Mag-log inเหวินซวี่ไห่มองหน้าสหายแวบหนึ่ง จากนั้นก็ได้แต่พยักหน้า “เจ้าต้องระวังตัวด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นกับเราสองคน หากเลี่ยงได้ข้าเองก็ไม่อยากให้เจ้าไปเสี่ยงที่หั่วซานอีก”
“วางใจเถิด ข้าเพียงไปที่วัด จะไม่เข้าใกล้หั่วซานอีก”
“เช่นนั้นข้าก็วางใจ อย่าลืมพาคนของเราไปด้วย”
กู้จื่อเหยียนเขียนจดหมายส่งกลับไปยังเมืองหลวงเงียบๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังหั่วซาน ยังคงกวนใจเขาไม่หยุดกระทั่งไม่อาจนอนหลับ
ภาพใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่คุกเข่าหน่าหลุมศพ อีกทั้งบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย หากแต่อะไรบางอย่างทำให้เขามั่นใจว่ามันคือปลายยอดหั่วซานอันสูงชันนั้น
“มันคืออะไรกันแน่”
เขาพึมพำกับตัวเองเงียบ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับพยายามนอนให้หลับ ระหว่างที่กำลังพลิกตัวและหลับตาลงนั้น เขาหาได้สังเกตเลยว่ามีเงาวูบหนึ่งผ่านหน้าต่างไป
เงานั้นวูบไหวไปยังห้องของเหวินซวี่ไห่ กระทั่งค่อยๆ เลือนหายเข้าไปด้านใน นับจากนั้นกระทั่งรุ่งสางเงานั้นก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
รุ่งเช้าวันต่อมากู้จื่อเหยียนเดินทางไปที่วัดเฮยหลง ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเมืองหลงอู่ เขาเข้าพบไต้ซือไป๋อู่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ให้เข้าพบโดยดีเนื่องจากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นมือปราบที่ช่วยเจ้าเมืองสืบคดีสำคัญหลายครั้ง
ไต้ซือไป๋อู่จ้องมองชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอนหายใจออกมา “ประสกหลายวันจากนี้จงระวังให้มาก เคราะห์ร้ายดูเหมือนกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว”
กู้จื่อเหยียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาบางๆ “ขอบคุณไต้ซือ ความจริงชะตาของข้านั้น มีไต้ซือหลายท่านเคยทำนายทายทัก อีกทั้งยังกล่าวเหมือนกันกับท่าน”
ไต้ซือไป๋อู่เพียงพยักหน้า “ชะตาของท่านเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องในอดีต ดีร้ายอย่างไรไม่อาจคาดเดา ขอเพียงท่านเชื่อมั่นในความดี ทุกอย่างย่อมส่งผลให้การกระทำลุล่วง”
“ข้าใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน หากข้าทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ในอดีต ข้าย่อมต้องชดใช้เป็นเรื่องธรรมดา”
“ประสกเป็นผู้ที่มีชะตากล้าแข็ง ทั้งยังเป็นผู้ที่ยึดมั่นต่อความถูกต้อง ยากนักที่จะพานพบ”
“ข้ามีเรื่องรบกวนสอบถาม”
“เชิญกล่าว”
“ดาบของข้าเล่มนี้” กู้จื่อเหยียนค่อยๆ วางดาบปักวสันต์ลงตรงหน้าไต้ซือไป๋อู่ เขามองอีกฝ่ายพิจารณาดาบของตนจากนั้นจึงวางลงดังเดิม
“เป็นดาบที่ดี” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่สีหน้ากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม
“เมื่อวานข้ากับสหายไปตรวจตราใกล้หั่วซาน”
ไต้ซือไป๋อู่ขมวดคิ้วมองชายหนุ่มจากนั้นจึงได้แต่พยักหน้าราวเพิ่งตระหนักบางอย่าง “สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความชั่วร้าย นี่คงเป็นเหตุผลที่ดาบเล่มนี้ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายเหล่านั้นมาด้วย”
“ท่านกล่าวไม่ผิด ข้ากับสหายดูเหมือนเจอเข้ากับบางอย่าง”
ไต้ซือไป๋อู่มองดาบปักวสันต์อีกครั้ง
“ไต้ซือพอจะทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดดาบเล่มนี้จึงสามารถทำร้ายปิศาจตนนั้นได้”
ไต้ซือไป๋อู่ยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมองกู้จื่อเหยียน แวบหนึ่งกึ่งกลางหน้าผากของกู้จื่อเหยียน กลับปรากฏสัญลักษณ์คล้ายอักขระสีทองขึ้น “หาใช่เป็นเพราะดาบเล่มนี้ไม่”
“ไต้ซือหมายความว่าอย่างไร”
“ชะตาของท่านมีความพิเศษ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับทางเลือกที่ท่านเลือกเดินทั้งสิ้น หากท่านต้องการคำตอบ ก็คงมีแต่ตัวท่านเท่านั้นที่สามารถหาพบ”
กู้จื่อเหยียนชะงัก เขาสบตากับไต้ซือไป๋อู่ครู่หนึ่ง ภาพของบุรุษผู้นั้นยังคงวนเวียนในความคิด “เช่นนั้นข้ารู้แล้วว่าสมควรทำเช่นไร”
“อามิตตาพุทธ”
กู้จื่อเหยียนจากมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขามองดูคนสองคนที่เขาพามาด้วย จากนั้นจึงเดินตรงเข้าไปหา “เจ้าสองคนกลับไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องอื่นที่ต้องทำ”
“ขอรับ”
มองดูเจ้าหน้าที่สองคนเดินจากไป กู้จื่อเหยียนได้แต่ถอนหายใจ เขาไม่อาจเสี่ยงพาผู้ใดขึ้นหั่วซานไปด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเรื่องอีก
ภาพความทรงจำเลือนรางที่เขาพบ เขามั่นใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับอดีตของเขา อดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน
นับจากผ่านพิธีสวมหมวกเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เขาเคยฝันซ้ำซาก หากแต่พอตื่นขึ้นกลับลืมเลือนไปจนสิ้น ที่จดจำได้คือความเศร้าโศกที่ยังคงเกาะกุมจิตใจ รวมไปถึงเสียงร้องไห้ตัดพ้อของคนผู้หนึ่ง ก่อนที่เสียงนั้นจะกลายเป็นความคลั่งแค้น เกลียดชัง...
ร่างสูงกระโดดขึ้นบนหลังม้าจากนั้นก็เลี้ยวไปอีกด้าน ซึ่งหาใช่ทิศทางเข้าเมืองไม่
เมื่อเขาจากไปแล้วภายในห้องของไต้ซือไป๋อู่ กลับปรากฏเงาร่างหนึ่งขึ้น ด้านข้างยังมีร่างของไต้ซือไป๋อู่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น สภาพร่างกายขาวซีดไร้สีเลือดหลงเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
“ท่านพี่...”
เสียงร่ำไห้ดังขึ้นด้วยความอ้างว้าง หากแต่เมื่อเงาร่างนั้นจางหายไป ทุกอย่างก็หลงเหลือเอาไว้เพียงความเงียบงัน
ครู่ต่อมาพระลูกวัดเข้ามาหาไต้ซือไป๋อู่ เขาร้องโหวกเหวกโวยวาย กระทั่งพบว่าไต้ซือไป๋อู่นั้นสิ้นลมไปแล้ว...
หั่วซานอันสูงชันหาได้ทำให้กู้จื่อเหยียนเปลี่ยนใจ เขาลงจากหลังม้าจากนั้นก็ลูบแผงคอมันเบาๆ “เจ้ากลับไปก่อนไม่ต้องรอ ข้าไม่รู้ว่าจะลงเขาเมื่อไร”
เจ้าม้าคู่ใจส่งเสียงในลำคอ จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับไปตามถนนที่มันพาเจ้านายมา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองทางเดินรกร้าง จากนั้นคิ้วเข้มก็ต้องขมวดมุ่น
“อาไห่ เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่”
เหวินซวี่ไห่ถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง “เพราะข้ารู้ว่ายังไงเจ้าก็ต้องมาอย่างไรเล่า” กล่าวจบก็ก้าวออกมาจากหลังต้นหยาง “เจ้าให้สองคนนั้นกลับไป ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าต้องมาที่นี่แน่ๆ”
“ข้ามีบางอย่างต้องการพิสูจน์”
“เจ้ากำลังเอาชีวิตไปทิ้ง ไม่มีใครที่ขึ้นไปแล้วได้กลับลงมา”
ในขณะที่กู้จื่อเหยียนถามคำถามว่าเหมยอวี่ซินคือใคร หญิงสาวเองก็กำลังถามคำถามเดียวกันนั้นกับตัวเอง นางหลับใหลมานาน...นานมากหนึ่งพันปีที่นางหลงลืม กระทั่งเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ความแค้นในใจที่รอวันสะสาง กระนั้นความแค้นที่อัดแน่นนั้นกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด นางหลงลืมหลายเรื่องคล้ายกับมีบางอย่างบดบังตัวนางเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดนางจึงหลับใหล ก่อนหน้านี้นางแค้นใคร ตัวนางในยามนี้มิใช่ปิศาจแน่หรือเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งต้นเหมยแดงตั้งตระหง่าน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ความรู้สึกมากมายถาโถม เหมยอวี่ซินพลันหลับตาสูดลมหายใจ มือข้างหนึ่งยื่นออกมาพร้อมกับแบออกพลังในกายแผ่ซ่านออกมากระทั่งร่างทั้งร่างเปล่งประกายสีทอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเมฆหมอกที่ปกคลุมยังเหนือยอดหั่วซานกลับเปิดออก แสงแดดส่องลอดมายังเหมยแดงซึ่งเบ่งบานตลอดสามฤดู“เหมยแดงพันปี อายุเท่ากับช่วงเวลาที่ข้าหลับใหล” นางพูดกับตัวเองเสียงเบา รับรู้ว่าชีวิตของนางผูกติดกับต้นเหมยตรงหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องในวันที่นางตื่นขึ้น นับจากเลือดของกู้จื่อเหยียนหยดลงไปยังพื้นดิน รากของต้นเหมยที่ดูดซับเลือดเพียงหยดเดียว กลับสามารถปลุกน
เหมยอวี่ซินหัวเราะเบาๆ กับน้ำเสียงสุภาพของชายหนุ่ม ‘เจ้าเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา โดนสหายทรยศจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้ยังมัวมานั่งคิดหาเหตุผล ไม่เรียกโง่งมยังจะเรียกอะไรได้อีก’กู้จื่อเหยียนคิ้วกระตุกกับประโยคแรกของนาง ‘ข้าจะครบยี่สิบสี่ปีเต็มแล้ว ทั้งยังเป็นถึงหัวหน้ามือปราบ’‘ข้าหลับใหลมาพันปี สำหรับข้าอย่างไรเจ้าก็คือเด็กน้อย’เขาเถียงสู้นางไม่ได้จึงได้แต่ถอนใจอย่างจำนน ‘ข้าคบหาเขาเป็นสหายได้เพียงปีเดียวก็จริง แต่อาไห่เป็นคนไม่เลว’‘เป็นคนไม่เลวที่มีใจอยากสังหารเจ้า’ นางต่อประโยคของเขาทันที‘ข้ามั่นใจว่าต้องมีบางเรื่องอยู่เบื้องหลัง ว่าแต่เรื่องที่หั่วซาน ท่านพอจะรู้ต้นสายปลายเหตุหรือไม่’ กู้จื่อเหยียนไม่อยากต่อคำกับนาง ดังนั้นจึงได้แต่เดินไปยังจวนว่าการเงียบๆ ที่นั่นใต้เท้าอันกำลังรออยู่ชายหนุ่มคาดไม่ผิดเพราะนี่คือศพแรกจากคดีประหลาดจริงๆ เขาอาสาทำคดีนี้เอง โดยบอกใต้เท้าอันให้เหวินซวี่ไห่รับผิดชอบคดีอื่นเขาคิดและหวังจริงๆ ว่า หากเขาสามารถไขคดีนี้ได้ พร้อมกันนั้นก็มองหาสาเหตุที่ทำให้เหวินซวี่ไห่ทำร้ายเขา บางทีเขาอาจเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างให้เป็นไปในทางที่ดีกู้จื่อเหยียนเดินออกมาขึ้นม
เงาร่างของเหวินซวี่ไห่หายลับไปกับกลุ่มเมฆหมอก กู้จื่อเหยียนหลับตาลง กระทั่งรับรู้ถึงแรงกระแทกมหาศาลบวกกับความเจ็บปวดจนร่างแทบแหลกสลายหากแต่...เพราะเหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าหั่วซานแห่งนี้สูงชันมากเลยหรือดวงตาคมเข้มค่อยๆ กระพือเปิด ความเจ็บปวดและกลิ่นคาวของเลือดทำให้เขาหายใจติดขัด กระทั่งลมหายใจของเขาสะดุด เมื่อทันทีที่ลืมตาขึ้นสิ่งที่เขาเห็นกลับมิใช่ความตายที่รออยู่ตรงหน้า“เจ้าเป็นใคร”น้ำเสียงเรียบเรื่อยของสตรีตรงหน้าดังขึ้น ดวงตาของนางเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งผู้คน ใบหน้างดงามเปล่งปลั่งทำให้ผู้คนชวนใจสั่น ริมฝีปากเย้ายวนแดงเรื่อขยับไหวในยามเอื้อนเอื่อย“กล้าดีอย่างไรมารบกวนข้า”ความรู้สึกยินดีท่วมท้นในหัวใจ หากแต่กู้จื่อเหยียนกลับไม่เข้าใจตัวเอง เขามั่นใจว่าไม่เคยพบสตรีตรงหน้ามาก่อน หากแต่หัวใจเขากลับพองโต ราวกับเพิ่งพานพบสิ่งที่เขาทำหล่นหายเขาอ้าปากจะพูดแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียง เรี่ยวแรงของเขาเหือดหายไปพร้อมกับเลือดที่หลั่งรินออกจากกาย สายตาเหลือบมองเบื้องล่าง ความมืดอันไร้ที่สิ้นสุดทำให้เขารู้สึกเบาโหวง กลางลำตัวมีบางอย่างคล้ายรากไม้พันโดยรอบตัวเขากำลังห้อยอยู่ที่ไหนสักแห
หั่วซานสูงชันเต็มไปด้วยเมฆหมอกปกคลุม เงาร่างของชายหนุ่มสองคนซึ่งกำลังปีนป่ายขึ้นไปตามหินก้อนใหญ่ ซึ่งปิดทางเดินเชื่อมไปยังปลายยอดเขา ด้วยขนาดที่ใหญ่ผิดปกติอีกทั้งยังตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่ ทำให้ผู้คนไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดหินก้อนนี้ยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคงมองจากสภาพแล้วนัยว่าหินก้อนนี้คงอยู่ที่เดิมเป็นระยะเวลามากกว่าห้าร้อยปี หรืออาจจะนานกว่านั้น หากแต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้หลังปีนข้ามหินก้อนใหญ่ไปยังฝั่งตรงข้าม กู้จื่อเหยียนก็ยืนนิ่งเหม่อมองไปยังภาพที่ปรากฏตรงหน้า เขาไม่พูดอะไรกระทั่งสหายของตนปีนลงมายืนข้างๆ“นี่มันอะไรกัน” เหวินซวี่ไห่อ้าปากค้าง กระทั่งรู้สึกขนลุกซู่ท่ามกลางหุบเขาสูงชันรากไม้ขนาดใหญ่ที่ซอกซอนไปตามหินผา อีกทั้งกลีบดอกเหมยสีแดงที่ร่วงหล่นกระจัดกระจาย ส่วนหนึ่งยังคงปลิวไปตามสายลม ล่องลอยพลิ้วไหวราวกับหิมะสีแดงที่กำลังร่วงหล่นชายหนุ่มทั้งสองเงยหน้าขึ้นไปมองยังเหนือศีรษะ กิ่งเหมยแดงขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากซอกผา บดบังเอาไว้ด้วยหินผาที่ยื่นออกมา ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็มองไม่เห็นแม้ว่าจะมีความสามารถปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุด หากแ
“ข้าเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน เจ้าจะบอกอีกกี่ครั้งผลก็ยังคงเดิม”“เพราะอย่างนั้นข้าจึงจะไปกับเจ้าอย่างไรเล่า”“ไม่ได้” กู้จื่อเหยียนปฏิเสธ“ข้าจะไป หรือไม่เจ้ากับข้าแยกกันไปคนละทาง ข้าไปทางเจ้าไปทาง อย่างไรคดีนี้ข้าเองก็มีส่วนรับผิดชอบ”กู้จื่อเหยียนถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ เขาเพียงหมุนตัวเดินขึ้นเขาไปเงียบๆ และได้ยินเสียงฝีเท้าของเหวินซวี่ไห่เดินตามมา หากแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปเอ่ยปากไล่ลึกๆ แล้วเขาเองก็รู้สึกโล่งใจที่มีคนติดตามขึ้นเขา เพราะอีกใจหนึ่งก็ให้หวั่นใจกับสิ่งที่รอเขาอยู่บนยอดเขา เขากังวลว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับสหาย ซึ่งหาได้รับรู้อะไรด้วยไม่“จื่อเหยียนเจ้าจะขึ้นยอดเขาหรือ”เมื่อมั่นใจแล้วว่าสหายเดินตรงขึ้นเขา หาได้มีจุดประสงค์จะเดินสำรวจเพียงอย่างเดียว เหวินซวี่ไห่ก็รีบเอ่ยถาม ในใจอดรู้สึกหวั่นขึ้นมาไม่ได้ เพราะบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ ทำให้เขาหายใจติดขัดด้วยความหวาดผวา จนแทบจะแสดงออกมาทางสีหน้า“ข้าอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง”“อะไรหรือ”“หลุมศพ”“หา!!!”“ข้าฝันเห็นสตรีผู้หนึ่งมาสามปีเต็ม นับจากที่ข้าสวมหมวกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วันนั้นที่ข้าใช้ดาบแทงปิศาจที่ทางขึ้นหั่วซาน ข้าเห็นคนผ
เหวินซวี่ไห่มองหน้าสหายแวบหนึ่ง จากนั้นก็ได้แต่พยักหน้า “เจ้าต้องระวังตัวด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นกับเราสองคน หากเลี่ยงได้ข้าเองก็ไม่อยากให้เจ้าไปเสี่ยงที่หั่วซานอีก”“วางใจเถิด ข้าเพียงไปที่วัด จะไม่เข้าใกล้หั่วซานอีก”“เช่นนั้นข้าก็วางใจ อย่าลืมพาคนของเราไปด้วย”กู้จื่อเหยียนเขียนจดหมายส่งกลับไปยังเมืองหลวงเงียบๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังหั่วซาน ยังคงกวนใจเขาไม่หยุดกระทั่งไม่อาจนอนหลับภาพใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่คุกเข่าหน่าหลุมศพ อีกทั้งบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย หากแต่อะไรบางอย่างทำให้เขามั่นใจว่ามันคือปลายยอดหั่วซานอันสูงชันนั้น“มันคืออะไรกันแน่”เขาพึมพำกับตัวเองเงียบ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับพยายามนอนให้หลับ ระหว่างที่กำลังพลิกตัวและหลับตาลงนั้น เขาหาได้สังเกตเลยว่ามีเงาวูบหนึ่งผ่านหน้าต่างไปเงานั้นวูบไหวไปยังห้องของเหวินซวี่ไห่ กระทั่งค่อยๆ เลือนหายเข้าไปด้านใน นับจากนั้นกระทั่งรุ่งสางเงานั้นก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลยรุ่งเช้าวันต่อมากู้จื่อเหยียนเดินทางไปที่วัดเฮยหลง ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเมืองหลงอู่ เขาเข้าพบไต้ซือไป๋อู่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ให้เข้าพบโดยดีเนื่องจากรู้ว่าอีกฝ่ายเป







