บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดระหว่างสองพ่อลูกต้องยุติลง เมื่อร่างสูงโปร่งของตรีวิทย์พยุงแม่ครูช่อแก้วเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร พีระเห็นทั้งคู่เดินเข้ามาจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“สวัสดีครับแม่ครู”
พีระยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม พลางดันหลังลูกสาวเบา ๆ เป็นสัญญาณเตือนเรื่องมารยาท พริริมาจึงรีบยกมือไหว้ตามอย่างว่าง่าย
“สวัสดีค่ะ ไม่คิดว่าคุณท่านจะมาเยี่ยมเห็นหายไปเสียนาน” แม่ครูช่อแก้วรับไว้ด้วยรอยยิ้มใจดี
ก่อนที่พีระจะได้เอ่ยตอบอะไร ตรีวิทย์ก็ชิงเอ่ยถามที่คาใจเขาทันที สายตาคู่คมมองตรงไปยังผู้อุปการะเลี้ยงดู แต่ทุกคนรู้ดีว่าคำถามนั้นมีเจตนาส่งไปถึงใครอีกคน
“คุณลุงพาน้องแพงมาที่นี่ได้ยังไงครับเนี่ย ผมแปลกใจมากเลย”
ชายวัยกลางคนไอออกมาเบา ๆ เพื่อตั้งสติ เขาเหลือบมองลูกสาวที่ยืนก้มหน้างุดอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะตัดสินใจแก้หน้าให้เธออย่างแนบเนียนที่สุด
“อ๋อ ครับแม่ครู พอดีผมว่าง ๆ น่ะ เลยตั้งใจจะพายัยแพงมาเที่ยวพักผ่อนสักหน่อย”
เขาหันไปตอบแม่ครูช่อแก้วก่อน แล้วจึงหันมาทางตรีวิทย์พร้อมกับแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ
“...แล้วก็ถือโอกาสแวะมาเยี่ยมเด็ก ๆ ที่บ้านธารใจด้วย ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญมาเจอตรีที่นี่ไ
คำโกหกที่ดูแนบเนียนนั้น ทำให้พริริมาลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยคุณพ่อก็ยังรักษาหน้าลูกสาววัยม.ต้น ที่ริอ่านอยากตามผู้ชายมาไกลถึงจังหวัดเลย
ตรีวิทย์พยักหน้ารับช้า ๆ รอยยิ้มสุภาพปรากฉขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา แต่ไม่ปรากฏในแววตาคมกริบคู่นั้น
“ไม่เป็นเลยครับคุณลุง ดีแล้วครับที่แวะมาเยี่ยมเด็ก ๆ ที่นี่” เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
“เรื่องงานอาสากับเรื่องส่วนตัว มันคนละส่วนกันครับ ผมจัดการตัวเองได้”
แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ และคำพูดจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจของตรีวิทย์กลับรู้ดีกว่าใครทั้งหมด... ความบังเอิญไม่มีอยู่จริงสำหรับพริริมา
เขารู้ทันทีว่า ‘ทริปพักผ่อน’ ครั้งนี้ถูกวางแผนขึ้นมาโดยฝีมือน้องสาวบุญธรรมตัวดีเป็นแน่ ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายระคนจนใจ ไม่ว่าจะพยายามขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนแค่ไหน หรือหนีห่างออกมาไกลเท่าไหร่ เธอก็ยังหาทางทลายกำแพงนั้น และตามมาจนได้
“ตายจริง มัวแต่ยืนคุยกันอยู่ตรงนี้แดดร้อนๆ เชิญด้านในก่อนดีกว่าค่ะคุณ” แม่ครูช่อแก้วเอ่ยชวนอย่างมีน้ำใจ
“เดี๋ยวแม่จะให้เด็ก ๆ หาน้ำเย็น ๆ มาให้คุณพีระกับหนูแพงด้วย”
“ขอบคุณครับแม่ครู” ตรีวิทย์ตอบรับก่อนจะหันไปทางสองพ่อลูก
“เชิญคุณลุงกับน้องแพงไปพักที่โรงยิมก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อน ๆ”
“ลุงว่าอย่าดีกว่า ตรีไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ เถอะ ลุงคงอยู่ที่นี่ไม่นานหรอก”
พีระเอ่ยเสียงเรียบ แล้วหันไปมองหน้าเด็กสาวตัวป้อม ที่เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อแทบจะในทันที
“ไหนคุณพ่อบอกว่าจะค้างที่นี่ไงคะ รีสอร์ตเราก็จองเอาไว้แล้ว” เธอสวนทันควัน แม้จะยังมีความผิดติดตัว แต่ก็ยังไม่อยากจะกลับไปภายในวันนี้ ยิ่งเหลือบไปเห็นพี่จอมขวัญมองมาแล้วเธอยิ่งอยากอยู่
“จองได้ก็ยกเลิกได้ อีกอย่างพ่อก็มีงานพรุ่งนี้ด้วย”
“แต่แพงอยากอยู่กับพี่ตรี!”
ในที่สุด ความอดทนของพริริมาก็ขาดผึง เธอโพล่งออกมาเสียงดังฟังชัด จนทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต้องหันมามองเป็นตาเดียว พีระขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่ตรีวิทย์ได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ ออกมาอย่าง
เหนื่อยหน่าย
“แพง...” คราวนี้พีระกดเสียงต่ำ เชิงเตือนสติลูกสาว
ทว่าคนตัวกลมไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว เธอเดินตรงเข้าไปหาตรีวิทย์ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ และเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำใส
“แพงขออยู่เที่ยวกับพี่ตรีที่นี่ด้วยคนนะคะ นะคะพี่ตรี... แพงสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี จะไม่ก่อเรื่อง จะไม่วุ่นวายเลย”
แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะเต็มไปด้วยความออดอ้อนน่าสงสารเพียงใด แต่ครั้งนี้ตรีวิทย์กลับใจแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ เขามองลึกลงไปในดวงตาของเธอด้วยแววตาที่ราบเรียบและเย็นชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดจน
พริริมาใจหาย
“ไม่ได้หรอกแพง พี่มาทำงาน ไม่ได้มาเที่ยวเล่น”
“แต่...”
“ไม่มีแต่...” เขาจัดบทอย่างรวดเร็ว
“พี่ให้เราเลือกสองทาง... จะกลับกับคุณลุงตอนเย็น หรือจะกลับตอนนี้เลย... เลือกเอา!”
ชายหนุ่มยื่นคำขาดไร้หนทางประนีประนอม ทำให้พริริมาถึงกับพูดไม่ออก เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นคำสั่งที่เธอต้องปฏิบัติตามสถานเดียว
หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักลงมาอาบสองแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ สุดท้าย เธอก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วตอบเสียงสั่นเครือ
“...ตอนเย็นก็ได้ค่ะ”
พีระได้แต่พ่นลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจไม่ต่างกัน ไม่รู้ว่านิสัยแบบนี้เมื่อไรจะแก้หาย แม้จะมีตรีวิทย์ที่สั่งสอนได้ แต่จะได้อีกนานแค่ไหนกัน
หลังจากตกลงกันได้แล้ว บรรยากาศก็กลับมาสู่ความปกติ แต่เป็นปกติแบบจอมปลอม พีระขอตัวไปพักผ่อนที่เรือนรับรอง ซึ่งแม่ครูช่อแก้วจัดเตรียมไว้ให้ โดยทิ้งลูกสาวตัวดีไว้ภายใต้ความดูแลของตรีวิทย์ตลอดทั้งวัน
และพริริมาก็ทำตามที่ใจต้องการได้อย่างที่คิดเอาไว้ เด็กสาวตามติดตรีวิทย์ไปทุกที่ราวกับเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าเขาจะเดินไปผสมปูนช่วยเพื่อน ๆ ขนอิฐ หรือนั่งพักเพื่อดื่มน้ำ เธอก็มักจะไปนั่งอยู่ข้าง ๆ เสมอ สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่เขาแทบจะตลอดเวลา จนเพื่อนที่มาร่วมออกค่ายอาสาเริ่มรู้สึกอึดอัดแทน และต่างหันไปซุบซิบกัน
“เอ้ย! คีตะ เด็กนั้นเป็นใครวะ ตามติดไอ้ตรีอย่างกับปลิง”
เพื่อนคนหนึ่งกระซิบถาม ขณะที่พวกเขากำลังช่วยกันตอกตะปู
คีตะเหลือบมองไปยังเด็กตัวอ้วนอย่างพริริมา ที่กำลังนั่งพัดให้
ตรีวิทย์อยู่ใต้ร่มไม้ สีหน้านั้นดูเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะส่ายหัวแล้วตอบกลับไปสั้น ๆ
“เจ้ากรรมนายเวรไอ้ตรีมัน” พูดจบก็เดินหนีไปทันที ทิ้งให้เพื่อนกลุ่มนั้นยืนงงกันเป็นแถว
แม้วันนี้จะดีใจได้ตามพี่ตรีมาที่นี่ แต่สิ่งที่ทำให้พริริมาหงุดหงิดใจและแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาตลอดทั้งวันคือภาพความสนิทสนมที่ดูจะ ‘เกินคำว่าเพื่อน’ ระหว่างตรีวิทย์กับจอมขวัญ
ทุกครั้งที่ตรีวิทย์มีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลืออะไรบางอย่าง จอมขวัญจะเป็นคนแรกที่ก้าว่เข้าไปหาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการส่งผ้าเย็นให้ซับเหงื่อ ช่วยหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือ หรือแม้แต่การคุยหยอกล้อด้วยเรื่องที่เธอไม่เข้าใจ สายตาที่ทั้งสองมองกันมันเต็มไปด้วยความห่วงใยและความรู้สึกพิเศษที่คนนอกอย่างเธอก็ดูออก
“ตรี... ดื่มน้ำหน่อยไหม”
จอมขวัญยื่นแก้วน้ำเย็นไปให้ ชายหนุ่มรับมาดื่มทว่าดวงตากลับจดจ้องใบหน้าหวานของหญิงสาวแทบไม่วาง
“น้ำเย็นชื่นใจมากเลย” เขายื่นแก้วคืนให้พร้อมรอยยิ้ม
“ชื่นใจที่ได้ดื่มน้ำเย็นเหรอ?”
“เปล่าชื่นใจที่ขวัญเป็นคนเอามาให้ต่างหาก”
บริเวณนั้นแทบกลายเป็นลานน้ำตาลทันที เมื่อทั้งคู่ต่างหยอด
คำหวานไปมา
“ถ้าอยากให้ชื่นกว่านี้ ขวัญว่าเราไปช่วยเพื่อน ๆ ทำฝายดีไหมคะ”
“ครับ” เขาตอบรับคำ แล้วก็เดินตามหลังไป
ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน และความริษยาค่อย ๆ กัดกินหัวใจดวงน้อยของเด็กหญิงวัยสิบสี่ปี ที่ยืนดูอยู่ไม่ไกล มืออวบกำเข้าหากันแน่น รอยยิ้มหวาน ๆ นั่น น้อยครั้งนักที่จะเห็นพี่ตรีมอบมันให้กับเธอ แต่พอเป็นพี่จอมขวัญเขากลับยิ้มให้บ่อย ๆ จนน่าอิจฉา