INICIAR SESIÓNเขานั่งตัวตรงอย่างสง่างามบนม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ เบื้องหลังคือดวงอาทิตย์ขนาดมหึมากำลังแผ่รังสีทองอร่ามตรงเหลี่ยมภูผา สะท้อนให้ด้านหน้าของคนที่อยู่บนหลังม้ากลายเป็นเงาดำทมิฬราวกับอสูรร้ายที่โผล่ขึ้นมาจากห้วงอเวจี! ใบหน้าที่ดูนิ่งขรึมกับจมูกโด่งเป็นสันคม อีกทั้งริมฝีปากหยักลึกแสนหยิ่งผยอง รับด้วยดวงตายาวรีสีดำขลับซึ่งกำลังกวาดมองมายังเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ดอกแก้วรู้ทันทีเลยว่าเขาคนนั้นคือใคร! ‘คุณชายวัชร’ หรือ ‘หม่อมราชวงศ์พลวัชร เทพวรกานต์’ ราชนิกุลหนุ่มผู้มั่งคั่ง เป็นบุตรชายคนเดียวของ ‘หม่อมเจ้าประเวศน์’ และ ‘หม่อมสร้อยฟ้า’ บุรุษผู้นี้นอกจากจะหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตรแล้ว ยังร่ำรวยไปด้วยทรัพย์สมบัติพัสถานและหน้าที่การงานอันสูงส่ง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าหม่อมราชวงศ์หนุ่มจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง เพราะอีกด้านหนึ่งของเขาก็คือ คนไร้หัวใจ! ชอบเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่! เย็นชาเหมือนดั่งน้ำแข็งขั้วโลก! แถมยังมีนิสัยจอมเผด็จการอีกต่างหาก!
Ver másเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๘๘ ปลายฤดูเหมันต์...
ในยามค่ำคืนกลางดึกอันเงียบสงัดที่กระท่อมน้อยท้ายสวนซึ่งอยู่ติดอาณาเขตวังแสงจันทร์ ร่างอวบอิ่มของหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่งกำลังต่อสู้กับอาการบีบรัดช่องท้องที่รุมเร้าจู่โจมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าตัวรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ลูก’ ซึ่งตนได้เฝ้าฟูมฟักมานานหลายเดือนจะลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ในไม่ช้า...
อาการเจ็บหน่วงและปวดร้าวบริเวณท้องน้อยค่อยๆ ทวีคูณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดน้ำคร่ำก็แตกโพละออกมา
ป้านวลหญิงวัยกลางคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาลทำหน้าที่หมอตำแยจำเป็น พลางส่งเสียงบอกจังหวะให้กับหญิงสาวท้องแก่คนนั้นเป็นระยะๆ
“ไม่ต้องกลัวนะแม่วรรณ เบ่งเลย...”
“จ้ะป้า...อื้ดดด!”
ฉวีวรรณทำตามจนเหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากมน แต่ทว่าทารกน้อยก็ยังไม่โผล่พ้นออกมาดูโลกอย่างที่อยากให้เป็นสักที
“ใจเย็นๆ แม่วรรณ ค่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก แล้วเบ่งอีกที”
หญิงสาวกัดฟันรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมด แล้วเบ่งตามคำสั่งของป้านวลอีกครั้ง
“อื้ดดด!”
ใบหน้าขาวซีดบิดเบี้ยวเหยเก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ลำคอหดเกร็งจนเห็นเส้นเลือดปูดนูน และในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ ท้องที่เคยนูนโตก็ค่อยๆ ยุบยวบลงพร้อมๆ กับเสียงร้องไห้ระงมจ้าของทารกน้อยแรกเกิดดังขึ้น
“อุแว้! อุแว้! อุแว้!”
“เป็นผู้หญิงน่ะแม่วรรณ” ป้านวลเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะนำทารกน้อยห่อด้วยผ้าสีขาวสะอาดแล้วนำมาวางลงข้างๆ ของคนเป็นแม่
ดวงตาคู่สวยของฉวีวรรณพร่างพราวไปด้วยหยาดหยดใสแห่งความปลาบปลื้มในขณะมองภาพตรงหน้า มือเรียวบางค่อยๆ เอื้อมไปไล้ลูบทั่วพวงแก้มกระจิ๋วที่ยังคงมีเลือดเปรอะอยู่ปรอยๆ จากนั้นก็ปลดเอาสร้อยล็อกเกตสีเงินซึ่งสะท้อนแสงเทียนเป็นประกายวิบวับบนคอของตัวเองเอามาวางไว้ข้างๆ ตัวทารกน้อย ก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของผู้ให้กำเนิดจะเริ่มผาดแผ่ว ปลิดปลิว และหยุดไปในที่สุด...
“มะ...มะ...แม่วรรณ!!!”
ป้านวลร้องอุทานออกมาดังลั่น ทว่าคนที่หลับใหลไปชั่วนิรันดร์ไม่ได้รับรู้ถึงความอนาทรทุกข์ร้อนของใครอีกแล้ว
อนิจจาของทารกผู้แสนจะอาภัพ เพราะวันเกิดของตนกลับกลายเป็นวันที่มารดาผู้ให้กำเนิดล่วงลับ อ้อมกอดอันอบอุ่นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลับกลายเป็นอ้อมกอดของหญิงวัยกลางคนซึ่งเปรียบเสมือนญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
‘ดอกแก้ว’ คือชื่อที่ป้านวลตั้งให้ โดยนางเลี้ยงดูอุ้มชูเด็กน้อยคนนี้มาด้วยความรักความหวงแหน ถึงบางครั้งจะแร้นแค้นและอดมื้อกินมื้อ แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นป้าก็อุตสาหะหาอาหารมาเลี้ยง แม้กระทั่งบางวันไม่รู้จะหาอะไรมาให้กิน หญิงวัยกลางคนก็ยังบากหน้าไปขอน้ำนมวัวจากชาวบ้านในละแวกนั้นมาให้เด็กน้อยได้ดื่มประทังชีวิต...
๑๙ ปีต่อมา...
สายลมหนาวในยามราตรีกาล พัดพรายเข้ากระแทกโครมใส่ผนังไม้ไผ่เก่าครึของกระท่อมหลังเล็กจนแทบจะแตกปริออกจากกัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสัพยอกของต้นมะม่วงทึนทึกที่กวาดกิ่งดังครืดคราดอยู่ด้านข้างของกระท่อม
แรงลมทำเอาใบไม้แห้งยุ่ยที่กองสุมกันอยู่บนหลังคาเพิงหมาแหงนร่วงกราวปลิววะว่อนลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่าง ค่ำคืนนี้มืดสลัว มีเพียงแค่แสงพระจันทร์นวลผ่องที่ส่องสว่างซับน้ำค้างเป็นประกายอร่ามเรือง ยังผลให้ร่างแน่งน้อยของดอกแก้ว หญิงสาววัย ๑๙ ปี ซึ่งกำลังนอนขดคู้อยู่ภายในกระท่อมหลังนั้นต้องซุกกายเข้าไปใต้ผ้าห่มเก่าๆ จนเกือบจะคลุมมิดถึงปลายคางด้วยความหนาวเหน็บ เธอไม่ชอบฤดูกาลที่แสนจะทรมานแบบนี้เลย เพราะทุกค่ำคืนต้องทนทุกข์กับอากาศเย็นเฉียบที่เล็ดลอดมาตามช่องโหว่ของผนังไม้ผุๆ เข้าไปทำร้ายผิวอันบอบบาง แม้แต่ผ้าห่มก็ไม่สามารถช่วยปกป้องและให้ความอบอุ่นได้เลย...
เช้านี้ดวงอาทิตย์ทอแสงเรืองรองเบิกกลีบเมฆของวันใหม่ ดอกแก้วปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ และรีบยกมือป้องแสงเอาไว้เนื่องจากประกายแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมากระทบกับใบหน้าของตนพอดี เมื่อคืนจนแล้วจนรอดเธอแทบจะไม่ได้นอนเลย เพราะสายลมหนาวหอบหิ้วเอาความเย็นยะเยือกมากัดกร่อนผิวกายให้สั่นสะท้านไปทั่วทุกอณู...
หญิงสาวในชุดมอซอลุกขึ้นแล้วเดินไปใกล้ริมหน้าต่างเพื่อรับไออุ่นจากแสงแดดในยามเช้า นัยน์ตาสีดำสนิทกลมโตทอดมองออกไปเบื้องนอก ก็พบว่าป้านวลซึ่งเป็นญาติที่หลงเหลือเพียงคนเดียวค่อยๆ ยกหม้อดินขึ้นตั้งไฟที่กำลังโหมลุกเป็นสีแดงฉานอยู่บนเตาถ่าน
ร่างบอบบางจึงรีบกลับมานั่งพับผ้าห่มอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอนและเดินลงมาสมทบกับผู้เป็นป้าซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการหุงหาอาหารมื้อเช้าให้สองชีวิต
“อ้าวตื่นแล้วเหรอ...แก้ว”
“จ้ะป้า มีอะไรให้แก้วช่วยหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก เดี๋ยวเอ็งไปล้างหน้าล้างตาและเตรียมกินข้าว เสร็จแล้วจะได้ออกไปเก็บผักบุ้งเอาไปขายที่ตลาดกัน”
ดอกแก้วพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะรีบหมุนตัวไปทางตุ่มน้ำซึ่งอยู่ด้านหลังของกระท่อม มือเล็กๆ เปิดฝาตุ่มออกแล้วใช้ขันจ้วงตักน้ำมาล้างหน้าแค่ลวกๆ เนื่องจากความเย็นของน้ำในตุ่มเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เธออ้อยอิ่งนานไม่ได้
สองป้าหลานใช้เวลาในการกินข้าวมื้อเช้าไม่นานนัก จากนั้นดอกแก้วก็มุ่งหน้าไปยังคลองริมน้ำที่มีผักบุ้งหรือผักทอดยอดขึ้นอยู่เป็นบริเวณกว้าง หญิงสาวรีบลงไปเด็ดปลายยอดของผักชนิดนั้นใส่จนเต็มตะกร้าไม้ใบใหญ่ซึ่งจัดไว้และแบ่งเป็นกำๆ พอประมาณเพื่อเตรียมนำไปขายยังตลาด
ขณะนั้นเอง! เสียงฝีเท้าของอาชาไนยตัวหนึ่งวิ่งมาดังกุบกับๆ ก่อนจะร้องคำรามฮี้! พร้อมทั้งยกขาหน้าคู้ขึ้น หลังจากเจ้านายของมันกระตุกสายบังเหียนสุดแรง ทำเอาดอกแก้วที่กำลังก้มเก็บผักบุ้งอยู่อย่างขะมักเขม้นต้องค่อยๆ แหงนเงยใบหน้าขึ้นแล้วเขม้นตามองด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ
เขานั่งตัวตรงอย่างสง่างามบนม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ เบื้องหลังคือดวงอาทิตย์ขนาดมหึมากำลังแผ่รังสีสีทองอร่ามตรงเหลี่ยมภูผา สะท้อนให้ด้านหน้าของคนที่อยู่บนหลังม้ากลายเป็นเงาดำทมิฬราวกับอสูรร้ายที่โผล่ขึ้นมาจากห้วงอเวจี!
ใบหน้าที่ดูนิ่งขรึมกับจมูกโด่งเป็นสันคม อีกทั้งริมฝีปากหยักลึกแสนหยิ่งผยอง รับด้วยดวงตายาวรีสีดำขลับซึ่งกำลังกวาดมองมายังเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ดอกแก้วรู้ทันทีเลยว่า เขาคนนั้นคือใคร!
‘คุณชายวัชร’ หรือ ‘หม่อมราชวงศ์พลวัชร เทพวรกานต์’ ราชนิกุลหนุ่มผู้มั่งคั่ง เป็นบุตรชายคนเดียวของ ‘หม่อมเจ้าประเวศน์’ และ ‘หม่อมสร้อยฟ้า’
บุรุษผู้นี้นอกจากจะหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตรแล้ว ยังร่ำรวยไปด้วยทรัพย์สมบัติพัสถานและหน้าที่การงานอันสูงส่ง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าหม่อมราชวงศ์หนุ่มจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง เพราะอีกด้านหนึ่งของเขาก็คือ คนไร้หัวใจ! ชอบเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่! เย็นชาเหมือนดั่งน้ำแข็งขั้วโลก! แถมยังมีนิสัยจอมเผด็จการอีกต่างหาก!
“อีตาคุณชายขี้งก! กะอีแค่ผักบุ้งที่เกิดขึ้นเองตามริมคลองน้ำ ไม่รู้จะงกไปถึงไหนกันเชียว คนบ้าอะไรใจดำชะมัด งกได้แม้กระทั่งผักบุ้ง...ฮึ!”
หญิงสาวสะบัดไหล่พรืด ทำจมูกบาน หายใจฟืดฟาดเหมือนวัวกระทิงเห็นศัตรู แล้วจึงหันกลับไปก้มหน้าก้มตาเก็บผักบุ้งตามเดิมโดยไม่สนใจว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจะชักสีหน้าเช่นไร
หม่อมราชวงศ์พลวัชรรีบกระโดดลงมาจากหลังม้า ร่างสูงผึ่งผายภายใต้อาภรณ์หรูหราส่งสายตาวาวโรจน์เสมือนพญาราชสีห์กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ มือหนาเกร็งแกร่งชักปืนสั้นที่อยู่ในซองพกเข็มขัดเอว พลางจรดปลายกระบอกชี้ขึ้นบนท้องฟ้า และลั่นไกเสียงดัง เปรี้ยง! เปรี้ยง! สองนัดติดกัน ก่อนจะเอาปลายกระบอกร้อนๆ ลงมาเป่าควันดังฟิ้วอย่างมาดคาวบอย
ดอกแก้วเบ้ปากแล้วคิดอคติต่ออีตาคุณชายหน้าปลาช่อนในใจอย่างโกรธเคือง จนอดที่จะแสดงกิริยาฮึดฮัดออกมาไม่ได้ หญิงสาวรู้ดีว่าตัวเองไม่ควรเข้ามาเก็บผักบุ้งในอาณาเขตของเขา แต่จะให้ทำกระไรได้ ถ้าไม่เข้ามาเก็บ เธอกับป้าก็ไม่มีอันจะกินเป็นแน่
มือหนาเกร็งแกร่งเอื้อมไปหยิบไปป์ซึ่งวางไว้อยู่บนโต๊ะตรงหน้า ก่อนที่มืออีกข้างจะหยิบยาเส้นจากกล่องใบเล็กยัดใส่ลงไปในไปป์นั้นครึ่งหนึ่ง แล้วก็จุดไฟสูบลมผ่านไปป์เบาๆ ให้เกิดการเผาไหม้ทีละน้อย ไปป์คือสิ่งที่หม่อมราชวงศ์หนุ่มใช้เพื่อผ่อนคลายเมื่อคราอารมณ์หงุดหงิดหรือขุ่นเคืองใจอะไรสักอย่างร่างสูงสง่าลุกจากโซฟาเดินตรงไปยังหน้าต่าง พลางพ่นควันออกฉุยๆ พร้อมกับทอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณสวนดอกไม้ขณะนั้นเอง รถโฟล์คสีไข่ไก่คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าตึกใหญ่ ตามมาด้วยร่างโปร่งระหงสมส่วนดุจนางพญาของวิรัญญาในชุดกระโปรงยาวมินิสเกิร์ตสีปีกแมงทับ หญิงสาวขยับแว่นกันแดดอันโตขึ้นเหนือศีรษะ สยายผมไปด้านหลัง ก่อนจะเชิดหน้าตั้งก้าวฉับๆ เข้ามาในตัววังพลวัชรรู้จักกับวิรัญญาตั้งแต่ไปร่ำเรียนอยู่ที่เมืองนอก ทั้งคู่สนิทสนมกันเป็นอย่างมาก จนใครหลายๆ คนเชียร์ให้คบหาดูใจกัน แต่จนแล้วจนรอดกระทั่งเรียนจบ พลวัชรก็ยังคงขีดเส้นความสัมพันธ์กับเธอไว้เพียงแค่เพื่อนเท่านั้น หาได้รู้ไม่ว่าวิรัญญามีใจให้เขามาโดยตลอด และนับวันความรู้สึกนั้นก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งกลับกลายเป็นหึงหวง ไม่ว่าอิสตรีคนไหนที่เข
“ป้านวลจ๋า แก้วกลับมาแล้ว”เสียงใสๆ ตะโกนเรียกผู้เป็นป้าเจื้อยแจ้วอย่างที่เคยทำเป็นประจำ“ไปกินรังแตนที่ไหนมาล่ะนังแก้ว ถึงได้ตะโกนซะเสียงดังเชียว...” นางนวลเอ่ยถาม พลางละมือจากการนวดแป้งเพื่อจะใช้ทำขนมเทียน หลังจากได้ยินเสียงเรียกของหลานสาวร่างอันอวบท้วมลุกจากแคร่แล้วเดินต้วมเตี้ยมอุ้ยอ้ายออกมาหา แต่เมื่อเหลือบมองไปเห็นสภาพที่เลอะเทอะขะมุกขะมอมของคนเป็นหลาน อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นตุ่ยๆ ราวกับหนูสกปรกตัวหนึ่ง จึงอุทานเสียงดังระงมและรีบกระวีกระวาดเข้าไปหาทันที“ตายแล้ว! นี่เอ็งไปทำอะไรมา ทำไมสารรูปถึงดูไม่ได้แบบนี้” หญิงสูงวัยใช้มือหมุนตัวของดอกแก้วไปมาอย่างสำรวจตรวจตรา“แก้วไม่เป็นอะไรหรอกป้า แต่ที่จะเป็นก็แค่ตรงนี้” มือเล็กยกขึ้นตบที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเองเบาๆ“เอ็งเป็นอะไรของเอ็งวะ ช่วยพูดให้ข้าเข้าใจง่ายๆ หน่อยซิ” คนเป็นป้าเลิกคิ้วฉงน“เจ็บใจนะสิป้า ก็แก้วกำลังเก็บผักบุ้งอยู่ดีๆ จู่ๆ อีตาคุณชายวัชรขี้งกก็ขี้ม้ามาเจอเข้า พูดจาเสียดสีกระแนะกระแหน มิหนำซ้ำยังบอกว่าจะจับแก้วไปส่งให้กับตำรวจ แต่พอแก้วไม่ยอม คุณชายบ้านั่นก็เลยจับแก้วโยนลงไปในคลองน้ำแทน ฮึ!”ได้ยินเช่นนั้น นางนวลถึงกับทอ
“เบื่อจริงๆ เลยพวกโจรกระจอกที่ชอบแอบมาขโมยพืชผักของคนอื่นแบบนี้ สงสัยคงต้องจับไปส่งตำรวจแล้วกระมัง เพราะไม่เช่นนั้นคงจะไม่หลาบไม่จำกันสักที” ผู้มาเยือนเริ่มต้นทักทายด้วยวาจาอันเผ็ดร้อนและรอยยิ้มหยามเหยียดตรงมุมปากหญิงสาวกัดเม้มริมฝีปากจนเจ็บพร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วจึงหันขวับมาประสานสายตากับคุณชายมาดหยิ่งด้วยท่าทีไม่ยี่หระ“แล้วไหนล่ะคะหลักฐานที่แสดงว่าดิฉันเป็นโจรกระจอกอย่างที่กล่าวหา”“ก็ผักบุ้งที่อยู่ในตะกร้าใบนั้นยังไงล่ะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเปิดฉากไล่ต้อน เน้นแววตาดุดัน “นี่เธอไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งเฉไฉกันแน่ แต่ก็อย่างว่า สันดานโจรยังไงก็เป็นสันดานโจรอยู่วันยังค่ำ คนประเภทนี้แก้เท่าไหร่ก็ไม่มีทางหาย นอกเสียจากจะไปนอนดัดนิสัยอยู่ที่ซังเตเท่านั้น มันถึงจะสาสม!”ดอกแก้วตวัดหางตามอง ขณะเชิดคางขึ้นอย่างเคืองขุ่น “แค่ผักบุ้งไม่กี่กำถึงกับจะต้องจับเข้าคุกเข้าตะราง มันไม่มากไปหน่อยรึ”“ไม่มากไปหรอกสำหรับนางโจรหัวขโมยเช่นเธอ”“ตลกจังเลยนะคะคุณชาย” หญิงสาวชูคอตั้ง“ตลกยังไงไม่ทราบ”“ก็ตลกคุณชายน่ะสิ” ร่างบอบบางก้มลงไปเก็บยอดผักบุ้งที่อยู่ในตะกร้าแล้วชูขึ้นระดับสายตา “หม่อมราชวง
เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๘๘ ปลายฤดูเหมันต์...ในยามค่ำคืนกลางดึกอันเงียบสงัดที่กระท่อมน้อยท้ายสวนซึ่งอยู่ติดอาณาเขตวังแสงจันทร์ ร่างอวบอิ่มของหญิงสาวท้องแก่คนหนึ่งกำลังต่อสู้กับอาการบีบรัดช่องท้องที่รุมเร้าจู่โจมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าตัวรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ลูก’ ซึ่งตนได้เฝ้าฟูมฟักมานานหลายเดือนจะลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ในไม่ช้า...อาการเจ็บหน่วงและปวดร้าวบริเวณท้องน้อยค่อยๆ ทวีคูณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดน้ำคร่ำก็แตกโพละออกมาป้านวลหญิงวัยกลางคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาลทำหน้าที่หมอตำแยจำเป็น พลางส่งเสียงบอกจังหวะให้กับหญิงสาวท้องแก่คนนั้นเป็นระยะๆ“ไม่ต้องกลัวนะแม่วรรณ เบ่งเลย...”“จ้ะป้า...อื้ดดด!”ฉวีวรรณทำตามจนเหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากมน แต่ทว่าทารกน้อยก็ยังไม่โผล่พ้นออกมาดูโลกอย่างที่อยากให้เป็นสักที“ใจเย็นๆ แม่วรรณ ค่อยๆ หายใจเข้าหายใจออก แล้วเบ่งอีกที”หญิงสาวกัดฟันรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมด แล้วเบ่งตามคำสั่งของป้านวลอีกครั้ง“อื้ดดด!”ใบหน้าขาวซีดบิดเบี้ยวเหยเก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ลำคอหดเกร็งจนเห็นเส้นเลือดปูดนูน และในช่