Mag-log in“ข้าเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน เจ้าจะบอกอีกกี่ครั้งผลก็ยังคงเดิม”
“เพราะอย่างนั้นข้าจึงจะไปกับเจ้าอย่างไรเล่า”
“ไม่ได้” กู้จื่อเหยียนปฏิเสธ
“ข้าจะไป หรือไม่เจ้ากับข้าแยกกันไปคนละทาง ข้าไปทางเจ้าไปทาง อย่างไรคดีนี้ข้าเองก็มีส่วนรับผิดชอบ”
กู้จื่อเหยียนถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ เขาเพียงหมุนตัวเดินขึ้นเขาไปเงียบๆ และได้ยินเสียงฝีเท้าของเหวินซวี่ไห่เดินตามมา หากแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปเอ่ยปากไล่
ลึกๆ แล้วเขาเองก็รู้สึกโล่งใจที่มีคนติดตามขึ้นเขา เพราะอีกใจหนึ่งก็ให้หวั่นใจกับสิ่งที่รอเขาอยู่บนยอดเขา เขากังวลว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับสหาย ซึ่งหาได้รับรู้อะไรด้วยไม่
“จื่อเหยียนเจ้าจะขึ้นยอดเขาหรือ”
เมื่อมั่นใจแล้วว่าสหายเดินตรงขึ้นเขา หาได้มีจุดประสงค์จะเดินสำรวจเพียงอย่างเดียว เหวินซวี่ไห่ก็รีบเอ่ยถาม ในใจอดรู้สึกหวั่นขึ้นมาไม่ได้ เพราะบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ ทำให้เขาหายใจติดขัดด้วยความหวาดผวา จนแทบจะแสดงออกมาทางสีหน้า
“ข้าอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง”
“อะไรหรือ”
“หลุมศพ”
“หา!!!”
“ข้าฝันเห็นสตรีผู้หนึ่งมาสามปีเต็ม นับจากที่ข้าสวมหมวกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วันนั้นที่ข้าใช้ดาบแทงปิศาจที่ทางขึ้นหั่วซาน ข้าเห็นคนผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ ข้าสงสัยว่าคนผู้นั้นคือตัวข้าเอง”
เหวินซวี่ไห่มองสหายราวไม่เคยรู้จักมาก่อน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าเคยมาที่หั่วซานเช่นนั้นหรือ”
“อาจใช่”
เหวินซวี่ไห่มองกู้จื่อเหยียนด้วยใบหน้าลังเล หากแต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็ออกเดินทางต่อ เขาได้แต่มองแผ่นหลังของกู้จื่อเหยียน ในดวงตาฉายแววสับสนลังเล กระทั่งเดินไปได้อีกครู่ใหญ่ ทั้งสองก็ตัดสินใจนั่งพัก
ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ความเงียบอันสวนทางกับความน่าจะเป็น ทำให้กู้จื่อเหยียนได้แต่มองไปรอบๆ ด้วยดวงตาสำรวจ คิ้วเข้มยังคงไม่คลายนับจากที่เขาขึ้นเขามา
เหวินซวี่ไห่มีท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรหลายครั้ง หากแต่ทุกครั้งก็หยุดชะงักก่อนจะเงียบไป
“เจ้าอยากจะพูดอะไรหรือ เหตุใดทำท่าทีลับๆ ล่อๆ”
ไม่คาดเหวินซวี่ไห่ถึงกับสะดุ้ง
“เจ้าหมายถึงเรื่องใด”
“ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เจ้าอยากจะพูดอะไรกับข้าหรือ”
เหวินซวี่ไห่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสน “เรากลับไปตอนนี้ยังทันนะ” พูดจบเขาก็มองไปรอบๆ ท่าทีของเขาราวกำลังหวาดกลัวบางอย่าง เสียงที่พูดหรือก็เบาแสนเบา
กู้จื่อเหยียนมองตามสายตาของสหาย นอกจากความเงียบและความรกทึบแล้ว เขาย่อมมองไม่เห็นสิ่งใดอีก “หากเจ้าเปลี่ยนใจก็ไปเถิด ข้าจะไปเองเพียงลำพัง”
กล่าวจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเตรียมตัวเดินทางต่อ ตอนนี้กำลังจะเลยยามอู่[1] แดดกำลังร้อน แต่เพราะต้นไม้สูงและทึบทำให้การเดินทางไปไม่ได้ลำบากนัก ดังนั้นหากจะเดินทางในยามนี้จึงไม่ร้อนมาก อีกทั้งหากโชคดีเขาอาจกลับลงมาก่อนฟ้ามืดได้สำเร็จ
มองดูแผ่นหลังสหายเดินจากไป เหวินซวี่ไห่ได้แต่รู้สึกผิดสายตามองผ่านต้นหยางขนาดใหญ่ เห็นเงาสีดำยืนอยู่ตรงนั้นอีกทั้งไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง หัวใจของเขาบีบรัด
“จื่อเหยียน ข้าขอโทษ” เขารีบเดินตามกู้จื่อเหยียนไปอย่างยอมจำนน ในใจหนักอึ้งไม่อาจทำอะไรได้นอกจากเดินขึ้นเขาไปเช่นกัน
ชั่วยามต่อมาในที่สุดชายหนุ่มทั้งสองก็เดินทางมาจนถึงทางแยก ถนนด้านซ้ายมองเห็นชัดเจนเพราะยังคงมีร่องรอยเก่าก่อน แม้ไร้ซึ่งคนสัญจรไปมาอยู่นาน ส่วนอีกเส้นทางนั้นมีหินก้อนใหญ่พังลงมาปิดถนนเอาไว้ ทำให้หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะมองไม่เห็นว่านั่นเคยเป็นเส้นทางที่ผู้คนใช้สัญจรไปมา
กู้จื่อเหยียนจ้องมองหินก้อนมหึมานั้นนิ่ง หากแต่เหวินซวี่ไห่กลับมองไปยังถนนอีกด้าน คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นว่ากู้จื่อเหยียนก้าวไปอีกฝั่งซึ่งหาใช่เส้นทางที่เขาหมายมั่น
“จื่อเหยียน” เหวินซวี่ไห่เดินเข้าไปขวางสหายเอาไว้
“อะไรหรือ”
“เจ้าจะไปไหน เส้นทางนั้นเป็นทางตันเจ้าก็เห็น”
กู้จื่อเหยียนจ้องมองไปยังก้อนหินนั้นนิ่ง บางอย่างบอกเขาว่าเบื้องหลังนั้นเขายังคงสามารถไปต่อได้ ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรจึงรู้สึกเช่นนั้น
“ข้าจะลองไปดู หากไม่ได้จริงๆ เราค่อยไปอีกทาง”
เหวินซวี่ไห่ขมวดคิ้ว เขามองไปยังเส้นทางเบื้องหลังด้วยสายตาเป็นกังวล “ไปทางนี้เถิด จะลำบากไปทำไมในเมื่อเห็นๆ อยู่ว่าเส้นทางอีกด้านน่าจะเดินทางสะดวกกว่า
“ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างด้านหลังหินก้อนนี้”
“อะไรนะ” เหวินซวี่ไห่ชะงัก “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ไม่อธิบายให้มากความกู้จื่อเหยียนยังคงปีนขึ้นไปตามรอยต่อของก้อนหิน ดาบปักวสันต์ห้อยข้างเอวกระทบก้อนหินดังเป็นจังหวะ เหวินซวี่ไห่ไม่มีทางเลือกดังนั้นจึงได้แต่รีบตามไป อีกทั้งยังไม่ลืมที่จะหันไปมองด้านหลังด้วยดวงตาเป็นกังวล
สายลมเย็นเยือกพัดผ่านใบหน้า คิ้วเข้มขมวดมุ่นในยามที่มือลูบลงไปยังรองเท้าหุ้มแข็ง ในนั้นมีมีดสั้นเล่มหนึ่งซุกซ่อนอยู่ มองดูแผ่นหลังของสหายที่กำลังปีนป่าย
เหวินซวี่ไห่ได้แต่กล่าวคำขอโทษในใจ อีกทั้งหัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
‘อย่าโทษข้าเลยนะ ข้าจำเป็นต้องทำ ระหว่างชีวิตเจ้าและหลันเอ๋อร์ หากข้าจำต้องเลือกข้าย่อมเลือกหลันเอ๋อร์แน่นอน’ ปิศาจสาวตนนั้นจับอันซิ่วหลันเอาไว้เพื่อข่มขู่เขา เขาไม่มีทางเลือกได้แต่ผิดต่อสหายแล้ว...
[1] ช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง
ในขณะที่กู้จื่อเหยียนถามคำถามว่าเหมยอวี่ซินคือใคร หญิงสาวเองก็กำลังถามคำถามเดียวกันนั้นกับตัวเอง นางหลับใหลมานาน...นานมากหนึ่งพันปีที่นางหลงลืม กระทั่งเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ความแค้นในใจที่รอวันสะสาง กระนั้นความแค้นที่อัดแน่นนั้นกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด นางหลงลืมหลายเรื่องคล้ายกับมีบางอย่างบดบังตัวนางเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดนางจึงหลับใหล ก่อนหน้านี้นางแค้นใคร ตัวนางในยามนี้มิใช่ปิศาจแน่หรือเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งต้นเหมยแดงตั้งตระหง่าน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ความรู้สึกมากมายถาโถม เหมยอวี่ซินพลันหลับตาสูดลมหายใจ มือข้างหนึ่งยื่นออกมาพร้อมกับแบออกพลังในกายแผ่ซ่านออกมากระทั่งร่างทั้งร่างเปล่งประกายสีทอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเมฆหมอกที่ปกคลุมยังเหนือยอดหั่วซานกลับเปิดออก แสงแดดส่องลอดมายังเหมยแดงซึ่งเบ่งบานตลอดสามฤดู“เหมยแดงพันปี อายุเท่ากับช่วงเวลาที่ข้าหลับใหล” นางพูดกับตัวเองเสียงเบา รับรู้ว่าชีวิตของนางผูกติดกับต้นเหมยตรงหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องในวันที่นางตื่นขึ้น นับจากเลือดของกู้จื่อเหยียนหยดลงไปยังพื้นดิน รากของต้นเหมยที่ดูดซับเลือดเพียงหยดเดียว กลับสามารถปลุกน
เหมยอวี่ซินหัวเราะเบาๆ กับน้ำเสียงสุภาพของชายหนุ่ม ‘เจ้าเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา โดนสหายทรยศจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้ยังมัวมานั่งคิดหาเหตุผล ไม่เรียกโง่งมยังจะเรียกอะไรได้อีก’กู้จื่อเหยียนคิ้วกระตุกกับประโยคแรกของนาง ‘ข้าจะครบยี่สิบสี่ปีเต็มแล้ว ทั้งยังเป็นถึงหัวหน้ามือปราบ’‘ข้าหลับใหลมาพันปี สำหรับข้าอย่างไรเจ้าก็คือเด็กน้อย’เขาเถียงสู้นางไม่ได้จึงได้แต่ถอนใจอย่างจำนน ‘ข้าคบหาเขาเป็นสหายได้เพียงปีเดียวก็จริง แต่อาไห่เป็นคนไม่เลว’‘เป็นคนไม่เลวที่มีใจอยากสังหารเจ้า’ นางต่อประโยคของเขาทันที‘ข้ามั่นใจว่าต้องมีบางเรื่องอยู่เบื้องหลัง ว่าแต่เรื่องที่หั่วซาน ท่านพอจะรู้ต้นสายปลายเหตุหรือไม่’ กู้จื่อเหยียนไม่อยากต่อคำกับนาง ดังนั้นจึงได้แต่เดินไปยังจวนว่าการเงียบๆ ที่นั่นใต้เท้าอันกำลังรออยู่ชายหนุ่มคาดไม่ผิดเพราะนี่คือศพแรกจากคดีประหลาดจริงๆ เขาอาสาทำคดีนี้เอง โดยบอกใต้เท้าอันให้เหวินซวี่ไห่รับผิดชอบคดีอื่นเขาคิดและหวังจริงๆ ว่า หากเขาสามารถไขคดีนี้ได้ พร้อมกันนั้นก็มองหาสาเหตุที่ทำให้เหวินซวี่ไห่ทำร้ายเขา บางทีเขาอาจเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างให้เป็นไปในทางที่ดีกู้จื่อเหยียนเดินออกมาขึ้นม
เงาร่างของเหวินซวี่ไห่หายลับไปกับกลุ่มเมฆหมอก กู้จื่อเหยียนหลับตาลง กระทั่งรับรู้ถึงแรงกระแทกมหาศาลบวกกับความเจ็บปวดจนร่างแทบแหลกสลายหากแต่...เพราะเหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าหั่วซานแห่งนี้สูงชันมากเลยหรือดวงตาคมเข้มค่อยๆ กระพือเปิด ความเจ็บปวดและกลิ่นคาวของเลือดทำให้เขาหายใจติดขัด กระทั่งลมหายใจของเขาสะดุด เมื่อทันทีที่ลืมตาขึ้นสิ่งที่เขาเห็นกลับมิใช่ความตายที่รออยู่ตรงหน้า“เจ้าเป็นใคร”น้ำเสียงเรียบเรื่อยของสตรีตรงหน้าดังขึ้น ดวงตาของนางเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งผู้คน ใบหน้างดงามเปล่งปลั่งทำให้ผู้คนชวนใจสั่น ริมฝีปากเย้ายวนแดงเรื่อขยับไหวในยามเอื้อนเอื่อย“กล้าดีอย่างไรมารบกวนข้า”ความรู้สึกยินดีท่วมท้นในหัวใจ หากแต่กู้จื่อเหยียนกลับไม่เข้าใจตัวเอง เขามั่นใจว่าไม่เคยพบสตรีตรงหน้ามาก่อน หากแต่หัวใจเขากลับพองโต ราวกับเพิ่งพานพบสิ่งที่เขาทำหล่นหายเขาอ้าปากจะพูดแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียง เรี่ยวแรงของเขาเหือดหายไปพร้อมกับเลือดที่หลั่งรินออกจากกาย สายตาเหลือบมองเบื้องล่าง ความมืดอันไร้ที่สิ้นสุดทำให้เขารู้สึกเบาโหวง กลางลำตัวมีบางอย่างคล้ายรากไม้พันโดยรอบตัวเขากำลังห้อยอยู่ที่ไหนสักแห
หั่วซานสูงชันเต็มไปด้วยเมฆหมอกปกคลุม เงาร่างของชายหนุ่มสองคนซึ่งกำลังปีนป่ายขึ้นไปตามหินก้อนใหญ่ ซึ่งปิดทางเดินเชื่อมไปยังปลายยอดเขา ด้วยขนาดที่ใหญ่ผิดปกติอีกทั้งยังตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่ ทำให้ผู้คนไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดหินก้อนนี้ยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคงมองจากสภาพแล้วนัยว่าหินก้อนนี้คงอยู่ที่เดิมเป็นระยะเวลามากกว่าห้าร้อยปี หรืออาจจะนานกว่านั้น หากแต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้หลังปีนข้ามหินก้อนใหญ่ไปยังฝั่งตรงข้าม กู้จื่อเหยียนก็ยืนนิ่งเหม่อมองไปยังภาพที่ปรากฏตรงหน้า เขาไม่พูดอะไรกระทั่งสหายของตนปีนลงมายืนข้างๆ“นี่มันอะไรกัน” เหวินซวี่ไห่อ้าปากค้าง กระทั่งรู้สึกขนลุกซู่ท่ามกลางหุบเขาสูงชันรากไม้ขนาดใหญ่ที่ซอกซอนไปตามหินผา อีกทั้งกลีบดอกเหมยสีแดงที่ร่วงหล่นกระจัดกระจาย ส่วนหนึ่งยังคงปลิวไปตามสายลม ล่องลอยพลิ้วไหวราวกับหิมะสีแดงที่กำลังร่วงหล่นชายหนุ่มทั้งสองเงยหน้าขึ้นไปมองยังเหนือศีรษะ กิ่งเหมยแดงขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากซอกผา บดบังเอาไว้ด้วยหินผาที่ยื่นออกมา ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็มองไม่เห็นแม้ว่าจะมีความสามารถปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุด หากแ
“ข้าเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน เจ้าจะบอกอีกกี่ครั้งผลก็ยังคงเดิม”“เพราะอย่างนั้นข้าจึงจะไปกับเจ้าอย่างไรเล่า”“ไม่ได้” กู้จื่อเหยียนปฏิเสธ“ข้าจะไป หรือไม่เจ้ากับข้าแยกกันไปคนละทาง ข้าไปทางเจ้าไปทาง อย่างไรคดีนี้ข้าเองก็มีส่วนรับผิดชอบ”กู้จื่อเหยียนถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ เขาเพียงหมุนตัวเดินขึ้นเขาไปเงียบๆ และได้ยินเสียงฝีเท้าของเหวินซวี่ไห่เดินตามมา หากแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปเอ่ยปากไล่ลึกๆ แล้วเขาเองก็รู้สึกโล่งใจที่มีคนติดตามขึ้นเขา เพราะอีกใจหนึ่งก็ให้หวั่นใจกับสิ่งที่รอเขาอยู่บนยอดเขา เขากังวลว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับสหาย ซึ่งหาได้รับรู้อะไรด้วยไม่“จื่อเหยียนเจ้าจะขึ้นยอดเขาหรือ”เมื่อมั่นใจแล้วว่าสหายเดินตรงขึ้นเขา หาได้มีจุดประสงค์จะเดินสำรวจเพียงอย่างเดียว เหวินซวี่ไห่ก็รีบเอ่ยถาม ในใจอดรู้สึกหวั่นขึ้นมาไม่ได้ เพราะบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ ทำให้เขาหายใจติดขัดด้วยความหวาดผวา จนแทบจะแสดงออกมาทางสีหน้า“ข้าอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง”“อะไรหรือ”“หลุมศพ”“หา!!!”“ข้าฝันเห็นสตรีผู้หนึ่งมาสามปีเต็ม นับจากที่ข้าสวมหมวกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วันนั้นที่ข้าใช้ดาบแทงปิศาจที่ทางขึ้นหั่วซาน ข้าเห็นคนผ
เหวินซวี่ไห่มองหน้าสหายแวบหนึ่ง จากนั้นก็ได้แต่พยักหน้า “เจ้าต้องระวังตัวด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นกับเราสองคน หากเลี่ยงได้ข้าเองก็ไม่อยากให้เจ้าไปเสี่ยงที่หั่วซานอีก”“วางใจเถิด ข้าเพียงไปที่วัด จะไม่เข้าใกล้หั่วซานอีก”“เช่นนั้นข้าก็วางใจ อย่าลืมพาคนของเราไปด้วย”กู้จื่อเหยียนเขียนจดหมายส่งกลับไปยังเมืองหลวงเงียบๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังหั่วซาน ยังคงกวนใจเขาไม่หยุดกระทั่งไม่อาจนอนหลับภาพใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่คุกเข่าหน่าหลุมศพ อีกทั้งบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย หากแต่อะไรบางอย่างทำให้เขามั่นใจว่ามันคือปลายยอดหั่วซานอันสูงชันนั้น“มันคืออะไรกันแน่”เขาพึมพำกับตัวเองเงียบ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับพยายามนอนให้หลับ ระหว่างที่กำลังพลิกตัวและหลับตาลงนั้น เขาหาได้สังเกตเลยว่ามีเงาวูบหนึ่งผ่านหน้าต่างไปเงานั้นวูบไหวไปยังห้องของเหวินซวี่ไห่ กระทั่งค่อยๆ เลือนหายเข้าไปด้านใน นับจากนั้นกระทั่งรุ่งสางเงานั้นก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลยรุ่งเช้าวันต่อมากู้จื่อเหยียนเดินทางไปที่วัดเฮยหลง ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเมืองหลงอู่ เขาเข้าพบไต้ซือไป๋อู่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ให้เข้าพบโดยดีเนื่องจากรู้ว่าอีกฝ่ายเป







