LOGIN
เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๘๘ ปลายฤดูเหมันต์...
ในยามค่ำคืนกลางดึกอันเงียบสงัดที่กระท่อมน้อยท้ายสวนซึ่งอยู่ติดอาณาเขตวังแสงจันทร์ ร่างอวบอิ่มของหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่งกำลังต่อสู้กับอาการบีบรัดช่องท้องที่รุมเร้าจู่โจมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าตัวรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ลูก’ ซึ่งตนได้เฝ้าฟูมฟักมานานหลายเดือนจะลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ในไม่ช้า...
อาการเจ็บหน่วงและปวดร้าวบริเวณท้องน้อยค่อยๆ ทวีคูณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดน้ำคร่ำก็แตกโพละออกมา
ป้านวลหญิงวัยกลางคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาลทำหน้าที่หมอตำแยจำเป็น พลางส่งเสียงบอกจังหวะให้กับหญิงสาวท้องแก่คนนั้นเป็นระยะๆ
“ไม่ต้องกลัวนะแม่วรรณ เบ่งเลย...”
“จ้ะป้า...อื้ดดด!”
ฉวีวรรณทำตามจนเหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากมน แต่ทว่าทารกน้อยก็ยังไม่โผล่พ้นออกมาดูโลกอย่างที่อยากให้เป็นสักที
“ใจเย็นๆ แม่วรรณ ค่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก แล้วเบ่งอีกที”
หญิงสาวกัดฟันรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมด แล้วเบ่งตามคำสั่งของป้านวลอีกครั้ง
“อื้ดดด!”
ใบหน้าขาวซีดบิดเบี้ยวเหยเก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ลำคอหดเกร็งจนเห็นเส้นเลือดปูดนูน และในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ ท้องที่เคยนูนโตก็ค่อยๆ ยุบยวบลงพร้อมๆ กับเสียงร้องไห้ระงมจ้าของทารกน้อยแรกเกิดดังขึ้น
“อุแว้! อุแว้! อุแว้!”
“เป็นผู้หญิงน่ะแม่วรรณ” ป้านวลเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะนำทารกน้อยห่อด้วยผ้าสีขาวสะอาดแล้วนำมาวางลงข้างๆ ของคนเป็นแม่
ดวงตาคู่สวยของฉวีวรรณพร่างพราวไปด้วยหยาดหยดใสแห่งความปลาบปลื้มในขณะมองภาพตรงหน้า มือเรียวบางค่อยๆ เอื้อมไปไล้ลูบทั่วพวงแก้มกระจิ๋วที่ยังคงมีเลือดเปรอะอยู่ปรอยๆ จากนั้นก็ปลดเอาสร้อยล็อกเกตสีเงินซึ่งสะท้อนแสงเทียนเป็นประกายวิบวับบนคอของตัวเองเอามาวางไว้ข้างๆ ตัวทารกน้อย ก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของผู้ให้กำเนิดจะเริ่มผาดแผ่ว ปลิดปลิว และหยุดไปในที่สุด...
“มะ...มะ...แม่วรรณ!!!”
ป้านวลร้องอุทานออกมาดังลั่น ทว่าคนที่หลับใหลไปชั่วนิรันดร์ไม่ได้รับรู้ถึงความอนาทรทุกข์ร้อนของใครอีกแล้ว
อนิจจาของทารกผู้แสนจะอาภัพ เพราะวันเกิดของตนกลับกลายเป็นวันที่มารดาผู้ให้กำเนิดล่วงลับ อ้อมกอดอันอบอุ่นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลับกลายเป็นอ้อมกอดของหญิงวัยกลางคนซึ่งเปรียบเสมือนญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
‘ดอกแก้ว’ คือชื่อที่ป้านวลตั้งให้ โดยนางเลี้ยงดูอุ้มชูเด็กน้อยคนนี้มาด้วยความรักความหวงแหน ถึงบางครั้งจะแร้นแค้นและอดมื้อกินมื้อ แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นป้าก็อุตสาหะหาอาหารมาเลี้ยง แม้กระทั่งบางวันไม่รู้จะหาอะไรมาให้กิน หญิงวัยกลางคนก็ยังบากหน้าไปขอน้ำนมวัวจากชาวบ้านในละแวกนั้นมาให้เด็กน้อยได้ดื่มประทังชีวิต...
๑๙ ปีต่อมา...
สายลมหนาวในยามราตรีกาล พัดพรายเข้ากระแทกโครมใส่ผนังไม้ไผ่เก่าครึของกระท่อมหลังเล็กจนแทบจะแตกปริออกจากกัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสัพยอกของต้นมะม่วงทึนทึกที่กวาดกิ่งดังครืดคราดอยู่ด้านข้างของกระท่อม
แรงลมทำเอาใบไม้แห้งยุ่ยที่กองสุมกันอยู่บนหลังคาเพิงหมาแหงนร่วงกราวปลิววะว่อนลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่าง ค่ำคืนนี้มืดสลัว มีเพียงแค่แสงพระจันทร์นวลผ่องที่ส่องสว่างซับน้ำค้างเป็นประกายอร่ามเรือง ยังผลให้ร่างแน่งน้อยของดอกแก้ว หญิงสาววัย ๑๙ ปี ซึ่งกำลังนอนขดคู้อยู่ภายในกระท่อมหลังนั้นต้องซุกกายเข้าไปใต้ผ้าห่มเก่าๆ จนเกือบจะคลุมมิดถึงปลายคางด้วยความหนาวเหน็บ เธอไม่ชอบฤดูกาลที่แสนจะทรมานแบบนี้เลย เพราะทุกค่ำคืนต้องทนทุกข์กับอากาศเย็นเฉียบที่เล็ดลอดมาตามช่องโหว่ของผนังไม้ผุๆ เข้าไปทำร้ายผิวอันบอบบาง แม้แต่ผ้าห่มก็ไม่สามารถช่วยปกป้องและให้ความอบอุ่นได้เลย...
เช้านี้ดวงอาทิตย์ทอแสงเรืองรองเบิกกลีบเมฆของวันใหม่ ดอกแก้วปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ และรีบยกมือป้องแสงเอาไว้เนื่องจากประกายแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมากระทบกับใบหน้าของตนพอดี เมื่อคืนจนแล้วจนรอดเธอแทบจะไม่ได้นอนเลย เพราะสายลมหนาวหอบหิ้วเอาความเย็นยะเยือกมากัดกร่อนผิวกายให้สั่นสะท้านไปทั่วทุกอณู...
หญิงสาวในชุดมอซอลุกขึ้นแล้วเดินไปใกล้ริมหน้าต่างเพื่อรับไออุ่นจากแสงแดดในยามเช้า นัยน์ตาสีดำสนิทกลมโตทอดมองออกไปเบื้องนอก ก็พบว่าป้านวลซึ่งเป็นญาติที่หลงเหลือเพียงคนเดียวค่อยๆ ยกหม้อดินขึ้นตั้งไฟที่กำลังโหมลุกเป็นสีแดงฉานอยู่บนเตาถ่าน
ร่างบอบบางจึงรีบกลับมานั่งพับผ้าห่มอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอนและเดินลงมาสมทบกับผู้เป็นป้าซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการหุงหาอาหารมื้อเช้าให้สองชีวิต
“อ้าวตื่นแล้วเหรอ...แก้ว”
“จ้ะป้า มีอะไรให้แก้วช่วยหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก เดี๋ยวเอ็งไปล้างหน้าล้างตาและเตรียมกินข้าว เสร็จแล้วจะได้ออกไปเก็บผักบุ้งเอาไปขายที่ตลาดกัน”
ดอกแก้วพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะรีบหมุนตัวไปทางตุ่มน้ำซึ่งอยู่ด้านหลังของกระท่อม มือเล็กๆ เปิดฝาตุ่มออกแล้วใช้ขันจ้วงตักน้ำมาล้างหน้าแค่ลวกๆ เนื่องจากความเย็นของน้ำในตุ่มเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เธออ้อยอิ่งนานไม่ได้
สองป้าหลานใช้เวลาในการกินข้าวมื้อเช้าไม่นานนัก จากนั้นดอกแก้วก็มุ่งหน้าไปยังคลองริมน้ำที่มีผักบุ้งหรือผักทอดยอดขึ้นอยู่เป็นบริเวณกว้าง หญิงสาวรีบลงไปเด็ดปลายยอดของผักชนิดนั้นใส่จนเต็มตะกร้าไม้ใบใหญ่ซึ่งจัดไว้และแบ่งเป็นกำๆ พอประมาณเพื่อเตรียมนำไปขายยังตลาด
ขณะนั้นเอง! เสียงฝีเท้าของอาชาไนยตัวหนึ่งวิ่งมาดังกุบกับๆ ก่อนจะร้องคำรามฮี้! พร้อมทั้งยกขาหน้าคู้ขึ้น หลังจากเจ้านายของมันกระตุกสายบังเหียนสุดแรง ทำเอาดอกแก้วที่กำลังก้มเก็บผักบุ้งอยู่อย่างขะมักเขม้นต้องค่อยๆ แหงนเงยใบหน้าขึ้นแล้วเขม้นตามองด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ
เขานั่งตัวตรงอย่างสง่างามบนม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ เบื้องหลังคือดวงอาทิตย์ขนาดมหึมากำลังแผ่รังสีสีทองอร่ามตรงเหลี่ยมภูผา สะท้อนให้ด้านหน้าของคนที่อยู่บนหลังม้ากลายเป็นเงาดำทมิฬราวกับอสูรร้ายที่โผล่ขึ้นมาจากห้วงอเวจี!
ใบหน้าที่ดูนิ่งขรึมกับจมูกโด่งเป็นสันคม อีกทั้งริมฝีปากหยักลึกแสนหยิ่งผยอง รับด้วยดวงตายาวรีสีดำขลับซึ่งกำลังกวาดมองมายังเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ดอกแก้วรู้ทันทีเลยว่า เขาคนนั้นคือใคร!
‘คุณชายวัชร’ หรือ ‘หม่อมราชวงศ์พลวัชร เทพวรกานต์’ ราชนิกุลหนุ่มผู้มั่งคั่ง เป็นบุตรชายคนเดียวของ ‘หม่อมเจ้าประเวศน์’ และ ‘หม่อมสร้อยฟ้า’
บุรุษผู้นี้นอกจากจะหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตรแล้ว ยังร่ำรวยไปด้วยทรัพย์สมบัติพัสถานและหน้าที่การงานอันสูงส่ง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าหม่อมราชวงศ์หนุ่มจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง เพราะอีกด้านหนึ่งของเขาก็คือ คนไร้หัวใจ! ชอบเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่! เย็นชาเหมือนดั่งน้ำแข็งขั้วโลก! แถมยังมีนิสัยจอมเผด็จการอีกต่างหาก!
“อีตาคุณชายขี้งก! กะอีแค่ผักบุ้งที่เกิดขึ้นเองตามริมคลองน้ำ ไม่รู้จะงกไปถึงไหนกันเชียว คนบ้าอะไรใจดำชะมัด งกได้แม้กระทั่งผักบุ้ง...ฮึ!”
หญิงสาวสะบัดไหล่พรืด ทำจมูกบาน หายใจฟืดฟาดเหมือนวัวกระทิงเห็นศัตรู แล้วจึงหันกลับไปก้มหน้าก้มตาเก็บผักบุ้งตามเดิมโดยไม่สนใจว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจะชักสีหน้าเช่นไร
หม่อมราชวงศ์พลวัชรรีบกระโดดลงมาจากหลังม้า ร่างสูงผึ่งผายภายใต้อาภรณ์หรูหราส่งสายตาวาวโรจน์เสมือนพญาราชสีห์กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ มือหนาเกร็งแกร่งชักปืนสั้นที่อยู่ในซองพกเข็มขัดเอว พลางจรดปลายกระบอกชี้ขึ้นบนท้องฟ้า และลั่นไกเสียงดัง เปรี้ยง! เปรี้ยง! สองนัดติดกัน ก่อนจะเอาปลายกระบอกร้อนๆ ลงมาเป่าควันดังฟิ้วอย่างมาดคาวบอย
ดอกแก้วเบ้ปากแล้วคิดอคติต่ออีตาคุณชายหน้าปลาช่อนในใจอย่างโกรธเคือง จนอดที่จะแสดงกิริยาฮึดฮัดออกมาไม่ได้ หญิงสาวรู้ดีว่าตัวเองไม่ควรเข้ามาเก็บผักบุ้งในอาณาเขตของเขา แต่จะให้ทำกระไรได้ ถ้าไม่เข้ามาเก็บ เธอกับป้าก็ไม่มีอันจะกินเป็นแน่
“คุณชายถามตรงๆ แบบนี้ จะให้เรไรตอบว่าอย่างไรดีล่ะคะ” เรไรพูดเขินๆ“ผมมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับพี่ชายวัชร ผมกับคุณเรไรมีเรื่องจะมาปรึกษาหม่อมป้า”“เรื่องอะไรเหรอชายรุจ” พลวัชรเอ่ยถาม แต่ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มของหม่อมราชวงศ์หนุ่มผู้น้องก็พอจะเดาอะไรต่อมิอะไรออก“ผมกับคุณเรไรตกลงว่าจะแต่งงานกันน่ะครับ” พันธวุธเป็นฝ่ายบอก เพราะเรไรนั้นเอาแต่ยิ้มอายๆ บิดตัวไปมาจนม้วนอยู่คนเดียว“จริงหรือคะพี่เรไร!” ดอกแก้วอุทานขึ้น แล้วรีบขยับเข้าไปจับมือของพี่สาวเอาไว้มั่น“จริงจ้ะแก้ว” เรไรตอบยิ้มๆ“แก้วดีใจด้วยนะคะ”“พี่เองก็ดีใจกับแก้วด้วยที่กำลังจะมีหลานตัวน้อยให้พี่” เรไรคลี่ยิ้มสดใสก่อนจะหันไปทางพลวัชรและพันธวุธ “คุณชายทั้งสองคุยกันไปก่อนนะคะ เรไรขอตัวไปคุยกับแก้วตามประสาผู้หญิงสักครู่”“เชิญตามสบายเลยครับ” พลวัชรเอ่ยปากอนุญาต จากนั้นเรไรจึงจูงมือดอกแก้วไปทางสวนดอกไม้ของวังแสงจันทร์ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยต้นดอกแก้วที่พลวัชรสั่งให้ปลูกเพิ่มเติมจนพิศไปทางไหนก็เห็นแต่ใบสีเขียวขจีและดอกสีขาวนวลตายิ่งนัก“คุณชายคงจะรักแก้วมากนะถึงได้ปลูกต้นดอกแก้วไว้ทั่ววังแบบนี้” เรไรหันมาคุยกับน้องสาวตัวเองหลั
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กน้อยลิงทโมนจะสวยได้ถึงขนาดนี้”“แน่ะ” ดอกแก้วอมยิ้มจนแก้มเต็มย้วย “แก้วไม่ได้เป็นลิงทโมนสักหน่อย”“ตอนนั้นน่ะใช่เลยล่ะ ลิงทโมนแสนดื้อชัดๆ แต่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว แถมยังสวยอีกต่างหาก และที่สำคัญเป็นเมียฉันด้วย”คำพูดดังกล่าวทำเอาคนเป็นเจ้าสาวช้อนตามองอย่างอายๆ“ผ่านไปไม่เท่าไหร่เองนะคะ”“มันเหมือนผ่านมานานมากเลย อาจจะเป็นเพราะเธออยู่ในหัวใจของฉันตั้งแต่ตอนนั้นเลยกระมัง ฉันจึงรู้สึกว่าเราเป็นของกันและกันมานานแล้ว”“คุณชายพูดแบบลิเกกับเขาก็เป็นด้วย” หญิงสาวเอ่ยปากล้อเลียนเจ้าบ่าวของตัวเอง“ใครว่าล่ะ ฉันพูดจริงต่างหาก” น้ำเสียงของพลวัชรเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะใช้สายตาตัวเองตอกตรึงคนร่างเล็กเอาไว้ “แก้วจ๊ะ...”“คะ...”“ฉันรักเธอนะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนพาฝัน “แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า”“แก้วก็รักคุณชายค่ะ”คราวนี้ดอกแก้วบอกอย่างไม่อาย เพราะไม่มีอุปสรรคหรือข้อห้ามใดๆ ที่เธอจะต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไปแล้ว“ถ้าอย่างนั้นเป็นของฉันนะแก้ว...”“คุณชายบ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้...” ใบหน้าสวยหวานแดงแปร๊ดขึ้นทันที“บ้าตรงไหนกัน” พลวัชรยั่วเย้าด้วยรอ
“ป้าเต็มใจและยินดีที่จะรับหนูแก้วเป็นลูกสะใภ้จ้ะ” หม่อมสร้อยฟ้าเอ่ยขึ้นบ้าง“เพราะฉะนั้นห้ามหนีไปไหน ยังไงวันนี้เธอก็ต้องแต่งงานกับฉัน”พลวัชรพูดเป็นเชิงข่มขู่ แต่น้ำเสียงและแววตาที่มองมายังเจ้าสาวนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลลึกซึ้ง จนพวงแก้มของดอกแก้วแดงซ่านราวกับลูกตะขบที่สุกงอมเต็มที่“คนเจ้าเล่ห์...” หญิงสาวพึมพำเบาๆ “...คุณชายหลอกแก้ว”“ถ้าไม่ทำแบบนี้มีหรือคนแสนดื้ออย่างเธอจะยอมง่ายๆ” มือใหญ่หนาเอื้อมมาจับมือเรียวบางของดอกแก้วเข้าไปกระชับไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง “แต่งงานกับฉันนะดอกแก้ว ฉันรักเธอนะ”ดอกแก้วมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งเคียงข้างคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอดในฐานะเจ้าสาว และที่สำคัญเขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ‘เขารักเธอ’ หญิงสาวบอกตัวเองว่า ตอนนี้คงจะไม่สามารถปฏิเสธหรือหนีพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอคงจะตอบอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...“แต่งก็แต่งสิคะ แก้วไม่ได้ห้ามคุณชายเสียหน่อย”เสียงเฮดังขึ้นเมื่อดอกแก้วพูดประโยคดังกล่าวจบ จากนั้นพิธีการในตอนเช้าก็เริ่มขึ้นอย่างชื่นมื่นจนกระทั่งจบลงด้วยพิธีเรียกขวัญและผูกข้อม
อีกสองวันต่อมาพลวัชรก็ได้รับอนุญาตจากหมอให้กลับไปพักฟื้นต่อที่วังได้ คนงานและบ่าวไพร่ในวังแสงจันทร์ทั้งหลายต่างยิ้มแย้มอย่างดีใจที่เห็นคุณชายของพวกเขามีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทุกคนจึงช่วยกันตระเตรียมงานมงคลซึ่งจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ด้วยความขยันขันแข็ง และในขณะเดียวกันกำหนดวันลาพักร้อนของพันธวุธก็ใกล้จะหมดลง เขาจึงไปที่คุ้มเดือนดาราเพื่อลาดอกแก้วและเรไรก่อนจะเดินทางกลับพระนคร“ผมมาลากลับน่ะครับแก้ว...คุณเรไร...”“แล้วจะมาอีกเมื่อไหร่คะคุณชายรุจ” ดอกแก้วเอ่ยถามพันธวุธจึงได้แต่ทำหน้าเศร้าๆ เหมือนเด็กน้อยขาดความรัก“คงจะมาตอนงานแต่งพี่ชายวัชรกับคุณเรไรน่ะครับ กลับไปคราวนี้คงคิดถึงที่นี่น่าดู”“เอาไว้เจอกันใหม่นะคะคุณชายรุจ...” สองสาวเอ่ยลาหม่อมราชวงศ์หนุ่ม“แน่นอนครับ ผมต้องกลับมาที่นี่อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวลากลับพระนครเลยนะครับ”หลังจากเอ่ยลาสองสาวแสนสวยแห่งคุ้มเดือนดาราเสร็จ พันธวุธก็เดินไปที่รถเก๋งคันหรูของตัวเองโดยมีเรไรเดินไปส่ง ทั้งสองยืนคุยกันต่อครู่หนึ่งก่อนที่พันธวุธจะขึ้นรถและขับออกจากคุ้มเดือนดารามุ่งหน้าสู่พระนคร“คุณชายรุจกลับไปแล้วหรือคะพี่เรไร” ดอกแก้วเอ่ยถามหลังจากที่เห็น
เช้าวันรุ่งขึ้นเรไรชวนดอกแก้วมาเยี่ยมคุณชายพลวัชรแต่เช้า โดยที่เรไรขับรถมาเอง เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคนเป็นพี่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำและบอกให้ดอกแก้วล่วงหน้าไปก่อน หญิงสาวจึงมายืนเก้ๆ กังๆ ตรงหน้าห้องที่พลวัชรพักฟื้นอยู่เพียงลำพัง ครั้นจะผลักประตูเข้าไปก็ไม่กล้า เลยตัดสินใจยืนรอเรไรอยู่ที่หน้าห้อง ขณะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาจากข้างใน คนที่เปิดออกมาคือจ้อน เมื่อจ้อนเจอหญิงสาวจึงเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้จะยังดูสะลึมสะลือเพราะเพิ่งจะตื่นนอนใหม่ๆ อยู่บ้างก็ตาม“อ้าว...คุณแก้วมาเยี่ยมคุณชายหรือครับ”“พี่จ้อนบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้เรียกแก้วเฉยๆ” ดอกแก้วมองค้อนๆ ทำให้จ้อนฉีกยิ้มแฉ่งและยกมือขึ้นเกาหัวแบบเขินๆ“ให้พี่เรียกแบบนี้เถอะนะครับ สบายใจกว่ากันตั้งเยอะ ว่าแต่จะเข้าไปเยี่ยมคุณชายเลยไหมครับ”“แก้วว่าจะรอพี่เรไรก่อนน่ะจ้ะ”“เข้าเลยครับคุณแก้ว คุณชายยังไม่ตื่นหรอก ไปนั่งรอข้างในดีกว่า พี่จะได้ฝากคุณแก้วให้ดูคุณชายแทนครู่หนึ่ง พอดีพี่จะไปเข้าห้องน้ำนะครับ รู้สึกปวดท้อง” จ้อนพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ขณะเอามือกุมไว้ที่ท้องและก้นของตัวเอง“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ พี่จ้อนไปห้องน้ำเถอะ แก้
“อย่าทำอะไรฉันนะไอ้บ้า!”“อย่านะ!”ทั้งดอกแก้วและหม่อมสร้อยฟ้าต่างก็ร้องระงม แต่ไอ้เชิดกลับไม่ฟัง มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาแก้มัดเชือกต่อไป ในขณะที่วิรัญญาและมะขามต่างยืนกอดอกมองด้วยความพอใจทันทีที่ดอกแก้วเป็นอิสระ ไอ้เชิดก็ขยับเข้าไปจะช้อนอุ้มเอาร่างอรชร หากทว่าดอกแก้วอาศัยความว่องไวและวิชาป้องกันตัวที่มีอยู่บ้าง แย่งเอาปืนที่เหน็บอยู่ในขอบกางเกงของไอ้เชิดมาไว้ในมือได้ เธอเล็งปลายกระบอกปืนไปที่โจรชั่ว ดวงตาจ้องมองเขม็ง“ถ้าแกเข้ามาฉันยิงแกแน่” ดอกแก้วขู่เสียงแข็ง“ไม่เอาน่าคนสวย” ไอ้เชิดยังยิ้มกว้างและไม่มีทีท่าว่าจะกลัวดอกแก้วแต่อย่างใด มันทำท่าจะย่างสามขุมเข้าหา หญิงสาวจึงยิงปืนขึ้นด้านบนหนึ่งนัดปัง!เสียงปืนและท่าทางที่เอาจริงของดอกแก้วทำให้ไอ้เชิดและลูกน้องของมันรีบถอยร่นไป“ปล่อยหม่อมท่านเดี๋ยวนี้” ดอกแก้วหันไปทางวิรัญญา แต่สาวสวยโสภายังคงยิ้มเยือนก่อนจะล้วงเอาปืนออกจากกระเป๋าถือแล้วจ่อไปที่ขมับของหม่อมสร้อยฟ้า“เธอนั่นแหละที่ต้องวางปืน ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าหม่อมสร้อยฟ้าเดี๋ยวนี้”คำขู่ของวิรัญญาทำให้ดอกแก้วมีท่าทีละล้าละลังขึ้นมาทันที“ฉันบอกให้วางปืนลง!” วิรัญญาตะคอกลั่น พลางเหน







