Masukตอนที่ 7 เลิกรัก
ตงหยางนิ่งเงียบ ไม่มีคำโต้แย้ง ไม่มีเหตุผลมาหักล้าง เพราะสิ่งที่เธอพูด เขาไม่เคยคิดลึกไปถึงจุดนั้น ความรักสำหรับเขาเป็นคำที่เลือนรางเกินไป
“ถ้าหย่า... คุณจะไปอยู่ที่ไหน” สุดท้ายเขาจึงถามคำถามที่จับต้องได้มากกว่า
“ไม่รู้สิ อาจเช่าห้องเล็ก ๆ สักที่ หรือหางานอะไรทำสักอย่าง” เธอยักไหล่เล็กน้อย สีหน้าไม่สะทกสะท้านเท่าไร เธอพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่าย ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ง่ายเลย
“บ้านฉันไม่ได้ร่ำรวย คุณก็รู้” เธอพูดต่อ
“พ่อแม่อยู่ต่างเมือง พี่ชายพี่สาวก็มีครอบครัวของตัวเอง หลานก็หลายคน ทุกคนแค่พออยู่พอกิน ไม่ได้อดอยาก แต่ก็ไม่ได้เหลือพอจะดูแลใครเพิ่ม” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ฉันไม่อยากกลับไปให้ใครต้องเป็นห่วงเรื่องปากท้องของฉันอีก” ครอบครัวของเธอดี ก็เพราะดีเธอเลยไม่อยากให้พวกเขาต้องเป็นห่วง
“ถ้าผมจ้างคุณล่ะ” เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างช้า ๆ
“อะไรนะ” เธอชะงัก พูดเรื่องหย่าอยู่ดี ๆ ทำไมกลายมาเป็นการว่าจ้างไปแล้วล่ะ!
“คุณอยู่ที่นี่เหมือนเดิม” ตงหยางพูดต่ออย่างจริงจัง
“ทำอาหาร ดูแลบ้าน แบบที่คุณทำอยู่แล้ว หรืองานบ้านไม่ต้องทำก็ได้ ผมจะหาคนมาทำเอง ผมจะให้เงินเดือนคุณตามที่คุณต้องการ” เพราะเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมง่าย ๆ หากอยากให้อยู่ต่อก็คงต้องใช้วิธีนี้
หย่งเล่อจ้องหน้าอีกฝ่าย ไม่แน่ใจว่าฟังผิดไปหรือไม่
“คุณก็รู้ว่าหย่าแล้วคงหางานไม่ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะงานดี ๆ ถ้าคุณออกไปตอนนี้ คุณต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด” ตงหยางพูดต่อราวกับจัดระบบความคิดตัวเองไปด้วย
“อยู่ที่นี่ คุณไม่ต้องหาห้องเช่า และยังกินฟรีอยู่ฟรีด้วย” เขาพยายามควบคุมเสียงให้มั่นคง ทั้งที่ความคิดยังวุ่นวาย
“คุณจะได้มีเงินเก็บด้วย... ” เขาไม่แน่ใจว่าเธอต้องการเงินไหม แต่เขาคิดว่าคนเราหากต้องออกไปข้างนอกก็ต้องมีเงินใช้จ่ายไม่มากก็น้อย
หย่งเล่อก้มมองปลายนิ้วของตัวเอง ความคิดเริ่มสับสน มันฟังดูเป็นข้อเสนอที่ดีเกินคาด มีที่อยู่ มีรายได้ ไม่ต้องดิ้นรน ข้อเสนอนี้ไม่ได้แย่ มีเงินเดือน กินอยู่ฟรี ไม่ต้องเผชิญสายตาคนอื่นในทันที แต่... ถ้าอยู่ต่อ ก็ยังต้องเห็นหน้าเขาทุกวัน ยังต้องอยู่ในบ้านหลังเดิม และยังไม่รู้ว่าต้องอยู่ในสถานะอะไร
ลูกจ้าง อดีตภรรยา หรือคนในบ้าน... ทั้งที่เพิ่งตัดสินใจจะถอยออกมา ยังไม่ทันตั้งหลักดี จะให้กลับไปอยู่ใกล้เขาเหมือนเดิมได้อย่างไร
“คุณกำลังจะให้ฉันทำงานเป็นแม่บ้านที่มีเงินเดือนเหรอ” เธอเงยหน้ามองเขา
“ผมแค่ไม่อยากให้คุณลำบากหากต้องออกไปอยู่ข้างนอก” หากเธอจะกลับบ้าน เขาอาจจะตามใจ แต่เธอบอกว่าไม่กลับบ้าน มันเลยทำให้เขาคิดรั้งเธอให้อยู่ที่นี่ต่อ
เขาอาจไม่เข้าใจความรัก แต่เขาก็ไม่ได้ใจร้ายที่จะปล่อยให้เธอต้องไปเจอสายตาที่ทุกคนมองมาอย่างดูถูกได้ คนส่วนมากไม่สนใจว่าเลิกกันหย่ากันด้วยเรื่องอะไร ไม่สนใจว่าฝ่ายชายจะผิดหรือถูก ผู้หญิงจะถูกมองไม่ดีเสมอ
“ฉัน... ขอเวลาคิดก่อน” เธอไม่ได้ตอบรับ และก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะข้อเสนอมันดีเกินกว่าจะปัดทิ้งทันที
แต่หัวใจเธอยังต้องการระยะห่าง ต้องการเวลาทำใจ ต้องการพื้นที่ที่ไม่ต้องมองเห็นเขาในทุกวัน และตอนนี้ เธอยังคิดไม่ตกเลยว่าควรเลือกความมั่นคงหรือควรเลือกความรู้สึกของตัวเอง
“เดี๋ยว ๆ แล้วเรื่องของเราล่ะ” เธอเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้
“ถ้าจะหย่า... ก็หย่าใช่ไหม แล้วจะบอกคนอื่นว่าอย่างไร” ตกลงแล้วเขาจะหย่าหรือไม่หย่ากันแน่
“ผมตามใจคุณ ถ้าคุณยืนยัน ผมไม่ขัด” เขานิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบ
“แต่ขออย่าเพิ่งบอกใคร” เขาคิดว่าควรเงียบไว้ก่อนดีที่สุด
“ทำไม” เธอหรี่ตามอง
“ตอนนี้ยังไม่เหมาะ ขอเวลาอีกหน่อย” เขาไม่ค่อยเข้าใจเล่อเล่อมากนัก แทนที่จะกลัวว่าคนจะรู้เรื่องหย่า เพราะตัวเองจะถูกมองไม่ดี แต่นี่กลับพร้อมบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่าหย่าแล้ว เหมือนกลัวว่าคนจะไม่รู้
“แล้วแม่ของคุณล่ะ” เธอถามตรง ๆ
“หากไม่บอกเรื่องหย่า แม่คุณก็ต้องมาคาดคั้นเรื่องหลานอีก” หากเรื่องหย่าเป็นความลับ เธอก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้
“เรื่องนั้นผมจะจัดการเอง” เขารู้อยู่แล้วว่าต้องจัดการเรื่องนี้ เวลาปกติไม่ค่อยมีใครกล้ามายุ่งอะไรกับเขามากนัก
หย่งเล่อยังมองเขาอย่างไม่วางตา
“ต่อไปถ้าถูกเรียก คุณก็ไม่ต้องไป แค่บอกผมแล้วผมจะไปคุยเอง” หากเขารู้ก็คงจัดการนานแล้ว
“คุณนี่เห็นแก่ตัวดีนะ” คำพูดนั้นควรจะฟังดูดี แต่เธอกลับรู้สึกแน่นในอก
“ผมทำเพื่อ... ” ตงหยางชะงัก
“เพื่อคุณเองมากกว่าไหม” เธอขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค
“ไม่อยากให้คนอื่นรู้ ไม่อยากให้ภาพลักษณ์คุณมีปัญหา ก็เลยให้ฉันอยู่เงียบ ๆ ในบ้านนี้ต่อไป” พอมาคิดแบบนี้ก็ทำให้เธออยากเข้าไปทุบตีเขาให้มันรู้แล้วรู้รอด
ตงหยางนั้นไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น เขาแค่อยากรั้งให้อยู่ต่อ แต่พอมาฟังที่เล่อเล่อพูด มันก็สามารถคิดแบบนั้นได้เหมือนกัน
“แล้วถ้าวันหนึ่งฉันมีคนรักใหม่ล่ะ” ในเมื่อเขาเงียบ เธอเลยถามต่อ
คิ้วของตงหยางขมวดแน่นทันที
“ถ้าฉันจะเริ่มต้นใหม่จริง ๆ ฉันก็ต้องออกไปอยู่ที่อื่นอยู่ดี แบบนั้นมันจะไม่ยุ่งกว่าเดิมเหรอ” เธอนั้นมองการณ์ไกล ไม่ได้คิดตื้น ๆ เหมือนที่เขาทำอยู่ในตอนนี้
“ไหนคุณบอกว่าคุณรักผม” เสียงเขาเข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ใช่ ฉันรักคุณ” เธอมองหน้าเขานิ่ง ๆ
“แต่คนเรารักได้ ก็หมดรักได้เหมือนกัน” ยิ่งอีกฝ่ายไม่เห็นค่า ยิ่งหมดรักเร็ว หากเป็นคนอื่นอาจมีความคิดแตกต่างจากเธอ แบบรักแล้วรักเลย ไม่มีวันเปลี่ยนไป แต่สำหรับเธอนั้นไม่ใช่
“ดูจากที่คุณทำตัวกับฉัน” เธอยกมุมปากเล็กน้อย
“ฉันคิดว่าไม่นาน... ฉันก็คงเลิกรักคุณได้แล้ว” เธอมั่นใจ ช่วงแรกอาจจะยาก แต่คิดว่าไม่นานเธอจะเลิกรักเขาได้
คำพูดนั้นเหมือนบางอย่างกระแทกเข้าเต็ม ๆ ตง
หยางอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่มีเสียงออกมา เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตรรกะของเขาใช้การไม่ได้ และเป็นครั้งแรกที่คำว่า ‘เลิกรัก’ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก
ตอนพิเศษ 3ตงหยางลงจากรถก่อน แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้คนในรถทีละคน ตงตงลงมาก่อนอย่างคล่องแคล่ว ถัดมาจินจินก็ปีนลงตามพี่ชาย เยว่เยว่กระโดดลงจากรถเป็นคนสุดท้ายของสามพี่น้องหย่งเล่อยังคงอุ้มซินซินที่หลับสนิทอยู่เหมือนเดิม พอทุกคนลงมายืนรวมกัน ก็เห็นคนสองคนกำลังเดินเข้ามาทางพวกเขา หนึ่งในนั้นคือตงเหวิน ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มร่างเล็ก ผิวขาวสะอาด ใบหน้าดูสุภาพอ่อนโยน“ซาลาเปาขาวจั๊วะ ๆ ! ของอารอง! ” ทันทีที่เยว่เยว่เห็น เธอก็ชี้นิ้วทันที“ใช้นิ้วชี้คนอื่นไม่ได้ครับ” ตงหยางปรามลูกสาวทุกคนต่างรู้ดีว่าซาลาเปาขาวจั๊วะ ๆ นั้นหมายถึงคนรักของตงเหวิน ตั้งแต่วันนั้นที่ตงเหวินวิ่งลงไปหา ‘ซาลาเปา’ ของตัวเอง ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ค่อย ๆ พัฒนา จนตอนนี้พวกเขาคบกันมาหลายปีแล้วชายหนุ่มคนนั้นทำงานอยู่ในโรงงานของหย่งเล่อด้วย แม้จะยังดูเกร็งอยู่บ้างเวลาต้องเจอคนเยอะ ๆ แต่เขาเป็นคนใจดีและเข้ากับเด็กได้ดีมาก“เยว่เยว่ ยังเรียกซาลาเปาอีกเหรอ” ผ่านมานานแล้ว แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังเรียกแบบนี้อยู่
ตอนพิเศษ 2หย่งเล่อเก็บเอกสารชุดสุดท้ายเข้าลิ้นชัก ก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ตอนนี้ถึงเวลาที่เธอต้องออกไปรับลูกแล้ว เธออุ้มลูกสาวคนเล็กที่กำลังนอนดูดขวดนมมาแนบอก ก่อนเดินออกไปข้างนอก พอออกมาก็เห็นรถตู้จอดรออยู่ก่อนแล้วตงหยางนั่งอยู่หลังพวงมาลัยตามปกติ ทุกวันนี้แม้จะมีคนขับรถ แต่เขายังคงชอบขับรถไปรับลูกด้วยตัวเอง โดยเฉพาะวันที่ภรรยาว่างพอจะไปด้วยกันได้ อีกทั้งวันนี้เรามีนัดทานข้าวกับคนสนิทด้วย“เสร็จแล้วเหรอ” พอเธอเดินออกมา เขาก็หันมายิ้มให้ทั้งแม่ทั้งลูก“เสร็จแล้วค่ะ ไปเถอะ เดี๋ยวเด็ก ๆ รอ” หย่งเล่อพยักหน้าด้านหลังรถมีที่นั่งเด็กติดตั้งไว้อย่างเรียบร้อย โดยมีเด็กชายตัวกลมอายุสามขวบกำลังนั่งแกว่งขาอยู่บนนั้น ‘ตงจิน’ หรือที่ทุกคนเรียกว่า ‘จินจิน’ คือลูกคนที่สามของทั้งสอง เด็กน้อยมีดวงตากลมสดใสเหมือนพี่สาว และนิสัยช่างพูดไม่แพ้กัน“แม่ วันนี้ผมเห็นมดตัวใหญ่มากเลยครับ” พอเห็นแม่ขึ้นรถ เขาก็รีบพูดทันที“มันแบกเศษขนมปังด้วย” เขาเห็นชัดมาก เข
ตอนพิเศษ 1เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตของหลายคนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามทางของตัวเอง รวมถึงทางเดินชีวิตของตงเหวินด้วยนับตั้งแต่วันที่รู้ว่าเฟิงตูเลือกฉินมู่ ตงเหวินก็เสียใจอย่างหนัก เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่เคยคิดจะยื้อหรือฉุดรั้งเฟิงตูเอาไว้ เพราะเขาเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีความสุขดีรอยยิ้มของเฟิงตูตอนอยู่กับฉินมู่ มันชัดเจนเกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ ดังนั้นเขาจึงเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่ายแล้วถอยออกมาอย่างเงียบ ๆแต่เรื่องที่ทำให้เขาเจ็บปวดมากกว่านั้น กลับไม่ใช่เรื่องความรัก แต่เป็นสายตาของคนรอบตัว หลังจากที่เขาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘เขารักผู้ชาย’ หลายคนรอบตัวก็เริ่มมองเขาเปลี่ยนไป ทั้งญาติ ทั้งคนรู้จัก แม้แต่คนในครอบครัวแม่แทบไม่มองหน้าเขาอีกเลย เหมือนลูกชายคนนี้กลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว พ่อก็เลือกนิ่งเงียบ ไม่ตำหนิ แต่ก็ไม่ได้พูดปกป้อง บรรยากาศในบ้านทำให้ตงเหวินอึดอัดจนอยู่ไม่ไหว สุดท้ายเขาจึงค่อย ๆ ปลีกตัวออกมา ไม่ค่อยกลับบ้าน ไม่ค่อยเจอพ่อแม่ แม้แต่กับน้องชายของเขาก็เว้นร
ตอนที่ 45 บทส่งท้ายหย่งเล่อนั่งยอง ๆ อยู่หน้าตู้เสื้อผ้า มือกำลังติดกระดุมเสื้อให้เด็กชายตัวกลมที่ยืนกางแขนอยู่ตรงหน้า เด็กน้อยอายุสองขวบ มีแก้มกลม ตาโต ผิวขาวสะอาด หน้าตาคล้ายพ่ออย่างเห็นได้ชัด เด็กชายคนนี้คือลูกชายคนแรกของเธอ ชื่อว่า ‘ตงตง’เจ้าตัวเล็กยืนอยู่นิ่ง ๆ ให้แม่แต่งตัวให้ บางครั้งก็เงยหน้ามองแม่ บางครั้งก็ก้มมองรองเท้าตัวเองอย่างสนใจ ไม่งอแง ไม่ดิ้น ไม่ร้อง เลี้ยงง่ายจนหย่งเล่อประหลาดใจ“เรียบร้อยแล้ว” หย่งเล่อสวมรองเท้าเล็ก ๆ ให้ลูก ก่อนจะลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ“ขอบคุณครับ” ตงตงเงยหน้ามองแม่ ก่อนจะยิ้มโชว์ฟันซี่เล็ก ๆเด็กชายเป็นเด็กที่กินง่าย นอนง่าย ตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้แทบไม่เคยทำให้คนในบ้านต้องเหนื่อย เพราะเหตุนี้เอง หย่งเล่อจึงยังสามารถทำงานของตัวเองต่อได้กิจการของเธอเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สินค้าจากโรงงานไม่เพียงขายดีในประเทศ แต่ยังส่งออกไปต่างประเทศ ลูกค้าต่างแดนที่เฟิงตูช่วยหามาให้ กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้สินค้าไปได้ไกลกว่าที่คิดทุกอย่างเป็นอย่า
ตอนที่ 44 อาการหนักกว่าหย่งเล่อจะอาบน้ำเสร็จแล้วตามมาที่โรงพยาบาล ตงหยางก็ตรวจร่างกายเบื้องต้นไปเกือบหมดแล้ว ทุกอย่างปกติดี ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลยตงหยางนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องตรวจ สีหน้ายังซีดเล็กน้อย แต่ก็พยายามทำตัวให้ดูปกติ จนกระทั่งประตูห้องเปิดออกแล้วหย่งเล่อเดินเข้ามา ทันทีที่เห็นเธอ ตงหยางก็ชะงัก แล้วรีบถอยเก้าอี้ออกไปทันทีหย่งเล่อหยุดเดินมองเขานิ่ง ๆ ตงหยางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้“ผม... ผมไม่ได้ตั้งใจ” เขารีบพูด น้ำเสียงของเขาดูร้อนรน“ผมไม่อยากเป็นแบบนี้” ปกติเขาไม่พูดตะกุกตะกัก แต่พอเห็นหน้าเล่อเล่อแล้วเขาก็อยากจะร้องไห้ ยิ่งภรรยาทำหน้านิ่ง เขายิ่งรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย“แต่มันเป็นเอง” เขามองเธอเหมือนกลัวว่าเธอจะเสียใจ“ตรวจแล้วเป็นอย่างไรคะ” หย่งเล่อไม่ได้พูดอะไรกับสามี เพียงหันไปถามหมอ“ร่างกายคุณผู้ชายปกติดีครับ ยังไม่พบอะไรผิดปกติ” หมอส่ายหน้าเบา ๆ ร่างกายแข็งแรงด้วยซ้ำหย่งเล่อก้าวเข้าไปใกล้ตงหยางอีกนิด แต่ทันใดนั้นเขาก็
ตอนที่ 43 ป่วยวันเวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเขตก่อสร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเสียงเครื่องจักร ในที่สุดโรงงานก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ เครื่องจักรถูกติดตั้งครบทุกส่วนหลังจากทดลองเดินระบบอยู่พักใหญ่ ก็ได้ผลิตสินค้าชุดแรกออกมาจนสำเร็จ สินค้าล็อตแรกเริ่มถูกบรรจุลงลังแล้วเริ่มส่งออกหย่งเล่อเองก็ยุ่งกับงาน แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะเธอไม่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกแล้ว พ่อสามีช่วยหาคนงานมาให้ หลายคนเป็นคนที่พ่อเคยร่วมงานด้วย ไว้ใจได้และทำงานเป็นตงหยางกับเพื่อน ๆ เองก็ช่วยดูเรื่องระบบการจัดการ รวมถึงแนะนำคนมาช่วยงาน บางคนช่วยดูเรื่องขนส่ง บางคนช่วยดูเรื่องบัญชี ทุกอย่างค่อย ๆ เข้าที่เข้าทางจนลงตัวส่วนเฟิงตูก็ยังคงรับหน้าที่ที่เขาถนัด เขาช่วยติดต่อเครื่องจักรตั้งแต่แรก และตอนนี้ก็ยังช่วยติดต่อคู่ค้าจากต่างประเทศให้ด้วยไม่นานก็มีลูกค้าจากต่างแดนเริ่มสั่งสินค้า คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทีละล็อต จนบางครั้งหย่งเล่อเองยังต้องนั่งดูตัวเลขซ้ำ เพราะไม่คิดว่าธุรกิจจะขยายเร็วขนาดนี้งานมีมากขึ้น แต่กลับไม่วุ่นวายเหมือนแต่ก่อน เพราะทุกคนรู้







