Se connecter“ข้าเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน เจ้าจะบอกอีกกี่ครั้งผลก็ยังคงเดิม”
“เพราะอย่างนั้นข้าจึงจะไปกับเจ้าอย่างไรเล่า”
“ไม่ได้” กู้จื่อเหยียนปฏิเสธ
“ข้าจะไป หรือไม่เจ้ากับข้าแยกกันไปคนละทาง ข้าไปทางเจ้าไปทาง อย่างไรคดีนี้ข้าเองก็มีส่วนรับผิดชอบ”
กู้จื่อเหยียนถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ เขาเพียงหมุนตัวเดินขึ้นเขาไปเงียบๆ และได้ยินเสียงฝีเท้าของเหวินซวี่ไห่เดินตามมา หากแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปเอ่ยปากไล่
ลึกๆ แล้วเขาเองก็รู้สึกโล่งใจที่มีคนติดตามขึ้นเขา เพราะอีกใจหนึ่งก็ให้หวั่นใจกับสิ่งที่รอเขาอยู่บนยอดเขา เขากังวลว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับสหาย ซึ่งหาได้รับรู้อะไรด้วยไม่
“จื่อเหยียนเจ้าจะขึ้นยอดเขาหรือ”
เมื่อมั่นใจแล้วว่าสหายเดินตรงขึ้นเขา หาได้มีจุดประสงค์จะเดินสำรวจเพียงอย่างเดียว เหวินซวี่ไห่ก็รีบเอ่ยถาม ในใจอดรู้สึกหวั่นขึ้นมาไม่ได้ เพราะบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ ทำให้เขาหายใจติดขัดด้วยความหวาดผวา จนแทบจะแสดงออกมาทางสีหน้า
“ข้าอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง”
“อะไรหรือ”
“หลุมศพ”
“หา!!!”
“ข้าฝันเห็นสตรีผู้หนึ่งมาสามปีเต็ม นับจากที่ข้าสวมหมวกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วันนั้นที่ข้าใช้ดาบแทงปิศาจที่ทางขึ้นหั่วซาน ข้าเห็นคนผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ ข้าสงสัยว่าคนผู้นั้นคือตัวข้าเอง”
เหวินซวี่ไห่มองสหายราวไม่เคยรู้จักมาก่อน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าเคยมาที่หั่วซานเช่นนั้นหรือ”
“อาจใช่”
เหวินซวี่ไห่มองกู้จื่อเหยียนด้วยใบหน้าลังเล หากแต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็ออกเดินทางต่อ เขาได้แต่มองแผ่นหลังของกู้จื่อเหยียน ในดวงตาฉายแววสับสนลังเล กระทั่งเดินไปได้อีกครู่ใหญ่ ทั้งสองก็ตัดสินใจนั่งพัก
ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ความเงียบอันสวนทางกับความน่าจะเป็น ทำให้กู้จื่อเหยียนได้แต่มองไปรอบๆ ด้วยดวงตาสำรวจ คิ้วเข้มยังคงไม่คลายนับจากที่เขาขึ้นเขามา
เหวินซวี่ไห่มีท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรหลายครั้ง หากแต่ทุกครั้งก็หยุดชะงักก่อนจะเงียบไป
“เจ้าอยากจะพูดอะไรหรือ เหตุใดทำท่าทีลับๆ ล่อๆ”
ไม่คาดเหวินซวี่ไห่ถึงกับสะดุ้ง
“เจ้าหมายถึงเรื่องใด”
“ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เจ้าอยากจะพูดอะไรกับข้าหรือ”
เหวินซวี่ไห่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสน “เรากลับไปตอนนี้ยังทันนะ” พูดจบเขาก็มองไปรอบๆ ท่าทีของเขาราวกำลังหวาดกลัวบางอย่าง เสียงที่พูดหรือก็เบาแสนเบา
กู้จื่อเหยียนมองตามสายตาของสหาย นอกจากความเงียบและความรกทึบแล้ว เขาย่อมมองไม่เห็นสิ่งใดอีก “หากเจ้าเปลี่ยนใจก็ไปเถิด ข้าจะไปเองเพียงลำพัง”
กล่าวจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเตรียมตัวเดินทางต่อ ตอนนี้กำลังจะเลยยามอู่[1] แดดกำลังร้อน แต่เพราะต้นไม้สูงและทึบทำให้การเดินทางไปไม่ได้ลำบากนัก ดังนั้นหากจะเดินทางในยามนี้จึงไม่ร้อนมาก อีกทั้งหากโชคดีเขาอาจกลับลงมาก่อนฟ้ามืดได้สำเร็จ
มองดูแผ่นหลังสหายเดินจากไป เหวินซวี่ไห่ได้แต่รู้สึกผิดสายตามองผ่านต้นหยางขนาดใหญ่ เห็นเงาสีดำยืนอยู่ตรงนั้นอีกทั้งไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง หัวใจของเขาบีบรัด
“จื่อเหยียน ข้าขอโทษ” เขารีบเดินตามกู้จื่อเหยียนไปอย่างยอมจำนน ในใจหนักอึ้งไม่อาจทำอะไรได้นอกจากเดินขึ้นเขาไปเช่นกัน
ชั่วยามต่อมาในที่สุดชายหนุ่มทั้งสองก็เดินทางมาจนถึงทางแยก ถนนด้านซ้ายมองเห็นชัดเจนเพราะยังคงมีร่องรอยเก่าก่อน แม้ไร้ซึ่งคนสัญจรไปมาอยู่นาน ส่วนอีกเส้นทางนั้นมีหินก้อนใหญ่พังลงมาปิดถนนเอาไว้ ทำให้หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะมองไม่เห็นว่านั่นเคยเป็นเส้นทางที่ผู้คนใช้สัญจรไปมา
กู้จื่อเหยียนจ้องมองหินก้อนมหึมานั้นนิ่ง หากแต่เหวินซวี่ไห่กลับมองไปยังถนนอีกด้าน คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นว่ากู้จื่อเหยียนก้าวไปอีกฝั่งซึ่งหาใช่เส้นทางที่เขาหมายมั่น
“จื่อเหยียน” เหวินซวี่ไห่เดินเข้าไปขวางสหายเอาไว้
“อะไรหรือ”
“เจ้าจะไปไหน เส้นทางนั้นเป็นทางตันเจ้าก็เห็น”
กู้จื่อเหยียนจ้องมองไปยังก้อนหินนั้นนิ่ง บางอย่างบอกเขาว่าเบื้องหลังนั้นเขายังคงสามารถไปต่อได้ ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรจึงรู้สึกเช่นนั้น
“ข้าจะลองไปดู หากไม่ได้จริงๆ เราค่อยไปอีกทาง”
เหวินซวี่ไห่ขมวดคิ้ว เขามองไปยังเส้นทางเบื้องหลังด้วยสายตาเป็นกังวล “ไปทางนี้เถิด จะลำบากไปทำไมในเมื่อเห็นๆ อยู่ว่าเส้นทางอีกด้านน่าจะเดินทางสะดวกกว่า
“ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างด้านหลังหินก้อนนี้”
“อะไรนะ” เหวินซวี่ไห่ชะงัก “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ไม่อธิบายให้มากความกู้จื่อเหยียนยังคงปีนขึ้นไปตามรอยต่อของก้อนหิน ดาบปักวสันต์ห้อยข้างเอวกระทบก้อนหินดังเป็นจังหวะ เหวินซวี่ไห่ไม่มีทางเลือกดังนั้นจึงได้แต่รีบตามไป อีกทั้งยังไม่ลืมที่จะหันไปมองด้านหลังด้วยดวงตาเป็นกังวล
สายลมเย็นเยือกพัดผ่านใบหน้า คิ้วเข้มขมวดมุ่นในยามที่มือลูบลงไปยังรองเท้าหุ้มแข็ง ในนั้นมีมีดสั้นเล่มหนึ่งซุกซ่อนอยู่ มองดูแผ่นหลังของสหายที่กำลังปีนป่าย
เหวินซวี่ไห่ได้แต่กล่าวคำขอโทษในใจ อีกทั้งหัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
‘อย่าโทษข้าเลยนะ ข้าจำเป็นต้องทำ ระหว่างชีวิตเจ้าและหลันเอ๋อร์ หากข้าจำต้องเลือกข้าย่อมเลือกหลันเอ๋อร์แน่นอน’ ปิศาจสาวตนนั้นจับอันซิ่วหลันเอาไว้เพื่อข่มขู่เขา เขาไม่มีทางเลือกได้แต่ผิดต่อสหายแล้ว...
[1] ช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง
เอวอ่อนขยับหมุนตอบรับเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่เขาเหนื่อยอ่อนจนเกินไป ดังนั้นจึงตอบสนองอีกสักรอบสองรอบอย่างที่ใจอยากไม่ได้อา...ถ้านี่คือความฝัน อย่างนั้นเขาก็อยากจะฝันให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยไม่รู้ว่าหลับไปกี่ชั่วโมงเหวินซวี่ไห่เหมือนจำได้ว่าออกมาจากบ้านตอนเก้าโมงเช้า ลืมตามองนาฬิกาบนผนังเป็นเวลาบ่ายสอง แต่อากาศมืดครึ้มและเสียงฝนที่ซัดสาด ทำให้ภายในห้องมืดสลัวถึงอย่างนั้นเมื่อเหลือบสายตามองช่วงล่างของตัวเอง ชายหนุ่มก็ได้แต่อ้าปากครวญเสียงสั่น แก่นกายในอุ้งปากแดงเรื่อซึ่งกลืนกินเขาจนมิด ทำให้ร่างแกร่งเกร็งแน่น เขาสูดปากพร้อมกับแอ่นเอวสอบขึ้นโดยไม่รู้ตัว“โอ...” สายตาคมสานสบกับดวงตายั่วยวนใบหน้างามซึ่งก้มอยู่ชิดกับกายส่วนล่าง ปลายลิ้นที่กำลังไล้เลียส่วนปลายของเขาซึ่งยังคงหลงเหลือธารร้อน“ตื่นก็ดีแล้ว” หญิงสาวเลียริมฝีปากก่อนค่อยๆ ขยับกายขึ้นทาบทับร่างสูง เขามองเหม่อด้วยหัวใจเต้นรัว ร่างกายซาบซ่านราวกำลังจะระเบิดออกมานึกว่าเป็นความฝันที่แท้เรื่องทั้งหมดคือความจริง จริงยิ่งกว่าจริง เพราะร่างงามตรงหน้ากำลังคร่อมร่างเขา เหวินซวี่ไห่คว้าสะโพกนิ่มเอาไว้แน่น เขากางขาออกเล็กน้อยในยามที่สอดเสย
“อา...” แก่นกายร้อนถูกบางอย่างกอบกุมชายหนุ่มลืมตาพรวด ไม่รู้ว่ากางเกงของเขาร่นลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้ที่เขาก้มลงเห็นคือมือข้างหนึ่งของเสี่ยวไป๋กำลังรูดรัดตัวตนของเขาที่แข็งขึงชูชัน“แหม น่ารักจริงนะคะ ตัวสั่นเชียว” หญิงสาวกระซิบ “แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ฉันไม่บุบสลายง่ายๆ หรอก ถึงอยากทำอย่างในคลิปนั่นก็ไม่เป็นไร”เหวินซวี่ไห่คำรามออกมา เขาดันร่างหญิงสาวไปข้างหลัง จนเสี่ยวไป๋ชนกับโต๊ะ ร่างเล็กถูกกดลงไปนอนราบกับโต๊ะ เกาะออกถูกรั้งลงมาจนอกอิ่มดีดตัวเป็นอิสระ ชายกระโปรงถูกถลกขึ้นสูง สองขาถูกแหวกออกอย่างหยาบคาย กระทั่งแพนตี้ลูกไม้เองเขาก็ไม่เสียเวลาถอด เพียงใช้ปลายนิ้วเขี่ยไปให้พ้นทางชายหนุ่มไม่พูดพร่ำดันตัวตนพร้อมพรั่งของตัวเองเข้าไปทันที กดพรวดโดยไม่รั้งรอ“อ๊า!!!” เขาคำรามออกมาเสียงดัง แนบกายด้านหน้าลงกับเรือนกายนุ่ม เรือนกายสะท้านราวกับบางอย่างปริแตก แต่ถึงอย่างนั้นความสุขสมหวิวไหวกลับเข้าครอบงำเสี่ยวไป๋เองก็กระสันซ่านจนร่างสั่นระริก แม้ภายในแห้งเหือดแต่แก่นกายร้อนรุ่มกลับเติมเต็มความหิวโหยในช่วงหลายวันมานี้ เรียวขาเพรียวแยกออกเพื่อเพิ่มความแนบชิด กอดเกี่ยวเอวสอบที่กดลึกจนร่างทั้งสอง
เสี่ยวไป๋หัวเราะกับความใสซื่อที่มากับน้ำเสียง “ก็ไม่เชิงค่ะ แต่ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นคงตามหาตัวได้ไม่ยาก” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะคิกสร้างความผ่อนคลายให้กับปลายสาย“ครับ เดี๋ยวผมเอาบัตรประจำตัวไปด้วย จะรอให้คุณแม่กลับมาก็คงอีกนาน ผมเอากุญแจไปให้คุณแล้วรออยู่ข้างนอกก็ได้ คุณจะได้ไม่กังวล”“ค่ะ” เสี่ยวไป๋ตอบรับ ในใจยิ้มกริ่มขอเพียงเขามาคนเดียวทุกอย่างก็ง่ายแล้วบ้านเช่าหลังนี้อยู่ห้างจากบ้านหลังอื่นไปเล็กน้อย กำแพงสูงที่ล้อมรอบทำให้มองไม่เห็นตัวบ้าน แต่โดยรวมแล้วสภาพแวดล้อมก็ดูไม่เลว อีกทั้งยังห่างไกลความเจริญพอสมควร หากจะค้างสักสองสามคืนก็นับว่าไม่เลวรถกระบะคันเล็กวิ่งเข้ามาจอดตามมาด้วยร่างสูงซึ่งก้าวลงมา เสี่ยวไป๋ลมหายใจสะดุด ดวงตาจดจ้องชายหนุ่มที่เดินตรงเข้ามาหานิ่ง หัวใจเต้นรัวด้วยความยินดี‘เหวินซวี่ไห่’หนุ่มน้อยคนนี้คือเหวินซวี่ไห่ไม่ผิดแน่ และเขาในตอนนี้น่าจะอายุน่าจะไม่เกินยี่สิบ หรือ...อาจจะมากกว่านั้นไม่กี่ปีชายหนุ่มกลืนน้ำลายให้กับหญิงสาวผู้เย้ายวนตรงหน้า เดรสเกาะอกสีแดงขับผิวกายขาวเนียน ส่งให้ร่างอวบอัดสมส่วนน่ามอง น่าสัมผัสไปทั่วทั้งตัว ทำให้หัวใจของเขาสั่น
แสงแรกของยามเช้าสาดส่องใบหน้างามซึ่งกำลังแย้มยิ้ม นางเลื่อนมือขึ้นลูบไล้แผ่นอกหนั่นแน่น เอวอ่อนบดเบียดช้าๆ เป็นจังหวะยั่วยวน“ขึ้นอยู่กับว่าท่านมีสิ่งใดดึงดูดใจให้ข้าตื่นขึ้น”กู้จื่อเหยียนกอดร่างงามแนบอก “สวรรค์ เจ้าตื่นขึ้นมาแล้ว”นางหัวเราะเสียงเบา “ข้าขอโทษ”“อย่าขอโทษ เจ้าไม่ผิด คนที่ผิดคือข้า เป็นข้าเอง” เขากอดนางแน่นพร้อมจุมพิตลงไปบนเรือนผมของหญิงสาว“ลำบากท่านแล้ว ข้าเพิ่งรู้ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ที่ข้าเข้าใจ”“ไม่เลยอะไรก็ได้ขอเพียงเจ้าตื่นขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดล้วนไม่เป็นไร” เขากระซิบเสียงเบา หากแต่นางกลับทำให้เขาครวญออกมาพร้อมกับร่างสั่นสะท้านเหมยอวี่ซินไล้เลียลำคอแกร่ง “ข้ากลายเป็นปิศาจราคะไม่อาจหวนคืนเป็นคนเดิมอีกแล้ว ท่านเตรียมตัวแล้วหรือยัง”เอวสอบกระทั้นเข้าหานางลึกล้ำ “อา...ดีเหลือเกิน นี่สิจึงเรียกว่าความสุขสมที่ปรารถนา” เขาจุมพิตนางคราหนึ่ง “แม่นางต้องการแบบใดเล่าข้าน้อยพร้อมรับใช้”หญิงสาวพลิกกายกดเขาลงกับพื้น ดวงตาพราวระยับพร้อมกับปลายลิ้นที่ไล้เลียไปรอบริมฝีปากแห้งผาก นางยกสะโพกขึ้น ก่อนกดลงไปกับความแข็งขึงจนสุดทางเสียงครางกระเส่าดังขึ้นผสานกัน บทรักอันเร่าร้อนของทั
ในความมืดอันเวิ้งว้างว่างเปล่า เหมยอวี่ซินลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าสิ้นหวัง นางมองศพของตัวเองซึ่งกำลังถูกโยนลงไปในบ่อน้ำ ก่อนเดินตามมือสังหารที่สังหารนางไปโดยไม่รู้ตัวบุรุษผู้นั้นคือองครักษ์คนสนิทของฟู่เฉิง เขามาเพื่อมอบความตายให้นาง ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย และวิญญาณของนางก็ถูกจองจำด้วยมนต์ดำแห่งความชั่วร้ายบุรุษผู้นั้นกลับมายังจวนอัครมหาเสนาบดี เขาเดินเข้าไปยังเรือนหลังอันเงียบงันไม่มีแม้แต่สาวใช้เข้ามาห้ามปราม กระทั่งเดินเข้าไปในห้องนอน ซึ่งในนั้นมีร่างของเซี่ยจิ้งนอนหลับอยู่ร่างสูงถอดเสื้อผ้าออกจากนั้นปีนขึ้นเตียง มือใหญ่ลูบไล้และปลุกเร้า กระทั่งเซี่ยจิ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าแตกตื่น หากแต่ต่อมาเมื่อมองเห็นชัดว่าเขาเป็นใคร นางกลับยิ้มกว้างออกมาบุรุษผู้นั้นดึงทึ้งชุดของเซี่ยจิ้งออก จากนั้นคนทั้งสองก็โผเข้าหา กอดรัด พัวพัน คลอเคลียแนบชิด เสียงครางกระเส่าดังเล็ดลอดออกมาจากม่านหน้าเตียง เสียงกระทั้นกระแทกรุนแรง ยิ่งมาก็ยิ่งเรียกความเสียวซ่าน จนร่างงามของเซี่ยจิ้งสะท้านไหวนางไม่เพียงไม่รังเกียจ หากแต่ยังชื่นชอบความอึด และความแกร่งกล้าขององครักษ์ผู้นั้น คราแรกอาจปฏิเสธแต่ต่อมากลับโหยหา แ
ร่างสูงลุกขึ้นพร้อมกับกดร่างงามเข้าหาตัว พยุงให้นางแนบชิดกายส่วนหน้า เขาเดินลงไปในน้ำซึ่งปริ่มขึ้นมาถึงเอว จากนั้นเลื่อนมือเข้ากอบกุมสะโพกนิ่ม สอดตัวตนเข้าหานางเชื่องช้า“อา...ซินเอ๋อร์ ข้าคิดถึงเจ้า”ร่างแกร่งสะท้านเพราะนางเป็นฝ่ายกดเอวอ่อนเข้าหาเขา ราวกับไม่อาจทนอีกต่อไป ท่อนขาเพรียวกอดรัดเอวสอบโยกคลึงเบาๆ อย่างยั่วเย้า พร้อมกับจุมพิตพัวพันซึ่งรุกเร้าจุ่มจ้วงกู้จื่อเหยียนขบเม้มผิวนวลพร้อมกับถาโถมเอวสอบเข้าหาความอ่อนนุ่มซึ่งบีบรัด จังหวะร้อนแรงแผดเผา ส่งผลให้ผิวน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นกระทบเข้าหาริมฝั่งเสียงอันรัญจวนซึ่งเกิดจากการสอดประสาน นำพาความสุขสมซาบซ่านให้อบอวลทั่วบริเวณร่างสองร่างกอดเกี่ยวพัวพันแนบชิด เสียงครวญกระเส่าดังสลับกับเสียงผิวเนื้อกระทั้นกระแทก กลิ่นแห่งกามารมณ์ในอากาศ ผสานกับกลิ่นของดอกเหมยแดง ซึ่งปลิดปลิวกับสายลมกู้จื่อเหยียนดำดิ่งลงไปในห้วงแห่งความปรารถนา เขาเดินกลับเข้าหาฝั่ง วางร่างงามลงราบกับพื้น พร้อมกับเอนกายขึ้นทาบทับส่วนประสานยังคงแนบชิด ในยามที่กายแกร่งยกขึ้นสูง เพียงเพื่อให้เขาได้มองนางในยามที่เขาโจ้นจ้วงลึกล้ำ มือใหญ่เลื่อนไปกอบกุมอกอิ่ม บีบเคล้นตามจัง
กู้จื่อเหยียนยื่นมือออกไปช้าๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักใคร่ “ซินเอ๋อร์ ข้าขอโทษ ทุกอย่างเป็นความผิดของข้าเอง”มือข้างนั้นแตะลงไปยังแก้มนวลแผ่วเบา คิ้วเรียวของปิศาจสาวกระตุกน้อยๆ ราวกับนางไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด กระนั้นในยามที่ชายหนุ่มรั้งใบหน้าของนางเข้าหา นางกลับโอนอ่อนแต่โดยดีกู้จื่อเหยียนจุ
“ข้าทำผิดอะไร สวรรค์ เพราะเหตุใดใจร้ายกับข้าถึงเพียงนี้ เพราะเหตุใดต้องให้ข้าถูกผู้อื่นหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกผู้อื่นทำร้ายจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า”ดวงตาของนางเริ่มแดงฉานขึ้น ในยามที่หัวใจของนางกำลังจมดิ่งลงไปในความมืดดำของความโกรธแค้นเซี่ยจิ้งหัวเราะลั่นกับความทุกข์ทนของผู้อื่น มองใบหน้าโศกเศร้
เสียงโกรธเกรี้ยวพร้อมกับพลังจู่โจม ทำให้เหมยอวี่ซินหรี่ดวงตาลง นางหมุนตัวหลบพร้อมกับใช้รากเหมยสะบัดพลังนั้นไปอีกด้านเสียงแผ่นหินถูกกระแทกจนแตกร้าวและร่วงหล่น ยิ่งทำให้แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสะเทือนเลื่อนลั่น เหวินซวี่ไห่ซึ่งยังคงไม่เข้าใจในเหตุการณ์ได้แต่หาที่ยึดเกาะเหมยอวี่ซินวางร่างของกู้จื่อเหยียนลง
‘หากอยากให้ข้าไว้ชีวิตนาง พากู้จื่อเหยียนมาหาข้าบนหั่วซานใต้ จากนั้นข้าจะคืนอันซิ่วหลันให้เจ้า’‘ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร’คำตอบที่ได้คือปลายเล็บที่กดลึกลงไปยังไหล่กลมมนของอันซิ่วหลัน ใบหน้าของหญิงสาวหลับพริ้มราวกับไม่รับรู้ กระนั้นเลือดกลับค่อยๆ ซึมออกมาเป็นวง‘ข้ารับปาก! ข้ายอมแล้ว อย่าทำอะไรหลัน







