LOGINเขานั่งตัวตรงอย่างสง่างามบนม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ เบื้องหลังคือดวงอาทิตย์ขนาดมหึมากำลังแผ่รังสีทองอร่ามตรงเหลี่ยมภูผา สะท้อนให้ด้านหน้าของคนที่อยู่บนหลังม้ากลายเป็นเงาดำทมิฬราวกับอสูรร้ายที่โผล่ขึ้นมาจากห้วงอเวจี! ใบหน้าที่ดูนิ่งขรึมกับจมูกโด่งเป็นสันคม อีกทั้งริมฝีปากหยักลึกแสนหยิ่งผยอง รับด้วยดวงตายาวรีสีดำขลับซึ่งกำลังกวาดมองมายังเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ดอกแก้วรู้ทันทีเลยว่าเขาคนนั้นคือใคร! ‘คุณชายวัชร’ หรือ ‘หม่อมราชวงศ์พลวัชร เทพวรกานต์’ ราชนิกุลหนุ่มผู้มั่งคั่ง เป็นบุตรชายคนเดียวของ ‘หม่อมเจ้าประเวศน์’ และ ‘หม่อมสร้อยฟ้า’ บุรุษผู้นี้นอกจากจะหน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตรแล้ว ยังร่ำรวยไปด้วยทรัพย์สมบัติพัสถานและหน้าที่การงานอันสูงส่ง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าหม่อมราชวงศ์หนุ่มจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง เพราะอีกด้านหนึ่งของเขาก็คือ คนไร้หัวใจ! ชอบเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่! เย็นชาเหมือนดั่งน้ำแข็งขั้วโลก! แถมยังมีนิสัยจอมเผด็จการอีกต่างหาก!
View More“คุณชายถามตรงๆ แบบนี้ จะให้เรไรตอบว่าอย่างไรดีล่ะคะ” เรไรพูดเขินๆ“ผมมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับพี่ชายวัชร ผมกับคุณเรไรมีเรื่องจะมาปรึกษาหม่อมป้า”“เรื่องอะไรเหรอชายรุจ” พลวัชรเอ่ยถาม แต่ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มของหม่อมราชวงศ์หนุ่มผู้น้องก็พอจะเดาอะไรต่อมิอะไรออก“ผมกับคุณเรไรตกลงว่าจะแต่งงานกันน่ะครับ” พันธวุธเป็นฝ่ายบอก เพราะเรไรนั้นเอาแต่ยิ้มอายๆ บิดตัวไปมาจนม้วนอยู่คนเดียว“จริงหรือคะพี่เรไร!” ดอกแก้วอุทานขึ้น แล้วรีบขยับเข้าไปจับมือของพี่สาวเอาไว้มั่น“จริงจ้ะแก้ว” เรไรตอบยิ้มๆ“แก้วดีใจด้วยนะคะ”“พี่เองก็ดีใจกับแก้วด้วยที่กำลังจะมีหลานตัวน้อยให้พี่” เรไรคลี่ยิ้มสดใสก่อนจะหันไปทางพลวัชรและพันธวุธ “คุณชายทั้งสองคุยกันไปก่อนนะคะ เรไรขอตัวไปคุยกับแก้วตามประสาผู้หญิงสักครู่”“เชิญตามสบายเลยครับ” พลวัชรเอ่ยปากอนุญาต จากนั้นเรไรจึงจูงมือดอกแก้วไปทางสวนดอกไม้ของวังแสงจันทร์ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยต้นดอกแก้วที่พลวัชรสั่งให้ปลูกเพิ่มเติมจนพิศไปทางไหนก็เห็นแต่ใบสีเขียวขจีและดอกสีขาวนวลตายิ่งนัก“คุณชายคงจะรักแก้วมากนะถึงได้ปลูกต้นดอกแก้วไว้ทั่ววังแบบนี้” เรไรหันมาคุยกับน้องสาวตัวเองหลั
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กน้อยลิงทโมนจะสวยได้ถึงขนาดนี้”“แน่ะ” ดอกแก้วอมยิ้มจนแก้มเต็มย้วย “แก้วไม่ได้เป็นลิงทโมนสักหน่อย”“ตอนนั้นน่ะใช่เลยล่ะ ลิงทโมนแสนดื้อชัดๆ แต่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว แถมยังสวยอีกต่างหาก และที่สำคัญเป็นเมียฉันด้วย”คำพูดดังกล่าวทำเอาคนเป็นเจ้าสาวช้อนตามองอย่างอายๆ“ผ่านไปไม่เท่าไหร่เองนะคะ”“มันเหมือนผ่านมานานมากเลย อาจจะเป็นเพราะเธออยู่ในหัวใจของฉันตั้งแต่ตอนนั้นเลยกระมัง ฉันจึงรู้สึกว่าเราเป็นของกันและกันมานานแล้ว”“คุณชายพูดแบบลิเกกับเขาก็เป็นด้วย” หญิงสาวเอ่ยปากล้อเลียนเจ้าบ่าวของตัวเอง“ใครว่าล่ะ ฉันพูดจริงต่างหาก” น้ำเสียงของพลวัชรเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะใช้สายตาตัวเองตอกตรึงคนร่างเล็กเอาไว้ “แก้วจ๊ะ...”“คะ...”“ฉันรักเธอนะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนพาฝัน “แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า”“แก้วก็รักคุณชายค่ะ”คราวนี้ดอกแก้วบอกอย่างไม่อาย เพราะไม่มีอุปสรรคหรือข้อห้ามใดๆ ที่เธอจะต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไปแล้ว“ถ้าอย่างนั้นเป็นของฉันนะแก้ว...”“คุณชายบ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้...” ใบหน้าสวยหวานแดงแปร๊ดขึ้นทันที“บ้าตรงไหนกัน” พลวัชรยั่วเย้าด้วยรอ
“ป้าเต็มใจและยินดีที่จะรับหนูแก้วเป็นลูกสะใภ้จ้ะ” หม่อมสร้อยฟ้าเอ่ยขึ้นบ้าง“เพราะฉะนั้นห้ามหนีไปไหน ยังไงวันนี้เธอก็ต้องแต่งงานกับฉัน”พลวัชรพูดเป็นเชิงข่มขู่ แต่น้ำเสียงและแววตาที่มองมายังเจ้าสาวนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลลึกซึ้ง จนพวงแก้มของดอกแก้วแดงซ่านราวกับลูกตะขบที่สุกงอมเต็มที่“คนเจ้าเล่ห์...” หญิงสาวพึมพำเบาๆ “...คุณชายหลอกแก้ว”“ถ้าไม่ทำแบบนี้มีหรือคนแสนดื้ออย่างเธอจะยอมง่ายๆ” มือใหญ่หนาเอื้อมมาจับมือเรียวบางของดอกแก้วเข้าไปกระชับไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง “แต่งงานกับฉันนะดอกแก้ว ฉันรักเธอนะ”ดอกแก้วมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งเคียงข้างคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอดในฐานะเจ้าสาว และที่สำคัญเขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ‘เขารักเธอ’ หญิงสาวบอกตัวเองว่า ตอนนี้คงจะไม่สามารถปฏิเสธหรือหนีพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอคงจะตอบอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...“แต่งก็แต่งสิคะ แก้วไม่ได้ห้ามคุณชายเสียหน่อย”เสียงเฮดังขึ้นเมื่อดอกแก้วพูดประโยคดังกล่าวจบ จากนั้นพิธีการในตอนเช้าก็เริ่มขึ้นอย่างชื่นมื่นจนกระทั่งจบลงด้วยพิธีเรียกขวัญและผูกข้อม
อีกสองวันต่อมาพลวัชรก็ได้รับอนุญาตจากหมอให้กลับไปพักฟื้นต่อที่วังได้ คนงานและบ่าวไพร่ในวังแสงจันทร์ทั้งหลายต่างยิ้มแย้มอย่างดีใจที่เห็นคุณชายของพวกเขามีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทุกคนจึงช่วยกันตระเตรียมงานมงคลซึ่งจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ด้วยความขยันขันแข็ง และในขณะเดียวกันกำหนดวันลาพักร้อนของพันธวุธก็ใกล้จะหมดลง เขาจึงไปที่คุ้มเดือนดาราเพื่อลาดอกแก้วและเรไรก่อนจะเดินทางกลับพระนคร“ผมมาลากลับน่ะครับแก้ว...คุณเรไร...”“แล้วจะมาอีกเมื่อไหร่คะคุณชายรุจ” ดอกแก้วเอ่ยถามพันธวุธจึงได้แต่ทำหน้าเศร้าๆ เหมือนเด็กน้อยขาดความรัก“คงจะมาตอนงานแต่งพี่ชายวัชรกับคุณเรไรน่ะครับ กลับไปคราวนี้คงคิดถึงที่นี่น่าดู”“เอาไว้เจอกันใหม่นะคะคุณชายรุจ...” สองสาวเอ่ยลาหม่อมราชวงศ์หนุ่ม“แน่นอนครับ ผมต้องกลับมาที่นี่อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวลากลับพระนครเลยนะครับ”หลังจากเอ่ยลาสองสาวแสนสวยแห่งคุ้มเดือนดาราเสร็จ พันธวุธก็เดินไปที่รถเก๋งคันหรูของตัวเองโดยมีเรไรเดินไปส่ง ทั้งสองยืนคุยกันต่อครู่หนึ่งก่อนที่พันธวุธจะขึ้นรถและขับออกจากคุ้มเดือนดารามุ่งหน้าสู่พระนคร“คุณชายรุจกลับไปแล้วหรือคะพี่เรไร” ดอกแก้วเอ่ยถามหลังจากที่เห็น
เช้าวันรุ่งขึ้นเรไรชวนดอกแก้วมาเยี่ยมคุณชายพลวัชรแต่เช้า โดยที่เรไรขับรถมาเอง เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคนเป็นพี่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำและบอกให้ดอกแก้วล่วงหน้าไปก่อน หญิงสาวจึงมายืนเก้ๆ กังๆ ตรงหน้าห้องที่พลวัชรพักฟื้นอยู่เพียงลำพัง ครั้นจะผลักประตูเข้าไปก็ไม่กล้า เลยตัดสินใจยืนรอเรไรอยู่ที่หน้าห้อง ขณะ
หม่อมราชวงศ์หนุ่มชวนเรไรออกไปจากที่กำบังหลังฝนหยุดตกแล้ว จากนั้นเขาก็หาฟืนและใบไม้แห้งที่มีหลงเหลืออยู่ตามซอกหินต่างๆ มาจัดการก่อไฟ“หนาวมากไหมครับ”“ก็นิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวคลี่ยิ้มบางๆ“มาผิงไฟกันครับ คุณเรไรจะได้ไม่หนาว”เรไรพยักหน้าหงึกๆ พลางขยับเข้าไปใกล้กับกองไฟ ส่วนพันธวุธนั้นถอดเสื้อของตัวเอง
ที่กระท่อมร้างแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่กลางป่า หม่อมสร้อยฟ้ากับดอกแก้วถูกจับมัดมือมัดเท้าแล้วมัดติดกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ อีกที ทั้งสองถูกกลุ่มคนร้ายที่ดักอยู่กลางทางพามาที่นี่โดยใช้กระสอบคลุมหน้าเอาไว้ จึงทำให้ทั้งหม่อมสร้อยฟ้าและดอกแก้วไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน“ที่นี่ที่ไหน? แล้วพวกคุณเป็นใคร? ม
พันธวุธขับรถจากวังแสงจันทร์มาถึงคุ้มเดือนดาราในเวลาสายๆ โดยมีเรไรออกมาต้อนรับอย่างคนที่มีไมตรีจิตอันดีต่อกัน“สวัสดีค่ะคุณชายรุจ ลมอะไรหอบหิ้วมาคะเนี่ย”“สวัสดีครับคุณเรไร ผมก็ขับรถมาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ” พันธวุธสัพยอกเป็นเชิงขัน ทำให้หญิงสาวอดที่จะมองค้อนๆ ไม่ได้“แหมคุณชายนี่จะรวยมุกไปถึงไหนกั