เข้าสู่ระบบวังต้องห้าม... สถานที่ที่งดงามที่สุด แต่ก็อันตรายที่สุด ที่นี่ "หน้ากาก" คือสิ่งที่ทุกคนต้องสวมใส่เพื่อความอยู่รอด หลินอวิ๋น ทายาทแม่ทัพผู้ล่วงลับ ยอดฝีมือสาวผู้แบกรับความแค้นของตระกูลไว้เต็มบ่า จำต้องแฝงตัวเข้ามาเป็นนางกำนัลต่ำต้อยในนาม "เสี่ยวอวิ๋น" เพื่อสืบหาความจริงในคดีเมื่อสิบปีก่อน ภายใต้ใบหน้าจืดชืดไร้อารมณ์ คือจิตสังหารอันเยือกเย็นและเพลงกระบี่คู่ "เหมันต์-พายุหิมะ" ที่พร้อมจะสะบั้นคอศัตรูได้ในพริบตา
ดูเพิ่มเติมราชวงศ์หมิง ปีที่สิบหกแห่งรัชกาลจักรพรรดิว่านลี่
วังต้องห้ามในกรุงปักกิ่งยังคงงดงามตระการตา กำแพงสีชาดสูงชะลูดเสียดฟ้า หลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองเรียงรายเป็นทิวแถวสะท้อนแสงหิมะบางๆ ที่โปรยปรายลงมาเบาๆ ในฤดูหนาวนี้
รัชกาลว่านลี่เคยรุ่งเรืองนักในช่วงแรกๆ เงินคลังเต็มเปี่ยมจากการค้าขายที่เฟื่องฟู การเกษตรอุดมสมบูรณ์ กองทัพเข้มแข็ง แต่หลายปีมานี้ ฮ่องเต้ทรงหมกมุ่นกับความรื่นรมย์ส่วนพระองค์มากขึ้น ขุนนางแบ่งพรรคแบ่งพวก ขันทีแผ่อิทธิพล และข่าวลือเรื่องการทุจริตแพร่กระจายเงียบๆ ราวกับลมหนาวที่พัดผ่านช่องพระราชวัง บ้านเมืองภายนอกยังดูสงบสุข แต่ภายในวัง ความตึงเครียดกำลังก่อตัวทีละน้อย
วันนี้ สำนักจัดการนางในกำลังส่งนางกำนัลชุดใหม่เข้ามารับใช้ตามตำหนักต่างๆ เพื่อทดแทนคนเก่าที่จากไปด้วยเหตุผลสารพัด
ในกลุ่มนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
“เสี่ยวอวิ๋น” อายุราวยี่สิบต้นๆ ผิวขาวซีดเย็นราวน้ำค้างบนใบมีด ใบหน้าเรียบเฉยแต่คมชัด ดวงตาสีดำสนิทลึกจนมองแล้วรู้สึกหนาวในอุระ ผมยาวดำมวยต่ำเรียบร้อย ไม่ประดับแม้แต่เครื่องประดับชิ้นเล็ก ชุดนางกำนัลสีเทาเข้มที่สวมดูสะอาดแต่เก่าแก่ ราวกับเจ้าของไม่เคยใส่ใจความสวยงามภายนอกท่วงท่าของเธอเงียบกริบ ก้าวเดินเบาแน่นอนราวแมวป่า ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย ขันฉานที่เดินนำหน้าหันมามองหลายครั้ง แต่เธอกลับก้มหน้าเล็กน้อย ไม่สบตาใคร
หัวหน้าขันที หุ่นอ้วนเตี้ย หน้าตาบูดบึ้ง สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ยืนกอดอกมองกลุ่มนางกำนัลใหม่ด้วยสายตาไม่พอใจ เขาหันไปบ่นกับขันทีรองที่ยืนข้างๆ เสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“ฮึ! สำนักจัดการนางในปีนี้ เกณฑ์คัดเลือกท่าจะแย่ลงทุกที ดูสิ นางพวกนี้หน้าตาจืดชืด ไม่มีเสน่ห์สักคน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเหมือนผีดิบ ว่าจะส่งคนงามๆ มาบ้างก็ไม่เห็น ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรแล้วคงไม่โปรดหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะขาดคน ข้าคงไล่กลับไปครึ่งหนึ่งแล้ว!”
ขันทีรองหัวเราะคิกคักเบาๆ แต่หัวหน้าขันทีสะบัดมือ แล้วอ่านรายชื่อด้วยน้ำเสียงดังก้องในห้องโถงใหญ่
“เสี่ยวอวิ๋น ไปประจำตำหนักชิงเฟิง รับใช้ท่านองค์ชายสี่”
เสี่ยวอวิ๋นก้มศีรษะรับคำเงียบๆ ในใจนางรู้สึกโล่งอกเล็กน้อย องค์ชายสี่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไม่เอาถ่านและไม่สนใจการเมือง การไปอยู่ตำหนักนั้นน่าจะช่วยให้นางซ่อนตัวและสืบเรื่องราวได้ง่ายขึ้นกว่าตำหนักอื่น
ทว่า... นางหารู้ไม่ว่า สวรรค์กำลังเล่นตลกครั้งใหญ่กับนาง
เมื่อเดินตามทางเดินยาวที่ปูด้วยหินอ่อนเย็นเฉียบมาถึงประตูตำหนักชิงเฟิง บรรยากาศพลิกผันทันที ตำหนักนี้ไม่ได้เงียบสงบอย่างตำหนักอื่น แต่กลับมีเสียงหัวเราะร่า เสียงขันฉานร้องกลอนเพลง เสียงดนตรีเบาๆ ลอยออกมา ประตูไม้แกะสลักเปิดช้าๆ เผยสวนภายในที่ประดับโคมแดงแม้จะเป็นกลางวัน กลิ่นสุราจางๆ ผสมกลิ่นไม้จันทน์ลอยแตะจมูก
ทันใดนั้น ประตูบานใหญ่เปิดผางออกกว้าง
บุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาในชุดคลุมสีครามเข้มปักลายมังกรเงินระยิบระยับ ผมยาวปรกไหล่เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย รอยยิ้มกว้างที่มุมปากทำให้ดูขี้เล่นแต่แฝงเล่ห์เหลี่ยม
ทันทีที่เงาร่างนั้นปรากฏชัดแก่สายตา... ลมหายใจของเสี่ยวอวิ๋นก็สะดุดกึก ราวกับถูกใครกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบกดสายตาลงต่ำเพื่อซ่อนความตื่นตระหนกสุดขีด ‘เป็นไปไม่ได้...’ เสียงในใจนางกรีดร้อง ใบหน้านั้น... รอยยิ้มกะล่อนแบบนั้น... ชายหนุ่มผู้สวมชุดมังกรตรงหน้า ที่แท้... เขาก็คือ องค์ชายสี่ ฉีเฟิง!
ฉีเฟิงกวาดสายตามองนางกำนัลใหม่ ดวงตาคู่คมสีน้ำตาลเข้มจ้องตรงมาที่เสี่ยวอวิ๋นทันที ราวกับเหยี่ยวที่จำเหยื่อของมันได้แม่นยำ เขายกยิ้มมุมปากสูงขึ้น รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะบอกว่า 'อ้าว... เจอตัวแล้ว แม่แมวตกน้ำ'
เวลาราวหยุดนิ่งชั่วขณะ เสี่ยวอวิ๋นรู้สึกถึงสายตานั้นราวเข็มแหลมที่แทงทะลุชุดนางกำนัลเข้ามาถึงผิว เหงื่อเย็นเยียบซึมกลางแผ่นหลัง ความคิดที่ว่าตำหนักนี้ "ปลอดภัย" พังทลายลงในพริบตา
“นางกำนัลคนใหม่มาแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มของฉีเฟิงดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเจือความขบขันอย่างปิดไม่มิด เขาเดินเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นสุราจางๆ ผสมกลิ่นไม้จันทน์ชัดเจน... กลิ่นเดียวกับในห้องอาบน้ำเปี๊ยบ “ชื่ออะไรนะ”
“ขะ... ข้าน้อยเสี่ยวอวิ๋นเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นไหว ก้มศีรษะต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อภาวนาให้เขาจำนางไม่ได้ (ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้)
ฉีเฟิงยกคิ้วสูง มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าช้าๆ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ชายกระโปรงของนางที่ยังดูชื้นๆ เล็กน้อย ดวงตาของเขาวาบแวบด้วยความสนุกสนาน
“เสี่ยวอวิ๋น... ชื่อธรรมดา แต่คนกลับ... ไม่ธรรมดา เลยสินะ” เขาเน้นคำว่า 'ไม่ธรรมดา' ด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัย ราวกับกำลังล้อเลียนวีรกรรมที่นางเพิ่งก่อไว้
ขันฉานรอบข้างหัวเราะคิกคักตามเคย นึกว่าองค์ชายเพียงแค่พูดเล่น แต่เสี่ยวอวิ๋นรู้ดีว่าความหมายนั้นคืออะไร นางกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ เล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อข่มความอับอายและความกังวล ‘เขาจำได้... เขาจำได้แน่นอน! นี่ข้าจะจบเห่ตั้งแต่วันแรกรึนี่’
ฉีเฟิงยิ้มมุมปาก ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวราวกับยอมให้เธอผ่านไปก่อน แต่สายตายังคงจับจ้องนางไม่วางตา
“เอาเถอะ วันนี้เจ้าตามข้าไปทุกที่ก็แล้วกัน ข้าจะดูว่า... เจ้าจะทนอยู่ในตำหนักนี้ได้นานแค่ไหน... แม่นางเสี่ยวอวิ๋น”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำท้าทายมากกว่าคำสั่งธรรมดา เสี่ยวอวิ๋นก้าวเข้าไปในตำหนักชิงเฟิงด้วยใบหน้าเรียบเฉยดั่งเดิม แต่ภายในอก หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความระทึก หิมะยังโปรยปรายลงมาเบาๆ ราวกับกำลังไว้อาลัยให้กับความสงบสุขของนางที่เพิ่งปลิวหายไป นางเคยเจอองค์ชายสี่มาแล้ว ?
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงในสายตาของเหลียงเหว่ยคำร่ำลือที่ว่าเขาเป็นศิษย์ฆราวาสที่โดดเด่นที่สุดในรอบห้าสิบปีของวัดเส้าหลินนั้น... มิใช่สมญานามที่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือการจับฉลากภาพความทรงจำอันโหดร้ายผุดขึ้นมาในหัว... ภาพของด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำด่านสุดท้ายก่อนลงจากเขา พลองทองแดงสิบแปดด้ามที่หุ้มด้วยลมปราณอันเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่จุดตายทั้งสิบแปดจุดบนร่างกายเขาพร้อมกันในเวลาเดียว ไร้ซึ่งช่องว่างให้หลบหนี ไร้ซึ่งโอกาสให้หายใจ ในวันนั้น เขาไม่ได้รอดมาได้ด้วยการหลบหลีกแต่เขารอดมาได้ด้วยการ ยืนหยัดและทำลายพายุพลองเหล่านั้นด้วยร่างกายและจิตวิญญาณที่แกร่งกว่าเหล็กไหล!เมื่อเทียบกับความกดดันดุจภูผาถล่มทับในวันนั้น... หมัดคู่ของจ้าวเหมิงในตอนนี้ ก็เปรียบเสมือนเพียงก้อนกรวดที่ร่วงลงมาจากหน้าผาเท่านั้นเหลียงเหว่ยลืมตาโพลง! ประกายตาสาดแสงเจิดจ้าราวกับราชสีห์ตื่นจากจำศีล เขาไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว แต่กลับก้าวเท้าถอยหลังเพียงหนึ่งช่วงตัวเพื่อตั้งหลัก เกร็งลมปราณพุทธคุณคุ้มครองกายจนเสื้อผ้าป่องพองออก สองมือกระชับฝักดาบแน่น แล้วฟาดสวนขึ้นไปในแนวเฉียงด้วยท่วงท่าที่
"ปลอกข้อมือเหล็กดำ... ลวดลายอักขระมาร..." เหลียงเหว่ยพึมพำเสียงต่ำ สายตาจับจ้องไปที่ท่อนแขนแกร่งของฝ่ายตรงข้าม เขารู้จักอาวุธชนิดนี้ดี มันคืออาวุธสังหารระยะประชิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายศาสตราวุธและบดขยี้กระดูกของคู่ต่อสู้โดยเฉพาะ"ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้หนึ่งในวังหลวงมานาน.." เหลียงเหว่ยเอ่ยต่อ น้ำเสียงเรียบเย็น "ยอดฝีมือผู้สังหารศัตรูด้วยมือเปล่า ฉีกกระชากบดกระดูกเหยื่อราวกับกระดาษ... 'หัตถ์อสูรทวงวิญญาณ' จ้าวเหมิง... เป็นท่านนี่เอง""มิกล้า มิกล้า..." จ้าวเหมิงแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาที่จ้องมองมานั้นไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจดังคำพูด รังสีสังหารเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวเย็นยะเยือก "ข้าแค่หวังเพียงขอได้ต่อยตีแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กับพี่เหลียงให้สมใจสักครั้ง... แต่ดูท่าทางดาบของท่านจะหนักน่าดู งั้นข้าคงไม่ต้องยั้งมือกระมัง?เหลียงเหว่ยขยับมือข้างถนัดไปจับที่ด้ามดาบขนาดมหึมาที่สะพายอยู่กลางหลัง มันคือดาบตัดหัวม้า ดาบยาวทรงพลังที่มีด้ามจับยาวกว่าดาบทั่วไปเกือบเท่าตัว ใบดาบหนาหนัก เหมาะสำหรับใช้ฟันขาทำลายกองทหารม้าในสนามรบ แม้จะยังไม่ได้ชักออกจากฝัก แต่เพียงแค่เขากระชับมันมาถือไว้ในม
เสียงกีบม้ากระทบพื้นถนนหินดังกึกก้องท่ามกลางความเงียบสงัดของเมืองหลวงยามวิกาล เหลียงเหว่ยควบม้าศึกสีดำปลอดออกจากประตูเมืองทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของชานเมือง แม้ใบหน้าของเขาจะนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน แต่โสตประสาทของ "เงาเหล็ก" นั้นตื่นตัวถึงขีดสุดหูที่ฝึกฝนมาอย่างดีของเขาได้ยินเสียง... ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงจิ้งหรีด แต่มันคือเสียงกีบม้าอีกคู่หนึ่ง ที่พยายามปรับจังหวะการวิ่งให้สอดคล้องกับม้าของเขาเพื่อกลบเสียงฝีเท้า ...มีคนสะกดรอยตามมุมปากของเหลียงเหว่ยกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขารู้ดีว่าตั้งแต่ออกมาจากหอเมามาย สายตาของจ้าวเหมิงองครักษ์มือขวาขององค์ชายห้า ก็จับจ้องมาที่กลุ่มของพวกเขาไม่วางตา ดูเหมือนความสงสัยของเขา จะมีมากกว่าคำสั่งขององค์ชายห้าแทนที่เหลียงเหว่ยจะเร่งฝีเท้าหนี เขากลับกระตุกบังเหียนเบาๆ บังคับม้าให้เลี้ยววูบออกจากเส้นทางหลัก มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าสนดำที่รกร้างและมืดทึบ หากอีกฝ่ายต้องการเล่นซ่อนหา เขาก็จะพาไปเล่นในนรก...บรรยากาศในป่าสนดำวังเวงและหนาวเหน็บ แสงจันทร์ส่องผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นลำแสงสีเงินจางๆ เหลียงเหว่ยหยุดม้าที่กลางลานดินโล่งกว้าง เขาไม่หันกลับไปมอง แต่
"เถ้าแก่! ข้าต้องการห้องพัก!" เสียงตะโกนของฉีเฟิงเรียกสายตาของแขกเหรื่อในโรงเตี๊ยมให้หันมามอง แต่เถ้าแก่เจ้าของร้านที่กำลังง่วนอยู่กับการดีดลูกคิดกลับเงยหน้าขึ้นมองเพียงแวบเดียว แล้วทำท่าจะไล่ตะเพิดเมื่อเห็นสภาพของกลุ่มคนที่ดูเหมือนเพิ่งจะหมดตัวมาจากบ่อนทว่า... ทันทีที่ฉีเฟิงเคาะนิ้วลงบนเคาน์เตอร์เป็นจังหวะประหลาด 3 ครั้ง"โอ้! คุณชาย เชิญขอรับๆ ข้าน้อยเตรียมไว้ให้แล้ว!" เถ้าแก่ยิ้มจนตาหยี "ห้อง 'มังกรเล่นน้ำ' ที่ดีที่สุดในร้าน ตามที่ท่านส่งม้าเร็วมาจองล่วงหน้าไว้เมื่อเช้านี้ขอรับ!"เสี่ยวอวิ๋นที่กำลังทำใจว่าจะต้องไปนอนเบียดในห้องเก็บฟืนถึงกับหันขวับ "จองล่วงหน้า?" นางเลิกคิ้วสูง "นี่ท่าน...""แน่นอนสิ!" ฉีเฟิงยืดอกอย่างภูมิใจ "คนเราจะอดตายไม่ว่า แต่เรื่องนอนเรื่องใหญ่! ข้าเป็นคนหลับยาก หากเตียงไม่นุ่ม หมอนไม่สูง ข้าจะฝันร้าย... ต่อให้ข้าต้องขายพัดกิน ข้าก็ต้องจองห้องที่ดีที่สุดไว้ก่อน!"เขาหันไปสั่งงานราวกับแม่ทัพสั่งการในสนามรบ "จัดห้องตามนี้! ข้านอนห้อง 'มังกรเล่นน้ำ' คนเดียว... ข้าต้องการสมาธิในการ... เอ่อ... ทำใจเรื่องเงินที่หายไป" "แม่นางทั้งสอง เชิญพักที่ห้อง 'หงส์เหิน' ข้างๆ