LOGINเพราะอุบัติเหตุศีรษะกระแทก ทำให้สวีหย่งเล่อรู้ว่าโลกใบนี้คือนิยายวายที่มีตัวเอกเป็นชายรักชาย และตัวเธอเป็นเพียงนางร้ายตัวประกอบ เป็นภรรยาที่พระเอกไม่รัก แต่งงานเพราะผู้ใหญ่เห็นควร บทบาทของเธอมีไว้เพื่อปิดบังความจริง ก่อนจะถูกทิ้งอย่างไร้ค่าในตอนจบ เมื่อรู้ชะตาล่วงหน้า เธอจึงขอหย่าก่อนที่เรื่องราวความรักของพวกเขาจะเริ่มขึ้น แต่การถอยออกมาของเธอ กลับทำให้เนื้อเรื่องในนิยายเริ่มพังลงไปอย่างช้า ๆ
View Moreตอนที่ 1 นิยายวาย
‘สวีหย่งเล่อ’ ก้าวออกจากบ้านพักอย่างรีบเร่ง เพราะแม่สามีตามให้ไปพบ เธอค่อนข้างกังวลอยู่พอสมควร เพราะทุกครั้งที่ถูกเรียก มักเป็นเรื่องไม่ดีตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ชักช้า ยังรีบร้อนไปหาแม่สามีอยู่ดี
บนถนนยังชุ่มด้วยสายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาด ทำให้พื้นลื่นกว่าปกติ เมื่อเธอเพิ่มความเร็วมากเกินไป รถจึงเสียการทรงตัวและไถลออกข้างทาง ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับต้นไม้ข้างถนน แรงกระแทกเหวี่ยงร่างเธอไปข้างหน้า ขณะที่ภาพรอบตัวหมุนคว้าง และทุกอย่างก็มืดสนิท
เธอรู้สึกตัวขึ้นอีกทีก็ตอนที่อยู่โรงพยาบาล และเมื่อหมอตรวจดูแล้วก็พบว่าร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แม้ร่างกายจะปลอดภัย ทว่าสมองกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีความทรงจำจำนวนหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
ความทรงจำเหล่านั้นบอกเธอว่า โลกใบนี้คือโลกของนิยายเรื่องหนึ่ง และตัวเธอเป็นเพียงนางร้ายตัวประกอบใน ‘นิยายวาย’ ส่วนสามีของเธอคือพระเอกของเรื่อง ซึ่งหมายความว่า การแต่งงานครั้งนี้มีไว้เป็นเพียงฉากหน้า อย่างไรพระเอกก็ถูกกำหนดให้ลงเอยกับนายเอก เพราะนี่คือนิยายชายรักชาย
“ฉันแทบไม่ได้อ่านเนื้อหาในนั้นเลย” หย่งเล่ออยากจะร้องไห้
เธอรู้เพียงบทนำและคำโปรยที่กล่าวถึงตัวละครหลักอย่างคร่าว ๆ เท่านั้น และเหตุผลที่จำชื่อนางร้ายตัวประกอบได้ ก็เพราะชื่อนั้นตรงกับชื่อของเธอเอง
เธอใช้เวลาไม่นานกับการถกเถียงกับตัวเอง ว่าความทรงจำเหล่านั้นเป็นเพียงภาพหลอนจากอุบัติเหตุ หรือเป็นความจริงที่หลุดเข้ามาในชีวิต ทว่าเมื่อค่อย ๆ ทบทวนองค์ประกอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อบุคคล เส้นทางอาชีพ หรือแม้กระทั่งบุคลิกของสามี ทุกอย่างกลับสอดคล้องกับนิยาย
แม้ในเรื่องจะไม่ได้กล่าวถึงครอบครัวของพระเอกมากนัก แต่เพียงแค่ตัวพระเอกเอง ก็ตรงตามที่เธอจำได้แทบทุกประการ
ดังนั้นเมื่อความสงสัยค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความแน่ใจ เธอจึงไม่รีบร้อนออกจากโรงพยาบาล ตรงกันข้าม เธอกลับอ้างกับแพทย์ว่ายังรู้สึกปวดศีรษะและเวียนหัวไม่หาย หมอจึงอนุญาตให้เธอนอนพักดูอาการต่อ
เพราะในเวลานี้เธอต้องการเวลาเพื่อเรียบเรียงความคิด และตั้งสติให้มั่นคงกว่านี้
หย่งเล่อนอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ม่านสีอ่อนพลิ้วไหวตามลมจากหน้าต่าง และถึงแม้ภายนอกจะเงียบสงบ ทว่าในอกกลับปั่นป่วนไม่หยุด เธอไม่ได้บอกข่าวเรื่องอุบัติเหตุกับใครทั้งนั้น เพราะในเวลานี้เธอต้องการเวลาจัดการความรู้สึกของตัวเองเสียก่อน
เธอทำได้เพียงหลับตา คิดทบทวน และบ่นกับตัวเองไม่หยุด ในนิยายไม่ว่าจะเรื่องไหนนางร้ายก็เหมือนกับถูกคำสาป ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตกหลุมรักพระเอกเสมอ
และเมื่อหันกลับมามองตัวเอง เธอก็อดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้ เพราะเธอรักสามีจริง ๆ ดูแลเขาทุกเรื่อง ตั้งแต่อาหารการกิน เสื้อผ้า ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน
ส่วนเขาก็ให้เกียรติเธอเสมอ สุภาพ เรียบร้อย และไม่เคยทำให้เธออับอายต่อหน้าคนอื่น เราอยู่ร่วมกันราวกับคู่ชีวิตที่เหมาะสม แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องเดียวที่เธอไม่เคยเข้าใจมาตลอด
ตั้งแต่คืนเข้าหอ เขาก็แยกห้องนอนโดยอ้างว่ามีงานต้องทำดึกดื่น ไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของเธอ และเพราะเธอเห็นเขากลับดึกแทบทุกคืน เธอเลยเชื่อโดยไม่เคยสงสัย
ครั้นเมื่อนึกมาถึงตอนนี้ มุมปากของเธอก็กระตุกเยาะเย้ยตัวเอง
“มารดามันเถอะ! ไอ้ลูกหมา! ไอ้ลูกเต่า! ” เธออยากจะขยำหัวและกระชากผมแรง ๆ ให้หายคับข้องใจ
“พูดซะดิบดีว่าทำงานดึก ที่แท้ก็แค่หลีกเลี่ยงไม่อยากเข้าหอกับฉันเท่านั้นเอง” แต่งงานมาหกเดือน เธอไม่เคยได้เข้าหอเลย!
“ทำเป็นมาอ้างสารพัด ฉันก็โง่เชื่ออยู่ได้ตั้งนาน” ยิ่งคิด เธอยิ่งแน่นในอก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คนที่ต้องรับแรงกดดันไม่ใช่เขา แต่เป็นเธอ
แม่สามีเรียกไปต่อว่า เรียกไปถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเมื่อไรจะมีหลาน สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ราวกับว่าเธอเป็นฝ่ายผิดเพียงคนเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงจะมีลูกได้อย่างไร ในเมื่อพวกเราไม่เคยมีอะไรกันเลยสักครั้ง!
“ทั้งที่คนผิดคือลูกชายของตัวเอง! ” ตาย ๆ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น
“แล้วฉันต้องทนขายขี้หน้าแทนเขาทำไมกัน ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโง่ขนาดนี้มาก่อนเลย! ” เธอไม่เคยนำเรื่องที่แม่สามีกดดันไปพูดกับเขาเลย เพราะเห็นว่าเขาทำงานหนัก จึงไม่อยากเพิ่มภาระให้ และยังโง่คิดว่าวันหนึ่งเราจะได้เข้าหอกันจริง ๆ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หัวใจเธอก็เจ็บปวดขึ้นมาทันที ในเมื่อทั้งหมดเป็นเพียงบทบาทในนิยาย เธอก็คงเป็นได้แค่ตัวประกอบที่ถูกกำหนดมาเพื่อเป็นอุปสรรคก่อนที่พวกเขาจะได้ครองคู่กัน
ตอนที่ 5 เรา... มาหย่ากันเถอะตงหยางเลิกงานเร็วกว่าปกติ เขาอยากกลับไปคุยกับภรรยาให้รู้เรื่อง อย่างน้อยก็ต้องถามว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งแต่เช้าแทบไม่ได้กินอะไรจริงจังเลยสักมื้อ ปกติแล้วในกระเป๋าจะมีกล่องข้าววางรออยู่เสมอ เปิดออกมาก็เจอกับอาหารที่ภรรยาเตรียมให้ทุกวัน แต่วันนี้ไม่มีตอนเที่ยงเขาเลยต้องออกไปซื้อกินเอง ซึ่งเป็นร้านประจำที่เพื่อนกับลูกน้องชอบพาไป รสชาติจัดจ้านแต่กลับไม่ถูกปาก เขากินไปได้ไม่กี่คำก็หยุด รู้สึกว่ามันไม่ถูกปาก เขาก็ไม่เข้าใจ แต่ก่อนเขาก็กินร้านนี้เหมือนกับคนอื่น ๆ ก็ยังรู้สึกว่ามันอร่อยอยู่เลย แต่มาตอนนี้เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้อร่อยเหมือนเดิมเสียแล้วตงหยางไม่คาดหวังว่าภรรยาจะลุกขึ้นมาทำอาหาร เพราะรู้ว่าเธอไม่สบาย แค่หวังว่าในตู้เย็นอาจยังมีอาหารที่เธอทำเหลืออยู่สักอย่างสองอย่างให้พอประทังความหิวไปได้พอเดินเข้าบ้านก็เห็นแสงไฟสว่างอยู่บางส่วน บรรยากาศไม่ถึงกับมืดสนิทเหมือนเมื่อคืน มันทำให้เขารู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกพอเข้ามาด้านในก็ไม่เห็นภรรยาอยู่ เขาจึงตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง“เล่อเล่อ คุณกินข้าวหรือยัง” ไม่มีคำตอบจากด้านใน เขา
ตอนที่ 4 พ่อสามีเช้าวันต่อมา ตงหยางตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เขาเตรียมตัวออกไปทำงานเหมือนทุกวัน ทว่าขณะที่กำลังจะก้าวออกจากบ้านก็เห็นรถยนต์ของพ่อจอดอยู่หน้าบ้านไม่นานนักชายวัยกลางคนก็ลงจากรถ ใบหน้าขรึมเข้มเดินตรงเข้ามาโดยไม่รอให้ใครเชิญ แรงกดดันจากฝีเท่านั้นหนักแน่นจนบรรยากาศยามเช้าเย็นเฉียบขึ้นมาทันที“เมียแกเป็นอย่างไรบ้าง” ‘ตงหยวน’ ถามทันทีที่เห็นหน้าลูกชาย“หมอว่าอย่างไรบ้าง อาการหนักไหม” เขาเพิ่งรู้ข่าวว่าลูกสะใภ้เกิดอุบัติเหตุ ถ้าเขารู้เร็วกว่านี้คงไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลแล้ว“พ่อหมายความว่าอย่างไรเหรอครับ” ตงหยางคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ“อย่าบอกนะว่าแกไม่รู้” ตงหยวนหรี่ตามองหน้าลูกชายความเงียบแผ่ขยายอยู่ระหว่างพ่อกับลูก“เมื่อวาน ‘เล่อเล่อ’ ส่งคนไปบอกว่าเกิดอุบัติเหตุ ต้องนอนโรงพยาบาล” เสียงของตงหยวนเข้มขึ้น“แล้วแกไม่รู้เลยหรือ” ไม่ใช่แค่เสียงที่เข้มขึ้น แม้แต่สีหน้าและท่าทางก็บ่งบอกถึงความไม่พอใจตงหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย ความตกใจแวบผ่านดวงตา เพราะเขาไม่รู้จริง ๆ“แกเป็นผัวเขาประสาอะไร เมียเกิดเรื่องถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล แต่แกกลับไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง! ” ตงหยวนจ้องลูกชายเข
ตอนที่ 3 แปลก‘ตงหยาง’ เพิ่งกลับมาจากปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่ เขาทำงานทั้งวันทั้งคืนเพิ่งได้กลับก็ตอนนี้ เขาก้าวลงจากรถมาพร้อมเพื่อนร่วมงานอีกสองคน แม้สีหน้าจะเหนื่อยล้า แต่ท่าทางของเขายังคงสุขุมเช่นเดิมทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ก็สัมผัสได้ถึงความเงียบ ซึ่งมันค่อนข้างแตกต่างจากทุกครั้งที่เขากลับบ้านมา ปกติภรรยาจะต้องนั่งรอ มีน้ำมาเย็นมาคอยต้อนรับ ความเงียบนี้ทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ จนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยชินกับความเงียบนี้สักเท่าไร“เป็นอะไรหรือเปล่า” ‘เฉินคุน’ ถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะอยู่ ๆ เพื่อนก็ชะงักไม่ยอมเดินเข้าบ้านต่อ“เปล่า ไม่มีอะไร” ตงหยางส่ายหน้าเบา ๆน้ำเสียงที่ตอบกลับไปเรียบสนิท ราวกับไม่มีสิ่งใดให้ใส่ใจ ทั้งที่ในใจเขารู้ดีว่า บ้านวันนี้เงียบผิดปกติ เพราะตามปกติแล้ว ไม่ว่าเขาจะกลับช้าเพียงใด เธอก็มักรออยู่เสมอ อย่างน้อยก็ต้องมีเสียงเคลื่อนไหวของเธออยู่ตลอด แต่วันนี้กลับไม่มี‘หรือเพราะวันนี้กลับมาเร็วเกินไป’ ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา ไม่รู้เพราะไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ หรือเพราะตัวเขาเองยังไม่อยากยอมรับ“แล้วภรรยาของนายล่ะ อยู่ไหนเหรอ ฉันยังไม่เ
ตอนที่ 2 ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเช้าวันถัดมา หย่งเล่อให้คนไปส่งข่าวที่บ้านแม่สามีซึ่งอยู่คนละมุมเมือง เธอบอกเพียงว่าเกิดอุบัติเหตุ และต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เลยไม่สามารถไปพบได้เมื่อจัดการสิ่งที่ควรทำเรียบร้อยแล้ว เธอกลับไม่รู้ว่าควรหัวเราะให้กับโชคชะตา หรือควรร้องไห้ให้กับความจริงตรงหน้าตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งคืน เธอนอนอยู่ในห้องพักของโรงพยาบาลคนเดียวตามที่ตั้งใจไว้ ทว่ามันกลับพิสูจน์เรื่องหนึ่งได้ เหมือนตอกย้ำให้เธอยอมรับความจริงนี้ให้ได้ นั่นคือสามีของเธอไม่ได้ใส่ใจถึงขั้นไม่รู้ว่าเธอหายไปไหนทั้งคืน ทั้งที่เราอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน และเวลาปกติเธอแทบไม่เคยออกไปไหน ทว่าตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุจนถึงตอนนี้ ไม่มีใครตามหาเธอเลย“เฮงซวยเอ๊ย! ” เธอกัดฟันด่าเบา ๆ อยู่บนเตียงคนไข้“หายออกจากบ้านทั้งคืนก็ยังไม่คิดจะตามหาเลยสักนิด ถ้าใส่ใจสักหน่อย แค่ตรวจสอบการใช้สิทธิ์การรักษาก็รู้แล้ว” ถ้าจะบอกว่าเธอไม่บอกเองแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร เธอก็อยากจะบอกว่าเธอคือภรรยาของตำรวจ เวลามารักษาที่โรงพยาบาล เธอแค่ยื่นเรื่องเอกสาร ไม่ต้องจ่ายเงินเพราะมันคือสวัสดิการ นั่นหมายความว่าหากเขาอยากตรวจ