Se connecterสาวหุ่นแซ่บอย่างเธอต้องมาตายและย้อนกลับไปในยุคอยุธยา ซวยซ้ำตื่นขึ้นมาในร่างหญิงอ้วนที่กำลังช่วยตัวเองเพราะฤทธิ์ยา แถมดันไปรู้ว่าคู่หมั้นคู่หมายก็เป็นเกย์ยุคอยุธยาและเขาก็เป็นคนเห็นเธอช่วยตัวเอง!!!
Voir plusนิยายเรื่องนี้ประกอบด้วย 3 เรื่องสั้น
ได้แก่
1. อย่ายุ่งกับลุงภารโรง
2. เกมล่ามโซ่
3. เพื่อนพ่อใจมาร
ปฐมบท
อย่ายุ่งกับลุงภารโรง
เหตุเกิดในไร่ข้าวโพด
“อร๊ายย...อย่านะ ปล่อย!”
ครูสาววัยยี่สิบสามพยายามดีดดิ้นกรีดร้องเพื่อเอาตัวรอดจากชายฉกรรจ์สองคนที่ฉุดคร่าเธอมาจากริมถนนอย่างอุกอาจไร้ปรานี ขณะเธอปั่นจักรยานผ่านไร่ข้าวโพดหลังโรงเรียน เพื่อจะกลับบ้านพักครูซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนราวห้าร้อยเมตร
ระหว่างทางนั้นเอง.. ท่ามกลางแสงแดดอ่อนในยามเย็น บนถนนลูกรังเส้นเล็กที่พาดผ่านกึ่งกลางไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่ เธอจำต้องหยุดจักรยานกะทันหันเพราะพวกมันกระโดดเข้ามายืนขวางหน้า จู่โจมเธออย่างรวดเร็วด้วยการเข้าล็อคตัวจากข้างหลัง ตะปบฝ่ามือกร้านใหญ่ปิดปากเธอไว้แน่น แล้วช่วยกันลากเธอเข้าไปในร่องข้าวโพดอย่างโหดร้าย
“ปล่อยฉันนะ! ปล่อยฉัน! ช่วยด้วย ช่วยด้วย!” ครูสาวตะโกนร้องขอความช่วยเหลือสุดฤทธิ์ แต่พวกมันกลับหัวเราะร่า สีหน้าหื่นกระหายชวนสยอง
“ฮ่า ๆๆๆ แหกปากร้องไปก็ไม่มีใครช่วยหรอกครับครู เจ็บคอเปล่า ๆ แถวนี้มีแต่พวกคนงานกลัดมันกับคนติดยา ดีไม่ดี พวกมันจะมาสมทบกับเราด้วย” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย้ยหยัน ลูบไล้ร่างกายเธออย่างหยาบหยาม มือสกปรกทำเสื้อเชิ้ตขาวเปรอะเลอะ ทำผิวพรรณขาวสะอาดอ่อนนุ่มแปดเปื้อน
“พวกแกรู้ว่าฉันเป็นครู???” นั่นย่อมหมายความว่า...รู้ว่าเธอเป็นใคร???
“คราบบบบคุณครูคนสวย ฮ่าๆๆๆ” พวกมันหัวเราะร่าอย่างสาสมใจไร้จิตสำนึก ช่วยกันลากเธออย่างทุลักทุเลเลยลึกเข้าไปในร่องข้าวโพด จนห่างจากจุดที่จักรยานคว่ำหงายตรงริมทางพอสมควร
ท่ามกลางแสงสีทองจากดวงตะวันในยามโพล้เพล้ ที่สาดกระจายอาบคลุมไปทั่วบริเวณไร่ข้าวโพด แมลงปอบินว่อนในแสงสีส้ม ฝูงนกกว่าร้อยตัวเหนือท้องฟ้า พากันบินกลับรังเหมือนเช่นทุกวัน
วิถีธรรมชาติอันเรียบง่ายของชนบทแห่งนี้ สวยงามไม่ต่างจากภาพวาดสีน้ำของจิตกร หากแต่วันนี้ภาพชนบทอันสวยงาม อาจเจือแต้มแปดเปื้อนด้วยหยดเลือดคาวคลุ้ง จากความโหดร้ายของมนุษย์ ซึ่งเต็มไปด้วยกำหนัดราคะและจิตใจสกปรกโสมม
“ปล่อยฉัน! อย่าทำแบบนี้เลย ขอร้องล่ะ!”
หญิงสาวพยายามอ้อนวอนร้องขอความเห็นใจจากสองชายฉกรรจ์แปลกหน้า แม้รู้แก่ใจดีว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่คนงานกลัดมันอย่างพวกมันจะปล่อยสาวสวยอย่างเธอให้หลุดรอดมือไป หลังจากลากเธอเข้ามาในท้องไร่ได้สำเร็จ ไม่มีทางที่พวกมันจะปล่อยเธอไปโดยไม่ได้กระทำชำเลาอย่างสาสมใจ เธอเสร็จพวกมันแน่นอน
แต่สิ่งที่เธอกลัวจับใจ ไม่ใช่การสูญเสียพรหมจรรย์ แต่คือการกลายเป็นศพหมกไร่ข้าวโพดอย่างน่าอนาถ หลังจากโดนข่มขืนอย่างทารุณกรรมนับครั้งไม่ได้
พริกแกงเริ่มเล่าที่มาของเธอว่าเธอนั้นมาจากอนาคตอีกสี่ร้อยปีข้างหน้า เพื่อมาแก้ไขไม่ให้ตัวเองอายุสั้นและการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินนั้นมันเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปฝืนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีผลต่ออนาคต ทุกคนนั่งฟังอย่างตั้งใจด้วยสีหน้าเหลือเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ เนื่องจากเธอไม่เหมือนคนอื่นๆ หลายอย่างจากที่ผ่านมา“ต่อไปกาลข้างหน้า จักมีผู้เก่งกาจกอบกู้เมืองสยามแล้วไปตั้งเมืองหลวงที่อื่นรือ?” พริกแกงพยักหน้าให้กับคำถามของจหมื่นพันแสง“นานรือไม่ กว่าจักกอบกู้เมืองได้?” พระยารามเอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้“เจ็ด...” พริกแกงนำหน้าครุ่นคิด“เจ็ดปีเทียวรือ” ทุกคนพูดขึ้นพร้อมกัน พริกแกงส่ายหน้าไปมาก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ จากที่เธอเคยอ่านมา“เจ็ดเดือนเจ้าค่ะ”“เก่งประมาณนั้นเทียวรือ”“เก่งมากเลยล่ะเจ้าค่ะ...ไม่อย่างนั้นไทยก็คงไม่เป็นไทจนชั่วลูกชั่วหลาน” เมื่อได้ฟังอย่างนั้นทุกคนก็ยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ ความรักชาติบ้านเมืองของชาวกรุงเก่านั้นเข้มขลังจนเธอรู้สึกขนลุกอีกครั้ง
“แม่พริก...เป็นกระไรไปรือ? ตั้งแต่พี่กลับมาออเจ้าก็มิร่าเริงเลยหนา” พระยารามเอ่ยถามพริกแกงหลังจากที่เขาเปลี่ยนผลัดผ้าเรียบร้อย เพราะเธอไม่เข้าไปใกล้เขาเลยตอนแต่งชุดนักรบ พริกแกงหันมองหน้าเขาด้วยใบหน้าที่ดูหวาดกลัว“คุณพี่...จำที่เคยสัญญากับข้าได้ไหมเจ้าคะ?” พริกแกงเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวล พระยารามยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู“พี่จำได้แม่น...พี่มิได้มีเมียเล็กเมียน้อยดอกหนา ไปถึงสุโขทัยมิได้เข้าหอชำเรา มิได้แตะเนื้อต้องตัวหญิงใด”“ไม่ใช่เรื่องนั้นเจ้าค่ะ”“ออ...มิว่าจะเกิดกระไรขึ้น...” เขาเงียบไปครู่หนึ่งหลุบสายตามองพริกแกงที่รอฟังอย่างคาดหวัง พระยารามจึงดึงเธอเข้ามากอดปลอบโยนเธอแล้วเอ่ยขึ้น“พี่ก็จักมิมีวันฟันคอออเจ้าผู้ที่เป็นเมียพี่” เขาพูดขึ้น ตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าทำไมเธอถึงนิ่งอึ้งค้างท่าทางเหมือนกลัวขนาดนั้นเมื่อตอนเห็นเขากลับมาพร้อมเครื่องราชย์เหล่านั้น“แล้วทำไมถึงเอาของพวกนั้นมาไว้ที่เรือนตัวเองล่ะเจ้าคะ? ไม่ใช่ว่าต้อง
อดทนมาหลายวัน แอบเมียงมองว่าที่ภริยาของตนเตรียมตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือนอย่างห่วงๆ แต่กลับทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเธอกลับเป็นแม่บ้านแม่เรือนกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก ก่อนจะถึงวันแต่งงานเขาก็ได้ทำตามที่ใจของพริกแกงที่ได้ตั้งใจไว้เรื่องรับบ่าวเมื่อเข้าวังไปรับงานราชก็ทูลขอขุนหลวงเรื่องบ่าวของออกหลวงมโนสรที่ถูกชำเราให้ละเว้นโทษ และรับมาเลี้ยงดูเป็นบ่าวในเรือนของตน ขุนหลวงเห็นว่าออกพระรามมีผลงานดีงามและใกล้จะแต่งงานจึงได้ยอมยกบ่าวของออกหลวงให้ตามที่ทูลขอ อ้ายผาและพวกพ้องจึงเข้ามาทำงานในเรือนของออกพระรามและรับใช้อย่างซื่อสัตย์วันแต่งงานก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้พริกแกงจะทำตัวแก่นแก้วเต้นกลางงานแต่ก็พาคนอื่นๆ สนุกสนานไปด้วย เมื่อแต่งงานแล้วออกพระรามและพริกแกงก็ต้องหาที่ปลูกเรือนแยก ในบริเวณที่ดินใกล้เรือนพ่อแม่ของออกพระรามนั่นแหละ ไม่ได้ไกลกันนัก..ส่วนเรื่องของแม่เดือนแรมเห็นทีจะยอมพ่ายแพ้ไปเสียแล้ว เนื่องจากจหมื่นพันแสงนั้นเคยขัดห้ามอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะฟ้องพ่อกับแม่ก็เลยทำให้แม่เดือนแรมยอมรามือไปเสีย ทุกอย่างคลี่คลายราบรื่น..แต่เพื่อนพ้องของออกพระรามคิดเห็นว่าออก
“ทะ...ทำไมต้องเขินด้วยเล่า...อย่างนี้คนอื่นก็เขินด้วยน่ะสิ” พริกแกงพูดแก้เขิน เมื่อเห็นเขาเขินเธอก็เขินตามไปด้วย ออกพระรามกระแอมเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา“พี่มิเคย...เอ่ยคำนี้กับผู้ใด” พูดไปพลางเบือนหน้าหนี พริกแกงเองก็เบือนหน้ากลับมานั่งมองนิ้วตัวเองเล่นอย่างทำตัวไม่ถูก...ตอนได้กันครั้งแรกยังไม่เห็นเขินอะไรขนาดนี้เลยด้วยซ้ำไม่ทันได้เขินนานนักก็รู้สึกถึงมือหนาที่เลื่อนลูบปลายเส้นผมของเธอเบาๆ พริกแกงหันไปมองหน้าคนที่เปลี่ยนอารมณ์ไวเหมือนกิ้งก่า คิดจะหันไปจิกกัดเขาแต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อเห็นใบหน้าของเขาที่กำลังยิ้มบางๆ พร้อมกับก้มลงดอมดมปลายเส้นผมของเธอที่เขาจับอยู่ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้นท่าทางนั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งมีแขนแกร่งพาดเข่าที่ชันขึ้น มืออีกข้างจับเล่นเส้นผมของเธอดอมดมมันด้วยใบหน้าที่ดูพึงพอใจนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาดูมีเสน่ห์จนเธอละสายตาไม่ได้ ท่อนบนเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าโสร่งมัดพันรอบเอวยิ่งทำให้เขาดูมีเสน่ห์..รับกับใบหน้าหล่อคมหวานของเขาพอดิบพอดี เผลอจ้องจนเจ้าของร่างรู้ตัว“จดจ้องเรือนกายพี่เช่นนี้
ตั้งแต่ที่ออกพระรามพูดกับเธอด้วยสีหน้าจริงจังทำให้เธอนั่งเงียบตลอดทางเรือ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าออกพระหนุ่มรูปงามเลยแม้แต่น้อย ขวยเขินกับคำพูดของเขาจนทำตัวไม่ถูกได้แต่มองรอบข้างระหว่างทางเรือไปมา ผิดกับออกพระรามที่ยังคงจ้องมองท่าทีของเธอไม่วางตาจนเรือพายมาจอดตรงท่าหน้าเรือน พริกแกงไม่รอช้
พริกแกงหลบเลี่ยงสายตาของเขา ก่อนจะหันหลังให้ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง ปากก็ยังคงปฏิเสธไปไม่ยอมรับ“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงเล่า”“หากมิใช่ ออเจ้าจักหลบหนีหน้าไปไยกัน” ยังคงไม่ยอมแพ้แม้ว่าเธอไม่ยอมรับ ท่าทางของเธอก็ทำให้เขาเห็นได้ชัดๆ อยู่แล้วว่าเขินและเป็น
“ออเจ้ามีกระไรรือ เหตุใดจึงมารอพวกข้าที่ท่าเล่า” จหมื่นสุนทรเอ่ยถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ เหมือนเช่นเคย พลางสายตาที่จ้องมองเธออย่างเอ็นดูจนออกพระรามทนดูไม่ได้จึงได้เอาตัวเองมาบังไว้แล้วต้อนรับเพื่อนของตนแทน“มาแล้วท่านก็ขึ้นเรือนก่อนเถิด ข้ามีเรื่องจักปรึกษาหารือ” ออก
เรือล่องไปตามแม่น้ำที่กว้างใหญ่ถ้าเทียบกับปัจจุบันที่ถูกถมดินไปกว่าครึ่งแม่น้ำ พริกแกงยังคงมองรอบๆตัวด้วยท่าทีตื่นตาตื่นใจ แม้มันจะไม่ทันสมัยเหมือนที่เธอเคยเป็นอยู่แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความสวยงามแบบธรรมชาติที่คนไทยสรรค์สร้างขึ้น บ้านเรือนที่ปลูกด้วยไม้ดูเข้ากันกับต้นไม้มากมายรายล้อม มีทุ่งนาที่สาม