เข้าสู่ระบบกู้จื่อเหยียนมองสบตากับเหวินซวี่ไห่นิ่ง ทั้งสองคนต่างตัดสินใจไม่พูดอะไร เพียงเก็บดาบขึ้นและต่างคนต่างก็ช่วยกันพยุงกันและกันเดินลงเขามา
ระยะทางที่ทั้งสองขึ้นเขาไปนั้นไม่ไกลนัก หากแต่เส้นทางที่รกร้างก็ทำให้ลำบากไม่น้อยกว่าจะเดินลงเขามาได้
เมื่อนำม้าที่ผูกเอาไว้เดินออกมาจากเขตหั่วซาน เหวินซวี่ไห่อดที่จะมองหน้าสหายของตนไม่ได้ เขาสงสัยหากแต่ก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยถามเช่นไรดี ดังนั้นจึงได้แต่รวบรวมความคิดของตัวเอง กระทั่งหันไปมองกู้จื่อเหยียนอีกครั้ง และพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมายังเขาเช่นกัน
“มีอะไรหรือ”
“จื่อเหยียน ข้า...”
“ข้าเหมือนจะเห็นภาพบางอย่าง ตอนที่ข้าแทงปิศาจตนนั้น”
เหวินซวี่ไห่เลิกคิ้วมองอีกฝ่าย “ภาพอะไร”
“บุรุษผู้หนึ่ง”
“ใครหรือ”
“ไม่รู้สิ ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน ดูเหมือนเขากำลังคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ” พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองยังยอดเขาที่ถูกเมฆหมอกหนาทึบบดบัง “หลุมศพที่ดูเหมือนจะตั้งอยู่บนยอดเขา...สักแห่ง”
หากเขาเดาไม่ผิดหลุมศพนั้นอาจอยู่เหนือยอดเขาหั่วซาน หากแต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา
“จื่อเหยียน” เหวินซวี่ไห่รู้สึกไม่ใคร่จะสบายใจนัก “เรื่องในวันนี้เราไม่ควรพูดออกไป ความเชื่ออันล้ำลึกของชาวบ้านที่นี่ อาจทำให้พวกเขาต่อต้านทั้งเจ้าและข้า”
“เพียงเพราะเราเข้ามาในหั่วซานหรือ”
“ใช่ ดีไม่ดีพวกเขาอาจโทษว่าเป็นเพราะเราสองคนเข้ามา ดังนั้นเรื่องการตายที่อาจยังคงเกิดขึ้นนั้น เราอาจกลายเป็นต้นเหตุขึ้นมาจริงๆ ข้าว่าเรื่องนี้...จนกว่าเราจะสามารถไขคดีได้ เรา...”
กู้จื่อเหยียนขมวดคิ้ว เขายังคงเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาสูงชัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำได้เพียงพยักหน้า “ข้าเข้าใจ ไปเถิด”
“ยังมี...”
“อะไรหรือ”
“เพราะอะไรดาบของเจ้าจึงสามารถทำร้ายปิศาจตนนั้นได้”
กู้จื่อเหยียนส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้” เขาส่ายหน้าด้วยความจนใจ เนื่องจากตัวเขาเองก็ประหลาดใจไม่แพ้ผู้เป็นสหาย
“จื่อเหยียน” เหวินซวี่ไห่ขมวดคิ้ว “หากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมจริงๆ เจ้าว่าเราควรทำเช่นไรดี”
มีหรือที่กู้จื่อเหยียนจะไม่เข้าใจว่าเหวินซวี่ไห่หมายความว่าอย่างไร เรื่องของปิศาจคนธรรมดาอย่างพวกเขาจะจัดการได้อย่างไร
“ข้าอยากไปลองปรึกษากับไต้ซือไป๋อู่ดูก่อน หากไม่ได้ผลคงต้องขอความช่วยเหลือไปยังเมืองหลวง ข้าพอจะรู้จักหลวงจีนที่มีฝีมือในเรื่องนี้อยู่บ้าง”
“เชื่อถือได้หรือ มิใช่เจ้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วทำไมเจ้าจึงรู้จักหลวงจีนเหล่านั้นเล่า”
“คำร่ำลือน่ะ” กู้จื่อเหยียนถอนหายใจออกมา “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้หรือไม่ แต่ดูเหมือนหลวงจีนผู้นั้นจะมีชื่อเสียงในเมืองหลวง”
เขาจดจำได้แม่นเนื่องจากอีกฝ่ายเคยรั้งเขาเอาไว้ ในวันที่เขาพามารดาไปไหว้พระที่วัด วันนั้นเขาถูกทักว่าอายุสั้น และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้มารดาสรรหาวิธีต่างๆ เพื่อต่อชะตาอายุให้เขา
‘น่าเสียดาย ท่านเป็นคนที่นับว่ามีดวงชะตาแรงกล้า หากแต่กลับอายุสั้นยิ่งนัก เรื่องราวในอดีตจะส่งผลให้ชะตาในอนาคตพลิกผัน ความผูกพันและความแค้นที่ยากสะสาง ทำให้ท่านล้วนไร้ซึ่งหนทางหลีกเลี่ยง อามิตตาพุทธ’
“เอาอย่างนี้สิ เจ้าส่งข่าวไปเลย ขอคำปรึกษาจากหลวงจีนผู้นั้น ไม่ว่าจะอย่างไรเราควรเหลือทางออกเอาไว้บ้าง”
“อืม” กู้จื่อเหยียนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบส่งข่าวไปที่เมืองหลวงทันที”
เหวินซวี่ไห่กระโดดขึ้นบนหลังม้า เช่นกันกับกู้จื่อเหยียน ทั้งสองยังคงมองเข้าไปยังทางขึ้นเขา ในใจสับสนนั้นกำลังครุ่นคิดในเรื่องที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เหวินซวี่ไห่สาบานกับตัวเอง หากไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะหาทางหลีกเลี่ยง ไม่เข้าใกล้สถานที่แห่งนี้อีกเป็นอันขาด
ผิดกับกู้จื่อเหยียนที่กำลังครุ่นคิดถึงภาพเหตุการณ์เลือนรางที่เขาเห็นเมื่อครู่ บุรุษผู้นั้นแม้เขาไม่คุ้นเคยแต่เพราะเหตุใดเขาจึงรับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างที่นั่งคุกเข่านิ่ง
เมื่อทั้งสองกลับเข้าไปในกำแพงเมือง กู้จื่อเหยียนกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนลาดตระเวนดูแลความปลอดภัย อีกทั้งกำชับให้ติดประกาศให้ชาวบ้านอยู่แต่ในบ้าน อย่าได้ออกมาด้านนอกในยามวิกาล
“เจ้าว่าปิศาจสาวตนนั้นจะถูกเจ้าฆ่าตาย หรือว่านางเพียงหายตัวไปชั่วคราวเท่านั้น”
“ข้าเองก็ไม่รู้” ในขณะที่ตอบคำถาม กู้จื่อเหยียนใช้ผ้าเช็ดดาบปักวสันต์ของตัวเอง พร้อมกันนั้นก็มองพิจารณาอย่างละเอียด
ดาบเล่มนี้เป็นดาบประจำตำแหน่ง เขาได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้ เพราะบิดาเป็นขุนนางตงฉินที่มีผลงานไม่น้อย อีกทั้งพี่ชายของเขาเองก็เป็นถึงราชอาลักษณ์หลวง ดังนั้นฮ่องเต้จึงทรงสนพระทัยเป็นพิเศษ ในวันที่เขาขอออกมาประจำการยังเมืองหลงอู่ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะมองเช่นไรเขาก็มองไม่เห็นว่ามีสิ่งใดพิเศษ จึงได้ทำให้เขาสามารถแทงปิศาจตนหนึ่งได้
“เจ้าจะให้คนส่งจดหมายไปยังเมืองหลวงเลยหรือไม่ ข้าพอรู้จักคนของหอสาส์น”
“อ้อ เช่นนั้นข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้เช้าข้าอยากลองไปที่วัด เผื่อไต้ซือไป๋อู่จะมีความเห็นอื่น”
“แต่พรุ่งนี้ข้าต้องเข้าเวรรักษาการ”
“ข้าไปคนเดียวได้”
กู้จื่อเหยียนยังคงสืบคดีฆาตกรรมอย่างเคร่งเครียด เขาลอบให้คนติดตามเหยื่อรายต่อไปเงียบๆ โดยเลือกคนสนิทของตนลาดตระเวนตามจุดต่างๆ ทั้งยังไม่เจาะจงเหยื่อรายใดเป็นพิเศษ เพียงบอกว่าเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากหากจะบอกว่าคนเหล่านั้นคือเหยื่อรายต่อไป ใครเล่าจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดซ้ำร้ายหากเหยื่อเหล่านั้นเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ไม่กลายเป็นว่าเขาเป็นคนร้ายเสียเองหรอกหรือการสืบสวนคดียังคงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เขาให้คนคอยสะกดรอยตามเหยื่อรายที่สอง หากแต่ก็ยังไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขายังมีเวลาอีกห้าวันเพื่อหาหาทางจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่การต่อสู้กับปีศาจนั้น อยู่เหนือความสามารถของเขาโดยสิ้นเชิงมองดูดาบปักวสันต์ของตนที่วางอยู่บนโต๊ะ กู้จื่อเหยียนได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาไปปรึกษากับหลวงจีนที่วัดอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อหาความพิเศษของดาบ เนื่องจากเขาเชื่อว่าต้องมีบางสิ่งในดาบเล่มนี้ ทำให้เขาสามารถทำร้ายปิศาจตนนั้นได้ กระนั้นคำตอบยังคงเหมือนเดิม ชะตาชีวิตของเขาที่ผู้พันกับอดีต ทำให้เขาต้องพานพบกับเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง“เรื่องใดเล่าที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยง”ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาก่อนทิ้งตัวลง
มองดูมือเล็กเรียวคว้าสาบเสื้อของเขา จากนั้นแหวกออกเผยให้เห็นรอยแผลที่เริ่มแห้งแล้วอย่างรวดเร็ว เขาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม“นี่คืออะไร”เขามองออกว่านางกรีดกลางอกของเขาเป็นรอยดอกเหมย และแน่นอนมันย่อมกลายเป็นแผลเป็นอย่างไม่ต้องสงสัยฝ่ามือเย็นเยียบวางลงไปเหนือแผล กู้จื่อเหยียนสะดุ้งเล็กน้อย มองการกระทำของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อสบตากับหญิงสาว เขาก็ทำได้เพียงปล่อยให้นางแตะต้องตามใจชอบความร้อนขุมหนึ่งแล่นมาตามฝ่ามือ แผลของเขาแสบร้อนขึ้นเล็กน้อย เมื่อนางยกมือออกแผลนั้นก็กลายเป็นเพียงปานแดงรูปดอกเหมย ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรแล้ว“เมื่อคืนเจ้าบอกว่าจะให้ข้าช่วยตามหาคน” กู้จื่อเหยียนนึกขึ้นได้ “เขาคือใคร”เหมยอวี่ซินใบหน้าเรียบเฉย “ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง” เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเกิดใหม่แล้ว หรือไปอยู่ที่ใด หนึ่งพันปีผันผ่าน นางมีเพียงต้องลงไปยมโลก หาไม่ก็ไม่มีทางหาเขาพบเขา...หน้าตาเปลี่ยนไปหรือยังคงเหมือนเดิม‘ฟู่เฉิง’ นามที่นางไม่อยากนึกถึง หากแต่ก็ยังคงเจ็บปวดทุกครั้งที่ตระหนักว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้นกับตัวนางเอง“คือ...ข้ามีเรื่องอ
เขาพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป นางคล้ายไม่ใช่ตัวนางในยามปกติกู้จื่อเหยียนพยายามอ้าปากส่งเสียง หากแต่ทุกอย่างยังคงเดิม ไร้ผล...“เจ้าคนทรยศ” เหมยอวี่ซินพึมพำ “เจ้าคนสมควรตาย”กู้จื่อเหยียนพยายามสูดลมหายใจเข้า “ข้า...ไม่ใช่...”“สมควรตาย...”“ข้าไม่ใช่...เขา ข้าคือกู้จื่อเหยียน”ดูเหมือนจะได้ผล แรงที่บีบรัดรอบคอหายวับไปพร้อมกับดวงตาของหญิงสาวที่กลับมาสุกใสเช่นเคย ใบหน้างดงามก้มลงมองกู้จื่อเหยียน ดวงตาของนางฉายแววงุนงงเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยอย่างรวดเร็วกู้จื่อเหยียนสูดลมหายใจเข้าเร็วๆ เขาไอออกมาถี่ๆ รู้สึกแสบร้าวไปทั้งลำคอ เช่นกันกับร่องรอยที่เขาคิดว่าต้องหลงเหลือเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อเหลือบสายตามองคนที่นั่งคร่อมร่างของเขา นางกลับมีท่าทีราวกำลังครุ่นคิด เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นดังนั้นจึงได้แต่นอนนิ่งเช่นนั้นเหมยอวี่ซินจ้องกู้จื่อเหยียนนิ่ง คิ้วเรียวของนางขมวดมุ่น ในยามที่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง เมื่อครู่นางอยู่ที่หั่วซาน รำลึกความหลังที่เกิดขึ้นทั้งหมดความโกรธแค้นทำให้นางราวคลุ้มคลั่ง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งไม่รู้เพราะอะไรนางจึงกลับมายังข้างกายเขาแล้ว
ในขณะที่กู้จื่อเหยียนถามคำถามว่าเหมยอวี่ซินคือใคร หญิงสาวเองก็กำลังถามคำถามเดียวกันนั้นกับตัวเอง นางหลับใหลมานาน...นานมากหนึ่งพันปีที่นางหลงลืม กระทั่งเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ความแค้นในใจที่รอวันสะสาง กระนั้นความแค้นที่อัดแน่นนั้นกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด นางหลงลืมหลายเรื่องคล้ายกับมีบางอย่างบดบังตัวนางเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดนางจึงหลับใหล ก่อนหน้านี้นางแค้นใคร ตัวนางในยามนี้มิใช่ปิศาจแน่หรือเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งต้นเหมยแดงตั้งตระหง่าน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ความรู้สึกมากมายถาโถม เหมยอวี่ซินพลันหลับตาสูดลมหายใจ มือข้างหนึ่งยื่นออกมาพร้อมกับแบออกพลังในกายแผ่ซ่านออกมากระทั่งร่างทั้งร่างเปล่งประกายสีทอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเมฆหมอกที่ปกคลุมยังเหนือยอดหั่วซานกลับเปิดออก แสงแดดส่องลอดมายังเหมยแดงซึ่งเบ่งบานตลอดสามฤดู“เหมยแดงพันปี อายุเท่ากับช่วงเวลาที่ข้าหลับใหล” นางพูดกับตัวเองเสียงเบา รับรู้ว่าชีวิตของนางผูกติดกับต้นเหมยตรงหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องในวันที่นางตื่นขึ้น นับจากเลือดของกู้จื่อเหยียนหยดลงไปยังพื้นดิน รากของต้นเหมยที่ดูดซับเลือดเพียงหยดเดียว กลับสามารถปลุกน
เหมยอวี่ซินหัวเราะเบาๆ กับน้ำเสียงสุภาพของชายหนุ่ม ‘เจ้าเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา โดนสหายทรยศจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้ยังมัวมานั่งคิดหาเหตุผล ไม่เรียกโง่งมยังจะเรียกอะไรได้อีก’กู้จื่อเหยียนคิ้วกระตุกกับประโยคแรกของนาง ‘ข้าจะครบยี่สิบสี่ปีเต็มแล้ว ทั้งยังเป็นถึงหัวหน้ามือปราบ’‘ข้าหลับใหลมาพันปี สำหรับข้าอย่างไรเจ้าก็คือเด็กน้อย’เขาเถียงสู้นางไม่ได้จึงได้แต่ถอนใจอย่างจำนน ‘ข้าคบหาเขาเป็นสหายได้เพียงปีเดียวก็จริง แต่อาไห่เป็นคนไม่เลว’‘เป็นคนไม่เลวที่มีใจอยากสังหารเจ้า’ นางต่อประโยคของเขาทันที‘ข้ามั่นใจว่าต้องมีบางเรื่องอยู่เบื้องหลัง ว่าแต่เรื่องที่หั่วซาน ท่านพอจะรู้ต้นสายปลายเหตุหรือไม่’ กู้จื่อเหยียนไม่อยากต่อคำกับนาง ดังนั้นจึงได้แต่เดินไปยังจวนว่าการเงียบๆ ที่นั่นใต้เท้าอันกำลังรออยู่ชายหนุ่มคาดไม่ผิดเพราะนี่คือศพแรกจากคดีประหลาดจริงๆ เขาอาสาทำคดีนี้เอง โดยบอกใต้เท้าอันให้เหวินซวี่ไห่รับผิดชอบคดีอื่นเขาคิดและหวังจริงๆ ว่า หากเขาสามารถไขคดีนี้ได้ พร้อมกันนั้นก็มองหาสาเหตุที่ทำให้เหวินซวี่ไห่ทำร้ายเขา บางทีเขาอาจเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างให้เป็นไปในทางที่ดีกู้จื่อเหยียนเดินออกมาขึ้นม
เงาร่างของเหวินซวี่ไห่หายลับไปกับกลุ่มเมฆหมอก กู้จื่อเหยียนหลับตาลง กระทั่งรับรู้ถึงแรงกระแทกมหาศาลบวกกับความเจ็บปวดจนร่างแทบแหลกสลายหากแต่...เพราะเหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าหั่วซานแห่งนี้สูงชันมากเลยหรือดวงตาคมเข้มค่อยๆ กระพือเปิด ความเจ็บปวดและกลิ่นคาวของเลือดทำให้เขาหายใจติดขัด กระทั่งลมหายใจของเขาสะดุด เมื่อทันทีที่ลืมตาขึ้นสิ่งที่เขาเห็นกลับมิใช่ความตายที่รออยู่ตรงหน้า“เจ้าเป็นใคร”น้ำเสียงเรียบเรื่อยของสตรีตรงหน้าดังขึ้น ดวงตาของนางเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งผู้คน ใบหน้างดงามเปล่งปลั่งทำให้ผู้คนชวนใจสั่น ริมฝีปากเย้ายวนแดงเรื่อขยับไหวในยามเอื้อนเอื่อย“กล้าดีอย่างไรมารบกวนข้า”ความรู้สึกยินดีท่วมท้นในหัวใจ หากแต่กู้จื่อเหยียนกลับไม่เข้าใจตัวเอง เขามั่นใจว่าไม่เคยพบสตรีตรงหน้ามาก่อน หากแต่หัวใจเขากลับพองโต ราวกับเพิ่งพานพบสิ่งที่เขาทำหล่นหายเขาอ้าปากจะพูดแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียง เรี่ยวแรงของเขาเหือดหายไปพร้อมกับเลือดที่หลั่งรินออกจากกาย สายตาเหลือบมองเบื้องล่าง ความมืดอันไร้ที่สิ้นสุดทำให้เขารู้สึกเบาโหวง กลางลำตัวมีบางอย่างคล้ายรากไม้พันโดยรอบตัวเขากำลังห้อยอยู่ที่ไหนสักแห







