LOGIN“ทำไมรึ” ใต้เท้าเฟิงสงสัย
“ช่วงนี้ มีแม่สื่อมาที่บ้านหลายครั้ง จนข้ารำคาญเจ้าค่ะ” นางพูดตรงๆ
ผู้ว่าเฟิงยังคงไม่เข้าใจ “มากันทำไมหรือ”
เฟิงหลี่อิงหัวเราะ พี่ชายคนนี้ทำงานหนัก จนลืมไปว่าพวกเขามีอายุถึงเกณฑ์แต่งงานได้แล้ว
“พวกเขามาเป็นแม่สื่อให้พี่ใหญ่กับข้าน่ะสิ”
เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้ว แต่สักพักก็นึกได้ และเมื่อเห็นสีหน้าอ่อนใจของน้องสาว ที่รู้ว่าเขาลืมอายุของตัวเองไป ใต้เท้าเฟิงจึงหัวเราะออกมาเขินๆ
แต่เขาก็รีบพูดกับน้องสาวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจ้าอายุแค่ 16 ปี ยังเด็กอยู่ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าแต่งงานจนกว่าจะอายุ 18 ปีหรอกนะ” สักพักเขาก็ขมวดคิ้ว พูดขึ้นมาใหม่ “ไม่สิ ต้อง 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น!”
เด็กสาวหัวเราะเสียงดัง นางมองพี่ชายด้วยสายตาเคารพรัก “พี่ใหญ่ ข้าไม่คิดเรื่องการแต่งงานหรอก ทำไมเราต้องแต่งงานตามที่คนบอก แล้วยังแต่งกับคนที่เราไม่รู้จักด้วย”
เฟิงหลี่เฉียงเลิกคิ้วสูง เขาอยากรู้ว่าเหตุใดนางจึงคิดเช่นนี้ ถึงทั้งสองพี่น้องจะไม่มีโอกาสได้พบกันมากนัก ดยเฉพาะช่วงที่เขาไปเรียนและทำงานที่เมืองหลวง แต่พวกเขาพูดคุยกันผ่านจดหมาย เ
เมื่อเห็นทหารมองโกลเปิดฉากการโจมตีด้วยธนู แม่ทัพเหอชิงหยวนสั่งการทันที “ตั้งรับการโจมตี!”ทหารราบของจางเย่ตั้งแถวด้านหน้า และใช้โล่ขึ้นตั้งรับ เมื่อห่าธนูผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งเข้าต่อสู้กันด้วยดาบและหอก เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ทั้งทหารม้าและทหารเดินเท้าต่างต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างไม่หวาดกลัว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ฝ่ายจางเย่ที่มีกำลังพลน้อยกว่า เริ่มมีอาการละล้าละลัง แม่ทัพเหอชิงหยวนพยายามตะโกนปลุกใจ แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อเห็นว่าฝ่ายของตนเริ่มต้านไม่ได้ เขาจึงออกคำสั่ง “ถอย! ถอยไปทางทะเลทรายด้านขวาก่อน!”ทหารจางเย่เริ่มถอยร่นไปทางขวา แต่น่าแปลก กองทัพมองโกลกลับพยายามไล่ต้อนให้ทหารจางเย่หนีไปทางหุบเขาเสวี่ยเฟิง ซึ่งเป็นหุบเขาที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายโกบี หากทหารกลุ่มไหนพยายามหนีออกไปทางอื่น จะถูกทหารมองโกลไล่ให้กลับไปทางเดิม สภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อกำลังไล่ต้อนฝูงแกะตลอดการหนีนั้น ทหารจางเย่ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ยิ่งทำให้มองโกลฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น “ไล่ตามไป! ต้อนให้พวกมันเข้าไปในหุบเขาให้ได้!" บาร์ตู แม่ทั
เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินขึ้นไปยืนบนกำแพงเมือง เงยหน้ามองขอบฟ้าที่เปลี่ยนจากสีเหลืองส้มมาเป็นมืดครึ้มที่ละน้อย เขาบอกทุกคนที่เริ่มขวัญเสียว่า “อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยาม พายุทรายจะมา ขอเพียงแค่พวกเราอดทนต่อสู้จนกว่าจะถึงเวลานั้น พวกเราจะเอาชนะพวกมันได้แน่!!”“ตีระฆังเตือนภัย! ให้ทหารมารวมพลที่ประตูเมือง!” เขาสั่งและวิ่งลงจากกำแพงเมืองพร้อมกับทหารคนอื่นเสียงระฆังดังก้องไปทั่วเมือง ทหารนับพันรีบวิ่งเข้าประจำการ จางหมิงและเฟิงหลี่เฉียงควบม้าออกนำทัพสามพันกว่าคน พร้อมด้วยพลธนูห้าร้อยนายทั้งขี่ม้าและวิ่งตามหลังไป แม่ทัพเหอชิงหยวนนั่งบนเก้าอี้เข็นที่สั่งทำเป็นพิเศษ เขาขึ้นมาสั่งการรบอยู่บนกำแพงเมือง ลมทะเลทรายพัดธงจางเย่ปลิวไสวไปมา ชาวจางเย่มองกองทัพของพวกเขาด้วยความเป็นห่วง หลายคนภาวนาต่อฟ้าดิน ขอให้กองทัพจางเย่ที่เหลือเพียงสามพันกว่าคน พบกับชัยชนะในครั้งนี้กองทัพจางเย่ นำโดยเฟิงหลี่เฉียงและจางหมิง ควบม้ามาถึงที่โล่งซึ่งเป็นทะเลทราย ลมทะเลทรายเริ่มพัดแรงขึ้น กองทัพมองโกลปรากฏตัวท่ามกลางละอองทรายที่ฟุ้งกระจาย กองทหารม้าดำยืนเรียงแถวอยู่ด้านหน้า พวกเขาสวมเ
ดาบของทั้งสองปะทะกันดังสนั่น ม้าของทั้งคู่วิ่งวนไปมา ต่างฝ่ายต่างหาจังหวะโจมตี บาตูร์ใช้ดาบโค้งฟันเหอชิงหยวนด้วยความไว แต่อีกฝ่ายหลบหลีกได้อย่างเฉียดฉิว“ฝีมือไม่เลว!” บาตูร์แสยะปากพูด แววตาเหี้ยมเกรียมแล้วเขาก็ก้มตัวหลบ เมื่อเหอชิงหยวนใช้หอกยาวฟันลงมาที่ไหล่ แต่แล้วบาร์ตูก็ฉวยโอกาสนั้น ใช้ดาบใหญ่แบบมองโกลฟันไปที่ขาของเหอชิงหยวน แม่ทัพเหอเหลือบเห็น จึงรีบชักม้าหลบ แต่ก็ไม่ทัน คมดาบมองโกลฟันโดนต้นขาซ้ายของ เลือดไหลพุ่งออกมา เหอชิงหยวนกัดฟันแน่นไม่ให้เสียงร้องหลุดออกมา ถึงจะมีเกราะช่วยเอาไว้ แต่บาร์ตูมีแรงมหาศาล ดาบจึงฟันลงไปลึก เหรือเขาจะต้องตายอยู่ที่นี่แล้ว แม่ทัพเหอคิดอย่างสิ้นหวังแต่ก่อนจะถูกโจมตีอีกครั้ง เหอชิงหยวนที่พยายามจะควบม้าหนี ก็เห็นบาตูร์ร้องออกมาเสียงดัง จากนั้นก็หงายหลังตกจากหลังม้า ที่ไหล่ของบาร์ตู มีลูกธนูปักลึกผ่านตรงรอยต่อของเกราะเหล็ก เลือดไหลซึมออกมาตามขอบเสื้อเกราะเฟิงหลี่เฉียงควบม้าเข้ามาใกล้ ในมือของเขาข้างหนึ่งถือคันธนูที่เพิ่งยิงเอาไว้ “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!”ผู้ว่าหนุ่มถามแม่ทัพเหอ ที่พยายามประคองตัวเองเอาไว้บนหลั
เมื่อเสบียง กำลังพล และอาวุธพร้อม ก็ได้เวลาออกเดินทาง ตอนเช้ามืด เฟิงหลี่เฉียงซึ่งแต่งตัวด้วยชุดเกราะของทหาร ก็เดินออกมาที่ประตูหน้า โดยมีครอบครัวตามมาส่งเมื่อมาถึงหน้าประตูจวน เขาหันไปคำนับเพื่ออำลาอันเฟยจู นางพยายามทำสีหน้าแช่มชื่นมาส่งลูกทั้งสอง ครั้งนี้ทั้งพี่ทั้งน้องต่างออกไปต่อสู้ป้องกันบ้านเมืองทั้งคู่ โดยลู่ปู่และลู่เหยาหลงยืนกรานตามไปด้วย ผู้ว่าหนุ่มมองหน้าอันเฟยจูและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าไปแล้วนะท่านแม่ ฝากดูแลบ้านกับจวนให้ข้าด้วยนะ” อันเฟยจูตาแดง นางกลั้นน้ำตา และรับปากอย่างหนักแน่นว่า “เจ้าไม่ต้องห่วง แม่จะรอเจ้าอยู่ที่นี่นะ!” เฟิงหลี่อิงที่ยืนรออยู่ข้างๆ ก็เดินเข้าไปกอดอำลานาง ทั้งสองแทบจะไม่เคยอยู่ห่างกันเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องห่างกันด้วยหน้าที่ พวกนางเข้าใจหน้าที่ของเฟิงหลี่เฉียง ที่ต้องเสียสละเพื่อบ้านเมืองก่อนและเฟิงหลี่อิงก็เลือกเส้นทางนี้เช่นเดียวกัน สองพี่น้องหันหลังกลับและเดินออกไปที่ประตูหน้า ที่นั่นขบว
กานซู เป็นมณฑลที่อยู่ติดกับมองโกลตะวันตกและมองโกลใน จึงเป็นด่านแรกที่ถูกรุกรานจากมองโกล ทุกจังหวัดในกานซูได้รับจดหมายด่วนจากผู้ว่าการมณฑลและแม่ทัพชายแดน แจ้งเตือนว่ามีกองกำลังจากมองโกลบุกหลายพื้นที่พร้อมกัน ผู้ว่าการจังหวัดต่างเตรียมต่อสู้ บางคนพอจะระแคะระคายมาบ้าง และยังมีความรักชาติอยู่ พวกเขาเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว แต่บางคนที่ร่วมมือกับผู้ว่าการมณฑลกานซู ก็มีการเตรียมการเช่นกัน แต่ไม่จริงจังในตอนสายวันหนึ่ง ที่จางเย่ เฟิงหลี่เฉียงขี่ม้าด้วยความเร็วพร้อมกับผู้ติดตามอีกสิบกว่าคน มุ่งหน้าไปนอกเมืองกานโจว เพื่อไปยังค่ายทหารของเหอชิงหยวน“ใต้เท้าเหอ!” เฟิงหลี่เฉียงเดินเข้าไปในห้องวางแผนการรบอย่างรวดเร็วในนั้น นายทหารหลายคนกำลังดูกระบะทรายที่จำลองเป็นแผนที่ของจางเย่ และรายล้อมด้วยจังหวัดอื่นในกานซู พวกเขาหันมาและทำความเคารพผู้ว่าฯหนุ่ม “ใต้เท้าเฟิง!”“สถานการณ์โดยรวมเป็นอย่างไรบ้าง” เฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับผู้ติดตามอีก 2 คน เดินเข้าไปใกล้กระบะทราย ส่วนที่เหลือยืนรออยู่หน้าห้อง“ข้าได้รับรายงานว่า โอยรัตบุกโจมตีจังหวัดอู่เว่ยมาสองวันแล้ว แต่ที่ข้ากังวลใจ
ไม่เพียงแต่การช่วยสนับสนุนการสอบบัณฑิต แต่เฟิงหลี่เฉียงยังนึกถึงทักษะการขี่ม้าและยิงธนู ทหารที่เข้าสอบบัณฑิตทหาร จะต้องเก่งทักษะด้านนี้อยู่แล้ว แต่บัณฑิตที่สอบจอหงวนในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อ ก็ต้องสอบทักษะนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ว่าเฟิงแล้ว เขายังนึกไปถึงการให้บัณฑิตเหล่านี้ได้รู้จักต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งจะเป็นผลดีในช่วงเกิดสงครามด้วยวันหนึ่ง เขาจึงปรึกษากับนายพลเหอชิงหยวน ในระหว่างที่มีการประชุมเตรียมพร้อมรับสงคราม“ใต้เท้าเหอ ข้าอยากจะขอให้ผู้ที่จะสอบบัณฑิต ได้มีโอกาสใช้สถานที่ของท่านในการฝึกขี่ม้าและยิงธนูจะได้หรือไม่ขอรับ”อีกฝ่ายนิ่งคิดไป แต่เมื่อเฟิงหลี่เฉียงอธิบายเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามด้วย เขาจึงตกลง “ข้าจะจัดสถานที่อยู่นอกเขตทหารให้ เผื่อมีสายลับปะปนมาด้วย”ผู้ว่าฯเฟิงเห็นด้วย “ข้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด และถ้าไม่ลำบากเกินไป ข้าอยากจะขอทหารมาฝึกสอนได้ไหม”เหอชิงหยวนเข้าใจดีว่า นักเรียนส่วนใหญ่ขี่ม้าได้ เพราะอยู่ชายแดน แต่การยิงธนูนั้นเป็นเรื่องยาก เขาจึงรับปากอย่างเต็มใจ “ใต้เท้า ข้ายังคิดเรื่องการฝึกชาวบ้านเพื่อป้องกันตนเองด้ว