Masukจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวิศวกรจากอนาคตต้องติดอยู่ในโลกอดีต..คนทั้งหมู่บ้านทุ่งแดงมองว่าลิลี่เป็นหญิงบ้าเสียสติ แต่สามีผู้ยากจนกลับเห็นว่านางฉลาดจนใต้หล้าตามไม่ทัน สิ่งที่นางสร้างล้วนแปลกประหลาดและซับซ้อน ... จู่ๆ หลี่เอ้อร์กัวก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ทุกคนในหมู่บ้านทุ่งแดงต่างรู้ว่านางเป็น หญิงบ้า แม้เขาจะมีคนรักอยู่แล้ว แต่เขายากจนเกินกว่าจะมีปากเสียง อีกทั้งสตรีสติฟั่นเฟืองนั่นยังบอกว่าอยากแต่งงานกับเขาอีก เขาจึงได้แต่จำใจแต่งงานกับหญิงบ้าผู้นั้น แต่หลังจากอยู่กันไป เขากลับพบว่าภรรยาประหลาดของเขาฉลาดมาก ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเก่งกาจเกินกว่าเขาจะเข้าใจได้ ราวกับนางเป็นผู้ที่มาจากอนาคตอันไกลพ้น *********** “หยุดนะ เจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าสติไม่ดีไปแล้วหรือ!” เขาบ่นแต่ไม่กล้าผลักมือนางออกไป “โตจนป่านนี้ยังปล่อยให้มีเหาอีก เสียดายสมองฉลาดๆ” นางตำหนิเสียงแข็ง พลางเกาผมของเขาด้วยท่าทีขะมักเขม้น หัวใจของเอ้อร์กัวกระตุกวูบ ใบหน้าแดงก่ำ คำพูดของนางทำให้เขาทั้งอับอายและแตกตื่น ยังดีที่แสงอาทิตย์สีชาดของบ้านทุ่งแดงช่วยกลบให้ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีเหา!
Lihat lebih banyakท่ามกลางขุนเขาที่เรียงรายสูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงหินที่ปิดกั้นแดนเซียนจากภายนอก มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาลึก ชื่อของมันไม่ปรากฏบนแผนที่ใด
หมู่บ้านแห่งนี้ดูราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ไม่มีเสียงรถม้าหรือความพลุกพล่านของตลาดเมืองใหญ่ จะมีก็เพียงเสียงหนวกหูของแม่น้ำกระทบง่อนหินที่ดังตลอดทั้งวันทั้งคืน นานๆ ครั้งถึงจะมีเสียงนกร้องประปราย
แม่น้ำสายหนึ่งทอดตัวไหลผ่านหมู่บ้าน เส้นทางน้ำคดเคี้ยวลัดเลาะทุ่งหญ้าและหมู่ไม้ใหญ่ บ้างก็แทรกตัวผ่านชายเลนและหนองน้ำ งดงามราวภาพวาด
ที่นี่ ผู้คนอยู่ตามยถากรรม บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้เก่า ผุพังบ้างในบางจุด บางหลังปลูกยื่นลงไปในแม่น้ำ โดยมีเสาไม้พยุงโครงสร้างไว้ บางบ้านมีเรือลำเล็กๆ ผูกไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับออกหาปลา ดูจืดชืดไร้สีสัน
เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบเขา แสงสีส้มแดงจะกระทบผิวแม่น้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ น้ำที่เคยสงบนิ่งกลับดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยแสงเรืองรอง งดงามไม่ต่างจากวั่งเซียนกู่[1] พอตกเย็น แสงเดียวกันก็สะท้อนผิวน้ำย้อนกลับมายังบ้านเรือนอีกครั้ง ราวกับจะโอบล้อมหมู่บ้านด้วยอ้อมกอดสีชาด
แสงรุ่งอรุณและสนธยาของวัน เป็นสิ่งเดียวที่แต่งแต้มความสดใสให้หมู่บ้าน ทุกคนจึงเรียกที่นี่ว่า บ้านทุ่งแดง แต่ในความงดงามของธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่งนี้ กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยว
หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากความเจริญของเมืองหลวง ผู้คนต้องพึ่งพาตัวเองและทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว บางฤดูอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและพืชพรรณน้ำ แต่บางฤดูก็เป็นเพียงการต่อสู้เพื่ออยู่รอดไปอีกวัน
ชายคนหนึ่งกำลังเดินอยู่บนสะพานไม้เก่าแก่ที่ทอดข้ามแม่น้ำ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นจากฝีมือของชาวบ้านด้วยไม้ไผ่และเชือกธรรมชาติ แม้มันจะดูเรียบง่ายและเปราะบาง แต่ก็เป็นทางเชื่อมเดียวระหว่างสองฝั่งของหมู่บ้าน
ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดสีแดงที่ดูซีดหม่นจากการใช้งานมานาน เสื้อผ้าชุดนั้นไม่ได้ใหม่เอี่ยม แต่ถูกซักจนสะอาดหมดจด รอยเย็บปะตรงชายเสื้อบ่งบอกถึงความยากจน
วันนี้เขามีความสุขล้นปรี่ ทุกก้าวที่เขาเดินเหมือนจะบอกกับใต้หล้าว่าเขาคือผู้โชคดีที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ เขาสวมชุดสีแดง เพราะนี่คือวันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา แม้ชุดนั้นจะเก่าและมีเพียงแค่ตัวเดียวที่พอหาเช่ามาได้ แต่ชุดแดงนี้ก็คือสัญลักษณ์แห่งความสุขและโชคดีในวันวิวาห์ของเขา
หลี่เอ้อร์กัว เป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา ใบหน้าคมคายรับกับดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความใสซื่อและตั้งใจ แม้ดวงตาจะดูขี้อาย แต่ก็ส่องประกายสดใสอย่างไม่ปิดบัง คิ้วคมตัดกับสันจมูกโด่งราวถูกปั้น ริมฝีปากบางได้รูปกำลังยิ้มแย้มมีความสุข จนไฝเม็ดเล็กใต้ริมฝีปากขยับไปด้านซ้ายเล็กน้อยอย่างน่ามอง
แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าใบหน้า คือรูปร่างแข็งแกร่งที่บ่งบอกถึงชีวิตของการตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่เยาว์วัย ไหล่กว้าง ลำแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม มือหยาบกร้านที่ผ่านการจับจอบเสียมทำงานหนักมาอย่างยาวนาน
สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาดูแตกต่างจากเหล่าบัณฑิตทั่วไป ในขณะที่บัณฑิตสองสามคนในหมู่บ้านมักมีรูปร่างผอมบาง อ่อนนุ่ม และดูน่าทะนุถนอมราวกับหยกแกะสลัก รูปร่างของเขากลับดูเหมือนหินผาที่ถูกสกัดด้วยลมฝน และความยากจน
แม้เขาจะเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความรู้และปัญญา เขารักการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ใช้เวลาในวัยเยาว์ศึกษาอยู่กับหลวงจีนซางปิงในวัดที่ตั้งอยู่เชิงเขา หลวงจีนผู้ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์และผู้ปกครอง
กระนั้น ความรู้ของเขากลับไม่ได้รับการยอมรับจากบัณฑิตในหมู่บ้าน แม้หลายคนจะยอมรับในความสามารถ แต่ไม่ได้ยกย่องเขาเป็นบัณฑิต อาจเพราะเสื้อผ้าที่เก่าและความที่เขาเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อแม่ เขาจึงทำได้เพียงยิ้มรับ
หลี่เอ้อร์กัว เดินเท้าผ่านแม่น้ำและทางที่คดเคี้ยว จนใกล้ถึงเรือนหลังใหญ่เพียงหลังเดียวในหมู่บ้านทุ่งแดง เรือนหลังนี้เป็นที่พำนักของลุงผู้ใหญ่บ้าน ท่านลุงต้าซาน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการให้ดูแลความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้าน
หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น นึกถึงหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ เหมยฮวา บุตรสาวของผู้ใหญ่บ้าน เขาและนางแอบคบหากันมาสักพักใหญ่แล้ว
เขาและนางแอบพบกันมาหลายครั้ง ท่ามกลางเงาไม้และความเงียบสงบของหมู่บ้านเล็กๆ ความรักของพวกเขาเบ่งบานจนยากจะยับยั้ง ทั้งสองได้มอบกายและใจให้กันนานแล้ว
เขาเอ่ยปากขอนางแต่งงานหลายครั้งเพื่อรับผิดชอบต่อความเห็นแก่ตัวที่พรากความบริสุทธิ์ของนาง แม้เหมยฮวาจะไม่ได้เหนียมอายเรื่องในห้องหอ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงไม่ยอมรับปากแต่งงานกับเขา กระทั่งเดือนก่อน นางก็ยอมรับปากว่าจะบอกกับบิดาเรื่องแต่งงานของพวกเขา
ลุงต้าซานได้เรียกเอ้อร์กัวเข้าไปพูดคุย บอกให้เขาเตรียมตัวและสวมชุดแดงสำหรับวันสำคัญ พร้อมยื่นฤกษ์วันมงคลให้ วันนี้เขาจึงมาด้วยหัวใจที่พองโต เพื่อรับหญิงสาวที่เขารักเข้าสู่เรือนหอที่เขาใช้เวลาทั้งเดือนเพียรสร้างขึ้นมา แม้จะเล็กไปบ้าง แต่ก็พออยู่กันสองคน
เมื่อหลี่เอ้อร์กัวมาถึงหน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้าน เขาก็ต้องตกใจอยู่บ้าง ฝูงชนมากมายที่มารวมตัวกันอย่างคึกคัก ทุกคนต่างส่งเสียงแสดงความยินดีในวันสำคัญของเขา
“เอ้อร์กัวน้อย ในที่สุดเจ้าก็มีวันนี้”
“ดียิ่งนัก ข้ายังนึกกลัวว่าเจ้าจะครองโสดและบวชเป็นหลวงจีนตามอาจารย์ของเจ้าไปอีกคน”
“ดีๆ ๆ ยินดีด้วย”
“ดีแล้วเอ้อร์กัวน้อย รักกันจนแก่เฒ่านะ”
ทุกคนที่เคยได้รับการช่วยเหลือเล็กน้อยจากเขาต่างแสดงความยินดีในงานมงคล เอ้อร์กัวรู้สึกหัวใจพองโต ไม่คิดว่าลุงต้าซานจะใจดีเช่นนี้ ถึงขั้นเชิญทุกคนมาร่วมงานแต่งของเขา เดิมทีเขาคิดว่าลุงต้าซานที่ถือเรื่องศักดิ์ศรีหน้าตาจะไม่พอใจที่เหมยฮวาเลือกคนยากจนเช่นเขา ที่แท้เป็นเขาเองที่ใจแคบ
ชายหนุ่มก้มลงคำนับขอบคุณทุกคนด้วยความรู้สึกผิด แม้จะรู้สึกกังวลที่ไม่อาจหาเงินทองมากมายมาจัดเลี้ยงอาหารรสเลิศให้ทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดี
ที่หน้าประตูบ้าน ลุงต้าซานยืนเด่นในชุดเต็มยศ ข้างกายคือ เหมยฮวา บุตรสาวของเขา นางยิ้มบางเบา ใบหน้าขาวผ่องราวกับหยก แววตาสุขุม แต่งดงามและน่าทะนุถนอมจนเอ้อร์กัวต้องกลั้นหายใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะคือ ชุดที่นางสวมอยู่…
นางเพียงสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนตามปกติที่นางชอบสวมใส่ ตรงกันข้ามกับชุดแดงที่เขาคิดว่าจะได้เห็น เอ้อร์กัวขมวดคิ้วเล็กน้อย ความงุนงงผุดขึ้นมาในใจท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีรอบข้าง
เหตุใดเจ้าสาวของเขาถึงไม่ได้ใส่ชุดแดง
[1]หุบเขาวั่งเซียนกู่ หรือ หุบเขาเทวดา เป็นสถานที่งดงามและมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของเทวดา ถูกขนานนามว่าเป็นบ้านเกิดของเซียน
สามวันที่ผ่านมา ฮ่องเต้จงเหยี่ยนงดเว้นภารกิจทั้งหมด พระองค์กักตัวอยู่ในอารามหลวงเพื่อถือศีลกินเจและสรงน้ำชำระร่างกายจนสะอาดบริสุทธิ์ ทั่วทั้งวังหลวงเงียบสงัด มีเพียงเสียงสวดคาถาของนักพรตที่ดังคลอไปกับสายลม คืนนี้ดวงดาวเรียงตัวตามตำแหน่งมงคล ท้องฟ้าเปิดไร้เมฆบัง แท่นพิธีบูชาสูงตระหง่านถูกตั้งขึ้นใจกลางพระราชวัง ฮ่องเต้ทรงสวมชุดสีทองเต็มพิธีการ และเหมี่ยนกวาน[1]ที่ใช้สำหรับพิธีพิเศษเท่านั้นรอบตัวพระองค์คือนักพรตหลวงสี่คนที่ยืนประจำทิศทั้งสี่ บนโต๊ะหินมีตราประทับแห่งสวรรค์ หมุดเทพสยบเก้าชั้นฟ้าและหินสลักหยกแผ่นหนาที่สลักชื่อของสตรีผู้หนึ่งเอาไว้อย่างประณีตลิลี่ เจี่ยนหรงจงเหยี่ยนกำลังถือบทสวดสวรรค์เขียนด้วยหมึกทองคำบนผ้าไหมสีแดงชาด ทรงอ่านด้วยสุรเสียงดังกังวานประกาศเจตจำนงต่อเบื้องบน ไม่ใช่เพื่อความร่มเย็นของแคว้นจงหลิน แต่เพื่อขอผนึกวาสนาระหว่างโอรสสวรรค์กับสตรีที่ทรงเชื่อว่าเป็นเซียนด้านล่างแท่นพิธีไม่ไกลนัก เด็กหญิงตัวเล็กในชุดขาวถูกมัดมือมัดเท้าให้นั่งคุกเข่าอยู่บนแท่นหินอ่อน นางคือบุตรีเพียงคนเดียวของท่านหญิงจิ่งอวี้ เลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์จงแท้ๆ เพียงไม่กี่คนที่เหลือรอดอยู
เมื่อคมดาบเหวี่ยงแหวกอากาศลงมา เอ้อร์กัวหลับตาแน่น สติทั้งหมดหยุดนิ่ง ร่างกายแข็งทื่อรอรับความตายที่กำลังจะมาถึง แต่เขากลับรู้สึกถึงแรงลมเย็นวูบผ่านข้างแก้ม ราวกับความตายเดินเฉียดไปเพียงคืบเดียว เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างที่คาดไว้ สิ่งที่ตามมาคือเสียงโลหะปะทะกับบางอย่างที่หนักหน่วง ตามด้วยเสียงร้องสั้นๆ ของทหารนายนั้นที่ถูกกระชากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เอ้อร์กัวสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงน้ำแตกกระจายดังมาจากคูน้ำ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูด้วยความสับสน ภายใต้แสงจ้าขาวโพลน เขาเห็นเงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวว่องไวปานลมพัด ร่างเล็กของลิลี่กำลังจู่โจมเข้าจัดการทหารที่ข้ามฝั่งมาได้ทีละคน คนแล้วคนเล่าถูกนางเหวี่ยงทุ่มลงไปในคูน้ำที่มีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ ราวกับทหารเหล่านั้นไร้น้ำหนักทหารที่ถูกเหวี่ยงออกไปยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างที่ตกในคูน้ำบิดเกร็งจนลมหายใจขาดห้วง ขณะที่บางคนโชคดีกว่า ถูกเหวี่ยงแรงเกินไปจนกระเด็นพ้นขอบคูน้ำ กลิ้งไปบนพื้นดินแห้ง แต่เพียงครู่เดียว ร่างนั้นก็กระตุก นิ้วมือหงิกงอ แขนขาชักเกร็งโดยไร้การควบคุม เหงื่อผุดเต็มใบหน้า ปากอ้าเหมือนจะร้อง แต่ไม่มีเสีย
ทหารทุกลำดับชั้นชะงักกึก ต่างตกใจจนต้องหลับตาแน่น พลธนูที่กำลังขึ้นสายถึงกับปล่อยมืออย่างลืมตัว ทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดต่างทรุดฮวบ ก้มหน้าหนีอย่างลนลาน “อ๊าก!!” “ตา!!..ตาข้าบอดแล้ว!” “ข้ามองไม่เห็น!”เสียงโวยวายดังขึ้น ต่างรู้สึกราวกับลูกตากำลังถูกเผา คล้ายความเจ็บแปลบวิ่งเข้าไปถึงกะโหลก แสงที่รุนแรงเกินกว่าสายตาคนจะรับไหวทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในดวงตา หลายคนแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเสียขวัญ พลางใช้มือปัดป่ายไปในอากาศอย่างคนบ้าคลั่ง ทหารเหล่านั้นต่างขวัญกระเจิง คิดว่านัยน์ตาถูกแสงอาทิตย์แผดเผาจนบอด ม่านน้ำพุที่เคยพุ่งตระหง่านตกลงมากระแทกผิวน้ำดังสนั่น ทว่าไม่มีผู้ใดใส่ใจ เพราะทั่วบริเวณสว่างจ้าขาวโพลนจนไร้ซึ่งเงาหัว ความมืดมิดถูกขับไล่จนหายไปสิ้น สายตาพร่ามัวเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมองรอบด้านได้จ้าวกังตระหนกจนลืมหายใจ ยืนแข็งค้างหลับตาแน่น ลมหายใจขาดห้วง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอเขาไว้ ในหัวของเขาผุดภาพคำเล่าลือหนึ่ง ข่าวลือเมื่อครั้งที่บัณฑิตหลี่ทำหน้าที่ผู้ตรวจการณ์พิเศษ ไปยุติสงครามกลางเมืองที่ชุ่ยโจว ยามนั้นผู้คนต่างโจษจันว่าบัณฑิตตัวลำพัง ไร้กอง
“โหดเหี้ยมยิ่งนัก เป็นบัณฑิตที่ไร้เมตตาต่อชีวิต คนเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเซียน พวกเจ้าไม่ต้องกลัว” กำลังใจขอทหารนั้นสำคัญยิ่ง เพราะไม่มีผู้ใดเคยเห็นอะไรน่าขนลุกเช่นนี้มาก่อน จ้าวกังจำต้องปลอบเหล่าทหารสักคำหลายคนต่างเห็นด้วยกับพูดนั้น แต่เมื่อเห็นซากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ตายเกลื่อน บางคนก็เริ่มคิดว่าหากไม่ใช่เซียน แล้วจะเป็นอะไรที่มีพลังอำนาจประหลาดเช่นนี้“หรือ..จะเป็นปีศาจ” พลทหารนายหนึ่งพึมพำ“ฮ๊ะ!” หลายคนต่างตกใจไปตามๆ กัน“อย่าได้กลัว ที่นี่เป็นเมืองหลวง มีพระราชอำนาจของโอรสสวรรค์คอยคุ้มครอง” จ้าวกังรีบตัดไฟแต่ต้นลม“แต่..ใต้ท้าว..” ทหารบางคนอยากเถียง ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าโอรสสวรรค์เป็นทรราช อาจจะเกิดเหตุเภทภัยเพราะแคว้นจงหลินถูกสวรรค์ลงโทษก็เป็นได้“หุบปาก..ข้าไม่เชื่อว่าจะฝ่าเข้าไปไม่ได้ ไปตรวจสอบให้ทั่ว มีคูน้ำบริเวณใดบ้างที่ไม่มีพิษ” จ้าวกังหันไปสั่งพลทหาร ยิ่งบรรยากาศตึงเครียดเท่าไร เขายิ่งต้องแสดงอำนาจเพื่อสยบความหวาดกลัวของลูกน้อง “ลองตรวจสอบคูน้ำทางด้านทิศตะวันออกดูก่อน ที่นั่นซากแมลงเบาบางกว่าที่อื่น พิษน่าจะเจือจางจนพอจะหาทางข้ามไปได้” “ขอรับ” นายทหารผู้ทำหน้าที่หมอรับคำสั่งด้
ผืนผ้าไหมขาวยาวสิบจั้งทอดตัวกลางท้องพระโรง อักษรโลหิตแดงลุกวาวเรียงรายเป็นรายนามขุนนาง ดั่งดอกท้อแรกแย้มโปรยหล่นกลางหิมะเหมันต์ แดงฉานประดับผืนผ้าขาว งดงามยามต้องแสงอาทิตย์อรุณราวภาพวาด ทว่าอบอวลคลุ้งกลิ่นโลหิตคาวขุนนางผู้หนึ่งยืนประจันหน้าผืนผ้าไหมหลังจากที่ตัดใจถวายทรัพย์มากกว่าครึ่งของตนให้ฮ่อง
แววตาของลิลี่จับจ้องกระบอกไผ่เหล่านั้นนิ่งงัน นางจำอักษรเหล่านั้นได้ดี เพราะนางเป็นคนเขียนด้วยมือตนเอง! นี่คือกระบอกน้ำมันสนที่นางเคยผลิตและนำออกขายช่วงนั้นนางต้องรีบใช้เงิน และไม่อยากหลอมด้วยตนเอง กลัวว่าเอ้อร์กัวจะรู้สึกผิดปกติ เขาซึ่งเป็นคนโง่งมซื่อตรงมากเกินไปอาจไม่ยินยอมใช้เงินก้อนที่ไร้ที่มา
“บัณฑิตหลี่ พวกเราควรทำเช่นไรดีขอรับ”“สั่งให้ทุกคนรีบลอบกลับขึ้นเรือและถอนกำลังทันที”“เช่นนั้น แล้วห้องมรกตนี่จะทำอย่างไรขอรับ พวกนั้นอาจพบว่ามีห้องลับใต้ท่าเรือ..”“ไม่ต้องกังวล ห้องมรกตมีกลไกที่ซับซ้อน ข้าจะหาทางซ่อนปากทางเข้าไม่ให้ผู้ใดพบ พวกเจ้ารีบกลับขึ้นเรือเถิด”“ขอรับ”หลังจากทหารรายงานวิ
ไม่นานหลังจากนั้น พวกช่างไม้ก็ได้สร้างบ้านของเถี่ยจงชิ่งเสร็จสิ้นเรียบร้อย ทุกคนต่างพากันชื่นชมในวิธีการต่อบ้านที่ใช้หมุดและเดือยตามที่เอ้อร์กัวสอน จนแทบไม่อาจเชื่อสายตาในความประณีต และมั่นคงไร้ที่ติ แน่นอนว่าลิลี่ไม่ยอมให้ช่างไม้พวกนั้นถ่ายหนักถ่ายเบาไปเรื่อย เอ้อร์กัวจึงต้องสอนให้พวกเขาสร้างห้องน






Ulasan-ulasan