงหัวเร
ราตรีกาลค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมเมืองหลวง แสงตะเกียงตามบ้านเรือนเริ่มดับลงทีละดวง เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมากระทบหลังคาตึกพักรับรอง แต่ทว่าบรรยากาศหน้าห้องพักของฉีเฟิงกลับตึงเครียดเสียยิ่งกว่าสนามรบรองหัวหน้ามือปราบร่างยักษ์นั่งขัดสมาธิขวางประตูห้องอยู่อย่างมั่นคงราวกับหินผา ดาบประจำกายถู
แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนพื้นหินเย็นเฉียบของลานหน้าห้องพักในเรือนรับรองกรมเมือง ความเงียบสงัดถูกทำลายด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากมุมมืด เหลียงเหว่ยก้าวออกมาจากเงาไม้ใกล้ๆ โรงม้า ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง ก่อนจะหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงกลางลาน ราวกับรูปปั้นหินที่ไม่มีชีวิต"ออกมาเ
แอ๊ด...เสียงบานประตูไม้ด้านหลังถูกผลักออกดังขึ้นทำลายความเงียบ เสี่ยวอวิ๋นหมุนตัวขวับกลับไปทันทีด้วยสัญชาตญาณระวังภัย ปลายไม้ไผ่เกือบจะพุ่งออกไปแล้ว หากแต่สายตาของนางปะทะเข้ากับใบหน้าที่คุ้นเคยเสียก่อน"เสี่ยวอวิ๋น! เจ้ากลับมาแล้วหรือ? ข้าตกใจแทบแย่ที่เห็นเจ้าทำท่าเหมือนจะตีใครแบบนั้น"เพื่อนสาวขอ
"แม่นางอวิ๋น..."เสียงเรียกที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาภวังค์ความคิดของเสี่ยวอวิ๋นแตกกระเจิง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าคนที่นางกำลังนินทาในใจนั้นได้หยุดเดินแล้วหันกลับมามองหน้านางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นยื่นเข้ามาใกล้จนนางต้องรีบผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว"ทำไมจู่ๆ ก็เงียบไ
avaliações