ทะลุมิติมาเป็น หญิงบ้า ณ ทุ่งแดง

ทะลุมิติมาเป็น หญิงบ้า ณ ทุ่งแดง

Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
10
2 Peringkat. 2 Ulasan-ulasan
251Bab
2.3KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวิศวกรจากอนาคตต้องติดอยู่ในโลกอดีต..คนทั้งหมู่บ้านทุ่งแดงมองว่าลิลี่เป็นหญิงบ้าเสียสติ แต่สามีผู้ยากจนกลับเห็นว่านางฉลาดจนใต้หล้าตามไม่ทัน สิ่งที่นางสร้างล้วนแปลกประหลาดและซับซ้อน ... จู่ๆ หลี่เอ้อร์กัวก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ทุกคนในหมู่บ้านทุ่งแดงต่างรู้ว่านางเป็น หญิงบ้า แม้เขาจะมีคนรักอยู่แล้ว แต่เขายากจนเกินกว่าจะมีปากเสียง อีกทั้งสตรีสติฟั่นเฟืองนั่นยังบอกว่าอยากแต่งงานกับเขาอีก เขาจึงได้แต่จำใจแต่งงานกับหญิงบ้าผู้นั้น แต่หลังจากอยู่กันไป เขากลับพบว่าภรรยาประหลาดของเขาฉลาดมาก ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเก่งกาจเกินกว่าเขาจะเข้าใจได้ ราวกับนางเป็นผู้ที่มาจากอนาคตอันไกลพ้น *********** “หยุดนะ เจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าสติไม่ดีไปแล้วหรือ!” เขาบ่นแต่ไม่กล้าผลักมือนางออกไป “โตจนป่านนี้ยังปล่อยให้มีเหาอีก เสียดายสมองฉลาดๆ” นางตำหนิเสียงแข็ง พลางเกาผมของเขาด้วยท่าทีขะมักเขม้น หัวใจของเอ้อร์กัวกระตุกวูบ ใบหน้าแดงก่ำ คำพูดของนางทำให้เขาทั้งอับอายและแตกตื่น ยังดีที่แสงอาทิตย์สีชาดของบ้านทุ่งแดงช่วยกลบให้ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีเหา!

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1 บ้านทุ่งแดง

ท่ามกลางขุนเขาที่เรียงรายสูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงหินที่ปิดกั้นแดนเซียนจากภายนอก มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาลึก ชื่อของมันไม่ปรากฏบนแผนที่ใด 

หมู่บ้านแห่งนี้ดูราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ไม่มีเสียงรถม้าหรือความพลุกพล่านของตลาดเมืองใหญ่ จะมีก็เพียงเสียงหนวกหูของแม่น้ำกระทบง่อนหินที่ดังตลอดทั้งวันทั้งคืน นานๆ ครั้งถึงจะมีเสียงนกร้องประปราย

แม่น้ำสายหนึ่งทอดตัวไหลผ่านหมู่บ้าน เส้นทางน้ำคดเคี้ยวลัดเลาะทุ่งหญ้าและหมู่ไม้ใหญ่ บ้างก็แทรกตัวผ่านชายเลนและหนองน้ำ งดงามราวภาพวาด 

ที่นี่ ผู้คนอยู่ตามยถากรรม บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้เก่า ผุพังบ้างในบางจุด บางหลังปลูกยื่นลงไปในแม่น้ำ โดยมีเสาไม้พยุงโครงสร้างไว้ บางบ้านมีเรือลำเล็กๆ ผูกไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับออกหาปลา ดูจืดชืดไร้สีสัน

เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบเขา แสงสีส้มแดงจะกระทบผิวแม่น้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ น้ำที่เคยสงบนิ่งกลับดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยแสงเรืองรอง งดงามไม่ต่างจากวั่งเซียนกู่[1] พอตกเย็น แสงเดียวกันก็สะท้อนผิวน้ำย้อนกลับมายังบ้านเรือนอีกครั้ง ราวกับจะโอบล้อมหมู่บ้านด้วยอ้อมกอดสีชาด

แสงรุ่งอรุณและสนธยาของวัน เป็นสิ่งเดียวที่แต่งแต้มความสดใสให้หมู่บ้าน ทุกคนจึงเรียกที่นี่ว่า บ้านทุ่งแดง แต่ในความงดงามของธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่งนี้ กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยว 

หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากความเจริญของเมืองหลวง ผู้คนต้องพึ่งพาตัวเองและทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว บางฤดูอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและพืชพรรณน้ำ แต่บางฤดูก็เป็นเพียงการต่อสู้เพื่ออยู่รอดไปอีกวัน

ชายคนหนึ่งกำลังเดินอยู่บนสะพานไม้เก่าแก่ที่ทอดข้ามแม่น้ำ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นจากฝีมือของชาวบ้านด้วยไม้ไผ่และเชือกธรรมชาติ แม้มันจะดูเรียบง่ายและเปราะบาง แต่ก็เป็นทางเชื่อมเดียวระหว่างสองฝั่งของหมู่บ้าน

ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดสีแดงที่ดูซีดหม่นจากการใช้งานมานาน เสื้อผ้าชุดนั้นไม่ได้ใหม่เอี่ยม แต่ถูกซักจนสะอาดหมดจด รอยเย็บปะตรงชายเสื้อบ่งบอกถึงความยากจน

วันนี้เขามีความสุขล้นปรี่ ทุกก้าวที่เขาเดินเหมือนจะบอกกับใต้หล้าว่าเขาคือผู้โชคดีที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ เขาสวมชุดสีแดง เพราะนี่คือวันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา แม้ชุดนั้นจะเก่าและมีเพียงแค่ตัวเดียวที่พอหาเช่ามาได้ แต่ชุดแดงนี้ก็คือสัญลักษณ์แห่งความสุขและโชคดีในวันวิวาห์ของเขา

หลี่เอ้อร์กัว เป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา ใบหน้าคมคายรับกับดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความใสซื่อและตั้งใจ แม้ดวงตาจะดูขี้อาย แต่ก็ส่องประกายสดใสอย่างไม่ปิดบัง คิ้วคมตัดกับสันจมูกโด่งราวถูกปั้น ริมฝีปากบางได้รูปกำลังยิ้มแย้มมีความสุข จนไฝเม็ดเล็กใต้ริมฝีปากขยับไปด้านซ้ายเล็กน้อยอย่างน่ามอง

แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าใบหน้า คือรูปร่างแข็งแกร่งที่บ่งบอกถึงชีวิตของการตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่เยาว์วัย ไหล่กว้าง ลำแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม มือหยาบกร้านที่ผ่านการจับจอบเสียมทำงานหนักมาอย่างยาวนาน

สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาดูแตกต่างจากเหล่าบัณฑิตทั่วไป ในขณะที่บัณฑิตสองสามคนในหมู่บ้านมักมีรูปร่างผอมบาง อ่อนนุ่ม และดูน่าทะนุถนอมราวกับหยกแกะสลัก รูปร่างของเขากลับดูเหมือนหินผาที่ถูกสกัดด้วยลมฝน และความยากจน

แม้เขาจะเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความรู้และปัญญา เขารักการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ใช้เวลาในวัยเยาว์ศึกษาอยู่กับหลวงจีนซางปิงในวัดที่ตั้งอยู่เชิงเขา หลวงจีนผู้ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์และผู้ปกครอง

กระนั้น ความรู้ของเขากลับไม่ได้รับการยอมรับจากบัณฑิตในหมู่บ้าน แม้หลายคนจะยอมรับในความสามารถ แต่ไม่ได้ยกย่องเขาเป็นบัณฑิต อาจเพราะเสื้อผ้าที่เก่าและความที่เขาเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อแม่ เขาจึงทำได้เพียงยิ้มรับ

หลี่เอ้อร์กัว เดินเท้าผ่านแม่น้ำและทางที่คดเคี้ยว จนใกล้ถึงเรือนหลังใหญ่เพียงหลังเดียวในหมู่บ้านทุ่งแดง เรือนหลังนี้เป็นที่พำนักของลุงผู้ใหญ่บ้าน ท่านลุงต้าซาน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการให้ดูแลความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้าน 

หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น นึกถึงหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ เหมยฮวา บุตรสาวของผู้ใหญ่บ้าน เขาและนางแอบคบหากันมาสักพักใหญ่แล้ว 

เขาและนางแอบพบกันมาหลายครั้ง ท่ามกลางเงาไม้และความเงียบสงบของหมู่บ้านเล็กๆ ความรักของพวกเขาเบ่งบานจนยากจะยับยั้ง ทั้งสองได้มอบกายและใจให้กันนานแล้ว

เขาเอ่ยปากขอนางแต่งงานหลายครั้งเพื่อรับผิดชอบต่อความเห็นแก่ตัวที่พรากความบริสุทธิ์ของนาง แม้เหมยฮวาจะไม่ได้เหนียมอายเรื่องในห้องหอ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงไม่ยอมรับปากแต่งงานกับเขา กระทั่งเดือนก่อน นางก็ยอมรับปากว่าจะบอกกับบิดาเรื่องแต่งงานของพวกเขา

ลุงต้าซานได้เรียกเอ้อร์กัวเข้าไปพูดคุย บอกให้เขาเตรียมตัวและสวมชุดแดงสำหรับวันสำคัญ พร้อมยื่นฤกษ์วันมงคลให้ วันนี้เขาจึงมาด้วยหัวใจที่พองโต เพื่อรับหญิงสาวที่เขารักเข้าสู่เรือนหอที่เขาใช้เวลาทั้งเดือนเพียรสร้างขึ้นมา แม้จะเล็กไปบ้าง แต่ก็พออยู่กันสองคน

เมื่อหลี่เอ้อร์กัวมาถึงหน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้าน เขาก็ต้องตกใจอยู่บ้าง ฝูงชนมากมายที่มารวมตัวกันอย่างคึกคัก ทุกคนต่างส่งเสียงแสดงความยินดีในวันสำคัญของเขา

“เอ้อร์กัวน้อย ในที่สุดเจ้าก็มีวันนี้”

“ดียิ่งนัก ข้ายังนึกกลัวว่าเจ้าจะครองโสดและบวชเป็นหลวงจีนตามอาจารย์ของเจ้าไปอีกคน”

“ดีๆ ๆ ยินดีด้วย”

“ดีแล้วเอ้อร์กัวน้อย รักกันจนแก่เฒ่านะ”

ทุกคนที่เคยได้รับการช่วยเหลือเล็กน้อยจากเขาต่างแสดงความยินดีในงานมงคล เอ้อร์กัวรู้สึกหัวใจพองโต ไม่คิดว่าลุงต้าซานจะใจดีเช่นนี้ ถึงขั้นเชิญทุกคนมาร่วมงานแต่งของเขา เดิมทีเขาคิดว่าลุงต้าซานที่ถือเรื่องศักดิ์ศรีหน้าตาจะไม่พอใจที่เหมยฮวาเลือกคนยากจนเช่นเขา ที่แท้เป็นเขาเองที่ใจแคบ

ชายหนุ่มก้มลงคำนับขอบคุณทุกคนด้วยความรู้สึกผิด แม้จะรู้สึกกังวลที่ไม่อาจหาเงินทองมากมายมาจัดเลี้ยงอาหารรสเลิศให้ทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดี

ที่หน้าประตูบ้าน ลุงต้าซานยืนเด่นในชุดเต็มยศ ข้างกายคือ เหมยฮวา บุตรสาวของเขา นางยิ้มบางเบา ใบหน้าขาวผ่องราวกับหยก แววตาสุขุม แต่งดงามและน่าทะนุถนอมจนเอ้อร์กัวต้องกลั้นหายใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะคือ ชุดที่นางสวมอยู่…

นางเพียงสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนตามปกติที่นางชอบสวมใส่ ตรงกันข้ามกับชุดแดงที่เขาคิดว่าจะได้เห็น เอ้อร์กัวขมวดคิ้วเล็กน้อย ความงุนงงผุดขึ้นมาในใจท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีรอบข้าง 

เหตุใดเจ้าสาวของเขาถึงไม่ได้ใส่ชุดแดง

 


[1]หุบเขาวั่งเซียนกู่ หรือ หุบเขาเทวดา เป็นสถานที่งดงามและมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของเทวดา ถูกขนานนามว่าเป็นบ้านเกิดของเซียน

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

Aran K.
Aran K.
ใครไม่อ่านเรื่องนี้จะเสียใจ
2026-04-03 19:33:12
1
0
Aran K.
Aran K.
ในที่สุดก็มาเสียที ดีจังที่สุด เย้!!!
2026-02-16 11:25:49
1
0
251 Bab
บทที่ 1 บ้านทุ่งแดง
ท่ามกลางขุนเขาที่เรียงรายสูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงหินที่ปิดกั้นแดนเซียนจากภายนอก มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาลึก ชื่อของมันไม่ปรากฏบนแผนที่ใด หมู่บ้านแห่งนี้ดูราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ไม่มีเสียงรถม้าหรือความพลุกพล่านของตลาดเมืองใหญ่ จะมีก็เพียงเสียงหนวกหูของแม่น้ำกระทบง่อนหินที่ดังตลอดทั้งวันทั้งคืน นานๆ ครั้งถึงจะมีเสียงนกร้องประปรายแม่น้ำสายหนึ่งทอดตัวไหลผ่านหมู่บ้าน เส้นทางน้ำคดเคี้ยวลัดเลาะทุ่งหญ้าและหมู่ไม้ใหญ่ บ้างก็แทรกตัวผ่านชายเลนและหนองน้ำ งดงามราวภาพวาด ที่นี่ ผู้คนอยู่ตามยถากรรม บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้เก่า ผุพังบ้างในบางจุด บางหลังปลูกยื่นลงไปในแม่น้ำ โดยมีเสาไม้พยุงโครงสร้างไว้ บางบ้านมีเรือลำเล็กๆ ผูกไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับออกหาปลา ดูจืดชืดไร้สีสันเมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบเขา แสงสีส้มแดงจะกระทบผิวแม่น้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ น้ำที่เคยสงบนิ่งกลับดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยแสงเรืองรอง งดงามไม่ต่างจากวั่งเซียนกู่[1] พอตกเย็น แสงเดียวกันก็สะท้อนผิวน้ำย้อนกลับมายังบ้านเรือนอีกครั้ง ราวกับจะโอบล้อมหมู่บ้านด้วยอ้อมกอดสีชาดแสงรุ่งอรุณและสนธยาของวัน เป็
Baca selengkapnya
บทที่ 2 หญิงบ้า
“เอ้อร์กัวน้อย เจ้ามาได้ทันเวลาพอดี” ผู้ใหญ่บ้านเสียงดังฟังชัด ยิ้มกว้างเอ่ยทักชายหนุ่ม “..ท่านลุง” เขาโค้งหลังประสานมือทักทายอย่างมีมารยาท“ท่านลุงอะไรกัน ข้าเห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็กเล็กๆ เคยช่วยเหลือเจ้าหลายครั้ง ตอนเด็กๆ ข้ายังเคยมอบผ้าห่มให้เจ้าด้วย เรียกข้าว่าท่านพ่อก็ไม่ผิดอะไร” ลุงต้าซานทวงบุญคุณด้วยรอยยิ้ม“..ท่านพ่อ” แต่เอ้อร์กัวกลับยิ้มเล็กน้อย เขาเข้าใจผิดว่าเขาและเหมยฮวากำลังจะแต่งงานกันแล้ว ลุงตาซานจึงใจกว้างยอมให้เขาเรียกเช่นนั้น“เอาเถิด ข้าเห็นใจเจ้า เจ้าก็อายุยี่สิบปี ถือว่าเกินวัยที่จะมีครอบครัวมาสักพักแล้ว ทั้งเจ้ายังไม่มีพ่อแม่คอยดูแลจัดการ วันนี้ข้าจึงถือวิสาสะ ตั้งใจช่วยจัดการเรื่องสำคัญนี้ให้เจ้า ข้ายินดีจะเป็นผู้ใหญ่สู่ขอเจ้าสาวให้เจ้า ฮ่า ๆ ๆ ๆ”“เอ่อ..ขอบคุณขอรับ” ชายหนุ่มก้มหน้าลง รอยยิ้มก่อนหน้าค่อยๆ จางหาย เขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เพราะเขาและเหมยฮวากำลังจะแต่งงานกัน เขาควรเรียกลุงต้าซานว่าพ่อภรรยา เหตุใดลุงต้าซานจึงจะช่วยเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวสู่ขอเจ้าสาวให้เขาด้วยท่ามกลางเสียงแสดงความยินดี บางคนถึงกับยกย่องในความใจกว้างของลุงต้าซาน ถึงแม้เอ้อร์กัวจะยากจนม
Baca selengkapnya
บทที่ 3 แต่งงาน
เจี่ยนหรงถอนหายใจยาว ครุ่นคิดหลายสิ่งในหัว ระหว่างที่มองชายหนุ่มในชุดแดง ผู้ที่ได้แต่ก้มหน้าลงและยอมรับชะตา เด็กสาวนึกถึงเช้าวันนั้นซึ่งนางนั่งอยู่ข้างทางใกล้คลองน้ำ เปียกไปครึ่งค่อนตัวและเปื้อนดินโคลน หลายคนเดินผ่านนางไปพร้อมส่ายหัว แต่เขากลับยื่นมือมาให้นาง ช่วยเหลือนางโดยไม่รังเกียจ นางรู้ดีว่าเขาเป็นคนดี แต่สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ใจร้ายกับเขาไปหน่อยหรือ“แต่งงานกับสามีสักคน เจ้าจะได้มีคนหาอาหารให้กิน ไม่ต้องทนทุกข์เพราะลำบากตัวคนเดียว พี่เอ้อร์กัวใจดี..”“หุบปาก!” เจี่ยนหรงพูดขัดขึ้นมาก่อนที่เหมยฮวาจะทันได้พูดจบประโยค นางเป็นคนอื่นยังทนฟังไม่ไหว เจ้าโง่เอ้อร์กัวจะทนไหวได้อย่างไร แฟนสาวแทบจะขายเขาให้สาวอื่นแบบนี้“นางบ้านี่ พี่ข้าใจดีกับเจ้า ยังจะกล้าด่าพี่สาวของข้าอีก” เฉียนฟางด่าเด็กสาวสติเฟื่อง“ไม่เป็นไรหรอกเฉียนฟาง ข้าไม่ถือสา นางสติไม่ค่อยสมประกอบ น่าสงสารยิ่งนัก”เจี่ยนหรงเคยเห็นเอ้อร์กัววิ่งไปกุมมือเหมยฮวาด้วยความรัก เขาเป่ามือให้นางด้วยความห่วงใยในยามค่ำคืน ราวกับกุมสมบัติล้ำค่าไว้ ส่วนเหมยฮวาก็ยิ้มหวานตอบด้วยความพึงพอใจ แต่วันนี้ เหมยฮวากลับคะยั้นคะยอให้สตรีสติเฟื่องแต่งงาน
Baca selengkapnya
บทที่ 4 ไฟสีขาว
เอ้อร์กัวรอจนใกล้ฟ้ามืด เขากินมื้อเย็นไปเล็กน้อย แต่เพราะกำลังเสียใจจึงกินไม่ได้มาก เขามองไปยังเส้นทางที่เริ่มมืดลงทุกที แต่ภรรยาตัวเล็กของเขาก็ยังไม่กลับมาเขามองกลับมายังผักป่าที่ถูกต้มอย่างดีและข้าวขาวซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ อาหารเช่นนี้ไม่ควรกินในวันแต่งงานเลยจริงๆ แต่เงินทั้งหมดที่มีเขาก็เอาไปเช่าชุดแดงเก่าขาดนั่นแล้ว หากเขาได้แต่งกับเหมยฮวา เขาเองก็คงทำใจยอมรับให้นางกินอาหารเช่นนี้ไม่ได้แม้ปกติเขาจะไม่มีโอกาสได้กินข้าวขาวด้วยซ้ำ แต่ในวันแต่งงานเช่นนี้ เขายอมหุงข้าวเพื่อให้ภรรยาได้กิน แม้ภรรยาของเขาจะไม่ใช่คนที่เขาคิดไว้ก็ตาม หากเป็นเหมยฮวา นางคงไม่ยอมกินผักป่านี่แน่ นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี จะกินอาหารยากจนเช่นนี้ได้อย่างไรชายหนุ่มคิดถึงคนรักเก่า และจมลงสู่ความเศร้าอีกครั้ง ลืมเลือนภรรยาที่เขาควรเฝ้ารอและเป็นห่วงหมู่บ้านทุ่งแดงที่เคยสว่างไสวด้วยสีชาด ยามนี้มืดมิดจนแทบไม่เห็นดวงไฟ เป็นเพราะทุกคนที่นี่ยากจน กลางคืนจึงไม่ค่อยมีใครจุดไฟ เพราะเปลืองเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะน้ำมัน เทียน หรือฟืนที่แห้งก็ล้วนหายาก ดังนั้นหลายบ้านจึงเลือกนอนตั้งแต่หัวค่ำ มีบ้านเพียงไม่กี่หลังคาที่ร่ำรวยจนสามารถจุดโ
Baca selengkapnya
บทที่ 5 ไร้หมุดเหล็ก
เอ้อร์กัวถอดรองเท้าแล้วขึ้นนอน หันหลังให้เจี่ยนหรง เขารู้สึกว่าเช่นนี้ก็ดี เตียงใหญ่จะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัด เขาไม่ต้องการที่จะเข้าใกล้หรือสัมผัสตัวภรรยาเลยแม้แต่น้อย “ดับไฟด้วย ข้ายากจน หากเจ้าอยู่นานจะสิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็น” เขาประชดที่นางเคยว่าเรื่องเขายากจน แต่เมื่อพูดออกไป เขาก็รู้สึกเสียใจอยู่มาก นางเป็นเพียงหญิงบ้าที่ไม่รู้ความ เขาจะโกรธอะไรนางนักหนาแต่เจี่ยนหรงกลับดับไฟและนอนลงบนเตียงข้างสามีโดยไม่คิดมาก นางคล้ายไม่ใส่ใจด้วยซ้ำว่าคืนเข้าหอจะต้องทำอะไรหรือไม่ ดึงผ้าห่มผืนบางที่เขาเตรียมไว้ไปห่มโดยไม่รังเกียจ อีกทั้งยังไม่แสดงอาการหวาดกลัวหรือเขินอายใดๆ ทั้งสิ้นเอ้อร์กัวได้แต่ถอนหายใจ การไม่รู้เรื่องราว บางครั้งก็ไม่ต้องใส่ใจ เช่นนี้อาจดีกว่า มีเพียงเขาที่กังวลก็พอ ชายหนุ่มเริ่มหวนคิดถึงความเจ็บปวดที่ถูกเหมยฮวาทิ้ง อย่างน้อยยามนี้เขาก็ได้นอนคิดทบทวนว่าเขาทำสิ่งใดพลาดไปเขาจึงถูกทิ้ง เอ้อร์กัวสะอื้นไห้เบาๆ คิดว่าภรรยาคงหลับไปแล้ว โดยไม่ได้สังเกตถึงความกังวลของอีกฝ่าย ขณะที่เจี่ยนหรงหวาดหวั่นว่าสามีอาจอยากร่วมสังวาสกับภรรยา แม้นางจะแสร้งนอนหลับอย่างแนบเนียนและค่อนข้างไว้ใ
Baca selengkapnya
บทที่ 6 เล่นดินโคลน
“เจ้ารออยู่ที่นี่ อย่าไปไหน ข้าจะขึ้นเขาสักพัก” เขาพูดเสียงเรียบ แต่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาเอาแต่เสียใจเรื่องเหมยฮวาจนไม่ได้ดูแลภรรยาของเขาให้ดี เจี่ยนหรงเงยหน้ามองเขาอย่างงุนงง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เอ้อร์กัวเข้าไปหยิบมีดในครัวและตะกร้าไผ่สานแบกขึ้นหลัง ก่อนจะเดินออกไปจากเรือน ตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขาเพื่อจับไก่ป่าสักตัว เขาตั้งใจว่าจะนำมันมาต้มให้ภรรยาของเขาได้กินดีขึ้นอย่างที่นางสมควรจะได้รับ ไม่ใช่แค่ผักต้มเกลือที่ไร้รสชาติ อากาศอบอ้าวของยามเช้าพัดผ่านเขาขณะก้าวเดิน ลึกๆ ในใจ เอ้อร์กัวรู้ว่าความเจ็บปวดของเขายังไม่ได้หายไปไหน เขายังไม่อาจลืมเหมยฮวา แต่นี่คือสิ่งที่เขาทำได้ เพื่อชดเชยให้กับภรรยาที่สติไม่ค่อยสมประกอบ ปลายยามอู่[1] เอ้อร์กัวกลับมาถึงเรือนพร้อมไก่ป่าตัวอ้วนสองตัวในมือและผักป่า ท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่ส่องผ่านแม่น้ำไหลเอื่อยอยู่ด้านหลังบ้าน บรรยากาศยามบ่ายชวนให้รู้สึกสงบ แต่ภาพที่เขาเห็นกลับทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้ง เจี่ยนหรง ภรรยาตัวเล็กของเขา กำลังนั่งขุดดินโคลนอยู่ริมแม่น้ำ เสื้อผ้าของนางเปียกชุ่ม ดินโคลนเกาะแน่นไปทั่วร่าง ดูเหมือนเด็กน้อยที่เล่นซนโดยไม่สนใจความเ
Baca selengkapnya
บทที่ 7 ไก่ต้ม
เมื่อถึงหน้าบ้าน เขาเห็นเจี่ยนหรงยืนอยู่หลังเรือน เสื้อผ้ายังเปรอะเปื้อนโคลนจากการเล่นดิน ยามนี้กองดินโคลนถูกย้ายมาวางอยู่ใกล้หลังเรือน นางหันมามองเขาเช่นเดิม เป็นแววตาที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะเข้ากับชีวิตที่ลำบากและใจที่หม่นหมองของเขา“เจ้ากลับมาแล้ว..”“ข้ากลับมาแล้ว..” เขามองท่าทางของภรรยาตัวเล็กที่หนาวสั่น และใบหน้าซีดเซียวแม้จะพยายามสงบจิตใจเพียงใด เอ้อร์กัวก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า การมีนางอยู่ข้างกายเป็นบทลงโทษของเขาที่ดื้อดึงและยึดมั่นในรักที่ไม่สมควร จนตกลงมาสู่บ่วงกรรมนี้“เจ้ามาพอดี ช่วยจุดไฟต้มน้ำให้หน่อย ฉันจะอาบน้ำ”“ต้มน้ำอาบหรือ..มันเปลืองฟืน เจ้าไปอาบน้ำในแม่น้ำเถิด บ้านข้ายากจน จำไม่ได้หรือ” เขาตำหนิและประชดประชัน“ก็มันหนาว..แล้วเจ้าจะประชดเรื่องความจนนั่นไปถึงเมื่อไร” เจี่ยนหรงพูดหน้าตาเฉย ราวกับมันควรเป็นหน้าที่ของสามีที่ต้องดูแลนาง เอ้อร์กัวหงุดหงิด แต่ก็ยอมเดินเข้าไปในครัว ก้มลงจุดไฟในเตาดินเผา ตักน้ำใส่หม้ออย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องเปลวไฟที่เต้นระริก แต่ในใจกลับวุ่นวายดั่งพายุ เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แม้เขาจะพยายามทำใจและมีเมตตากับภรรยาให้มากตามที่อาจารย์สั่งสอน แต่
Baca selengkapnya
บทที่ 8 เตาเผา
เอ้อร์กัวรีบร้อนลุกขึ้นจากเตียงนอน ทั้งที่แสงแรกของวันยังไม่ลอดผ่านหน้าต่าง เขาจุดเตาไฟ ต้มน้ำข้าวจนมีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน จากนั้นจึงออกจากบ้าน เดินเท้าขึ้นเขาไปตามทางสายเล็กๆ ที่คดเคี้ยวเพื่อหาผักป่าและล่าสัตว์เช่นทุกวัน เขาอยากหนีไปอยู่ลำพัง ใช้เวลาเสียใจร้องไห้โดยอ้างกับตัวเองว่ามาทำงานเมื่อกลับมาถึงเรือนก็เกือบยามเซิน[1] แสงอาทิตย์ยามเย็นสีแดงเรื่อสะท้อนหนองน้ำที่ล้อมรอบหมู่บ้านทุ่งแดง ท้องฟ้าราวกับถูกระบายด้วยสีชาดอ่อนจาง ลำแสงสุดท้ายสาดกระทบเรือนเล็กใกล้แม่น้ำของเอ้อร์กัว ทำให้หลังคาหญ้าป๋ายเหมาเกิน[2]สีหม่นซีดดูเหมือนถูกเคลือบด้วยทองแดงบางๆ น้ำในแม่น้ำข้างหลังเรือนเอื่อยไหล สะท้อนเงาสีแดงระเรื่อที่ไหวพลิ้วดั่งผ้าไหมเนื้อดีทว่าภรรยาของเขากลับไม่อยู่ในเรือน ข้าวที่เขาต้มไว้ในหม้อก็ยังคงนิ่งสนิท ไม่มีใครแตะต้อง เขารู้สึกหายใจสะดุด หัวใจบีบรัดโดยไม่รู้สาเหตุ นางไม่กล้าแม้แต่กินข้าวขาวหรือวันนี้เขาได้ไก่ป่ามาตัวเดียว แต่โชคดีที่กับดักที่ตั้งไว้จับนกปี่อี้ได้ถึงสองตัว เมื่อเดินลงเขา ชายหนุ่มแวะไปหาลุงจางในหมู่บ้าน ขายไก่ตัวนั้นและนกปี่อี้ได้ไม่กี่อีแปะ เงินนั้นเขานำไปซื้อเมล็ด
Baca selengkapnya
บทที่ 9 การคำนวณ
“ตาของเจ้าไม่ได้ดีขนาดนั้น” เจี่ยนหรงเถียงทันที“ข้าเห็นจริงๆ”“เจ้ายืนมองในมุมร้อยเก้าสิบองศา ไม่มีทางมองออกว่าเส้นวงนี้ไม่กลม” “ห๋า..เจ้าพูดหมายถึงสิ่งใด” เขาขมวดคิ้วกับวิธีที่นางพูด“พิสูจน์สิว่าไม่กลมยังไง” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น มองสามีด้วยสายตาดูแคลน“ไม่ค่อยกลม เพราะยามที่เจ้าลากไม้ไปรอบๆ เส้นเชือกจะพันรอบไม้ที่ปักอยู่ตรงกลางเล็กน้อย เมื่อลากเชือกหมุนเรื่อยๆ เส้นวงจะยิ่งเล็กลง” เขาหงุดหงิด แต่ก็รู้สึกว่าไม่อาจยอมแพ้หญิงบ้าผู้หนึ่งได้“..นั่น สมเหตุสมผล..มันไม่กลม แต่มันเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีผลกับการก่อเตาเผาอย่างหยาบ แต่..เจ้าคำนวณได้ถูกต้อง เก่งมากเลย” เจี่ยนหรงมองสามีด้วยความชื่นชม มีรอยยิ้มเล็กผุดขึ้นมาบนริมฝีปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่จริงใจ“...” เดิมทีเอ้อร์กัวเพียงอยากเถียงและไม่คิดว่านางจะเข้าใจ แต่นางกลับเข้าใจสิ่งที่เขาพูดและชื่นชมเขา คิ้วที่ขมวดของชายหนุ่มขมวดแน่นยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพราะหงุดหงิด แต่เป็นเพราะเขาแน่ใจว่าภรรยาของเขาไม่ได้เป็นหญิงบ้า สิ่งที่เขาอธิบาย อาจารย์ซางปิงบอกว่าเป็นหนึ่งในศาสตร์ชั้นสูงลิ่วอี้[1] ซึ่งเรียกว่า ซู่ เป็นศิลปะการคิดคำนวณ มีเพียงเหล่าบัณฑิตเท
Baca selengkapnya
บทที่ 10 กินเจ
ภรรยาของเขาไม่ได้โง่จริงๆ นางรู้ว่าเขามักจะนำไก่ไปฝากเหมยฮวาบ่อยๆ เพราะเหมยฮวาชอบกินไก่มาก เขาไม่เคยคิดว่าเจี่ยนหรงจะพูดประชดเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะเป็นสามีของนาง และการที่เขาอยากให้นางได้กินอาหารดีๆ ก็ทำไปด้วยความหวังดี แต่เมื่อเขาเริ่มชื่นชมและยอมรับนางได้เพียงเล็กน้อย นางกลับทำให้เขาหงุดหงิดอีกครั้งจนได้ เอ้อร์กัวหันหลังเดินออกไป..“เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่นะ..คือว่า..” เจี่ยนหรงรู้สึกหงุดหงิด แต่นางก็วิ่งด้วยเท้าสั้นๆ ออกไปจับแขนเสื้อสามีไว้ นางรู้ดีว่าเขารักเหมยฮวามากเพียงใด นางไม่ได้ตั้งใจทำร้ายความรู้สึกของเขา นางเพียงเป็นสตรีปากเสียเท่านั้น นางรู้ดีว่าเขาหวังดีต่อนาง“...” เอ้อร์กัวหยุดเดิน มองลงบนแขนเสื้อที่เปื้อนคราบดินโคลนเพราะถูกภรรยาจับไว้“ฟังก่อนได้ไหม ข้ารู้ว่าเจ้าดีต่อข้า ข้าเพียงอยากบอกว่า ข้าไม่ชอบกินไก่จริงๆ ข้าเป็นมังสวิรัติ ข้าไม่ชอบกินเนื้อทุกประเภท”“สิ่งใดคือมังสาวีรา” เขาหันมามองหน้าภรรยา นี่เป็นครั้งแรกที่นางอยู่ใกล้เขามาก ขนาดตัวของนางสูงเพียงอกเขาเท่านั้น เขารู้สึกว่านางตัวเล็กมาก แต่ไม่คิดว่าจะเล็กเพียงนี้“มันคือคำเรียกที่ใช้สำหรับคนที่ไม่กินเนื้
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status