Masukนางซึ่งเป็นคนโผงผางและไม่ชอบเรื่องจุกจิก ทั้งยังรำคาญบุรุษจำพวกบัณฑิตที่แสดงท่าทีของผู้คงแก่เรียนที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักการที่กินไม่ได้ ไหนจะกฎข้อห้าม และธรรมเนียมหยุมหยิมมากมาย แค่นางได้สนทนาด้วยเพียงครั้งเดียวนางก็แทบจะเป็นลมแล้ว
“ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าข้ากระมัง เจ้าอายุเท่าไหร่”
“ยี่สิบสอง”
“เอ๋” ในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้นมาพิจารณาเขาอย่างจริงๆ จังๆ “อายุเท่าข้าหรอกหรือ นึกว่าเด็กกว่าเสียอีก” นางจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง และนั่นทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความอึดอัด
เฉิงเค่อฉวนประหลาดใจกับท่าทีของหญิงสาวเป็นอย่างมาก ตามที่สายสืบของตระกูลเฉิงรายงานมา นางก็คือนางมารประจิมที่ผู้คนต่างก็ร่ำลือกันไม่ผิดแน่ แต่จากที่ได้พูดคุยและพบปะ เขาพลันรู้สึกลังเลว่าอาจจะเชิญมาผิดคน หญิงสาวผู้นี้แม้จะมีท่าทีสงบเยือกเย็น อันที่จริงน่าจะบอกว่านางดูผ่อนคลายจึงจะถูก ทั้งที่รู้ว่าตนโดนกักตัวแต่รอบกายนางกลับไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ที่สมควรระมัดระวังตัว แล้วนางจะเป็นนางมารผู้ที่โค่นล้มจอมดาบประจิมได้อย่างไร
ทว่าแส้ที่ประดับพู่สีดำห้อยมุกอันแสนอัปลักษณ์ที่นางไม่ยอมให้ห่างกาย ก็คล้ายจะยืนยันตัวตนของนางได้เป็นอย่างดี
“เจ้าเคยได้ยินข่าวลือในอดีตเกี่ยวกับการก่อกบฏของแคว้นหนานเมื่อสองสามปีก่อนหรือไม่” จูเสวี่ยหลินชวนคุยคล้ายกับกำลังเบื่อ
เฉิงเค่อฉวนเองก็คล้ายจะรักษามารยาทกับแขกของเขา ซึ่งก็คือจูเสวี่ยหลินนั่นเอง ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าด้วยความลังเล “เคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่ชัดเจน ทำไมหรือ”
“เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
เฉิงเค่อฉวนไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของจูเสวี่ยหลิน ดังนั้นเขาจึงเล่าเท่าที่ตนเคยได้ยินมา ตราบใดที่เรื่องที่เขาเล่าไม่เกี่ยวกับเรื่องภายในของตระกูลเฉิง เขาก็ไม่รังเกียจที่จะสร้างความคุ้นเคยกับนาง เพราะหากนางเห็นเขาเป็นสหาย นั่นจะเป็นเรื่องดีต่อตระกูลเฉิง
“ได้ยินมาว่าอดีตจักรพรรดิถูกหนานหลิ่งอี้ ซึ่งเป็นน้องชายลอบวางแผนปลงพระชนม์ หลังจากนั้นหนานหลิ่งอี้ก็ลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันและไทเฮา ทำให้ทั้งสองต้องเร่ร่อนอยู่นอกวังหลวงอยู่นาน กระทั่งระหว่างนั้นจักรพรรดิองค์ปัจจุบันทรงพบกับพระอนุชาของพระองค์ที่เป็นฝาแฝดกัน ทั้งสองพระองค์ร่วมมือกันกอบกู้ราชบัลลังก์ ก่อนที่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันจะทรงขึ้นครองบัลลังก์”
“อะไรกัน! รายละเอียดปลีกย่อยเช่นมีใครบ้างที่มีความสำคัญ ใครบ้างที่อยู่ฝ่ายกู้บัลลังก์ ใครบ้างที่อยู่ฝ่ายกบฏทำนองนั้นเล่า ไม่มีเลยหรือ!”
จูเสวี่ยหลินสบถด้วยความเบื่อหน่าย นางอยากฟังเรื่องจากคนนอกบ้างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่นางก็ต้องผิดหวังที่มันไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเลยสักนิด
“แล้วเจ้าอยากให้มีอะไรเล่า”
“เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่าหนานหลิ่งอี้คนนี้มีจอมยุทธ์คนหนึ่งอยู่ข้างกาย เขาคนนี้ได้ยินมาว่าฝีมือร้ายกาจและโหดเหี้ยมมาก เขาเป็นเหมือนแขนขาของอ๋องจอมละโมบคนนี้เลยก็ว่าได้”
จูเสวี่ยหลินลองหยั่งเชิง เพื่อดูว่าอีกฝ่ายเคยได้ยินเรื่องของเจี่ยนอิงมาบ้างหรือไม่
“อ๋อ ที่แท้เจ้าก็หมายถึงเขานั่นเอง แน่นอนว่าข้าเคยได้ยินอยู่แล้ว เห็นว่าเป็นคนมีฝีมือคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่คนผู้นี้มีความเป็นมาไม่แน่นอน ทั้งยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำให้เข้าถึงตัวเขาได้ยากมาก ท่านพ่อของข้าถึงกับเอ่ยชมเขาอยู่บ่อยๆ เพราะมีคนที่เคยประมือกับเขาเปรยว่าฝีมือของเขากับท่านพ่อน่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน”
“ระดับเดียวกันเลยหรือ” จูเสวี่ยหลินครุ่นคิด
“ใช่ ที่จริงเทียบเชิญจากตระกูลเฉิงเองก็ส่งไปให้เขาแล้วด้วย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็หายตัวไปหลังจากกบฏถูกโค่นล้ม ทำให้กระทั่งวันนี้หลายคนยังคงคลางแคลงใจว่าระหว่างท่านพ่อกับเขาใครคืออันดับหนึ่งของทักษิณ ข้าจำชื่อแซ่ของเขาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ไม่แน่หากเจ้าอยากรู้ท่านพ่ออาจให้คำตอบเจ้าได้”
“แล้วพ่อของเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงอยากพบข้า”
“เขาก็คือเฉิงอวี้ฉือแห่งทักษิณอย่างไรเล่า เจ้าเคยได้ยินหรือไม่” ในยามที่เอ่ยถึงผู้เป็นบิดาเฉิงเค่อฉวนมีความภาคภูมิใจ และความเลื่อมใสแฝงอยู่ในน้ำเสียง ทำให้จูเสวี่ยหลินรับรู้ได้ในทันทีว่าเขาเทิดทูนบิดาเป็นอย่างมาก แต่เรื่องที่นางให้ความสนใจมากกว่านั้นคือเรื่องของอีกคนต่างหาก
แน่นอนว่าผู้ที่นางกำลังหลอกล่อถามเอากับเฉิงเค่อฉวนก็คือเรื่องของเจี่ยนอิง เพราะบุคคลที่เป็นดังแขนขาของหนานหลิ่งอี้จอมกบฏของแคว้นหนานก็คือเขา
หญิงสาวอยากจะรู้ระดับฝีมือที่แท้จริงของเขาในยุทธภพ จึงได้หลอกถามเอากับอีกฝ่ายและนางก็คิดถูกที่ทำเช่นนี้
หากวรยุทธ์แมวสามขาที่นางเรียนรู้มาจากเจี่ยนอิง สามารถเอาชนะไป๋ซูผู้เป็นใหญ่ของประจิม จูเสวี่ยหลินคงไม่ต้องกังวล หากว่าเจี่ยนอิงอาจจะต้องประมือกับผู้เป็นใหญ่ในแดนทักษิณอย่างเฉิงอวี้ฉือ
ถึงแม้ว่าในการจู่โจมไป๋ซูในวันนั้น นางจะเล่นนอกกติกาเล็กน้อย ด้วยการใช้วิวัฒนาการจากโลกอนาคต ทำให้อีกฝ่ายมองไม่เห็น และไม่อาจสัมผัสตัวตนของนางได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนท่าที่นางใช้ เป็นท่าไม้ตายที่เจี่ยนอิงบอกนางว่ามันสามารถปลดอาวุธคู่ต่อสู้ได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
และแน่นอนหากนางเอาชนะยอดฝีมือได้ในสองกระบวนท่า โดยที่นางยังเรียนรู้ได้ไม่ครบทั้งหมดเช่นนี้ แล้วอาจารย์ผู้สอนนางอย่างเจี่ยนอิงจะร้ายกาจสักเพียงใด
จูเสวี่ยหลินคิดไปก็กระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความนึกสนุก นางยอมติดตามคนเหล่านี้มาโดยดี ทั้งที่นางสามารถหลบหนีได้ทุกเวลา แม้ว่าพวกเขาจะเป็นยอดฝีมือของที่นี่ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบนางเลยแม้แต่น้อย นางสามารถหายวับไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา หรือจะบินหนีไปด้วยปีกบังคับเลยก็ยังได้ แต่นางไม่ทำเพราะนางกำลังใช้เรื่องนี้พิสูจน์บางอย่าง
นางต้องการพิสูจน์ว่าเจี่ยนอิงที่คืนความทรงจำแล้ว จะตามมาช่วยนาง หรือเขาจะทำเหมือนไม่สนใจ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็นับว่านางสมควรปล่อยวางจากเขาได้แล้ว แต่นางเดิมพันหมดหน้าตักเลยว่าเขาต้องมาแน่ๆ
ไม่มีทางที่นางจะคิดผิด เมื่อได้เห็นสายตาของเขาก่อนที่เขาจะเอ่ยบางอย่างแล้วถูกคนเหล่านี้ขัดจังหวะ
“ป่านนี้คงจะหัวเสียมากแน่ๆ”
หญิงสาวพึมพำคนเดียวเสียงเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยประโยคหลังกับเฉิงเค่อฉวน “นี่ ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ก่อนนะว่าข้าไม่ใช่คนดี ข้าหวังว่าตระกูลเฉิงของเจ้าคงจะยอมรับผลจากการเชิญข้ามาเช่นนี้”
นามของข้าคือ ‘อู๋อิงสง’ข้าเป็นบิดาของอู๋ฉงเหยา บุตรสาวที่เพิ่งจะหนีออกจากบ้านไปผู้นั้นนับตั้งแต่ในอดีตชีวิตของข้า และสหายซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นครอบครัวต้องผ่านอะไรมามาก กว่าที่พวกเราทั้งหมดจะได้มีชีวิตที่สงบสุขในหุบเขามังกรหลับเช่นทุกวันนี้ข้าคิดถึงค่ำคืนหนึ่งที่เหยาเอ๋อร์นอนซมเพราะเผลอทำมีดบาดตัวเอง นางเป็นคนที่หากมีแผลขึ้นมา เลือดของนางก็จะหยุดไหลช้ามาก หลายปีก่อนหน้านั้น เราทุกคนพยายามดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ค่อยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่นางเสียเลือดไปมากข้าถูกน้องเล็กไล่กลับกระท่อม ก่อนนางจะรับปากว่าจะเป็นผู้ที่ดูแลเหยาเอ๋อร์ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนข้าวางใจในตัวน้องสาวผู้นี้มากกว่าผู้ใด หากว่าเหยาเอ๋อร์เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในคืนนั้นข้าหลับลงอย่างยากเย็นและฝันประหลาดมาก ข้าฝันว่าบุตรสาวของข้าอุ้มกระต่ายบาดเจ็บกลับบ้าน นางเฝ้าฟูมฟักดูแลและรักษาบาดแผลกระต่ายตัวนั้นเป็นอย่างดี กระทั่งกระต่ายตัวนั้นหายดีนางจึงเลี้ยงเอาไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่งกระต่ายตัวนั้นกลับหนีหายไป นางเสียใจมากเฝ้าตามหากระต่ายตัวนั้นอยู่นานจนไม่ยอมกินไม่ยอมนอนข้าไม่อ
“เจ้าไม่สบายต้องนอนพัก”“ข้านอนมาทั้งวันแล้วเบื่อจะแย่ นะ...ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าอีกหน่อย”“เช่นนั้นเพียงครู่เดียวนะ”ข้าพยักหน้าด้วยความดีใจที่เขายอมอยู่เป็นเพื่อน ทั้งยังเอื้อมมือออกไปกุมมือเขาเอาไว้ เพราะกลัวเขาเปลี่ยนใจมือของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยเหมือนมือท่านพ่อ เนื่องจากพวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์และจับอาวุธ ทว่าไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ว่าแม้ทั้งสองจะมีความอบอุ่นเหมือนๆ กัน แต่ในความอบอุ่นนั้น ก็ยังมีความแตกต่างที่ข้าไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้“ท่านเล่านิทานให้ข้าฟังได้หรือไม่”“เจ้าอยากฟังเรื่องอะไรเล่า”“เรื่องของท่าน”“เรื่องของข้าหรือ...อืม เอาเป็นข้าจะเล่าเรื่องของบุรุษผู้โดดเดี่ยวให้เจ้าฟังแทนดีหรือไม่ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลับตาลงตอนที่ข้าเล่านะ”“ได้” ข้ารับปากและหลับตาลงทันที แต่มือของข้ายังคงยึดมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่เกิดมาจากห้องทดลอง ไม่ใช่เด็กที่มารดาคลอดออกมาเช่นเด็กทั่วไป และเพราะเช่นนั้นเขาจึงมีดวงตาที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาด ไม่อาจเผชิญหน้ากับผู้คนโดยตรง เนื่องจากคนเหล่านั้นต่างก็กล่าวหาว่าเขา
ข้าควรทำเช่นไรดี ปล่อยมือฉงเหยาไปเช่นที่ข้าเลือกทำในอดีต หรือข้าควรทำตามใจปรารถนาด้วยการรั้งนางเอาไว้ข้างกาย...“หากเจ้าอยากไปป่าไผ่กับข้า ข้าจะส่งข่าวไปยังหุบเขามังกรหลับ ไม่เช่นนั้นบิดามารดาเจ้า และบรรดาท่านลุงท่านน้าทั้งหลายจะเป็นกังวลเอาได้”“ได้ ข้าจะเขียนจดหมายด้วยตัวเอง”นางยิ้มร่าก่อนจะผละออกไปจากห้อง ชั่วขณะที่นางดึงตัวออกห่างจากข้า ข้าพลันรู้สึกว่างเปล่าจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปดึงนางกลับมาไม่ได้ข้าถามตัวเองซ้ำๆ หากวันหนึ่งบิดามารดาของนางยื่นคำขาดให้ข้าปล่อยมือจากนาง ข้าจะทำเช่นไรดี ...เสียงหนึ่งตอบกลับมาทันที ทั้งยังเป็นคำตอบที่น่ากลัวเหลือเกินคำตอบที่ว่า...ข้าคงจะพานางหนีไปให้ไกลแล้วไม่กลับมาอีกข้าหวังเหลือเกินว่าข้าคงไม่ต้องทำเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ คือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้อาวุโสทุกคนที่หุบเขามังกรหลับยอมรับตัวข้าไม่ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ขอเพียงในที่สุดแล้วข้าไม่ต้องสูญเสียทั้งครอบครัว และสตรีเดียวที่ข้ารักและหวงแหน ข้า...เจี่ยนอวิ๋นพร้อมจะทำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะเขียนจดหมาย และแนบไปพร้อมกับจดห
ใบหน้าบึ้งตึงของนาง ไม่อาจทำอะไรข้าได้ เนื่องจากข้านั้นดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยนางยังมีน้ำใจนำเสื้อผ้ามาให้ข้าเปลี่ยน เห็นชัดว่านางไม่ได้โกรธข้ามากมายอย่างที่ข้าคิดข้าส่งยิ้มให้นางและเดินหลบไปอีกด้านเมื่อนางก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูตามหลังทันทีที่นางก้าวเข้าห้อง ในใจวางแผนว่าหากพูดคุยกับนางไม่เข้าใจ ข้าจะไม่ปล่อยนางออกไปจากห้องโดยเด็ดขาด“เหยาเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงกล้าหนีออกมาจากหุบเพียงลำพัง รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด หากเจ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาแล้วไม่มีผู้ใดคอยช่วยจะว่าอย่างไร”“เอ๋ หนีออกมาจากหุบเขาเพียงลำพัง ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ข้ามากับพี่ซูแล้วก็พี่ชื่อ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ข้าลำบากแม้แต่น้อย”“พวกเขา...ไม่ใช่ว่าพวกเขาสะกดรอยตามเจ้ามาหรือ”“พวกเขามากับข้า บอกว่าจะพาข้าออกมาท่องเที่ยว”ฉงเหยาเอ่ยตอบข้าด้วยใบหน้างงงัน ในยามนั้นข้าจึงรู้ว่าข้ากำลังถูกหลอก เด็กหนุ่มทั้งสี่คนโกหกข้า พวกเขาหลอกข้าว่าฉงเหยาหนีออกมาจากหุบเขา ทั้งที่พวกเขาเองใช้นางเป็นข้ออ้างในการหนีออกมาจากหุบเขาหากจะดูจากระยะทางและช่วงเวลาแล้ว นั่นแสดงว่าในขณะที่หม่าเยว่ชื่อและสือหยางซู พาฉงเหยาหนีออกมาจากห
หลังจากทนตกเป็นเป้าสายตาอยู่หน้าร้านขนมตระกูลอิ่นสักพัก ข้าก็ได้รับเพียงคำตอบให้เดินเข้าไปด้านใน เนื่องจากผู้คนที่เข้ามาซื้อขนมอยู่กันเต็มร้าน ดังนั้นเด็กรับใช้คนแล้วคนเล่าจึงนึกว่าข้ามาที่ตระกูลอิ่น เพื่อติดต่อกับเจ้าบ้านข้าเห็นความวุ่นวายที่ผู้คนเริ่มหันมามองข้าและซุบซิบขึ้น จึงได้แต่รีบเดินเข้าไปด้านในด้วยตัวเอง สายตาก็มองกวาดไปเพื่อมองหาร่างที่คุ้นตาสามปีแล้วนางจะเปลี่ยนไปเพียงใดหนอ ข้าได้แต่คิดเช่นนี้ในใจ กระทั่งสายตาของข้าสานสบเข้ากับดวงตาคู่งามดวงตาคู่นั้นดึงดูดข้าเอาไว้จนข้าไม่อาจละสายตาไปได้ หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของดวงตาจ้องมองข้าเขม็ง ก่อนที่นางจะก้าวเดินเข้ามาหาข้าช้าๆข้ามั่นใจในทันทีว่านี่คือเหยาเอ๋อร์ของข้าจึงยื่นมืออกไปหานาง ทั้งยังส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าคาดการณ์เอาไว้ ฉงเหยาเดินผ่านข้าไปเฉยๆ ราวกับข้าไม่มีตัวตน นางไม่แม้แต่จะมองข้าทั้งที่ข้ามั่นใจว่านางจดจำข้าได้อย่างแน่นอน“เหยาเอ๋อร์”“คุณชายท่านนี้ได้โปรดระวังกิริยาด้วย”นางปรายตามองยังมือของข้าที่รั้งต้นแขนของนางเอาไว้ให้หยุดเดิน ข้าปล่อยแต่ก็ไม่อาจยอมให้นางเดินจากไป ข้ายืนขว
ข้าไม่อาจเอ่ยถ้อยคำที่ใจหวาดหวั่นออกมา ในใจลนลานจนไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน กระทั่งเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังมองการกระทำของข้า ซึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอยด้วยความงงงันข้าเดินเข้าออกกระท่อมหินหลายครั้ง เดินหาบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง ทว่าจนแล้วจนรอดข้ากลับเดินออกมามือเปล่าเนื่องจากไม่รู้ว่าต้องนำสิ่งใดติดตัวไปบ้างที่สำคัญไปกว่านั้น ข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มออกตามหานางจากที่ใด“ท่านน้าท่านจะไปไหน”“ออกไปตามหาเหยาเอ๋อร์”“แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุง ท่านอา ทุกคนให้ข้ามาหาท่านที่นี่ เพราะสงสัยว่านางจะมาหาท่าน”“หาข้า” ข้าเลิกคิ้วและเสียงสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ใช่ นางทิ้งจดหมายไว้บอกว่าคนเดียวที่นางจะแต่งให้คือท่าน ดังนั้นนางจะหนีตามท่านไปหากท่านลุงอิงสงไม่เห็นด้วย ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อดักพบนาง” เหยียนหย่งหลุนอธิบาย ทั้งยังมองข้าด้วยสายตาชอบกล“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม”“ท่านเองก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินใช่หรือไม่”“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”“เพราะหากท่านไม่แต่งนางเป็นฮูหยิน ข้าจะจับท่านมัดแล้วโยนเข้าห้องเหยาเอ๋อร์ ให้นางปล้ำท่านเสียเลย สองปีที่ท่านจากมารู้หรือไม่ว่านางมีสภาพเช่นไร ท
“ข้าอยู่ได้ทุกหลัง แต่กระท่อมหลังนั้นเป็นของข้ากับท่านพ่อท่านแม่”นางชี้ไปยังกระท่อมหลังหนึ่ง ข้าขมวดคิ้วแล้วมองไปยังกระท่อมหลังอื่นๆ“หลังนั้นเป็นของท่านน้ากับท่านน้าเขย แล้วก็ท่านพี่ทั้งสอง หลังนั้นของท่านอากับอาสะใภ้แล้วก็พี่ของข้าอีกสองคน หลังนั้นของท่านปู่ทั้งสองแต่ท่านปู่ทั้งสองเสียไปตั้งแต่ป
พี่ใหญ่‘ข้ารู้จากท่านแม่และท่านพ่อว่าท่านเป็นพี่ชายของข้า แต่ข้าไม่เคยพบท่านเลยสักครั้ง ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดว่าตอนที่พบกัน ท่านจะรู้จักข้าหรือไม่ แต่ข้ามานึกได้ว่าท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามีตัวตนข้าเรียกท่านว่าพี่ใหญ่ ท่านคงไม่โกรธข้านะ แม้ว่าข้าจะเป็นเพียงมนุษย์ที่ถูกท่านพ่อสร้างมา ไม่ใช่เด็กที่ท่
“ฝีมือของพี่ใหญ่ก้าวหน้าขึ้นมาก โดยเฉพาะในยามที่เขาโกรธ” เด็กหนุ่มละสายตาไปยังซวนอวี่และเฉิงเค่อฉวนที่ในยามนี้กำลังรับมือกับเกาหย่งหลิวและเส้าจงเซี่ย แต่รัศมีสายตาของเขากลับมองเห็นบางอย่างทำให้เขาคว้าแส้ของจูเสวี่ยหลินขึ้นมาแล้วสะบัดออกไปโดยไม่คิดอะไรเสียงกรีดร้องของเฉิงไห่ถังและเกาซือซือดังขึ้น ซ
เจี่ยนอวิ๋นรู้ดีว่าซวนอวี่กำลังสูญเสียการควบคุมตัวเอง เนื่องจากไม่สามารถรับความจริงที่โดนซวนอู่เย่หักหลังได้ที่สำคัญคือตลอดมานางโกรธแค้นกั๋วหรงมาก แต่เรื่องราวกลับกายเป็นว่าเขาไม่เคยหักหลังนางเลย ตรงข้ามกลับเป็นเขาที่พยายามช่วยชีวิตนาง จนตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้“ท่านสงบใจลงแล้วไตร่ตรอง







