เข้าสู่ระบบจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวิศวกรจากอนาคตต้องติดอยู่ในโลกอดีต..คนทั้งหมู่บ้านทุ่งแดงมองว่าลิลี่เป็นหญิงบ้าเสียสติ แต่สามีผู้ยากจนกลับเห็นว่านางฉลาดจนใต้หล้าตามไม่ทัน สิ่งที่นางสร้างล้วนแปลกประหลาดและซับซ้อน ... จู่ๆ หลี่เอ้อร์กัวก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ทุกคนในหมู่บ้านทุ่งแดงต่างรู้ว่านางเป็น หญิงบ้า แม้เขาจะมีคนรักอยู่แล้ว แต่เขายากจนเกินกว่าจะมีปากเสียง อีกทั้งสตรีสติฟั่นเฟืองนั่นยังบอกว่าอยากแต่งงานกับเขาอีก เขาจึงได้แต่จำใจแต่งงานกับหญิงบ้าผู้นั้น แต่หลังจากอยู่กันไป เขากลับพบว่าภรรยาประหลาดของเขาฉลาดมาก ทุกสิ่งที่นางทำล้วนเก่งกาจเกินกว่าเขาจะเข้าใจได้ ราวกับนางเป็นผู้ที่มาจากอนาคตอันไกลพ้น *********** “หยุดนะ เจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าสติไม่ดีไปแล้วหรือ!” เขาบ่นแต่ไม่กล้าผลักมือนางออกไป “โตจนป่านนี้ยังปล่อยให้มีเหาอีก เสียดายสมองฉลาดๆ” นางตำหนิเสียงแข็ง พลางเกาผมของเขาด้วยท่าทีขะมักเขม้น หัวใจของเอ้อร์กัวกระตุกวูบ ใบหน้าแดงก่ำ คำพูดของนางทำให้เขาทั้งอับอายและแตกตื่น ยังดีที่แสงอาทิตย์สีชาดของบ้านทุ่งแดงช่วยกลบให้ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีเหา!
ดูเพิ่มเติมท่ามกลางขุนเขาที่เรียงรายสูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงหินที่ปิดกั้นแดนเซียนจากภายนอก มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาลึก ชื่อของมันไม่ปรากฏบนแผนที่ใด
หมู่บ้านแห่งนี้ดูราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ไม่มีเสียงรถม้าหรือความพลุกพล่านของตลาดเมืองใหญ่ จะมีก็เพียงเสียงหนวกหูของแม่น้ำกระทบง่อนหินที่ดังตลอดทั้งวันทั้งคืน นานๆ ครั้งถึงจะมีเสียงนกร้องประปราย
แม่น้ำสายหนึ่งทอดตัวไหลผ่านหมู่บ้าน เส้นทางน้ำคดเคี้ยวลัดเลาะทุ่งหญ้าและหมู่ไม้ใหญ่ บ้างก็แทรกตัวผ่านชายเลนและหนองน้ำ งดงามราวภาพวาด
ที่นี่ ผู้คนอยู่ตามยถากรรม บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้เก่า ผุพังบ้างในบางจุด บางหลังปลูกยื่นลงไปในแม่น้ำ โดยมีเสาไม้พยุงโครงสร้างไว้ บางบ้านมีเรือลำเล็กๆ ผูกไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับออกหาปลา ดูจืดชืดไร้สีสัน
เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบเขา แสงสีส้มแดงจะกระทบผิวแม่น้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ น้ำที่เคยสงบนิ่งกลับดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยแสงเรืองรอง งดงามไม่ต่างจากวั่งเซียนกู่[1] พอตกเย็น แสงเดียวกันก็สะท้อนผิวน้ำย้อนกลับมายังบ้านเรือนอีกครั้ง ราวกับจะโอบล้อมหมู่บ้านด้วยอ้อมกอดสีชาด
แสงรุ่งอรุณและสนธยาของวัน เป็นสิ่งเดียวที่แต่งแต้มความสดใสให้หมู่บ้าน ทุกคนจึงเรียกที่นี่ว่า บ้านทุ่งแดง แต่ในความงดงามของธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่งนี้ กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยว
หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากความเจริญของเมืองหลวง ผู้คนต้องพึ่งพาตัวเองและทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว บางฤดูอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและพืชพรรณน้ำ แต่บางฤดูก็เป็นเพียงการต่อสู้เพื่ออยู่รอดไปอีกวัน
ชายคนหนึ่งกำลังเดินอยู่บนสะพานไม้เก่าแก่ที่ทอดข้ามแม่น้ำ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นจากฝีมือของชาวบ้านด้วยไม้ไผ่และเชือกธรรมชาติ แม้มันจะดูเรียบง่ายและเปราะบาง แต่ก็เป็นทางเชื่อมเดียวระหว่างสองฝั่งของหมู่บ้าน
ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดสีแดงที่ดูซีดหม่นจากการใช้งานมานาน เสื้อผ้าชุดนั้นไม่ได้ใหม่เอี่ยม แต่ถูกซักจนสะอาดหมดจด รอยเย็บปะตรงชายเสื้อบ่งบอกถึงความยากจน
วันนี้เขามีความสุขล้นปรี่ ทุกก้าวที่เขาเดินเหมือนจะบอกกับใต้หล้าว่าเขาคือผู้โชคดีที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ เขาสวมชุดสีแดง เพราะนี่คือวันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา แม้ชุดนั้นจะเก่าและมีเพียงแค่ตัวเดียวที่พอหาเช่ามาได้ แต่ชุดแดงนี้ก็คือสัญลักษณ์แห่งความสุขและโชคดีในวันวิวาห์ของเขา
หลี่เอ้อร์กัว เป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา ใบหน้าคมคายรับกับดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความใสซื่อและตั้งใจ แม้ดวงตาจะดูขี้อาย แต่ก็ส่องประกายสดใสอย่างไม่ปิดบัง คิ้วคมตัดกับสันจมูกโด่งราวถูกปั้น ริมฝีปากบางได้รูปกำลังยิ้มแย้มมีความสุข จนไฝเม็ดเล็กใต้ริมฝีปากขยับไปด้านซ้ายเล็กน้อยอย่างน่ามอง
แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าใบหน้า คือรูปร่างแข็งแกร่งที่บ่งบอกถึงชีวิตของการตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่เยาว์วัย ไหล่กว้าง ลำแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม มือหยาบกร้านที่ผ่านการจับจอบเสียมทำงานหนักมาอย่างยาวนาน
สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาดูแตกต่างจากเหล่าบัณฑิตทั่วไป ในขณะที่บัณฑิตสองสามคนในหมู่บ้านมักมีรูปร่างผอมบาง อ่อนนุ่ม และดูน่าทะนุถนอมราวกับหยกแกะสลัก รูปร่างของเขากลับดูเหมือนหินผาที่ถูกสกัดด้วยลมฝน และความยากจน
แม้เขาจะเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความรู้และปัญญา เขารักการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ใช้เวลาในวัยเยาว์ศึกษาอยู่กับหลวงจีนซางปิงในวัดที่ตั้งอยู่เชิงเขา หลวงจีนผู้ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์และผู้ปกครอง
กระนั้น ความรู้ของเขากลับไม่ได้รับการยอมรับจากบัณฑิตในหมู่บ้าน แม้หลายคนจะยอมรับในความสามารถ แต่ไม่ได้ยกย่องเขาเป็นบัณฑิต อาจเพราะเสื้อผ้าที่เก่าและความที่เขาเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อแม่ เขาจึงทำได้เพียงยิ้มรับ
หลี่เอ้อร์กัว เดินเท้าผ่านแม่น้ำและทางที่คดเคี้ยว จนใกล้ถึงเรือนหลังใหญ่เพียงหลังเดียวในหมู่บ้านทุ่งแดง เรือนหลังนี้เป็นที่พำนักของลุงผู้ใหญ่บ้าน ท่านลุงต้าซาน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการให้ดูแลความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้าน
หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น นึกถึงหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจ เหมยฮวา บุตรสาวของผู้ใหญ่บ้าน เขาและนางแอบคบหากันมาสักพักใหญ่แล้ว
เขาและนางแอบพบกันมาหลายครั้ง ท่ามกลางเงาไม้และความเงียบสงบของหมู่บ้านเล็กๆ ความรักของพวกเขาเบ่งบานจนยากจะยับยั้ง ทั้งสองได้มอบกายและใจให้กันนานแล้ว
เขาเอ่ยปากขอนางแต่งงานหลายครั้งเพื่อรับผิดชอบต่อความเห็นแก่ตัวที่พรากความบริสุทธิ์ของนาง แม้เหมยฮวาจะไม่ได้เหนียมอายเรื่องในห้องหอ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงไม่ยอมรับปากแต่งงานกับเขา กระทั่งเดือนก่อน นางก็ยอมรับปากว่าจะบอกกับบิดาเรื่องแต่งงานของพวกเขา
ลุงต้าซานได้เรียกเอ้อร์กัวเข้าไปพูดคุย บอกให้เขาเตรียมตัวและสวมชุดแดงสำหรับวันสำคัญ พร้อมยื่นฤกษ์วันมงคลให้ วันนี้เขาจึงมาด้วยหัวใจที่พองโต เพื่อรับหญิงสาวที่เขารักเข้าสู่เรือนหอที่เขาใช้เวลาทั้งเดือนเพียรสร้างขึ้นมา แม้จะเล็กไปบ้าง แต่ก็พออยู่กันสองคน
เมื่อหลี่เอ้อร์กัวมาถึงหน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้าน เขาก็ต้องตกใจอยู่บ้าง ฝูงชนมากมายที่มารวมตัวกันอย่างคึกคัก ทุกคนต่างส่งเสียงแสดงความยินดีในวันสำคัญของเขา
“เอ้อร์กัวน้อย ในที่สุดเจ้าก็มีวันนี้”
“ดียิ่งนัก ข้ายังนึกกลัวว่าเจ้าจะครองโสดและบวชเป็นหลวงจีนตามอาจารย์ของเจ้าไปอีกคน”
“ดีๆ ๆ ยินดีด้วย”
“ดีแล้วเอ้อร์กัวน้อย รักกันจนแก่เฒ่านะ”
ทุกคนที่เคยได้รับการช่วยเหลือเล็กน้อยจากเขาต่างแสดงความยินดีในงานมงคล เอ้อร์กัวรู้สึกหัวใจพองโต ไม่คิดว่าลุงต้าซานจะใจดีเช่นนี้ ถึงขั้นเชิญทุกคนมาร่วมงานแต่งของเขา เดิมทีเขาคิดว่าลุงต้าซานที่ถือเรื่องศักดิ์ศรีหน้าตาจะไม่พอใจที่เหมยฮวาเลือกคนยากจนเช่นเขา ที่แท้เป็นเขาเองที่ใจแคบ
ชายหนุ่มก้มลงคำนับขอบคุณทุกคนด้วยความรู้สึกผิด แม้จะรู้สึกกังวลที่ไม่อาจหาเงินทองมากมายมาจัดเลี้ยงอาหารรสเลิศให้ทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดี
ที่หน้าประตูบ้าน ลุงต้าซานยืนเด่นในชุดเต็มยศ ข้างกายคือ เหมยฮวา บุตรสาวของเขา นางยิ้มบางเบา ใบหน้าขาวผ่องราวกับหยก แววตาสุขุม แต่งดงามและน่าทะนุถนอมจนเอ้อร์กัวต้องกลั้นหายใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะคือ ชุดที่นางสวมอยู่…
นางเพียงสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนตามปกติที่นางชอบสวมใส่ ตรงกันข้ามกับชุดแดงที่เขาคิดว่าจะได้เห็น เอ้อร์กัวขมวดคิ้วเล็กน้อย ความงุนงงผุดขึ้นมาในใจท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีรอบข้าง
เหตุใดเจ้าสาวของเขาถึงไม่ได้ใส่ชุดแดง
[1]หุบเขาวั่งเซียนกู่ หรือ หุบเขาเทวดา เป็นสถานที่งดงามและมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของเทวดา ถูกขนานนามว่าเป็นบ้านเกิดของเซียน
“ส่วนเจ้า... ข้ามีงานด่วนให้ทำ เจ้าต้องสร้างหลอดไฟให้ได้ห้าสิบหลอดภายในหนึ่งเดือน พร้อมติดตั้งระบบทั้งหมด ข้าจะสั่งให้พวกช่างในวังหลวงมาช่วยเจ้าตัดไม้และถลุงทองแดงเพื่อทำสายไฟ เจ้ามีหน้าที่ควบคุมดูแลคุณภาพอย่าให้ขาดตกบกพร่อง” ลิลี่หันไปหาเถี่ยจงชิ่งที่ยืนรออยู่ด้านข้าง“รับทราบขอรับ อาจารย์หญิง” เถี่ยจงชิ่งประสานมือรับคำสั่งอย่างแข็งขันท่ามกลางความตื่นเต้นและภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ถูกแจกจ่าย มีเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่บนระเบียงด้านบนโดยไม่ถูกเรียก อาฝูก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเอง ไม่มีคำพูดใดส่งมาถึงเขาเลยเด็กหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ความน้อยใจสายหนึ่งวิ่งขึ้นมาจุกในอก ทุกคนได้รับมอบหมายหน้าที่ มีเพียงเขาที่เป็นแค่เด็กรับใช้ไร้ประโยชน์ลมหนาวภายนอกพัดมาปะทะใบหน้าจนขอบตาร้อนผ่าว เขาไม่ได้ลงไปขัดจังหวะความครึกครื้นของทุกคน เพียงกลืนก้อนความโศกเศร้าลงท้อง แล้วค่อยๆ ก้าวถอยหลังกลับอย่างเงียบเชียบอาฝูเดินตรงกลับไปย
เอ้อร์กัวยื่นมือไปจับมือเล็กและดึงนางมาใกล้ๆ“ข้าลองคิดดูแล้ว หากเป้าหมายคือเปลี่ยนแรงดันให้กลายเป็นการเคลื่อนที่ของลูกสูบ เราสามารถอุ่นสุราให้ระเหยเป็นไอ แล้วจุดประกายไฟให้เกิดแรงดันภายในกระบอกสูบโดยตรง แรงดันที่ได้ย่อมมากกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องแบกน้ำหนักหม้อต้ม ไม่ต้องรอให้น้ำเดือด รถน่าจะเล็ก เบา และตอบสนองได้เร็วกว่ามาก”ลิลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคู่สวยมองบัณฑิตหนุ่มด้วยความตะลึงเช่นเคย เขาช่างทำให้นางตกใจได้เสมอ..นี่เขาคิดหลักการเผาไหม้ภายในกระบอกสูบได้ด้วยตัวเองแล้วหรือ“เจ้าคิดได้เพราะเคยทำไฟแช็กหรือ” นางถามเบาๆเขาพยักหน้า“สิ่งที่เจ้าพูดถึง มันคือเทคโนโลยีของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ผู้คนต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกร่วมศตวรรษและผ่านการระเบิดสังเวยชีวิตไปไม่น้อย แต่เจ้ากลับคิดมันขึ้นมาได้เพราะไฟแช็กหรือ” ลิลี่ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ“ก็เพราะว่าไฟแช็กใช้ห
การส่งฉางมิ่งสั่วหรือกุญแจอายุยืนของเด็กที่ตายไปแล้วคืนให้ผู้เป็นแม่ ย่อมเป็นการตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย คงไม่มีมารดาคนใดจะทนรับไหว“อาจารย์หญิง..” อาฝูเรียกเบาๆ ด้วยความกังวล“ข้าต้องเอาคืนจงเหยี่ยนอย่างสาสมแน่ แต่ข้ายังไม่ฆ่าเขาเร็วๆ นี้ เจ้าไม่ต้องกังวล ตอนนี้ยังต้องใช้งานเขาอยู่” ลิลี่รู้ดีว่าอาฝูกลัวว่านางจะลงมือสังหารโอรสสวรรค์ จึงตอบเช่นนั้น“ข้า..เพียงกลัวว่าพวกท่านจะเดือดร้อน สวรรค์จะลงโทษหากว่า..” อาฝูรีบพูด“เจ้ากลัวสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง นั่นคือความโง่เขลา” ลิลี่เริ่มไม่พอใจมากขึ้น“เอ่อ..เอาเถิด อย่าทะเลาะกันเลย” เอ้อร์กัวรีบห้ามทัพ“ใช่ๆ แล้วที่งานศพเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เถี่ยจงชิ่งรีบช่วยเอ้อร์กัวอีกทาง“งานนั่น..แปลกจริงๆ” ลิลี่ครุ่นคิดและขมวดคิ้ว
ภายในพระราชวัง ณ ห้องบรรทมของจงเหยี่ยน เขานั่งเอนกายพิงอยู่บนหัวเตียง ยังเจ็บขาจนลุกไม่ขึ้น สายตาจับจ้องบนกระดาษแบบแปลนหลายแผ่นที่ถูกคลี่ออกตรงหน้า เส้นสายประหลาดจำนวนมากพาดไขว้กันอยู่บนนั้น เขามองอยู่ครู่ใหญ่แต่ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย“นี่คือสิ่งใด” จงเหยี่ยนขมวดคิ้ว แม้แต่ลายเส้นเล็กๆ ก็ประหลาดจนเขาไม่เข้าใจว่าใช้พู่กันเช่นไรวาดกันแน่ลิลี่ยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง สายตาที่มองลงมายังโอรสสวรรค์ราบเรียบและเย็นชา ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง“สิ่งที่จะทำให้เจ้าไร้เทียมทาน” น้ำเสียงของนางนิ่งสนิทและทรงอำนาจ“รถม้าหรือ” เขาขมวดคิ้วเมื่อมองลักษณะที่มีล้อ“เรียกเช่นนั้นก็ไม่ผิด”“มันทำจากเหล็กหรือ จะขยับได้อย่างไร” จงเหยี่ยนนิ่งอึ้งดวงตาคู่สวยฉายแววเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง นางเกลียดการต้องมานั่งอธิบายเรื่องง่ายๆ ให้คนโง่ฟัง หา
ลิลี่โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ลิ้นแตะเบา ๆ ที่มุมปากเขา ก่อนจะลากไล้อย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังชิมรสน้ำลายที่เปื้อนอยู่ เอ้อร์กัวแทบลืมหายใจ ร่างแข็งทื่อเมื่อความร้อนแผ่ซ่าน นางดึงนิ้วออกจากปากเขา แล้วใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำลายชื้นไล้ลงตามแนวเส้นเลือดข้างคอแกร่งแผ่วเบา อีกมือก็พยายามปลดสายผูกเอวของเขา เอ้
ปลายนิ้วของเขาสั่นไหวลอยอยู่กลางอากาศ ไม่รู้ว่าควรผลักไสนางออก หรือควรประคองแผ่นหลังเล็กนั้นไว้ ในอกเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน แม้อยากตื่นขึ้น แต่ก็หวาดกลัวว่าสัมผัสนี้จะเลือนหายไปรู้สึกได้เพียงสัมผัสของริมฝีปากนุ่มและลิ้นชื้นซึ่งกำลังไล้เลียไปตามข้างคอ คำพูดที่บอกว่า ข้
ไม่นานหลังจากนั้น เอ้อร์กัวก็ออกมาจากห้องน้ำ เขาปล่อยผมที่เช็ดและเป่าจนแห้งแล้วสยายเต็มกลางหลัง ก่อนจะเดินไปหยิบผ้ามาห่มขาให้ภรรยาที่กำลังมองฝนตกโดยไม่พูดอะไร “เจ้าทำดีกับข้าเช่นนี้ เป็นเพราะเจ้าคิดว่าเจ้าเป็นสามีของข้าใช่หรือไม่ หากไม่ได้เป็นสามี หากเราไม่เคยกราบไหว้ฟ้าดิน เจ้ายังจะใจดีกับข้าหรือ
“ข้า..คิดถึงเจ้าทุกคืน” เอ้อร์กัวหัวเราะในลำคออย่างเขินอาย หยอกเย้ากับริมฝีปากของนางอีกครั้ง ละเมียดละไม ไม่รีบร้อน “...” คำตอบที่แสนเรียบง่ายกลับทำให้ลิลี่หน้าแดง นางไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นางชอบจูบของเขามากกว่าที่คิดเอ้อร์กัวจ้องมองใบหน้าระเรื่อของลิลี่แล้วรู้สึกบางสิ่งขาดผึง ริมฝีปากนางยังคงเผย
ความคิดเห็น