ทะลุมิติมาเป็น หญิงบ้า ณ ทุ่งแดง

ทะลุมิติมาเป็น หญิงบ้า ณ ทุ่งแดง

Language: Thai
goodnovel16goodnovel
10
2 Mga Ratings. 2 Rebyu
273Mga Kabanata
2.7Kviews
Basahin
Idagdag sa library

Share:  

Iulat
Buod
katalogo
I-scan ang code para mabasa sa App

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวิศวกรจากอนาคตต้องติดอยู่ในโลกอดีต..คนทั้งหมู่บ้านทุ่งแดงมองว่าลิลี่เป็นหญิงบ้าเสียสติ แต่สามีผู้ยากจนกลับเห็นว่านางฉลาดจนใต้หล้าตามไม่ทัน สิ่งที่นางสร้างล้วนแปลกประหลาดและซับซ้อน ... จู่ๆ หลี่เอ้อร์กัวก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ทุกคนในหมู่บ้านทุ่งแดงต่างรู้ว่านางเป็น หญิงบ้า แม้เขาจะมีคนรักอยู่แล้ว แต่เขายากจนเกินกว่าจะมีปากเสียง อีกทั้งสตรีสติฟั่นเฟืองนั่นยังบอกว่าอยากแต่งงานกับเขาอีก เขาจึงได้แต่จำใจแต่งงานกับหญิงบ้าผู้นั้น แต่หลังจากอยู่กันไป เขากลับพบว่าภรรยาประหลาดของเขาฉลาดมาก ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเก่งกาจเกินกว่าเขาจะเข้าใจได้ ราวกับนางเป็นผู้ที่มาจากอนาคตอันไกลพ้น *********** “หยุดนะ เจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าสติไม่ดีไปแล้วหรือ!” เขาบ่นแต่ไม่กล้าผลักมือนางออกไป “โตจนป่านนี้ยังปล่อยให้มีเหาอีก เสียดายสมองฉลาดๆ” นางตำหนิเสียงแข็ง พลางเกาผมของเขาด้วยท่าทีขะมักเขม้น หัวใจของเอ้อร์กัวกระตุกวูบ ใบหน้าแดงก่ำ คำพูดของนางทำให้เขาทั้งอับอายและแตกตื่น ยังดีที่แสงอาทิตย์สีชาดของบ้านทุ่งแดงช่วยกลบให้ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีเหา!

view more

Kabanata 1

บทที่ 1 บ้านทุ่งแดง

Chapter 1 – The Return

“Mommy, are we there yet?” Zariah Fontanelle smoothed a stray curl from her son’s forehead. Michael's brown eyes blinked up at her.

“Almost, baby. Just a few more minutes,” she whispered, and smiled as if the past six years she had spent out of NewYork hadn’t been built on guilt and fire.

The plane stopped, and everyone busied themselves with their bags in the overhead bins. Zariah rose, her six-inch heels biting into her feet as she and Michael left the airplane. The silk of her gown clung to her olive-toned skin, her long dark hair falling in glossy waves that framed a face no one at Ridgewood High would have recognized.

Once upon a time, she had been the plain girl with cheap glasses and secondhand clothes. The girl who smelled like diner grease from her shifts after school. The ugly girl.

Not anymore.

Zariah stepped into JFK and smiled as Michael darted ahead. They had flown first class, and the departures ahead were free of people. She helped Michael into a waiting SUV and went in after him. As they drove out to the busier parts of the airport. 

Some people saw her, and then raised their phones for a picture, and she smiled at them, and wound up her window. Thankfully, Michael was asleep on her lap, and they couldn’t see him.

By the time the car pulled up to her condo, Michael was practically vibrating with excitement, pointing at skyscrapers. “Mommy, is that building bigger than our whole street?”

Zariah's laughter turned into a snort. “Yes, baby. Much bigger.”

He leaned against her side as if the world made sense just because she was there. At six, Michael was her greatest creation; he was her pride, her joy, her reason. And her secret.

The condo door swung open, spilling warm light onto cool floors. Michael bolted down the hall shouting, “Home! This is home!”

Zariah slipped off her heels and flexed her sore toes, walking to the glass wall that framed the Manhattan skyline. She hated how much she’d missed this city. But she wasn’t here just for fashion week, or for the launch of her new line. She was also here for revenge. And what better time than now?

Her phone buzzed and she fished it out of her bag, shaking her head when she saw the caller ID was her P.A.’s.

“How was your flight? The invitation to the Blackwell charity dinner is on your table in your hotel room. Your name made it to the invitation list.”

Iris smiled into the phone as she wandered over to the table and picked up the burgundy invitation, and flipped it open. “Thank you, Lucy. Take care of the other fashion designs that we need to send to LaRogue in France next week.” She paused. “And send me something to wear for this evening’s ball.” She ended the call, running a finger over the name on the invitation.

Leonard Blackwell.

*****

Iris remembered six years ago like it were yesterday. It was their graduation from college party, and she’d been cajoled to go by her roommates.

She was twenty-one again, standing in a crowded hall in her cheap satin dress. It clung too tightly, but she’d told herself she looked fine. She’d been sketching on the back of a napkin, hiding from the party, when he found her.

Leonard Blackwell. The tall, arrogant golden boy. 

“What’s this?” he asked, plucking the sketch from her fingers. “Drawing prom dresses no one will wear?”

Her cheeks burned, and she pushed her round glasses up her nose, and she smiled at him with her scattered teeth. “It’s just a design.”

He should have probably walked away or muttered something incoherent about how unattractive she was when she smiled, showing her scattered teeth. But Leonard didn’t. Instead, he rubbed the back of his head and said to her. “I think it’s a cool design.’ And then he asked her to dance with him.

That night had been like fireworks to her, but she should have known that it was just another mistake for him. They’d had sex that night, and Iris fell for him. How could she not?

But then, the morning after, she had heard him calling her ugly to his friends and that she was a one-night stand. He’d disgraced and humiliated her. The memory ripped through her like glass.

Zariah’s eyes snapped open. She stood in her sleek condo, not in that crowded hall. She wasn’t that girl anymore.

Michael came running back, clutching a toy car. “Mommy, can we eat pizza tonight?”

Her lips softened. She kissed his head. “Of course, baby. The biggest one.”

He cheered, racing down the hall, blissfully unaware of the man whose blood ran in his veins.

For one wild second, she wanted to tear the invitation in half. But the woman she had become, the woman who had clawed her way into couture, smiled instead. 

He didn't know she was back for revenge and he didn’t know that she had a son for him. She pressed the invitation flat on the glass desk, her reflection staring back at her.

“This time, Leonard,” she whispered, “you won’t laugh.”

Behind her, Michael’s voice rang out, “Mommy?”

But she didn’t move. Her eyes stayed locked on Leonard Blackwell’s name, her heart pounding toward the night she had both dreaded and craved for six long years.

Palawakin
Susunod na Kabanata
I-download

Pinakabagong kabanata

Higit pang Kabanata

Rebyu

Aran K.
Aran K.
ใครไม่อ่านเรื่องนี้จะเสียใจ
2026-04-03 19:33:12
1
0
Aran K.
Aran K.
ในที่สุดก็มาเสียที ดีจังที่สุด เย้!!!
2026-02-16 11:25:49
1
0
273 Kabanata
บทที่ 1 บ้านทุ่งแดง
ท่ามกลางขุนเขาที่เรียงรายสูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงหินที่ปิดกั้นแดนเซียนจากภายนอก มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาลึก ชื่อของมันไม่ปรากฏบนแผนที่ใด หมู่บ้านแห่งนี้ดูราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ไม่มีเสียงรถม้าหรือความพลุกพล่านของตลาดเมืองใหญ่ จะมีก็เพียงเสียงหนวกหูของแม่น้ำกระทบง่อนหินที่ดังตลอดทั้งวันทั้งคืน นานๆ ครั้งถึงจะมีเสียงนกร้องประปรายแม่น้ำสายหนึ่งทอดตัวไหลผ่านหมู่บ้าน เส้นทางน้ำคดเคี้ยวลัดเลาะทุ่งหญ้าและหมู่ไม้ใหญ่ บ้างก็แทรกตัวผ่านชายเลนและหนองน้ำ งดงามราวภาพวาด ที่นี่ ผู้คนอยู่ตามยถากรรม บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้เก่า ผุพังบ้างในบางจุด บางหลังปลูกยื่นลงไปในแม่น้ำ โดยมีเสาไม้พยุงโครงสร้างไว้ บางบ้านมีเรือลำเล็กๆ ผูกไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับออกหาปลา ดูจืดชืดไร้สีสันเมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบเขา แสงสีส้มแดงจะกระทบผิวแม่น้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ น้ำที่เคยสงบนิ่งกลับดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยแสงเรืองรอง งดงามไม่ต่างจากวั่งเซียนกู่[1] พอตกเย็น แสงเดียวกันก็สะท้อนผิวน้ำย้อนกลับมายังบ้านเรือนอีกครั้ง ราวกับจะโอบล้อมหมู่บ้านด้วยอ้อมกอดสีชาดแสงรุ่งอรุณและสนธยาของวัน เป็
Magbasa pa
บทที่ 2 หญิงบ้า
“เอ้อร์กัวน้อย เจ้ามาได้ทันเวลาพอดี” ผู้ใหญ่บ้านเสียงดังฟังชัด ยิ้มกว้างเอ่ยทักชายหนุ่ม “..ท่านลุง” เขาโค้งหลังประสานมือทักทายอย่างมีมารยาท“ท่านลุงอะไรกัน ข้าเห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็กเล็กๆ เคยช่วยเหลือเจ้าหลายครั้ง ตอนเด็กๆ ข้ายังเคยมอบผ้าห่มให้เจ้าด้วย เรียกข้าว่าท่านพ่อก็ไม่ผิดอะไร” ลุงต้าซานทวงบุญคุณด้วยรอยยิ้ม“..ท่านพ่อ” แต่เอ้อร์กัวกลับยิ้มเล็กน้อย เขาเข้าใจผิดว่าเขาและเหมยฮวากำลังจะแต่งงานกันแล้ว ลุงตาซานจึงใจกว้างยอมให้เขาเรียกเช่นนั้น“เอาเถิด ข้าเห็นใจเจ้า เจ้าก็อายุยี่สิบปี ถือว่าเกินวัยที่จะมีครอบครัวมาสักพักแล้ว ทั้งเจ้ายังไม่มีพ่อแม่คอยดูแลจัดการ วันนี้ข้าจึงถือวิสาสะ ตั้งใจช่วยจัดการเรื่องสำคัญนี้ให้เจ้า ข้ายินดีจะเป็นผู้ใหญ่สู่ขอเจ้าสาวให้เจ้า ฮ่า ๆ ๆ ๆ”“เอ่อ..ขอบคุณขอรับ” ชายหนุ่มก้มหน้าลง รอยยิ้มก่อนหน้าค่อยๆ จางหาย เขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เพราะเขาและเหมยฮวากำลังจะแต่งงานกัน เขาควรเรียกลุงต้าซานว่าพ่อภรรยา เหตุใดลุงต้าซานจึงจะช่วยเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวสู่ขอเจ้าสาวให้เขาด้วยท่ามกลางเสียงแสดงความยินดี บางคนถึงกับยกย่องในความใจกว้างของลุงต้าซาน ถึงแม้เอ้อร์กัวจะยากจนม
Magbasa pa
บทที่ 3 แต่งงาน
เจี่ยนหรงถอนหายใจยาว ครุ่นคิดหลายสิ่งในหัว ระหว่างที่มองชายหนุ่มในชุดแดง ผู้ที่ได้แต่ก้มหน้าลงและยอมรับชะตา เด็กสาวนึกถึงเช้าวันนั้นซึ่งนางนั่งอยู่ข้างทางใกล้คลองน้ำ เปียกไปครึ่งค่อนตัวและเปื้อนดินโคลน หลายคนเดินผ่านนางไปพร้อมส่ายหัว แต่เขากลับยื่นมือมาให้นาง ช่วยเหลือนางโดยไม่รังเกียจ นางรู้ดีว่าเขาเป็นคนดี แต่สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ใจร้ายกับเขาไปหน่อยหรือ“แต่งงานกับสามีสักคน เจ้าจะได้มีคนหาอาหารให้กิน ไม่ต้องทนทุกข์เพราะลำบากตัวคนเดียว พี่เอ้อร์กัวใจดี..”“หุบปาก!” เจี่ยนหรงพูดขัดขึ้นมาก่อนที่เหมยฮวาจะทันได้พูดจบประโยค นางเป็นคนอื่นยังทนฟังไม่ไหว เจ้าโง่เอ้อร์กัวจะทนไหวได้อย่างไร แฟนสาวแทบจะขายเขาให้สาวอื่นแบบนี้“นางบ้านี่ พี่ข้าใจดีกับเจ้า ยังจะกล้าด่าพี่สาวของข้าอีก” เฉียนฟางด่าเด็กสาวสติเฟื่อง“ไม่เป็นไรหรอกเฉียนฟาง ข้าไม่ถือสา นางสติไม่ค่อยสมประกอบ น่าสงสารยิ่งนัก”เจี่ยนหรงเคยเห็นเอ้อร์กัววิ่งไปกุมมือเหมยฮวาด้วยความรัก เขาเป่ามือให้นางด้วยความห่วงใยในยามค่ำคืน ราวกับกุมสมบัติล้ำค่าไว้ ส่วนเหมยฮวาก็ยิ้มหวานตอบด้วยความพึงพอใจ แต่วันนี้ เหมยฮวากลับคะยั้นคะยอให้สตรีสติเฟื่องแต่งงาน
Magbasa pa
บทที่ 4 ไฟสีขาว
เอ้อร์กัวรอจนใกล้ฟ้ามืด เขากินมื้อเย็นไปเล็กน้อย แต่เพราะกำลังเสียใจจึงกินไม่ได้มาก เขามองไปยังเส้นทางที่เริ่มมืดลงทุกที แต่ภรรยาตัวเล็กของเขาก็ยังไม่กลับมาเขามองกลับมายังผักป่าที่ถูกต้มอย่างดีและข้าวขาวซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ อาหารเช่นนี้ไม่ควรกินในวันแต่งงานเลยจริงๆ แต่เงินทั้งหมดที่มีเขาก็เอาไปเช่าชุดแดงเก่าขาดนั่นแล้ว หากเขาได้แต่งกับเหมยฮวา เขาเองก็คงทำใจยอมรับให้นางกินอาหารเช่นนี้ไม่ได้แม้ปกติเขาจะไม่มีโอกาสได้กินข้าวขาวด้วยซ้ำ แต่ในวันแต่งงานเช่นนี้ เขายอมหุงข้าวเพื่อให้ภรรยาได้กิน แม้ภรรยาของเขาจะไม่ใช่คนที่เขาคิดไว้ก็ตาม หากเป็นเหมยฮวา นางคงไม่ยอมกินผักป่านี่แน่ นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี จะกินอาหารยากจนเช่นนี้ได้อย่างไรชายหนุ่มคิดถึงคนรักเก่า และจมลงสู่ความเศร้าอีกครั้ง ลืมเลือนภรรยาที่เขาควรเฝ้ารอและเป็นห่วงหมู่บ้านทุ่งแดงที่เคยสว่างไสวด้วยสีชาด ยามนี้มืดมิดจนแทบไม่เห็นดวงไฟ เป็นเพราะทุกคนที่นี่ยากจน กลางคืนจึงไม่ค่อยมีใครจุดไฟ เพราะเปลืองเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะน้ำมัน เทียน หรือฟืนที่แห้งก็ล้วนหายาก ดังนั้นหลายบ้านจึงเลือกนอนตั้งแต่หัวค่ำ มีบ้านเพียงไม่กี่หลังคาที่ร่ำรวยจนสามารถจุดโ
Magbasa pa
บทที่ 5 ไร้หมุดเหล็ก
เอ้อร์กัวถอดรองเท้าแล้วขึ้นนอน หันหลังให้เจี่ยนหรง เขารู้สึกว่าเช่นนี้ก็ดี เตียงใหญ่จะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัด เขาไม่ต้องการที่จะเข้าใกล้หรือสัมผัสตัวภรรยาเลยแม้แต่น้อย “ดับไฟด้วย ข้ายากจน หากเจ้าอยู่นานจะสิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็น” เขาประชดที่นางเคยว่าเรื่องเขายากจน แต่เมื่อพูดออกไป เขาก็รู้สึกเสียใจอยู่มาก นางเป็นเพียงหญิงบ้าที่ไม่รู้ความ เขาจะโกรธอะไรนางนักหนาแต่เจี่ยนหรงกลับดับไฟและนอนลงบนเตียงข้างสามีโดยไม่คิดมาก นางคล้ายไม่ใส่ใจด้วยซ้ำว่าคืนเข้าหอจะต้องทำอะไรหรือไม่ ดึงผ้าห่มผืนบางที่เขาเตรียมไว้ไปห่มโดยไม่รังเกียจ อีกทั้งยังไม่แสดงอาการหวาดกลัวหรือเขินอายใดๆ ทั้งสิ้นเอ้อร์กัวได้แต่ถอนหายใจ การไม่รู้เรื่องราว บางครั้งก็ไม่ต้องใส่ใจ เช่นนี้อาจดีกว่า มีเพียงเขาที่กังวลก็พอ ชายหนุ่มเริ่มหวนคิดถึงความเจ็บปวดที่ถูกเหมยฮวาทิ้ง อย่างน้อยยามนี้เขาก็ได้นอนคิดทบทวนว่าเขาทำสิ่งใดพลาดไปเขาจึงถูกทิ้ง เอ้อร์กัวสะอื้นไห้เบาๆ คิดว่าภรรยาคงหลับไปแล้ว โดยไม่ได้สังเกตถึงความกังวลของอีกฝ่าย ขณะที่เจี่ยนหรงหวาดหวั่นว่าสามีอาจอยากร่วมสังวาสกับภรรยา แม้นางจะแสร้งนอนหลับอย่างแนบเนียนและค่อนข้างไว้ใ
Magbasa pa
บทที่ 6 เล่นดินโคลน
“เจ้ารออยู่ที่นี่ อย่าไปไหน ข้าจะขึ้นเขาสักพัก” เขาพูดเสียงเรียบ แต่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาเอาแต่เสียใจเรื่องเหมยฮวาจนไม่ได้ดูแลภรรยาของเขาให้ดี เจี่ยนหรงเงยหน้ามองเขาอย่างงุนงง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เอ้อร์กัวเข้าไปหยิบมีดในครัวและตะกร้าไผ่สานแบกขึ้นหลัง ก่อนจะเดินออกไปจากเรือน ตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขาเพื่อจับไก่ป่าสักตัว เขาตั้งใจว่าจะนำมันมาต้มให้ภรรยาของเขาได้กินดีขึ้นอย่างที่นางสมควรจะได้รับ ไม่ใช่แค่ผักต้มเกลือที่ไร้รสชาติ อากาศอบอ้าวของยามเช้าพัดผ่านเขาขณะก้าวเดิน ลึกๆ ในใจ เอ้อร์กัวรู้ว่าความเจ็บปวดของเขายังไม่ได้หายไปไหน เขายังไม่อาจลืมเหมยฮวา แต่นี่คือสิ่งที่เขาทำได้ เพื่อชดเชยให้กับภรรยาที่สติไม่ค่อยสมประกอบ ปลายยามอู่[1] เอ้อร์กัวกลับมาถึงเรือนพร้อมไก่ป่าตัวอ้วนสองตัวในมือและผักป่า ท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่ส่องผ่านแม่น้ำไหลเอื่อยอยู่ด้านหลังบ้าน บรรยากาศยามบ่ายชวนให้รู้สึกสงบ แต่ภาพที่เขาเห็นกลับทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้ง เจี่ยนหรง ภรรยาตัวเล็กของเขา กำลังนั่งขุดดินโคลนอยู่ริมแม่น้ำ เสื้อผ้าของนางเปียกชุ่ม ดินโคลนเกาะแน่นไปทั่วร่าง ดูเหมือนเด็กน้อยที่เล่นซนโดยไม่สนใจความเ
Magbasa pa
บทที่ 7 ไก่ต้ม
เมื่อถึงหน้าบ้าน เขาเห็นเจี่ยนหรงยืนอยู่หลังเรือน เสื้อผ้ายังเปรอะเปื้อนโคลนจากการเล่นดิน ยามนี้กองดินโคลนถูกย้ายมาวางอยู่ใกล้หลังเรือน นางหันมามองเขาเช่นเดิม เป็นแววตาที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะเข้ากับชีวิตที่ลำบากและใจที่หม่นหมองของเขา“เจ้ากลับมาแล้ว..”“ข้ากลับมาแล้ว..” เขามองท่าทางของภรรยาตัวเล็กที่หนาวสั่น และใบหน้าซีดเซียวแม้จะพยายามสงบจิตใจเพียงใด เอ้อร์กัวก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า การมีนางอยู่ข้างกายเป็นบทลงโทษของเขาที่ดื้อดึงและยึดมั่นในรักที่ไม่สมควร จนตกลงมาสู่บ่วงกรรมนี้“เจ้ามาพอดี ช่วยจุดไฟต้มน้ำให้หน่อย ฉันจะอาบน้ำ”“ต้มน้ำอาบหรือ..มันเปลืองฟืน เจ้าไปอาบน้ำในแม่น้ำเถิด บ้านข้ายากจน จำไม่ได้หรือ” เขาตำหนิและประชดประชัน“ก็มันหนาว..แล้วเจ้าจะประชดเรื่องความจนนั่นไปถึงเมื่อไร” เจี่ยนหรงพูดหน้าตาเฉย ราวกับมันควรเป็นหน้าที่ของสามีที่ต้องดูแลนาง เอ้อร์กัวหงุดหงิด แต่ก็ยอมเดินเข้าไปในครัว ก้มลงจุดไฟในเตาดินเผา ตักน้ำใส่หม้ออย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องเปลวไฟที่เต้นระริก แต่ในใจกลับวุ่นวายดั่งพายุ เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แม้เขาจะพยายามทำใจและมีเมตตากับภรรยาให้มากตามที่อาจารย์สั่งสอน แต่
Magbasa pa
บทที่ 8 เตาเผา
เอ้อร์กัวรีบร้อนลุกขึ้นจากเตียงนอน ทั้งที่แสงแรกของวันยังไม่ลอดผ่านหน้าต่าง เขาจุดเตาไฟ ต้มน้ำข้าวจนมีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน จากนั้นจึงออกจากบ้าน เดินเท้าขึ้นเขาไปตามทางสายเล็กๆ ที่คดเคี้ยวเพื่อหาผักป่าและล่าสัตว์เช่นทุกวัน เขาอยากหนีไปอยู่ลำพัง ใช้เวลาเสียใจร้องไห้โดยอ้างกับตัวเองว่ามาทำงานเมื่อกลับมาถึงเรือนก็เกือบยามเซิน[1] แสงอาทิตย์ยามเย็นสีแดงเรื่อสะท้อนหนองน้ำที่ล้อมรอบหมู่บ้านทุ่งแดง ท้องฟ้าราวกับถูกระบายด้วยสีชาดอ่อนจาง ลำแสงสุดท้ายสาดกระทบเรือนเล็กใกล้แม่น้ำของเอ้อร์กัว ทำให้หลังคาหญ้าป๋ายเหมาเกิน[2]สีหม่นซีดดูเหมือนถูกเคลือบด้วยทองแดงบางๆ น้ำในแม่น้ำข้างหลังเรือนเอื่อยไหล สะท้อนเงาสีแดงระเรื่อที่ไหวพลิ้วดั่งผ้าไหมเนื้อดีทว่าภรรยาของเขากลับไม่อยู่ในเรือน ข้าวที่เขาต้มไว้ในหม้อก็ยังคงนิ่งสนิท ไม่มีใครแตะต้อง เขารู้สึกหายใจสะดุด หัวใจบีบรัดโดยไม่รู้สาเหตุ นางไม่กล้าแม้แต่กินข้าวขาวหรือวันนี้เขาได้ไก่ป่ามาตัวเดียว แต่โชคดีที่กับดักที่ตั้งไว้จับนกปี่อี้ได้ถึงสองตัว เมื่อเดินลงเขา ชายหนุ่มแวะไปหาลุงจางในหมู่บ้าน ขายไก่ตัวนั้นและนกปี่อี้ได้ไม่กี่อีแปะ เงินนั้นเขานำไปซื้อเมล็ด
Magbasa pa
บทที่ 9 การคำนวณ
“ตาของเจ้าไม่ได้ดีขนาดนั้น” เจี่ยนหรงเถียงทันที“ข้าเห็นจริงๆ”“เจ้ายืนมองในมุมร้อยเก้าสิบองศา ไม่มีทางมองออกว่าเส้นวงนี้ไม่กลม” “ห๋า..เจ้าพูดหมายถึงสิ่งใด” เขาขมวดคิ้วกับวิธีที่นางพูด“พิสูจน์สิว่าไม่กลมยังไง” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น มองสามีด้วยสายตาดูแคลน“ไม่ค่อยกลม เพราะยามที่เจ้าลากไม้ไปรอบๆ เส้นเชือกจะพันรอบไม้ที่ปักอยู่ตรงกลางเล็กน้อย เมื่อลากเชือกหมุนเรื่อยๆ เส้นวงจะยิ่งเล็กลง” เขาหงุดหงิด แต่ก็รู้สึกว่าไม่อาจยอมแพ้หญิงบ้าผู้หนึ่งได้“..นั่น สมเหตุสมผล..มันไม่กลม แต่มันเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีผลกับการก่อเตาเผาอย่างหยาบ แต่..เจ้าคำนวณได้ถูกต้อง เก่งมากเลย” เจี่ยนหรงมองสามีด้วยความชื่นชม มีรอยยิ้มเล็กผุดขึ้นมาบนริมฝีปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่จริงใจ“...” เดิมทีเอ้อร์กัวเพียงอยากเถียงและไม่คิดว่านางจะเข้าใจ แต่นางกลับเข้าใจสิ่งที่เขาพูดและชื่นชมเขา คิ้วที่ขมวดของชายหนุ่มขมวดแน่นยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพราะหงุดหงิด แต่เป็นเพราะเขาแน่ใจว่าภรรยาของเขาไม่ได้เป็นหญิงบ้า สิ่งที่เขาอธิบาย อาจารย์ซางปิงบอกว่าเป็นหนึ่งในศาสตร์ชั้นสูงลิ่วอี้[1] ซึ่งเรียกว่า ซู่ เป็นศิลปะการคิดคำนวณ มีเพียงเหล่าบัณฑิตเท
Magbasa pa
บทที่ 10 กินเจ
ภรรยาของเขาไม่ได้โง่จริงๆ นางรู้ว่าเขามักจะนำไก่ไปฝากเหมยฮวาบ่อยๆ เพราะเหมยฮวาชอบกินไก่มาก เขาไม่เคยคิดว่าเจี่ยนหรงจะพูดประชดเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะเป็นสามีของนาง และการที่เขาอยากให้นางได้กินอาหารดีๆ ก็ทำไปด้วยความหวังดี แต่เมื่อเขาเริ่มชื่นชมและยอมรับนางได้เพียงเล็กน้อย นางกลับทำให้เขาหงุดหงิดอีกครั้งจนได้ เอ้อร์กัวหันหลังเดินออกไป..“เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่นะ..คือว่า..” เจี่ยนหรงรู้สึกหงุดหงิด แต่นางก็วิ่งด้วยเท้าสั้นๆ ออกไปจับแขนเสื้อสามีไว้ นางรู้ดีว่าเขารักเหมยฮวามากเพียงใด นางไม่ได้ตั้งใจทำร้ายความรู้สึกของเขา นางเพียงเป็นสตรีปากเสียเท่านั้น นางรู้ดีว่าเขาหวังดีต่อนาง“...” เอ้อร์กัวหยุดเดิน มองลงบนแขนเสื้อที่เปื้อนคราบดินโคลนเพราะถูกภรรยาจับไว้“ฟังก่อนได้ไหม ข้ารู้ว่าเจ้าดีต่อข้า ข้าเพียงอยากบอกว่า ข้าไม่ชอบกินไก่จริงๆ ข้าเป็นมังสวิรัติ ข้าไม่ชอบกินเนื้อทุกประเภท”“สิ่งใดคือมังสาวีรา” เขาหันมามองหน้าภรรยา นี่เป็นครั้งแรกที่นางอยู่ใกล้เขามาก ขนาดตัวของนางสูงเพียงอกเขาเท่านั้น เขารู้สึกว่านางตัวเล็กมาก แต่ไม่คิดว่าจะเล็กเพียงนี้“มันคือคำเรียกที่ใช้สำหรับคนที่ไม่กินเนื้
Magbasa pa
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status