로그인จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวิศวกรจากอนาคตต้องติดอยู่ในโลกอดีต..คนทั้งหมู่บ้านทุ่งแดงมองว่าลิลี่เป็นหญิงบ้าเสียสติ แต่สามีผู้ยากจนกลับเห็นว่านางฉลาดจนใต้หล้าตามไม่ทัน สิ่งที่นางสร้างล้วนแปลกประหลาดและซับซ้อน ... จู่ๆ หลี่เอ้อร์กัวก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ทุกคนในหมู่บ้านทุ่งแดงต่างรู้ว่านางเป็น หญิงบ้า แม้เขาจะมีคนรักอยู่แล้ว แต่เขายากจนเกินกว่าจะมีปากเสียง อีกทั้งสตรีสติฟั่นเฟืองนั่นยังบอกว่าอยากแต่งงานกับเขาอีก เขาจึงได้แต่จำใจแต่งงานกับหญิงบ้าผู้นั้น แต่หลังจากอยู่กันไป เขากลับพบว่าภรรยาประหลาดของเขาฉลาดมาก ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเก่งกาจเกินกว่าเขาจะเข้าใจได้ ราวกับนางเป็นผู้ที่มาจากอนาคตอันไกลพ้น *********** “หยุดนะ เจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าสติไม่ดีไปแล้วหรือ!” เขาบ่นแต่ไม่กล้าผลักมือนางออกไป “โตจนป่านนี้ยังปล่อยให้มีเหาอีก เสียดายสมองฉลาดๆ” นางตำหนิเสียงแข็ง พลางเกาผมของเขาด้วยท่าทีขะมักเขม้น หัวใจของเอ้อร์กัวกระตุกวูบ ใบหน้าแดงก่ำ คำพูดของนางทำให้เขาทั้งอับอายและแตกตื่น ยังดีที่แสงอาทิตย์สีชาดของบ้านทุ่งแดงช่วยกลบให้ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีเหา!
더 보기สามวันที่ผ่านมา ฮ่องเต้จงเหยี่ยนงดเว้นภารกิจทั้งหมด พระองค์กักตัวอยู่ในอารามหลวงเพื่อถือศีลกินเจและสรงน้ำชำระร่างกายจนสะอาดบริสุทธิ์ ทั่วทั้งวังหลวงเงียบสงัด มีเพียงเสียงสวดคาถาของนักพรตที่ดังคลอไปกับสายลม คืนนี้ดวงดาวเรียงตัวตามตำแหน่งมงคล ท้องฟ้าเปิดไร้เมฆบัง แท่นพิธีบูชาสูงตระหง่านถูกตั้งขึ้นใจกลางพระราชวัง ฮ่องเต้ทรงสวมชุดสีทองเต็มพิธีการ และเหมี่ยนกวาน[1]ที่ใช้สำหรับพิธีพิเศษเท่านั้นรอบตัวพระองค์คือนักพรตหลวงสี่คนที่ยืนประจำทิศทั้งสี่ บนโต๊ะหินมีตราประทับแห่งสวรรค์ หมุดเทพสยบเก้าชั้นฟ้าและหินสลักหยกแผ่นหนาที่สลักชื่อของสตรีผู้หนึ่งเอาไว้อย่างประณีตลิลี่ เจี่ยนหรงจงเหยี่ยนกำลังถือบทสวดสวรรค์เขียนด้วยหมึกทองคำบนผ้าไหมสีแดงชาด ทรงอ่านด้วยสุรเสียงดังกังวานประกาศเจตจำนงต่อเบื้องบน ไม่ใช่เพื่อความร่มเย็นของแคว้นจงหลิน แต่เพื่อขอผนึกวาสนาระหว่างโอรสสวรรค์กับสตรีที่ทรงเชื่อว่าเป็นเซียนด้านล่างแท่นพิธีไม่ไกลนัก เด็กหญิงตัวเล็กในชุดขาวถูกมัดมือมัดเท้าให้นั่งคุกเข่าอยู่บนแท่นหินอ่อน นางคือบุตรีเพียงคนเดียวของท่านหญิงจิ่งอวี้ เลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์จงแท้ๆ เพียงไม่กี่คนที่เหลือรอดอยู
เมื่อคมดาบเหวี่ยงแหวกอากาศลงมา เอ้อร์กัวหลับตาแน่น สติทั้งหมดหยุดนิ่ง ร่างกายแข็งทื่อรอรับความตายที่กำลังจะมาถึง แต่เขากลับรู้สึกถึงแรงลมเย็นวูบผ่านข้างแก้ม ราวกับความตายเดินเฉียดไปเพียงคืบเดียว เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างที่คาดไว้ สิ่งที่ตามมาคือเสียงโลหะปะทะกับบางอย่างที่หนักหน่วง ตามด้วยเสียงร้องสั้นๆ ของทหารนายนั้นที่ถูกกระชากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เอ้อร์กัวสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงน้ำแตกกระจายดังมาจากคูน้ำ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูด้วยความสับสน ภายใต้แสงจ้าขาวโพลน เขาเห็นเงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวว่องไวปานลมพัด ร่างเล็กของลิลี่กำลังจู่โจมเข้าจัดการทหารที่ข้ามฝั่งมาได้ทีละคน คนแล้วคนเล่าถูกนางเหวี่ยงทุ่มลงไปในคูน้ำที่มีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ ราวกับทหารเหล่านั้นไร้น้ำหนักทหารที่ถูกเหวี่ยงออกไปยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างที่ตกในคูน้ำบิดเกร็งจนลมหายใจขาดห้วง ขณะที่บางคนโชคดีกว่า ถูกเหวี่ยงแรงเกินไปจนกระเด็นพ้นขอบคูน้ำ กลิ้งไปบนพื้นดินแห้ง แต่เพียงครู่เดียว ร่างนั้นก็กระตุก นิ้วมือหงิกงอ แขนขาชักเกร็งโดยไร้การควบคุม เหงื่อผุดเต็มใบหน้า ปากอ้าเหมือนจะร้อง แต่ไม่มีเสีย
ทหารทุกลำดับชั้นชะงักกึก ต่างตกใจจนต้องหลับตาแน่น พลธนูที่กำลังขึ้นสายถึงกับปล่อยมืออย่างลืมตัว ทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดต่างทรุดฮวบ ก้มหน้าหนีอย่างลนลาน “อ๊าก!!” “ตา!!..ตาข้าบอดแล้ว!” “ข้ามองไม่เห็น!”เสียงโวยวายดังขึ้น ต่างรู้สึกราวกับลูกตากำลังถูกเผา คล้ายความเจ็บแปลบวิ่งเข้าไปถึงกะโหลก แสงที่รุนแรงเกินกว่าสายตาคนจะรับไหวทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในดวงตา หลายคนแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเสียขวัญ พลางใช้มือปัดป่ายไปในอากาศอย่างคนบ้าคลั่ง ทหารเหล่านั้นต่างขวัญกระเจิง คิดว่านัยน์ตาถูกแสงอาทิตย์แผดเผาจนบอด ม่านน้ำพุที่เคยพุ่งตระหง่านตกลงมากระแทกผิวน้ำดังสนั่น ทว่าไม่มีผู้ใดใส่ใจ เพราะทั่วบริเวณสว่างจ้าขาวโพลนจนไร้ซึ่งเงาหัว ความมืดมิดถูกขับไล่จนหายไปสิ้น สายตาพร่ามัวเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมองรอบด้านได้จ้าวกังตระหนกจนลืมหายใจ ยืนแข็งค้างหลับตาแน่น ลมหายใจขาดห้วง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอเขาไว้ ในหัวของเขาผุดภาพคำเล่าลือหนึ่ง ข่าวลือเมื่อครั้งที่บัณฑิตหลี่ทำหน้าที่ผู้ตรวจการณ์พิเศษ ไปยุติสงครามกลางเมืองที่ชุ่ยโจว ยามนั้นผู้คนต่างโจษจันว่าบัณฑิตตัวลำพัง ไร้กอง
“โหดเหี้ยมยิ่งนัก เป็นบัณฑิตที่ไร้เมตตาต่อชีวิต คนเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเซียน พวกเจ้าไม่ต้องกลัว” กำลังใจขอทหารนั้นสำคัญยิ่ง เพราะไม่มีผู้ใดเคยเห็นอะไรน่าขนลุกเช่นนี้มาก่อน จ้าวกังจำต้องปลอบเหล่าทหารสักคำหลายคนต่างเห็นด้วยกับพูดนั้น แต่เมื่อเห็นซากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ตายเกลื่อน บางคนก็เริ่มคิดว่าหากไม่ใช่เซียน แล้วจะเป็นอะไรที่มีพลังอำนาจประหลาดเช่นนี้“หรือ..จะเป็นปีศาจ” พลทหารนายหนึ่งพึมพำ“ฮ๊ะ!” หลายคนต่างตกใจไปตามๆ กัน“อย่าได้กลัว ที่นี่เป็นเมืองหลวง มีพระราชอำนาจของโอรสสวรรค์คอยคุ้มครอง” จ้าวกังรีบตัดไฟแต่ต้นลม“แต่..ใต้ท้าว..” ทหารบางคนอยากเถียง ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าโอรสสวรรค์เป็นทรราช อาจจะเกิดเหตุเภทภัยเพราะแคว้นจงหลินถูกสวรรค์ลงโทษก็เป็นได้“หุบปาก..ข้าไม่เชื่อว่าจะฝ่าเข้าไปไม่ได้ ไปตรวจสอบให้ทั่ว มีคูน้ำบริเวณใดบ้างที่ไม่มีพิษ” จ้าวกังหันไปสั่งพลทหาร ยิ่งบรรยากาศตึงเครียดเท่าไร เขายิ่งต้องแสดงอำนาจเพื่อสยบความหวาดกลัวของลูกน้อง “ลองตรวจสอบคูน้ำทางด้านทิศตะวันออกดูก่อน ที่นั่นซากแมลงเบาบางกว่าที่อื่น พิษน่าจะเจือจางจนพอจะหาทางข้ามไปได้” “ขอรับ” นายทหารผู้ทำหน้าที่หมอรับคำสั่งด้
ปลายนิ้วของเขาสั่นไหวลอยอยู่กลางอากาศ ไม่รู้ว่าควรผลักไสนางออก หรือควรประคองแผ่นหลังเล็กนั้นไว้ ในอกเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน แม้อยากตื่นขึ้น แต่ก็หวาดกลัวว่าสัมผัสนี้จะเลือนหายไปรู้สึกได้เพียงสัมผัสของริมฝีปากนุ่มและลิ้นชื้นซึ่งกำลังไล้เลียไปตามข้างคอ คำพูดที่บอกว่า ข้
ไม่นานหลังจากนั้น เอ้อร์กัวก็ออกมาจากห้องน้ำ เขาปล่อยผมที่เช็ดและเป่าจนแห้งแล้วสยายเต็มกลางหลัง ก่อนจะเดินไปหยิบผ้ามาห่มขาให้ภรรยาที่กำลังมองฝนตกโดยไม่พูดอะไร “เจ้าทำดีกับข้าเช่นนี้ เป็นเพราะเจ้าคิดว่าเจ้าเป็นสามีของข้าใช่หรือไม่ หากไม่ได้เป็นสามี หากเราไม่เคยกราบไหว้ฟ้าดิน เจ้ายังจะใจดีกับข้าหรือ
เมื่อเสี่ยวโก่วจากไปแล้ว เอ้อร์กัวก็กลับมานั่งลงข้างเตียง มองมือที่ยังถูกมัดไว้ มองชุดเอจิสสูทใต้อกเสื้อของเขา และหันไปมองลิลี่ที่นอนอยู่บนเตียง ความคิดมากมายวิ่งเข้ามาในหัวของชายหนุ่มเขารู้ว่านางฉลาดและไม่ได้เป็นหญิงบ้า แต่เมื่อมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น นางราวกับไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ สิ่งที่
“ข้า..คิดถึงเจ้าทุกคืน” เอ้อร์กัวหัวเราะในลำคออย่างเขินอาย หยอกเย้ากับริมฝีปากของนางอีกครั้ง ละเมียดละไม ไม่รีบร้อน “...” คำตอบที่แสนเรียบง่ายกลับทำให้ลิลี่หน้าแดง นางไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นางชอบจูบของเขามากกว่าที่คิดเอ้อร์กัวจ้องมองใบหน้าระเรื่อของลิลี่แล้วรู้สึกบางสิ่งขาดผึง ริมฝีปากนางยังคงเผย
리뷰