Mag-log inหากนางลืมเลือนเขาไปเเล้ว...เขาจะทำเช่นไรดี ปล่อยนางไปเช่นนั้นหรือ ไม่! เขาทำไม่ได้ อาร์เจ หรือ จูเสวี่ยหลิน หญิงสาวจากโลกสกายเวิลด์ ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีทำให้สามารถเอาชนะยอดยุทธ์ จนนางได้รับฉายา 'เหมันต์ไร้ใจ' เจี่ยนอิง อดีตกบฏเเคว้นหนานที่เคยสูญเสียความทรงจำ เขาคือคนรักของนาง และเป็นผู้นำทางให้หญิงสาวค้นพบทางเดินชีวิตในโลกเเห่งอดีต โลกที่นางยังไม่รู้จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร เพราะนางไร้ซึ่งจุดหมายในชีวิตโดยสิ้นเชิง สกายเวิลด์เคยเป็นบ้านของนาง องค์กรนักล่าเป็นชีวิต เป็นจุดหมาย เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เเต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นอันตรธานหายไป ชีวิตนางจึงหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า กระทั่งนางหาเขาพบ เเสงนำทางในชีวิตของนางจึงเริ่มต้นขึ้น เขา...เป็นผู้เดียวที่นางต้องการอย่างแท้จริง
view moreในบรรดายอดฝีมือในยุทธภพ ถูกแบ่งออกเป็นยอดยุทธ์ผู้มีอิทธิพลทั้งสี่ทิศ โดยใช้หุบเขาซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสามแคว้นคือหนาน แคว้นจ้าวและแคว้นเยวี่ยเป็นจุดกึ่งกลาง
เมื่อไม่นานมานี้จอมดาบประจิม ‘ไป๋ซู’ ถูกโค่นล้ม ทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในตะวันตกมายาวนานกว่าสิบปี แต่ภายในคืนเดียว กลับมียอดยุทธ์ซึ่งมาพร้อมกับเงามืดเข้าประชิด ทั้งยังเอาชนะเขาได้เพียงแค่สองกระบวนท่า กระทั่งไป๋ซูเองก็ไม่กระจ่างว่าตนถูกเข้าประชิดถึงตัวได้อย่างไร
ร่ำลือกันว่าแม้แต่ใบหน้าของอีกฝ่าย ไป๋ซูก็ไม่อาจมองเห็น มีเพียงเสียงของคู่ต่อสู้เท่านั้นที่ทำให้กระจ่างว่าคู่ต่อสู้คือจอมยุทธ์หญิง!!
‘ข้าขอทราบนามของจอมยุทธ์หญิง’ ไป๋ซูที่เพิ่งหายตกตะลึงสูดลมหายใจแล้วเอ่ยถามออกไป
‘ไม่จำเป็น’
‘แต่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่ท่าน อย่างน้อยข้าขอทราบกระบวนท่าที่ท่านใช้...ได้หรือไม่’
‘เหมันต์ไร้ใจ’
สิ้นเสียงนั้นก็พลันเกิดความเงียบงัน สายลมท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ไป๋ซูได้แต่พึมพำเสียงเบาออกมา ‘เหมันต์ไร้ใจ’
นั่นเป็นบทสนทนาของผู้เยี่ยมยุทธ์สองคนที่เพิ่งจะประมือกัน หลังจากนั้นไม่ว่าไป๋ซูหรือผู้ใดก็ไม่เคยพบนางอีกเลย ทั่วทั้งยุทธภพต่างก็ควานหาตัวนางด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป
บ้างก็ต้องการประลองฝีมือ
บ้างก็ต้องการโค่นล้มนางที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งทิศประจิม
บ้างก็ต้องการชักชวนนางเข้าพรรค
นานวันเข้าชื่อเสียงของนางก็ยิ่งสะท้านไปทั้งยุทธภพ กระทั่งหลายคนเรียกนางว่า ‘มารประจิมเหมันต์ไร้ใจ’
คำร่ำลือปากต่อปากจากสองกระบวนท่าที่ประมือกับไป๋ซู กลายเป็นหนึ่งฝ่ามือไป๋ซูก็ล้มไม่เป็นท่า จากหนึ่งกระบี่กลายเป็นสู้กันด้วยมือเปล่า และจากจอมยุทธ์หญิงกลายเป็นนางมารเจ้าเล่ห์ที่โจมตีไป๋ซูโดยไม่ให้เขาได้ตั้งตัว
ทว่าไม่ว่าข่าวลือจะออกมาในแนวทางใด ก็ไม่อาจยั่วยุนางมารประจิมผู้นี้ให้ออกมาปรากฏตัวได้ นางคล้ายกับหมอกควันที่อยู่ๆ ก็ปรากฏกายต่อมาก็หายวับไปกับตา
ทิ้งไว้เพียงข้อกังขาที่ว่านางเป็นใคร และต้องการอะไร ไยจึงปรากฏตัวเพื่อสะเทือนฟ้าสะท้านยุทธจักรเพียงครั้งเดียว แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้...
ในขณะเรื่องเล่ากำลังเป็นหัวข้อการสนทนาของชาวยุทธ์ในโรงเตี๊ยม มุมหนึ่งยังมีหญิงสาวในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังนั่งจิบชาเงียบๆ โดยไม่สนใจผู้ใดทั้งนั้น
ใบหน้าเรียบเฉยที่แม้ไม่ได้งดงาม แต่ก็นับว่าสะดุดตาผู้พบเห็นไม่น้อย แม้หญิงสาวจะแต่งกายด้วยชุดรัดกุมของบุรุษ ทว่านางก็ไม่ได้พยายามปิดบังแม้แต่น้อยว่าตนคือสตรี
ทั้งยังเป็นสตรีที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ดูออกว่า ...ไม่แน่จริงอย่าได้กล้าเข้าไปตอแย หากมองเห็นใบหน้าและดวงตาอันแสนเย็นชา ราวกับกำลังปิดกั้นตนเองจากคนรอบข้างโดยสิ้นเชิงนั้น
บนโต๊ะตรงหน้าของหญิงสาวยังมีแส้หนังเส้นยาววางอยู่ นัยว่านั่นเป็นอาวุธคู่กาย บนด้ามของแส้เส้นนั้นมีไข่มุกสีชมพูน้ำงามเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งห้อยกับพู่ประดับสีดำ ซึ่งไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่ได้เข้ากันแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าผู้ถือครองคิดเช่นใดจึงใช้พู่สีนี้ประดับไข่มุกน้ำงามเช่นนี้ ...แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความในใจของผู้ที่พบเห็น เพราะไม่มีใครอาจหาญเข้าไปถามไถ่
จูเสวี่ยหลินวางเงินลงบนโต๊ะแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยม ก่อนหน้านี้เสี่ยวเอ้อได้พานางมาห้องพักแล้วรอบหนึ่ง หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดนางจึงลงไปหาอะไรกินที่ชั้นล่าง ทั้งที่ทุกครั้งนางมักจะชอบกินอาหารเงียบๆ ในห้องมากกว่า
ความทรงจำครั้งเก่าก่อนจากทุกมุมของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ทำให้นางไม่อยากอยู่เพียงลำพัง นางไม่อยากนั่งจมจ่อมอยู่กับความหลังที่ทำให้นางคิดถึงเขามากขึ้น เพราะที่นี่คือที่ซึ่งนางพบเขาอีกครั้งหลังจากเรื่องราวมากมาย
คนผู้หนึ่งสามารถมีชะตาชีวิตที่เลวร้ายได้เพียงใด บัดนี้นางค้นพบว่าชีวิตของตนดูจืดชืดไปสิ้น หากเทียบกับเขาผู้นั้น...ซึ่งเกิดมาจากครรภ์มารดาได้ไม่กี่ขวบปีก็โดนลักตัวไปจากอ้อมอกผู้ให้กำเนิด
สตรีจิตใจดำมืดผู้นั้น สอนให้เขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเงามืดที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว สอนให้เขาโหดเหี้ยม ฆ่าคนดังผักปลา สอนให้เขายืดเหนี่ยวนางเป็นดังเจ้าชีวิต ทำให้เขามองเห็นโลกเฉพาะในด้านที่ดำมืดไร้ซึ่งความดีงาม ไร้ซึ่งแสงสว่าง
เขา...ยึดมั่นในตัวนาง ทั้งรักและเทิดทูน บูชานางเหนือสิ่งใด ยอมมอบให้ได้แม้กระทั่งชีวิต ทว่าสุดท้ายแล้วนางก็หักหลังเขา ผลักเขาไปสู่ประตูแห่งความตาย เหยียบย่ำหัวใจดวงนั้นอย่างเลือดเย็น ทำให้โลกของเขาบิดเบี้ยวไปจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
...เขาผู้ซึ่งเป็นดังนกอินทรีที่บินหนีไปจากนาง ‘เจี่ยนอิง’
สองปีที่จูเสวี่ยหลินและเจี่ยนอิงเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสี่แคว้น เริ่มจากแคว้นหนาน แคว้นเยวี่ย แคว้นฉิน กระทั่งมาจบลงที่แคว้นจ้าว หญิงสาวตั้งใจจะพาเขากลับไปยังหุบเขามังกรหลับ สถานที่ซึ่งนางตั้งใจจะเรียกว่าบ้าน เนื่องจากพี่สาวร่วมสาบานของนางทั้งขู่เข็ญทั้งบังคับ เพื่อที่จะยัดเยียดให้นางเป็นหนึ่งในสมาชิก ทั้งที่นั่นไม่จำเป็นเลยเพราะนางเต็มใจเสียยิ่งกว่าเต็มใจ
ใครจะคิดว่าระหว่างที่กำลังจะเดินทางเข้าไปยังหุบเขามังกรหลับ เจี่ยนอิง...อาอิงของนางกลับจดจำเรื่องราวทุกอย่างได้
ความทรงจำของเขากลับมาแล้ว และนั่นทำให้เขาเตลิดไปด้วยความสับสน เขามองนางอย่างหวาดระแวงราวกับว่าหากยังยืนอยู่ใกล้นางเขาอาจโดนสังหาร เพราะนางคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มารดาซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูเขามาต้องตาย อีกทั้งเขาเองคล้ายตระหนักว่าตั้งแต่แรกเขาและนางต่างก็ยืนอยู่คนละฝั่ง
เขากับนางคือศัตรูกัน...
จูเสวี่ยหลินเจ็บปวดกับสายตาของเขายิ่งนัก ทว่าไม่ว่านางจะไล่ตามอย่างไรก็ไม่อาจติดตามเขาทัน วิชาตัวเบาของเขาหลังจากฟื้นความทรงจำทำให้นางตื่นตะลึง กอปรกับความตื่นตกใจทำให้หญิงสาวลืมสิ้นว่าหากใจเย็นสักนิด แล้วค่อยๆ แกะรอยติดตาม ด้วยความสามารถและวิวัฒนาการที่ล้ำหน้ากว่าของนาง ไม่มีทางที่เจี่ยนอิงจะหนีรอดไปจากสายตาของนางไปได้
นามของข้าคือ ‘อู๋อิงสง’ข้าเป็นบิดาของอู๋ฉงเหยา บุตรสาวที่เพิ่งจะหนีออกจากบ้านไปผู้นั้นนับตั้งแต่ในอดีตชีวิตของข้า และสหายซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นครอบครัวต้องผ่านอะไรมามาก กว่าที่พวกเราทั้งหมดจะได้มีชีวิตที่สงบสุขในหุบเขามังกรหลับเช่นทุกวันนี้ข้าคิดถึงค่ำคืนหนึ่งที่เหยาเอ๋อร์นอนซมเพราะเผลอทำมีดบาดตัวเอง นางเป็นคนที่หากมีแผลขึ้นมา เลือดของนางก็จะหยุดไหลช้ามาก หลายปีก่อนหน้านั้น เราทุกคนพยายามดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ค่อยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่นางเสียเลือดไปมากข้าถูกน้องเล็กไล่กลับกระท่อม ก่อนนางจะรับปากว่าจะเป็นผู้ที่ดูแลเหยาเอ๋อร์ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนข้าวางใจในตัวน้องสาวผู้นี้มากกว่าผู้ใด หากว่าเหยาเอ๋อร์เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในคืนนั้นข้าหลับลงอย่างยากเย็นและฝันประหลาดมาก ข้าฝันว่าบุตรสาวของข้าอุ้มกระต่ายบาดเจ็บกลับบ้าน นางเฝ้าฟูมฟักดูแลและรักษาบาดแผลกระต่ายตัวนั้นเป็นอย่างดี กระทั่งกระต่ายตัวนั้นหายดีนางจึงเลี้ยงเอาไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่งกระต่ายตัวนั้นกลับหนีหายไป นางเสียใจมากเฝ้าตามหากระต่ายตัวนั้นอยู่นานจนไม่ยอมกินไม่ยอมนอนข้าไม่อ
“เจ้าไม่สบายต้องนอนพัก”“ข้านอนมาทั้งวันแล้วเบื่อจะแย่ นะ...ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าอีกหน่อย”“เช่นนั้นเพียงครู่เดียวนะ”ข้าพยักหน้าด้วยความดีใจที่เขายอมอยู่เป็นเพื่อน ทั้งยังเอื้อมมือออกไปกุมมือเขาเอาไว้ เพราะกลัวเขาเปลี่ยนใจมือของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยเหมือนมือท่านพ่อ เนื่องจากพวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์และจับอาวุธ ทว่าไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ว่าแม้ทั้งสองจะมีความอบอุ่นเหมือนๆ กัน แต่ในความอบอุ่นนั้น ก็ยังมีความแตกต่างที่ข้าไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้“ท่านเล่านิทานให้ข้าฟังได้หรือไม่”“เจ้าอยากฟังเรื่องอะไรเล่า”“เรื่องของท่าน”“เรื่องของข้าหรือ...อืม เอาเป็นข้าจะเล่าเรื่องของบุรุษผู้โดดเดี่ยวให้เจ้าฟังแทนดีหรือไม่ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลับตาลงตอนที่ข้าเล่านะ”“ได้” ข้ารับปากและหลับตาลงทันที แต่มือของข้ายังคงยึดมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่เกิดมาจากห้องทดลอง ไม่ใช่เด็กที่มารดาคลอดออกมาเช่นเด็กทั่วไป และเพราะเช่นนั้นเขาจึงมีดวงตาที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาด ไม่อาจเผชิญหน้ากับผู้คนโดยตรง เนื่องจากคนเหล่านั้นต่างก็กล่าวหาว่าเขา
ข้าควรทำเช่นไรดี ปล่อยมือฉงเหยาไปเช่นที่ข้าเลือกทำในอดีต หรือข้าควรทำตามใจปรารถนาด้วยการรั้งนางเอาไว้ข้างกาย...“หากเจ้าอยากไปป่าไผ่กับข้า ข้าจะส่งข่าวไปยังหุบเขามังกรหลับ ไม่เช่นนั้นบิดามารดาเจ้า และบรรดาท่านลุงท่านน้าทั้งหลายจะเป็นกังวลเอาได้”“ได้ ข้าจะเขียนจดหมายด้วยตัวเอง”นางยิ้มร่าก่อนจะผละออกไปจากห้อง ชั่วขณะที่นางดึงตัวออกห่างจากข้า ข้าพลันรู้สึกว่างเปล่าจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปดึงนางกลับมาไม่ได้ข้าถามตัวเองซ้ำๆ หากวันหนึ่งบิดามารดาของนางยื่นคำขาดให้ข้าปล่อยมือจากนาง ข้าจะทำเช่นไรดี ...เสียงหนึ่งตอบกลับมาทันที ทั้งยังเป็นคำตอบที่น่ากลัวเหลือเกินคำตอบที่ว่า...ข้าคงจะพานางหนีไปให้ไกลแล้วไม่กลับมาอีกข้าหวังเหลือเกินว่าข้าคงไม่ต้องทำเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ คือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้อาวุโสทุกคนที่หุบเขามังกรหลับยอมรับตัวข้าไม่ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ขอเพียงในที่สุดแล้วข้าไม่ต้องสูญเสียทั้งครอบครัว และสตรีเดียวที่ข้ารักและหวงแหน ข้า...เจี่ยนอวิ๋นพร้อมจะทำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะเขียนจดหมาย และแนบไปพร้อมกับจดห
ใบหน้าบึ้งตึงของนาง ไม่อาจทำอะไรข้าได้ เนื่องจากข้านั้นดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยนางยังมีน้ำใจนำเสื้อผ้ามาให้ข้าเปลี่ยน เห็นชัดว่านางไม่ได้โกรธข้ามากมายอย่างที่ข้าคิดข้าส่งยิ้มให้นางและเดินหลบไปอีกด้านเมื่อนางก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูตามหลังทันทีที่นางก้าวเข้าห้อง ในใจวางแผนว่าหากพูดคุยกับนางไม่เข้าใจ ข้าจะไม่ปล่อยนางออกไปจากห้องโดยเด็ดขาด“เหยาเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงกล้าหนีออกมาจากหุบเพียงลำพัง รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด หากเจ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาแล้วไม่มีผู้ใดคอยช่วยจะว่าอย่างไร”“เอ๋ หนีออกมาจากหุบเขาเพียงลำพัง ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ข้ามากับพี่ซูแล้วก็พี่ชื่อ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ข้าลำบากแม้แต่น้อย”“พวกเขา...ไม่ใช่ว่าพวกเขาสะกดรอยตามเจ้ามาหรือ”“พวกเขามากับข้า บอกว่าจะพาข้าออกมาท่องเที่ยว”ฉงเหยาเอ่ยตอบข้าด้วยใบหน้างงงัน ในยามนั้นข้าจึงรู้ว่าข้ากำลังถูกหลอก เด็กหนุ่มทั้งสี่คนโกหกข้า พวกเขาหลอกข้าว่าฉงเหยาหนีออกมาจากหุบเขา ทั้งที่พวกเขาเองใช้นางเป็นข้ออ้างในการหนีออกมาจากหุบเขาหากจะดูจากระยะทางและช่วงเวลาแล้ว นั่นแสดงว่าในขณะที่หม่าเยว่ชื่อและสือหยางซู พาฉงเหยาหนีออกมาจากห











