LOGIN“เบื่อจริงๆ เลยพวกโจรกระจอกที่ชอบแอบมาขโมยพืชผักของคนอื่นแบบนี้ สงสัยคงต้องจับไปส่งตำรวจแล้วกระมัง เพราะไม่เช่นนั้นคงจะไม่หลาบไม่จำกันสักที” ผู้มาเยือนเริ่มต้นทักทายด้วยวาจาอันเผ็ดร้อนและรอยยิ้มหยามเหยียดตรงมุมปาก
หญิงสาวกัดเม้มริมฝีปากจนเจ็บพร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วจึงหันขวับมาประสานสายตากับคุณชายมาดหยิ่งด้วยท่าทีไม่ยี่หระ
“แล้วไหนล่ะคะหลักฐานที่แสดงว่าดิฉันเป็นโจรกระจอกอย่างที่กล่าวหา”
“ก็ผักบุ้งที่อยู่ในตะกร้าใบนั้นยังไงล่ะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเปิดฉากไล่ต้อน เน้นแววตาดุดัน “นี่เธอไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งเฉไฉกันแน่ แต่ก็อย่างว่า สันดานโจรยังไงก็เป็นสันดานโจรอยู่วันยังค่ำ คนประเภทนี้แก้เท่าไหร่ก็ไม่มีทางหาย นอกเสียจากจะไปนอนดัดนิสัยอยู่ที่ซังเตเท่านั้น มันถึงจะสาสม!”
ดอกแก้วตวัดหางตามอง ขณะเชิดคางขึ้นอย่างเคืองขุ่น “แค่ผักบุ้งไม่กี่กำถึงกับจะต้องจับเข้าคุกเข้าตะราง มันไม่มากไปหน่อยรึ”
“ไม่มากไปหรอกสำหรับนางโจรหัวขโมยเช่นเธอ”
“ตลกจังเลยนะคะคุณชาย” หญิงสาวชูคอตั้ง
“ตลกยังไงไม่ทราบ”
“ก็ตลกคุณชายน่ะสิ” ร่างบอบบางก้มลงไปเก็บยอดผักบุ้งที่อยู่ในตะกร้าแล้วชูขึ้นระดับสายตา “หม่อมราชวงศ์พลวัชรผู้สูงศักดิ์แห่งวังแสงจันทร์ ถึงขนาดต้องโร่ไปแจ้งตำรวจเพียงเพราะดิฉันเข้ามาเก็บ ‘ผักบุ้ง’ ในอาณาเขตอย่างนั้นหรือ?”
คำพูดในเชิงประชดประชันนั้นทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกกำปั้นนับสิบๆ กระแทกเข้าที่ใบหน้าจนมึนชา คิ้วเข้มดั่งปีกกาจึงขมวดเข้าหากันชิดแน่นเป็นปม
“ถ้าพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ ฉันก็คงต้องเอาตัวเธอไปส่งให้ตำรวจแล้วล่ะ”
“แล้วคุณชายมีสิทธิ์อะไรที่จะเอาตัวฉันไปส่งให้ตำรวจ”
“ก็สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของผักบุ้งพวกนั้นยังไง!” พลวัชรตวาดลั่น ขณะจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “หรือเธอว่าที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เรื่องจริง”
“แหมๆๆๆ” ดวงตากลมแป๋วมีประกายขบขันพร้อมทั้งปากบุ้ยอย่างกวนประสาท “อย่าพูดจาพล่อยๆ สิคะคุณชาย เพราะนั่นไม่ใช่คำพูดของคนที่มีการศึกษาระดับสูง แต่นั่นมันคือคำพูดของคนที่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ได้ต่างหากล่ะคะ”
“ยัยเด็กบ้า! กล้าดียังไงถึงได้มาใช้วาจาต่ำๆ กับฉันแบบนี้ ฮะ!”
“ใครกันหรือเจ้าขาที่ช่างกล้าพูดกับคุณชายพลวัชรของหม่อมฉัน...” ร่างแน่งน้อยหัวเราะร่วนชอบใจ นิ้วเล็กจิ้มเข้าที่ใต้ตาล่าง แล้วดึงหนังลงมาแลบลิ้นยียวน
ชายหนุ่มทนไม่ไหวกับกิริยายั่วยุเช่นนั้น ลำขาล่ำสันแข็งแรงเหมือนดั่งขาหลังของสิงโตเจ้าป่า รีบสาวเท้าตรงดิ่งเข้าไปหานางโจรอวดดีทันที!
“อย่าเข้ามานะ!” หญิงสาวแหวระงมลั่น ก่อนจะรีบวิ่งแจ้นข้ามสะพานไม้ไปยังอีกฟากฝั่งของริมคลองน้ำ
“หนีทำไมล่ะ เห็นเก่งนักไม่ใช่เหรอ” ร่างสูงใหญ่วิ่งตามไปติดๆ
“ใครเก่งมิทราบ”
ดอกแก้วหันซ้ายหันขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่ให้พ้นจากเงื้อมมือของคุณชายอสูร ส่วนพลวัชรใช้จังหวะนั้นถลาตัวไปดักอีกด้าน ด้วยหวังจะกระชากนางโจรมาลงทัณฑ์ หากกลับพลาดเป้าเพียงนิดเดียวเพราะหญิงสาวเอี้ยวตัวหลบว่องไว พลางรีบซอยเท้ายิกๆ อย่างกระหืดกระหอบออกไปให้ห่างที่สุดเพื่อที่จะตั้งหลักปักสู้กับเขาอีกรอบ
“แสดงออกด้วยการจะทำร้ายผู้หญิงเลยรึคะคุณชาย” คางเล็กๆ เชิดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มหยันๆ ปรากฏที่มุมปากแสนรั้น
“จองหองมากไปแล้ว! เป็นแค่สามัญชนอย่ามาริอ่านต่อปากต่อคำกับฉัน” พลวัชรกัดฟันกรอดจนกรามนูนเป็นสัน จ้องมองแผดเผาร่างอ้อนแอ้นนั้นด้วยแววตาอันร้อนรุ่มชิงชัง
“คุณชายบ้า คุณชายขี้งก”
“อย่ามาตวาดใส่ฉันแบบนี้เชียวนะ!”
หม่อมราชวงศ์หนุ่มอารมณ์เดือดจัด เพราะไม่เคยมีใครกล้ามาอวดดีใส่เขา แล้วยัยผู้หญิงชั้นไพร่คนนี้เป็นใคร ถึงได้บังอาจมาต่อปากต่อคำด้วยวาจาโอหังเช่นนี้!
ร่างสูงสง่ารีบก้าวยาวๆ โย่งๆ ตรงเข้าไปหา แววตาแทบจะลุกเป็นเปลวไฟ หญิงสาวขยับเท้าเล็กๆ ถอยหลังกรูด พลางหันรีหันขวางมองหาอาวุธมาป้องกันตัว แล้วก็เหลือบไปเห็นท่อนไม้ขนาดเท่าลำแขนของตนอยู่ที่พื้นด้านล่าง จึงก้มลงไปคว้าเอามากอดไว้แนบอกตามสัญชาตญาณเมื่อมีภยันตรายมาเยือน
“อย่าเข้ามานะ! ไม่อย่างนั้นดิฉันฟาดคุณชายด้วยเจ้านี่จริงๆ ด้วย” เสียงใสขู่ฟ่อเหมือนลูกแมวจนตรอกที่มีนักล่าฝูงใหญ่มารุมล้อมรอขย้ำ
“ไม้เท่านี้?” หม่อมราชวงศ์หนุ่มแสยะยิ้มมุมปาก ขณะยืดตัวเต็มความสูง “จะมาทำอะไรฉันได้”
หญิงสาวไม่ตอบ ได้แต่เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง และจังหวะนั้นก็ฉวยโอกาสหมุนตัววิ่งหนี แต่ดันช้าไป เพราะมือใหญ่หนาประดุจคีมเหล็กฉวยหมับจับข้อมือน้อยๆ ไว้ ก่อนจะเหวี่ยงร่างแสนพยศเข้ามากระแทกกายแกร่งของตน
“จะรีบไปไหน! ยัยหัวขโมยกระจอก!”
“ปล่อยนะ! ปล่อย!” เสียงใสหวีดร้องและดิ้นรนผลักไสเป็นพัลวัน
“วันนี้เธอได้นอนซังเตแน่ๆ ยัยเด็กบ้า”
พลวัชรรวบเอวคอดกิ่วของหญิงสาวเอาไว้ ดอกแก้วสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อถูกวงแขนแกร่งกอดรัดเลื้อยพันจนแทบหายใจไม่ออก สัมผัสจากร่างล่ำสันที่กระชับตรึงอยู่นั้นทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ดุจจะโลดออกมานอกทรวงเสียให้ได้
“คุณชายบ้า! ปล่อยดิฉันนะ!”
“กลัวฉันมากขนาดนั้นเชียวรึ” เขาใช้ดวงตาแสนเสน่ห์จ้องลึกไปยังคนตรงหน้าที่ออกอาการตัวสั่นเทาราวกับลูกกวางน้อยกำลังโดนพญาราชสีห์ตะปบ
“ปล่อยซี่! ดิฉันบอกให้ปล่อย!” หญิงสาวดิ้นพล่านขัดขืนเต็มกำลัง
“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นเธอโดนดีแน่!”
มือแกร่งอีกข้างบีบเข้าที่พวงแก้มนวลจนเป็นรอยบุ๋ม บังคับให้เธออยู่นิ่งๆ หากหญิงสาวกลับฮึดฮัดสู้และยกเข่าขึ้นกระทุ้ง หมายจะกระแทกเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ของบุรุษเพศ แต่อีกฝ่ายอ่านการเคลื่อนไหวทัน เอี้ยวตัวหลบฟุบฟับแล้วหันขวับกลับมาเล่นงานทันที
“ฤทธิ์มากนักใช่ไหม...ยัยตัวแสบ!”
ร่างสูงสง่าย่อตัวลง ดวงตาเกรี้ยวกราด ขณะตวัดท่อนแขนช้อนเอาร่างบอบบางลอยหวือขึ้นไปแนบอก
“ว้าย! คุณชายจะทำอะไร ปล่อยดิฉันลงนะ”
ดอกแก้วพยายามดิ้นขลุกขลัก แกว่งแขนขาไปมา พลางนึกหวาดหวั่นกับสีหน้าและแววตาคู่นั้นอย่างบอกไม่ถูก
“เดี๋ยวเธอได้ลงแน่ ไม่ต้องกลัว” พลวัชรเหยียดริมฝีปากยิ้มเหี้ยม แล้วนำพาร่างพยศเดินอาดๆ ตรงไปยังริมคลองน้ำซึ่งอยู่เบื้องหน้า
“คุณชายจะทำอะไรน่ะ!?” หญิงสาวเบิกตาโพลง อ้าปากหวอ
ตูมมม!!!...
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างของดอกแก้วถูกคุณชายพลวัชรโยนลงไปในคลองน้ำเต็มแรงจนน้ำแตกกระเซ็นกระเด็นขึ้นมากระทบเสื้อผ้าของเขาเป็นรอยด่างไปทั่ว
“หึหึ...”
ชายหนุ่มหัวเราะสั้นห้วนในลำคอ เมื่อเห็นท่าทางของดอกแก้วเหมือนลูกแมวน้อยตกน้ำเช่นนั้น ก่อนจะเดินไปกระโดดขึ้นนั่งบนหลังม้าอย่างสบายอารมณ์ พลางปรายหางตามองใบหน้านวลแฉล้มด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
“จำเอาไว้นะยัยเด็กขี้ขโมย อย่ามาอวดดีกับฉันอีก เพราะครั้งต่อไปเธอเจอหนักกว่านี้แน่”
พูดจบ มือหนาก็กระตุกบังเหียนควบให้อาชาไนยตัวใหญ่วิ่งเหยาะๆ ออกไป ดอกแก้วกำหมัดแน่น สาดสายตาดั่งไฟร้อนๆ ตวัดจิกมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความโกรธแค้น แล้วจึงตะเกียกตะกายว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง
จากนั้นร่างบอบบางซึ่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำก็หิ้วตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่ผักบุ้งอยู่เต็ม สาวเท้าฉับๆ อย่างสะบัดสะบิ้งระคนฉุนเฉียวไปตามถนนริมคลอง เพราะยังคงมีอารมณ์ค้างเติ่งอยู่นั่นเอง
...ภาพอันน่าเจ็บใจของเหตุการณ์ที่เธอโดนเขาจับโยนลงคลองน้ำเมื่อครู่ยังฉายชัดอยู่ในหัวตลอดเวลา...
“จำไว้เลยนะอีตาคุณชายบ้า เจอกันครั้งหน้าแม่จะโบ้ยคืนหนักๆ ให้สาสมเลยคอยดู!”
หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปดอย่างเสียท่า พร้อมทั้งใช้มือเรียวเล็กเสยผมที่เปียกๆ ให้เรียบลู่เข้าที่เข้าทาง ขณะเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนมาถึงกระท่อมน้อยหลังกะทัดรัดอันเป็นที่พำนักพักอาศัยของตน
“คุณชายถามตรงๆ แบบนี้ จะให้เรไรตอบว่าอย่างไรดีล่ะคะ” เรไรพูดเขินๆ“ผมมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับพี่ชายวัชร ผมกับคุณเรไรมีเรื่องจะมาปรึกษาหม่อมป้า”“เรื่องอะไรเหรอชายรุจ” พลวัชรเอ่ยถาม แต่ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มของหม่อมราชวงศ์หนุ่มผู้น้องก็พอจะเดาอะไรต่อมิอะไรออก“ผมกับคุณเรไรตกลงว่าจะแต่งงานกันน่ะครับ” พันธวุธเป็นฝ่ายบอก เพราะเรไรนั้นเอาแต่ยิ้มอายๆ บิดตัวไปมาจนม้วนอยู่คนเดียว“จริงหรือคะพี่เรไร!” ดอกแก้วอุทานขึ้น แล้วรีบขยับเข้าไปจับมือของพี่สาวเอาไว้มั่น“จริงจ้ะแก้ว” เรไรตอบยิ้มๆ“แก้วดีใจด้วยนะคะ”“พี่เองก็ดีใจกับแก้วด้วยที่กำลังจะมีหลานตัวน้อยให้พี่” เรไรคลี่ยิ้มสดใสก่อนจะหันไปทางพลวัชรและพันธวุธ “คุณชายทั้งสองคุยกันไปก่อนนะคะ เรไรขอตัวไปคุยกับแก้วตามประสาผู้หญิงสักครู่”“เชิญตามสบายเลยครับ” พลวัชรเอ่ยปากอนุญาต จากนั้นเรไรจึงจูงมือดอกแก้วไปทางสวนดอกไม้ของวังแสงจันทร์ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยต้นดอกแก้วที่พลวัชรสั่งให้ปลูกเพิ่มเติมจนพิศไปทางไหนก็เห็นแต่ใบสีเขียวขจีและดอกสีขาวนวลตายิ่งนัก“คุณชายคงจะรักแก้วมากนะถึงได้ปลูกต้นดอกแก้วไว้ทั่ววังแบบนี้” เรไรหันมาคุยกับน้องสาวตัวเองหลั
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กน้อยลิงทโมนจะสวยได้ถึงขนาดนี้”“แน่ะ” ดอกแก้วอมยิ้มจนแก้มเต็มย้วย “แก้วไม่ได้เป็นลิงทโมนสักหน่อย”“ตอนนั้นน่ะใช่เลยล่ะ ลิงทโมนแสนดื้อชัดๆ แต่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว แถมยังสวยอีกต่างหาก และที่สำคัญเป็นเมียฉันด้วย”คำพูดดังกล่าวทำเอาคนเป็นเจ้าสาวช้อนตามองอย่างอายๆ“ผ่านไปไม่เท่าไหร่เองนะคะ”“มันเหมือนผ่านมานานมากเลย อาจจะเป็นเพราะเธออยู่ในหัวใจของฉันตั้งแต่ตอนนั้นเลยกระมัง ฉันจึงรู้สึกว่าเราเป็นของกันและกันมานานแล้ว”“คุณชายพูดแบบลิเกกับเขาก็เป็นด้วย” หญิงสาวเอ่ยปากล้อเลียนเจ้าบ่าวของตัวเอง“ใครว่าล่ะ ฉันพูดจริงต่างหาก” น้ำเสียงของพลวัชรเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะใช้สายตาตัวเองตอกตรึงคนร่างเล็กเอาไว้ “แก้วจ๊ะ...”“คะ...”“ฉันรักเธอนะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนพาฝัน “แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า”“แก้วก็รักคุณชายค่ะ”คราวนี้ดอกแก้วบอกอย่างไม่อาย เพราะไม่มีอุปสรรคหรือข้อห้ามใดๆ ที่เธอจะต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไปแล้ว“ถ้าอย่างนั้นเป็นของฉันนะแก้ว...”“คุณชายบ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้...” ใบหน้าสวยหวานแดงแปร๊ดขึ้นทันที“บ้าตรงไหนกัน” พลวัชรยั่วเย้าด้วยรอ
“ป้าเต็มใจและยินดีที่จะรับหนูแก้วเป็นลูกสะใภ้จ้ะ” หม่อมสร้อยฟ้าเอ่ยขึ้นบ้าง“เพราะฉะนั้นห้ามหนีไปไหน ยังไงวันนี้เธอก็ต้องแต่งงานกับฉัน”พลวัชรพูดเป็นเชิงข่มขู่ แต่น้ำเสียงและแววตาที่มองมายังเจ้าสาวนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลลึกซึ้ง จนพวงแก้มของดอกแก้วแดงซ่านราวกับลูกตะขบที่สุกงอมเต็มที่“คนเจ้าเล่ห์...” หญิงสาวพึมพำเบาๆ “...คุณชายหลอกแก้ว”“ถ้าไม่ทำแบบนี้มีหรือคนแสนดื้ออย่างเธอจะยอมง่ายๆ” มือใหญ่หนาเอื้อมมาจับมือเรียวบางของดอกแก้วเข้าไปกระชับไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง “แต่งงานกับฉันนะดอกแก้ว ฉันรักเธอนะ”ดอกแก้วมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งเคียงข้างคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอดในฐานะเจ้าสาว และที่สำคัญเขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ‘เขารักเธอ’ หญิงสาวบอกตัวเองว่า ตอนนี้คงจะไม่สามารถปฏิเสธหรือหนีพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอคงจะตอบอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...“แต่งก็แต่งสิคะ แก้วไม่ได้ห้ามคุณชายเสียหน่อย”เสียงเฮดังขึ้นเมื่อดอกแก้วพูดประโยคดังกล่าวจบ จากนั้นพิธีการในตอนเช้าก็เริ่มขึ้นอย่างชื่นมื่นจนกระทั่งจบลงด้วยพิธีเรียกขวัญและผูกข้อม
อีกสองวันต่อมาพลวัชรก็ได้รับอนุญาตจากหมอให้กลับไปพักฟื้นต่อที่วังได้ คนงานและบ่าวไพร่ในวังแสงจันทร์ทั้งหลายต่างยิ้มแย้มอย่างดีใจที่เห็นคุณชายของพวกเขามีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทุกคนจึงช่วยกันตระเตรียมงานมงคลซึ่งจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ด้วยความขยันขันแข็ง และในขณะเดียวกันกำหนดวันลาพักร้อนของพันธวุธก็ใกล้จะหมดลง เขาจึงไปที่คุ้มเดือนดาราเพื่อลาดอกแก้วและเรไรก่อนจะเดินทางกลับพระนคร“ผมมาลากลับน่ะครับแก้ว...คุณเรไร...”“แล้วจะมาอีกเมื่อไหร่คะคุณชายรุจ” ดอกแก้วเอ่ยถามพันธวุธจึงได้แต่ทำหน้าเศร้าๆ เหมือนเด็กน้อยขาดความรัก“คงจะมาตอนงานแต่งพี่ชายวัชรกับคุณเรไรน่ะครับ กลับไปคราวนี้คงคิดถึงที่นี่น่าดู”“เอาไว้เจอกันใหม่นะคะคุณชายรุจ...” สองสาวเอ่ยลาหม่อมราชวงศ์หนุ่ม“แน่นอนครับ ผมต้องกลับมาที่นี่อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวลากลับพระนครเลยนะครับ”หลังจากเอ่ยลาสองสาวแสนสวยแห่งคุ้มเดือนดาราเสร็จ พันธวุธก็เดินไปที่รถเก๋งคันหรูของตัวเองโดยมีเรไรเดินไปส่ง ทั้งสองยืนคุยกันต่อครู่หนึ่งก่อนที่พันธวุธจะขึ้นรถและขับออกจากคุ้มเดือนดารามุ่งหน้าสู่พระนคร“คุณชายรุจกลับไปแล้วหรือคะพี่เรไร” ดอกแก้วเอ่ยถามหลังจากที่เห็น
เช้าวันรุ่งขึ้นเรไรชวนดอกแก้วมาเยี่ยมคุณชายพลวัชรแต่เช้า โดยที่เรไรขับรถมาเอง เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคนเป็นพี่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำและบอกให้ดอกแก้วล่วงหน้าไปก่อน หญิงสาวจึงมายืนเก้ๆ กังๆ ตรงหน้าห้องที่พลวัชรพักฟื้นอยู่เพียงลำพัง ครั้นจะผลักประตูเข้าไปก็ไม่กล้า เลยตัดสินใจยืนรอเรไรอยู่ที่หน้าห้อง ขณะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาจากข้างใน คนที่เปิดออกมาคือจ้อน เมื่อจ้อนเจอหญิงสาวจึงเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้จะยังดูสะลึมสะลือเพราะเพิ่งจะตื่นนอนใหม่ๆ อยู่บ้างก็ตาม“อ้าว...คุณแก้วมาเยี่ยมคุณชายหรือครับ”“พี่จ้อนบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้เรียกแก้วเฉยๆ” ดอกแก้วมองค้อนๆ ทำให้จ้อนฉีกยิ้มแฉ่งและยกมือขึ้นเกาหัวแบบเขินๆ“ให้พี่เรียกแบบนี้เถอะนะครับ สบายใจกว่ากันตั้งเยอะ ว่าแต่จะเข้าไปเยี่ยมคุณชายเลยไหมครับ”“แก้วว่าจะรอพี่เรไรก่อนน่ะจ้ะ”“เข้าเลยครับคุณแก้ว คุณชายยังไม่ตื่นหรอก ไปนั่งรอข้างในดีกว่า พี่จะได้ฝากคุณแก้วให้ดูคุณชายแทนครู่หนึ่ง พอดีพี่จะไปเข้าห้องน้ำนะครับ รู้สึกปวดท้อง” จ้อนพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ขณะเอามือกุมไว้ที่ท้องและก้นของตัวเอง“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ พี่จ้อนไปห้องน้ำเถอะ แก้
“อย่าทำอะไรฉันนะไอ้บ้า!”“อย่านะ!”ทั้งดอกแก้วและหม่อมสร้อยฟ้าต่างก็ร้องระงม แต่ไอ้เชิดกลับไม่ฟัง มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาแก้มัดเชือกต่อไป ในขณะที่วิรัญญาและมะขามต่างยืนกอดอกมองด้วยความพอใจทันทีที่ดอกแก้วเป็นอิสระ ไอ้เชิดก็ขยับเข้าไปจะช้อนอุ้มเอาร่างอรชร หากทว่าดอกแก้วอาศัยความว่องไวและวิชาป้องกันตัวที่มีอยู่บ้าง แย่งเอาปืนที่เหน็บอยู่ในขอบกางเกงของไอ้เชิดมาไว้ในมือได้ เธอเล็งปลายกระบอกปืนไปที่โจรชั่ว ดวงตาจ้องมองเขม็ง“ถ้าแกเข้ามาฉันยิงแกแน่” ดอกแก้วขู่เสียงแข็ง“ไม่เอาน่าคนสวย” ไอ้เชิดยังยิ้มกว้างและไม่มีทีท่าว่าจะกลัวดอกแก้วแต่อย่างใด มันทำท่าจะย่างสามขุมเข้าหา หญิงสาวจึงยิงปืนขึ้นด้านบนหนึ่งนัดปัง!เสียงปืนและท่าทางที่เอาจริงของดอกแก้วทำให้ไอ้เชิดและลูกน้องของมันรีบถอยร่นไป“ปล่อยหม่อมท่านเดี๋ยวนี้” ดอกแก้วหันไปทางวิรัญญา แต่สาวสวยโสภายังคงยิ้มเยือนก่อนจะล้วงเอาปืนออกจากกระเป๋าถือแล้วจ่อไปที่ขมับของหม่อมสร้อยฟ้า“เธอนั่นแหละที่ต้องวางปืน ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าหม่อมสร้อยฟ้าเดี๋ยวนี้”คำขู่ของวิรัญญาทำให้ดอกแก้วมีท่าทีละล้าละลังขึ้นมาทันที“ฉันบอกให้วางปืนลง!” วิรัญญาตะคอกลั่น พลางเหน







