Mag-log inกู้จื่อเหยียนมองสบตากับเหวินซวี่ไห่นิ่ง ทั้งสองคนต่างตัดสินใจไม่พูดอะไร เพียงเก็บดาบขึ้นและต่างคนต่างก็ช่วยกันพยุงกันและกันเดินลงเขามา
ระยะทางที่ทั้งสองขึ้นเขาไปนั้นไม่ไกลนัก หากแต่เส้นทางที่รกร้างก็ทำให้ลำบากไม่น้อยกว่าจะเดินลงเขามาได้
เมื่อนำม้าที่ผูกเอาไว้เดินออกมาจากเขตหั่วซาน เหวินซวี่ไห่อดที่จะมองหน้าสหายของตนไม่ได้ เขาสงสัยหากแต่ก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยถามเช่นไรดี ดังนั้นจึงได้แต่รวบรวมความคิดของตัวเอง กระทั่งหันไปมองกู้จื่อเหยียนอีกครั้ง และพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมายังเขาเช่นกัน
“มีอะไรหรือ”
“จื่อเหยียน ข้า...”
“ข้าเหมือนจะเห็นภาพบางอย่าง ตอนที่ข้าแทงปิศาจตนนั้น”
เหวินซวี่ไห่เลิกคิ้วมองอีกฝ่าย “ภาพอะไร”
“บุรุษผู้หนึ่ง”
“ใครหรือ”
“ไม่รู้สิ ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน ดูเหมือนเขากำลังคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ” พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองยังยอดเขาที่ถูกเมฆหมอกหนาทึบบดบัง “หลุมศพที่ดูเหมือนจะตั้งอยู่บนยอดเขา...สักแห่ง”
หากเขาเดาไม่ผิดหลุมศพนั้นอาจอยู่เหนือยอดเขาหั่วซาน หากแต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา
“จื่อเหยียน” เหวินซวี่ไห่รู้สึกไม่ใคร่จะสบายใจนัก “เรื่องในวันนี้เราไม่ควรพูดออกไป ความเชื่ออันล้ำลึกของชาวบ้านที่นี่ อาจทำให้พวกเขาต่อต้านทั้งเจ้าและข้า”
“เพียงเพราะเราเข้ามาในหั่วซานหรือ”
“ใช่ ดีไม่ดีพวกเขาอาจโทษว่าเป็นเพราะเราสองคนเข้ามา ดังนั้นเรื่องการตายที่อาจยังคงเกิดขึ้นนั้น เราอาจกลายเป็นต้นเหตุขึ้นมาจริงๆ ข้าว่าเรื่องนี้...จนกว่าเราจะสามารถไขคดีได้ เรา...”
กู้จื่อเหยียนขมวดคิ้ว เขายังคงเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาสูงชัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำได้เพียงพยักหน้า “ข้าเข้าใจ ไปเถิด”
“ยังมี...”
“อะไรหรือ”
“เพราะอะไรดาบของเจ้าจึงสามารถทำร้ายปิศาจตนนั้นได้”
กู้จื่อเหยียนส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้” เขาส่ายหน้าด้วยความจนใจ เนื่องจากตัวเขาเองก็ประหลาดใจไม่แพ้ผู้เป็นสหาย
“จื่อเหยียน” เหวินซวี่ไห่ขมวดคิ้ว “หากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมจริงๆ เจ้าว่าเราควรทำเช่นไรดี”
มีหรือที่กู้จื่อเหยียนจะไม่เข้าใจว่าเหวินซวี่ไห่หมายความว่าอย่างไร เรื่องของปิศาจคนธรรมดาอย่างพวกเขาจะจัดการได้อย่างไร
“ข้าอยากไปลองปรึกษากับไต้ซือไป๋อู่ดูก่อน หากไม่ได้ผลคงต้องขอความช่วยเหลือไปยังเมืองหลวง ข้าพอจะรู้จักหลวงจีนที่มีฝีมือในเรื่องนี้อยู่บ้าง”
“เชื่อถือได้หรือ มิใช่เจ้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วทำไมเจ้าจึงรู้จักหลวงจีนเหล่านั้นเล่า”
“คำร่ำลือน่ะ” กู้จื่อเหยียนถอนหายใจออกมา “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้หรือไม่ แต่ดูเหมือนหลวงจีนผู้นั้นจะมีชื่อเสียงในเมืองหลวง”
เขาจดจำได้แม่นเนื่องจากอีกฝ่ายเคยรั้งเขาเอาไว้ ในวันที่เขาพามารดาไปไหว้พระที่วัด วันนั้นเขาถูกทักว่าอายุสั้น และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้มารดาสรรหาวิธีต่างๆ เพื่อต่อชะตาอายุให้เขา
‘น่าเสียดาย ท่านเป็นคนที่นับว่ามีดวงชะตาแรงกล้า หากแต่กลับอายุสั้นยิ่งนัก เรื่องราวในอดีตจะส่งผลให้ชะตาในอนาคตพลิกผัน ความผูกพันและความแค้นที่ยากสะสาง ทำให้ท่านล้วนไร้ซึ่งหนทางหลีกเลี่ยง อามิตตาพุทธ’
“เอาอย่างนี้สิ เจ้าส่งข่าวไปเลย ขอคำปรึกษาจากหลวงจีนผู้นั้น ไม่ว่าจะอย่างไรเราควรเหลือทางออกเอาไว้บ้าง”
“อืม” กู้จื่อเหยียนพยักหน้าช้าๆ “ข้าจะรีบส่งข่าวไปที่เมืองหลวงทันที”
เหวินซวี่ไห่กระโดดขึ้นบนหลังม้า เช่นกันกับกู้จื่อเหยียน ทั้งสองยังคงมองเข้าไปยังทางขึ้นเขา ในใจสับสนนั้นกำลังครุ่นคิดในเรื่องที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เหวินซวี่ไห่สาบานกับตัวเอง หากไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะหาทางหลีกเลี่ยง ไม่เข้าใกล้สถานที่แห่งนี้อีกเป็นอันขาด
ผิดกับกู้จื่อเหยียนที่กำลังครุ่นคิดถึงภาพเหตุการณ์เลือนรางที่เขาเห็นเมื่อครู่ บุรุษผู้นั้นแม้เขาไม่คุ้นเคยแต่เพราะเหตุใดเขาจึงรับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างที่นั่งคุกเข่านิ่ง
เมื่อทั้งสองกลับเข้าไปในกำแพงเมือง กู้จื่อเหยียนกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนลาดตระเวนดูแลความปลอดภัย อีกทั้งกำชับให้ติดประกาศให้ชาวบ้านอยู่แต่ในบ้าน อย่าได้ออกมาด้านนอกในยามวิกาล
“เจ้าว่าปิศาจสาวตนนั้นจะถูกเจ้าฆ่าตาย หรือว่านางเพียงหายตัวไปชั่วคราวเท่านั้น”
“ข้าเองก็ไม่รู้” ในขณะที่ตอบคำถาม กู้จื่อเหยียนใช้ผ้าเช็ดดาบปักวสันต์ของตัวเอง พร้อมกันนั้นก็มองพิจารณาอย่างละเอียด
ดาบเล่มนี้เป็นดาบประจำตำแหน่ง เขาได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้ เพราะบิดาเป็นขุนนางตงฉินที่มีผลงานไม่น้อย อีกทั้งพี่ชายของเขาเองก็เป็นถึงราชอาลักษณ์หลวง ดังนั้นฮ่องเต้จึงทรงสนพระทัยเป็นพิเศษ ในวันที่เขาขอออกมาประจำการยังเมืองหลงอู่ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะมองเช่นไรเขาก็มองไม่เห็นว่ามีสิ่งใดพิเศษ จึงได้ทำให้เขาสามารถแทงปิศาจตนหนึ่งได้
“เจ้าจะให้คนส่งจดหมายไปยังเมืองหลวงเลยหรือไม่ ข้าพอรู้จักคนของหอสาส์น”
“อ้อ เช่นนั้นข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้เช้าข้าอยากลองไปที่วัด เผื่อไต้ซือไป๋อู่จะมีความเห็นอื่น”
“แต่พรุ่งนี้ข้าต้องเข้าเวรรักษาการ”
“ข้าไปคนเดียวได้”
เอวอ่อนขยับหมุนตอบรับเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่เขาเหนื่อยอ่อนจนเกินไป ดังนั้นจึงตอบสนองอีกสักรอบสองรอบอย่างที่ใจอยากไม่ได้อา...ถ้านี่คือความฝัน อย่างนั้นเขาก็อยากจะฝันให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยไม่รู้ว่าหลับไปกี่ชั่วโมงเหวินซวี่ไห่เหมือนจำได้ว่าออกมาจากบ้านตอนเก้าโมงเช้า ลืมตามองนาฬิกาบนผนังเป็นเวลาบ่ายสอง แต่อากาศมืดครึ้มและเสียงฝนที่ซัดสาด ทำให้ภายในห้องมืดสลัวถึงอย่างนั้นเมื่อเหลือบสายตามองช่วงล่างของตัวเอง ชายหนุ่มก็ได้แต่อ้าปากครวญเสียงสั่น แก่นกายในอุ้งปากแดงเรื่อซึ่งกลืนกินเขาจนมิด ทำให้ร่างแกร่งเกร็งแน่น เขาสูดปากพร้อมกับแอ่นเอวสอบขึ้นโดยไม่รู้ตัว“โอ...” สายตาคมสานสบกับดวงตายั่วยวนใบหน้างามซึ่งก้มอยู่ชิดกับกายส่วนล่าง ปลายลิ้นที่กำลังไล้เลียส่วนปลายของเขาซึ่งยังคงหลงเหลือธารร้อน“ตื่นก็ดีแล้ว” หญิงสาวเลียริมฝีปากก่อนค่อยๆ ขยับกายขึ้นทาบทับร่างสูง เขามองเหม่อด้วยหัวใจเต้นรัว ร่างกายซาบซ่านราวกำลังจะระเบิดออกมานึกว่าเป็นความฝันที่แท้เรื่องทั้งหมดคือความจริง จริงยิ่งกว่าจริง เพราะร่างงามตรงหน้ากำลังคร่อมร่างเขา เหวินซวี่ไห่คว้าสะโพกนิ่มเอาไว้แน่น เขากางขาออกเล็กน้อยในยามที่สอดเสย
“อา...” แก่นกายร้อนถูกบางอย่างกอบกุมชายหนุ่มลืมตาพรวด ไม่รู้ว่ากางเกงของเขาร่นลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้ที่เขาก้มลงเห็นคือมือข้างหนึ่งของเสี่ยวไป๋กำลังรูดรัดตัวตนของเขาที่แข็งขึงชูชัน“แหม น่ารักจริงนะคะ ตัวสั่นเชียว” หญิงสาวกระซิบ “แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ฉันไม่บุบสลายง่ายๆ หรอก ถึงอยากทำอย่างในคลิปนั่นก็ไม่เป็นไร”เหวินซวี่ไห่คำรามออกมา เขาดันร่างหญิงสาวไปข้างหลัง จนเสี่ยวไป๋ชนกับโต๊ะ ร่างเล็กถูกกดลงไปนอนราบกับโต๊ะ เกาะออกถูกรั้งลงมาจนอกอิ่มดีดตัวเป็นอิสระ ชายกระโปรงถูกถลกขึ้นสูง สองขาถูกแหวกออกอย่างหยาบคาย กระทั่งแพนตี้ลูกไม้เองเขาก็ไม่เสียเวลาถอด เพียงใช้ปลายนิ้วเขี่ยไปให้พ้นทางชายหนุ่มไม่พูดพร่ำดันตัวตนพร้อมพรั่งของตัวเองเข้าไปทันที กดพรวดโดยไม่รั้งรอ“อ๊า!!!” เขาคำรามออกมาเสียงดัง แนบกายด้านหน้าลงกับเรือนกายนุ่ม เรือนกายสะท้านราวกับบางอย่างปริแตก แต่ถึงอย่างนั้นความสุขสมหวิวไหวกลับเข้าครอบงำเสี่ยวไป๋เองก็กระสันซ่านจนร่างสั่นระริก แม้ภายในแห้งเหือดแต่แก่นกายร้อนรุ่มกลับเติมเต็มความหิวโหยในช่วงหลายวันมานี้ เรียวขาเพรียวแยกออกเพื่อเพิ่มความแนบชิด กอดเกี่ยวเอวสอบที่กดลึกจนร่างทั้งสอง
เสี่ยวไป๋หัวเราะกับความใสซื่อที่มากับน้ำเสียง “ก็ไม่เชิงค่ะ แต่ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นคงตามหาตัวได้ไม่ยาก” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะคิกสร้างความผ่อนคลายให้กับปลายสาย“ครับ เดี๋ยวผมเอาบัตรประจำตัวไปด้วย จะรอให้คุณแม่กลับมาก็คงอีกนาน ผมเอากุญแจไปให้คุณแล้วรออยู่ข้างนอกก็ได้ คุณจะได้ไม่กังวล”“ค่ะ” เสี่ยวไป๋ตอบรับ ในใจยิ้มกริ่มขอเพียงเขามาคนเดียวทุกอย่างก็ง่ายแล้วบ้านเช่าหลังนี้อยู่ห้างจากบ้านหลังอื่นไปเล็กน้อย กำแพงสูงที่ล้อมรอบทำให้มองไม่เห็นตัวบ้าน แต่โดยรวมแล้วสภาพแวดล้อมก็ดูไม่เลว อีกทั้งยังห่างไกลความเจริญพอสมควร หากจะค้างสักสองสามคืนก็นับว่าไม่เลวรถกระบะคันเล็กวิ่งเข้ามาจอดตามมาด้วยร่างสูงซึ่งก้าวลงมา เสี่ยวไป๋ลมหายใจสะดุด ดวงตาจดจ้องชายหนุ่มที่เดินตรงเข้ามาหานิ่ง หัวใจเต้นรัวด้วยความยินดี‘เหวินซวี่ไห่’หนุ่มน้อยคนนี้คือเหวินซวี่ไห่ไม่ผิดแน่ และเขาในตอนนี้น่าจะอายุน่าจะไม่เกินยี่สิบ หรือ...อาจจะมากกว่านั้นไม่กี่ปีชายหนุ่มกลืนน้ำลายให้กับหญิงสาวผู้เย้ายวนตรงหน้า เดรสเกาะอกสีแดงขับผิวกายขาวเนียน ส่งให้ร่างอวบอัดสมส่วนน่ามอง น่าสัมผัสไปทั่วทั้งตัว ทำให้หัวใจของเขาสั่น
แสงแรกของยามเช้าสาดส่องใบหน้างามซึ่งกำลังแย้มยิ้ม นางเลื่อนมือขึ้นลูบไล้แผ่นอกหนั่นแน่น เอวอ่อนบดเบียดช้าๆ เป็นจังหวะยั่วยวน“ขึ้นอยู่กับว่าท่านมีสิ่งใดดึงดูดใจให้ข้าตื่นขึ้น”กู้จื่อเหยียนกอดร่างงามแนบอก “สวรรค์ เจ้าตื่นขึ้นมาแล้ว”นางหัวเราะเสียงเบา “ข้าขอโทษ”“อย่าขอโทษ เจ้าไม่ผิด คนที่ผิดคือข้า เป็นข้าเอง” เขากอดนางแน่นพร้อมจุมพิตลงไปบนเรือนผมของหญิงสาว“ลำบากท่านแล้ว ข้าเพิ่งรู้ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ที่ข้าเข้าใจ”“ไม่เลยอะไรก็ได้ขอเพียงเจ้าตื่นขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดล้วนไม่เป็นไร” เขากระซิบเสียงเบา หากแต่นางกลับทำให้เขาครวญออกมาพร้อมกับร่างสั่นสะท้านเหมยอวี่ซินไล้เลียลำคอแกร่ง “ข้ากลายเป็นปิศาจราคะไม่อาจหวนคืนเป็นคนเดิมอีกแล้ว ท่านเตรียมตัวแล้วหรือยัง”เอวสอบกระทั้นเข้าหานางลึกล้ำ “อา...ดีเหลือเกิน นี่สิจึงเรียกว่าความสุขสมที่ปรารถนา” เขาจุมพิตนางคราหนึ่ง “แม่นางต้องการแบบใดเล่าข้าน้อยพร้อมรับใช้”หญิงสาวพลิกกายกดเขาลงกับพื้น ดวงตาพราวระยับพร้อมกับปลายลิ้นที่ไล้เลียไปรอบริมฝีปากแห้งผาก นางยกสะโพกขึ้น ก่อนกดลงไปกับความแข็งขึงจนสุดทางเสียงครางกระเส่าดังขึ้นผสานกัน บทรักอันเร่าร้อนของทั
ในความมืดอันเวิ้งว้างว่างเปล่า เหมยอวี่ซินลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าสิ้นหวัง นางมองศพของตัวเองซึ่งกำลังถูกโยนลงไปในบ่อน้ำ ก่อนเดินตามมือสังหารที่สังหารนางไปโดยไม่รู้ตัวบุรุษผู้นั้นคือองครักษ์คนสนิทของฟู่เฉิง เขามาเพื่อมอบความตายให้นาง ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย และวิญญาณของนางก็ถูกจองจำด้วยมนต์ดำแห่งความชั่วร้ายบุรุษผู้นั้นกลับมายังจวนอัครมหาเสนาบดี เขาเดินเข้าไปยังเรือนหลังอันเงียบงันไม่มีแม้แต่สาวใช้เข้ามาห้ามปราม กระทั่งเดินเข้าไปในห้องนอน ซึ่งในนั้นมีร่างของเซี่ยจิ้งนอนหลับอยู่ร่างสูงถอดเสื้อผ้าออกจากนั้นปีนขึ้นเตียง มือใหญ่ลูบไล้และปลุกเร้า กระทั่งเซี่ยจิ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าแตกตื่น หากแต่ต่อมาเมื่อมองเห็นชัดว่าเขาเป็นใคร นางกลับยิ้มกว้างออกมาบุรุษผู้นั้นดึงทึ้งชุดของเซี่ยจิ้งออก จากนั้นคนทั้งสองก็โผเข้าหา กอดรัด พัวพัน คลอเคลียแนบชิด เสียงครางกระเส่าดังเล็ดลอดออกมาจากม่านหน้าเตียง เสียงกระทั้นกระแทกรุนแรง ยิ่งมาก็ยิ่งเรียกความเสียวซ่าน จนร่างงามของเซี่ยจิ้งสะท้านไหวนางไม่เพียงไม่รังเกียจ หากแต่ยังชื่นชอบความอึด และความแกร่งกล้าขององครักษ์ผู้นั้น คราแรกอาจปฏิเสธแต่ต่อมากลับโหยหา แ
ร่างสูงลุกขึ้นพร้อมกับกดร่างงามเข้าหาตัว พยุงให้นางแนบชิดกายส่วนหน้า เขาเดินลงไปในน้ำซึ่งปริ่มขึ้นมาถึงเอว จากนั้นเลื่อนมือเข้ากอบกุมสะโพกนิ่ม สอดตัวตนเข้าหานางเชื่องช้า“อา...ซินเอ๋อร์ ข้าคิดถึงเจ้า”ร่างแกร่งสะท้านเพราะนางเป็นฝ่ายกดเอวอ่อนเข้าหาเขา ราวกับไม่อาจทนอีกต่อไป ท่อนขาเพรียวกอดรัดเอวสอบโยกคลึงเบาๆ อย่างยั่วเย้า พร้อมกับจุมพิตพัวพันซึ่งรุกเร้าจุ่มจ้วงกู้จื่อเหยียนขบเม้มผิวนวลพร้อมกับถาโถมเอวสอบเข้าหาความอ่อนนุ่มซึ่งบีบรัด จังหวะร้อนแรงแผดเผา ส่งผลให้ผิวน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นกระทบเข้าหาริมฝั่งเสียงอันรัญจวนซึ่งเกิดจากการสอดประสาน นำพาความสุขสมซาบซ่านให้อบอวลทั่วบริเวณร่างสองร่างกอดเกี่ยวพัวพันแนบชิด เสียงครวญกระเส่าดังสลับกับเสียงผิวเนื้อกระทั้นกระแทก กลิ่นแห่งกามารมณ์ในอากาศ ผสานกับกลิ่นของดอกเหมยแดง ซึ่งปลิดปลิวกับสายลมกู้จื่อเหยียนดำดิ่งลงไปในห้วงแห่งความปรารถนา เขาเดินกลับเข้าหาฝั่ง วางร่างงามลงราบกับพื้น พร้อมกับเอนกายขึ้นทาบทับส่วนประสานยังคงแนบชิด ในยามที่กายแกร่งยกขึ้นสูง เพียงเพื่อให้เขาได้มองนางในยามที่เขาโจ้นจ้วงลึกล้ำ มือใหญ่เลื่อนไปกอบกุมอกอิ่ม บีบเคล้นตามจัง
จุดหฤหรรษ์ตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก เฮยโม่วอนขอนางด้วยใบหน้าแดงก่ำ ส่วนล่างโป่งพองแทบระเบิด เพราะต้องการการปลดปล่อยเซี่ยจิ้งคว้ามือของเบาขึ้นมากอบกุมอกอิ่มของตน บีบให้เขาเคล้นคลึงรับจังหวะที่นางทิ้งกายลงกลืนกินตัวตนผงาดกล้า ราวกับต้องการทำลายทุกอย่างที่อยู่ใต้ร่าง ใบหน้างามแหงนหงายขึ้นพร้อมกับจังหวะที่
นางเองก็เร่งร้อนดังนั้นจึงร่นระยะทางให้เขา เมื่อหลับตาและลืมตาขึ้นอีกครั้งเฮยโม่จึงยืนอยู่ข้างลำธาร โดยมีนางเกาะเกี่ยวพัวพันอยู่บนร่างเฮยโม่คำรามเสียงดังในลำคอ ลำธารสายเล็กเงียบสงบร้างไร้ผู้คน ริมลำธารมีหินห้อนใหญ่วางเรียงรายทั้งยังร่มรื่น เขาเดินไปนั่งลงไปใต้ต้นหยาง เพราะจุดนั้นมีหินขนาดเล็กคล้าย
นางไม่ได้ตาฝาด เมื่อครู่นางเห็นเขาจริงๆ เขาที่กำลังจูงม้าเดินไปตามท้องถนนด้วยรอยยิ้ม ในมือถือปิ่นประดับมุกส่องประกายงดงาม รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนเช่นที่นางได้เห็นในคราแรก วันที่เขาเดินทางไปสอบจอหงวนเซี่ยจิ้งพุ่งกายเข้าไปหากู้จื่อเหยียน หากแต่เงาร่างสีขาวกลับถูกบางอย่างกระแทกออกมา เสี่ยวไป๋รีบเข้าไปรั
อ้อยอิ่งอยู่บนเตียงจนแสงแดดสาดส่อง หลังลงจากเตียงกู้จื่อเหยียนรีบเข้าครัวจุดเตา เขาต้มน้ำและทำทุกอย่างด้วยตัวเองอย่างไม่รังเกียจ คิดถึงแผ่นหลังอันสับสนของเหมยอวี่ซินที่นอนหันหลังให้เขา รอยยิ้มขบขันก็เผยออกมาไม่รู้ว่านางกินอาหารได้อย่างมนุษย์หรือไม่ ดังนั้นเขาจึงต้องไปรบกวนท่านป้าข้างบ้านเพื่อขอแบ่







